แม้จะผ่านมานานกว่า 8 ปีแล้วนับตั้งแต่ Carlos Ghosn อดีตประธานและ CEO ของ Nissan ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดทางการเงินและการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส แต่ชื่อของเขายังคงถูกพูดถึงในฐานะผู้บริหารที่สามารถพลิกฟื้น Nissan ได้อย่างน่าสนใจในอดีต

ล่าสุด ระหว่างการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Nissan เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีผู้ถือหุ้นบางส่วนเสนอแนวคิดให้ Carlos Ghosn กลับมามีบทบาทในการบริหารบริษัทอีกครั้ง โดยถือเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่สะท้อนความไม่พอใจต่อสถานการณ์ของ Nissan ภายใต้การบริหารของ Ivan Espinosa CEO คนปัจจุบัน ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากผลประกอบการที่อ่อนแอ ยอดขายที่ลดลงในหลายตลาดสำคัญ รวมถึงราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

(Carlos Ghosn)

รายงานจาก Automotive News ระบุว่า ผู้ถือหุ้นรายหนึ่งกล่าวในที่ประชุมว่า Nissan “ต้องการผู้นำแบบ Ghosn” แม้จะยอมรับว่าอดีตผู้บริหารรายนี้มีข้อบกพร่องและมีคดีความติดตัวอยู่ก็ตาม

หากย้อนกลับไปในปี 1999 Carlos Ghosn ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยกอบกู้ Nissan จากวิกฤตทางการเงิน หลัง Renault เข้าถือหุ้นในบริษัท โดย Ghosn ได้ดำเนินแผน Nissan Revival Plan ปรับโครงสร้างองค์กร ลดต้นทุน ปิดโรงงาน และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานจนทำให้ Nissan กลับมาทำกำไรได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว จนได้รับฉายาว่า “Le Cost Killer” และกลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม เส้นทางอาชีพของเขากลับพลิกผันในเดือน พฤศจิกายน 2018 เมื่ออัยการญี่ปุ่นเข้าจับกุม Ghosn ภายใต้ข้อกล่าวหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการรายงานค่าตอบแทนต่ำกว่าความเป็นจริง การนำความเสียหายทางการเงินส่วนตัวมาให้บริษัทรับภาระ รวมถึงการใช้ทรัพยากรของบริษัทเพื่อประโยชน์ส่วนตน Ghosn ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด พร้อมระบุว่าตนตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งภายใน Nissan และกลุ่มผู้บริหารที่ไม่ต้องการให้ความร่วมมือระหว่าง Nissan และ Renault มีความแน่นแฟ้นมากขึ้น

 

(Carlos Ghosn)

คดีดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงในช่วงปลายปี 2019 เมื่อ Ghosn หลบหนีออกจากประเทศญี่ปุ่นระหว่างได้รับการประกันตัว โดยมีรายงานว่าเขาถูกซ่อนตัวอยู่ภายในกล่องอุปกรณ์เครื่องเสียงสำหรับการแสดงคอนเสิร์ต ก่อนเดินทางผ่านตุรกีไปยังประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับญี่ปุ่น นับจากวันนั้น Ghosn ไม่เคยเดินทางกลับญี่ปุ่นอีกเลย และยังคงพำนักอยู่ในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน จนถึงปัจจุบัน

นอกจากคดีในญี่ปุ่นแล้ว ในปี 2022 ทางการฝรั่งเศสยังออกหมายจับ Carlos Ghosn เพิ่มเติมในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของ Renault และธุรกรรมทางการเงินบางส่วนในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารอีกด้วย ส่งผลให้สถานะทางกฎหมายของเขายิ่งซับซ้อนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีผู้ถือหุ้นบางส่วนแสดงความต้องการให้ Ghosn กลับมาช่วยกอบกู้ Nissan อีกครั้ง แต่ในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นจริง

 

(Ivan Espinosa)

หาก Nissan ต้องการแต่งตั้ง Carlos Ghosn กลับมาดำรงตำแหน่งบริหาร บริษัทจะต้องเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายและการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับภาครัฐญี่ปุ่น หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน ตลอดจนภาพลักษณ์ขององค์กรที่อาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแต่งตั้งบุคคลที่ยังมีหมายจับและคดีความค้างอยู่ในหลายประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นของ Ghosn เองก็แทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเขายังคงเป็นผู้ต้องหาที่หลบหนีออกจากกระบวนการยุติธรรมของญี่ปุ่น ทำให้การกลับมาบริหารงานจากสำนักงานใหญ่ในเมืองโยโกฮาม่าแทบไม่มีความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ

ดังนั้น แม้ชื่อของ Carlos Ghosn จะยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะสัญลักษณ์ของยุคที่ Nissan เคยกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ข้อเสนอจากผู้ถือหุ้นในครั้งนี้น่าจะเป็นเพียงการสะท้อนความไม่พอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบันของบริษัท มากกว่าจะเป็นแผนงานที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง และบางที สิ่งที่น่าสนใจกว่าการกลับมาของ Carlos Ghosn อาจไม่ใช่ตัวเขาเอง แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ถือหุ้นบางส่วนของ Nissan เริ่มสิ้นหวังกับอนาคตของบริษัท จนพร้อมจะหวนคิดถึงอดีตผู้นำที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในฐานะผู้หลบหนีคดีระหว่างประเทศเสียมากกว่า

ที่มา : Roadandtrack