ย้อนกลับไปเมื่อปี 1998 BMW เปิดตัว X5 เจเนอเรชันแรกด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด SUV ผสานความคล่องตัวแบบรถซีดานเข้ากับพื้นที่ใช้สอยและตำแหน่งการนั่งที่สูงกว่าอย่างลงตัว นับจากนั้น BMW ได้พัฒนารถรุ่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง และสำหรับ X5 เจเนอเรชันที่ 5 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รุ่นแรก ด้วยงานออกแบบใหม่ตามแนวคิด Neue Klasse และทางเลือกขุมพลังที่หลากหลายที่สุด ทั้งเครื่องยนต์สันดาป Plug-in Hybrid ขุมพลังไฟฟ้า รวมไปถึงรุ่นสมรรถนะสูงเครื่องยนต์ V8 และรุ่นพลังงานไฮโดรเจนในอนาคต
ดีไซน์ภายนอกของ X5 ใหม่ได้รับอิทธิพลจาก BMW iX3 รุ่นใหม่ที่เปิดตัวก่อนหน้า โดยนำภาษาการออกแบบ Neue Klasse มาใช้ ทั้งพื้นผิวตัวถังที่เรียบสะอาดและกระจังหน้าทรง Visor แต่ทีมออกแบบไม่ได้เพียงแต่จะขยายสัดส่วนของ iX3 ให้ใหญ่ขึ้น เพราะ X5 มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งชุดไฟหน้าแบบ Double X Light Icons ที่รวมไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟ Daytime Running Light เข้าไว้ในชุดเดียว เพิ่มความโดดเด่นยิ่งขึ้น
ด้านข้างตัวรถมาพร้อมมือเปิดประตูแบบใหม่ที่ติดตั้งบนเสาประตู (Wing Handle) ซีลกระจกแบบซ่อน และซุ้มล้อทรงเหลี่ยมที่ให้ภาพลักษณ์แข็งแกร่งกว่าทุกเจเนอเรชั่น มาพร้อมล้ออัลลอยขนาดมาตรฐานขนาด 21 นิ้ว และสามารถเลือกอัปเกรดเป็นล้อขนาดใหญ่สุดได้ถึง 23 นิ้วได้จากโรงงาน ระบบกันสะเทือน Adaptive Damper เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนระบบถุงลม Air Suspension มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม
ด้านท้ายติดตั้งไฟท้ายทรงเรียวยาวที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ Double X เช่นเดียวกับด้านหน้า ส่งผลให้ภาพรวมของตัวรถมีความทันสมัยและมีความสปอร์ตมากขึ้น แม้จะยังคงเอกลักษณ์ของ X5 เอาไว้อย่างชัดเจน BMW ระบุว่ารูปลักษณ์ใหม่นี้ทำให้ X5 ดูทันสมัยและมีบุคลิกใกล้เคียงรถยนต์นั่งมากกว่าเดิม
ห้องโดยสารได้รับการยกระดับทั้งด้านวัสดุและเทคโนโลยี โดยแพ็กเกจเสริม Clear and Bold เพิ่มการตกแต่งด้วยหินชนวน (Slate) แท้บนคอนโซลกลาง พร้อมชุดคันเกียร์และปุ่มปรับระดับเสียงที่ใช้วัสดุกระจก นอกจากนี้ยังมีไฟ Ambient Light พาดยาวตลอดแนวแผงคอนโซล และหลังคากระจก Panoramic ขนาดใหญ่พื้นที่ราว 2.6 ตารางเมตร ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น

พวงมาลัยมาตรฐานเป็นแบบก้านแนวตั้งดีไซน์เดียวกับ iX3 ใหม่ แม้เลือกแพ็กเกจ M Sport ก็ยังคงใช้พวงมาลัยรูปแบบนี้ แต่หากอัปเกรดเป็น M Sport Professional จะได้รับพวงมาลัยดีไซน์ดั้งเดิมที่ให้ภาพลักษณ์สปอร์ตมากกว่า นอกจากนี้ X5 ทุกรุ่นยังติดตั้งระบบ Soft Close Door เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนระบบเปิด-ปิดประตูอัตโนมัติเต็มรูปแบบต้องเลือกติดตั้งเพิ่มเติม
ระบบ Infotainment ที่จะเป็นระบบใดไมไ่ด้นอกจาก BMW Panoramic iDrive รุ่นล่าสุด ประกอบด้วยจอกลางแบบสัมผัสขนาด 17.9 นิ้ว และจอแสดงผลแบบ Panoramic Vision ที่ทอดยาวบริเวณฐานกระจกบังลมหน้า เสริมด้วยระบบ Head-up Display แบบ 3 มิติ และสามารถเลือกติดตั้งจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 14.6 นิ้ว เพื่อรับชมภาพยนตร์หรือสื่อบันเทิงระหว่างเดินทางได้
