Kia เปิดตัว Niro รุ่นปี 2027 สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ หลังจากเผยโฉมครั้งแรกในต่างประเทศเมื่อเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา โดยรถรุ่นปรับโฉมจะเริ่มวางจำหน่ายภายในช่วงฤดูร้อนปี 2027 นี้ พร้อมอัปเดตดีไซน์ใหม่ ห้องโดยสารที่ทันสมัยขึ้นที่มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุด และเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อน Hybrid เพียงรูปแบบเดียว หลังยุติการจำหน่ายรุ่นไฟฟ้า EV ในตลาดสหรัฐฯ
ภายนอกได้รับการปรับรายละเอียดให้ดูหรูหราและทันสมัยกว่าเดิม เริ่มจากชุดไฟหน้า Star Map ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับด้านหน้า เสริมด้วยกันชนหน้าและกระจังหน้าที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด ขณะที่ด้านท้ายเปลี่ยนฝากระโปรงท้ายให้ดูเรียบง่ายยิ่งขึ้น ย้ายตำแหน่งป้ายทะเบียนลงไปอยู่บนกันชนหลังและปรับโคมไฟท้ายให้มีมิติแบบสามมิติ (3D) พร้อมเพิ่มสีตัวถังใหม่สีเงิน Ivory Silver และสีเบจ Sunset Beige

ภายในห้องโดยสารได้รับการยกระดับเช่นกัน ด้วยพวงมาลัยดีไซน์ใหม่และแผงหน้าจอแบบโค้ง (Panoramic Curved Display) โดยรุ่นท๊อปจะติดตั้งมาตรวัด Full Digital ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานร่วมกับหน้าจอระบบ Infotainment ขนาด 12.3 นิ้ว นอกจากนี้ รถที่ติดตั้งระบบ Kia Connected Car Navigation Cockpit ยังรองรับปุ่มควบคุมแบบ Quick Controls และการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ Over-the-Air (OTA) เพิ่มความทันสมัยไปอีกขั้น
สำหรับระบบขับเคลื่อน Kia ตัดตัวเลือกรุ่นไฟฟ้าออกทั้งหมด เหลือเพียงเครื่องยนต์ Hybrid ที่จับคู่เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.6 ลิตร กับระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 139 แรงม้า และแรงบิด 265 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ Dual-Clutch 6 จังหวะ (6DCT) ขับเคลื่อนล้อหน้า
สมรรถนะของ Niro Hybrid รุ่นปี 2027 ทำอัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 10.7 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 175 กม./ชม. ถึงแม้ Kia จะยังไม่เปิดเผยตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะใกล้เคียงรุ่นเดิมที่ทำได้สูงสุดประมาณ 22.5 กม./ลิตร
แม้ชุดขับเคลื่อนจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ Kia ระบุว่าได้ปรับปรุงประสบการณ์การขับขี่ด้วยการเซ็ตระบบกันสะเทือนใหม่ เพิ่มความนุ่มนวลของช่วงล่าง ลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร และปรับการตอบสนองของตัวรถให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้การเดินทางทั้งในเมืองและทางไกลมีความสบายกว่าเดิม
ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ได้ปรับปรุงไปอีกขั้นเริ่มต้นด้วยระบบ Forward Collision Avoidance Assist เพิ่มความสามารถในการตรวจจับรถขณะเลี้ยวผ่านทางแยก การตรวจจับผู้ขับขี่จักรยาน และการเตือนรถสวนทาง ขณะที่ระบบ Lane Following Assist 2 ได้เพิ่มเซ็นเซอร์ตรวจจับการจับพวงมาลัย (Hands-on Detection) เพื่อประเมินว่าผู้ขับยังควบคุมรถอยู่หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีระบบ Highway Drive Assist 2 เป็นอุปกรณ์เสริม และในรุ่น SX Touring ยังเลือกติดตั้ง Blind-Spot View Monitor และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศาได้

สำหรับไลน์อัป รุ่นปี 2027 จะมีให้เลือกตั้งแต่ LX S EX SX และ SX Touring โดยรุ่น S เป็นรุ่นย่อยใหม่ที่เข้ามาแทรกกลางระหว่าง LX และ EX เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า Kia ยังไม่ประกาศรายละเอียดอุปกรณ์แต่ละรุ่น รวมถึงราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยเพิ่มเติมก่อนเริ่มวางจำหน่ายในช่วงกลางปีนี้
ที่มา: Carscoops