แม้จะมาพร้อมงานออกแบบ Neue Klasse แต่ทั้ง X5 และ iX5 ใหม่ไม่ได้พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Neue Klasse เหมือน iX3 และ i3 รุ่นใหม่ โดยยังคงใช้โครงสร้าง CLAR ที่ได้รับการปรับปรุงจากรุ่นเดิม เพื่อรองรับทั้งเครื่องยนต์สันดาป Plug-in Hybrid และขุมพลังไฟฟ้าครบทุกรูปแบบบนแพลตฟอร์มเดียว
โดยรุ่นเครื่องยนต์สันดาปเริ่มต้นด้วย X5 40 ขับเคลื่อนล้อหลัง และ X5 40 xDrive ขับเคลื่อนสี่ล้อ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง ความจุ 3.0 ลิตร TwinPower Turbo พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ทำงานร่วมกับระบบ Mild Hybrid 48V ให้กำลังสูงสุด 394 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 580 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Sport Steptronic เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 19 แรงม้า และ 61 นิวตัน-เมตร ส่งผลให้อัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ประมาณ 5.1 วินาที
ขณะที่รุ่น X5 50e xDrive Plug-in Hybrid ที่ใช้ขุมพลังเดียวกันแต่เพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาในระบบขับเคลื่อน จะมีพละกำลังรวม 483 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 26.5 kWh ทำให้ระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนเพิ่มเป็น 71 กิโลเมตร
นอกจากนี้ยังมีรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง ความจุ 3.0 ลิตร TwinPower Turbo พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ทำงานร่วมกับระบบ Mild Hybrid 48V ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 650 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 11 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Sport Steptronic ขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive พร้อมระบบเฟืองท้าย M Sport
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ BMW iX5 60 xDrive รถยนต์ขุมพลังไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกของตระกูล X5 ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ให้กำลังรวม 570 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 804 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 4.4 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 144 kWh ให้ระยะทางขับขี่ตามมาตรฐาน EPA สูงสุด 700 กิโลเมตร รองรับสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800 โวลต์ ชาร์จเร็ว DC กระแสตรงด้วยกำลังสูงสุด 460 kW ใช้เวลาชาร์จจาก 10-80% เพียง 22 นาที หรือเพิ่มระยะทางได้ราว 274 กิโลเมตรในเวลา 10 นาที พร้อมรองรับระบบชาร์จไฟแบบสองทิศทาง (Bidirectional Charging) เพื่อจ่ายไฟกลับเข้าสู่บ้านหรือชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าคันอื่นได้เช่นกัน
นอกจากขุมพลังเครื่องยนต์สันดาป Plug-in Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว BMW ยังเตรียมเปิดตัว iX5 Hydrogen ที่ใช้ระบบเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Fuel Cell) ตามมาในภายหลัง โดยคาดว่าจะมีระยะทางขับขี่สูงสุดประมาณ 750 กิโลเมตร ต่อการเติมไฮโดรเจนหนึ่งครั้ง ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของระบบขับเคลื่อนปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ควบคู่ไปกับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในตระกูล X5 ใหม่
ที่มา: Carscoops
