Mitsubishi Pajero ถือเป็นรถยนต์ประเภท BODY-ON-FRAME SUV รุ่นโด่งดังของญี่ปุ่น และถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญอีกรุ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ Mitsubishi Motors ถือกำเนิดสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อปี 1982 ก่อนที่จะโด่งดังเป็นพลุแตก ด้วยการคว้าแชมป์เจ้าทะเลทราย ในรายการแข่งขันสุดหฤโหด Paris – Dakar แรลลี ในยุค 1980- 2005 ติดต่อกันหลายปี กลายเป็นว่า Pajero มีชื่อเสียงขึ้นมาได้ เพราะลงแข่งในรายการ Paris – Dakar ในทางกลับกัน การแข่งขันรายการนี้ ก็โด่งดังได้ เพราะ Pajero เช่นเดียวกัน!

ชื่อ Pajero นั้น แท้จริงแล้ว มีที่มาจาก เสือแมวป่า Pampas cat ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Leopardus Pajeros” ปกติแล้ว เสือแมวป่า ชนิดนี้ จะอาศัยอยู่บนที่ราบสูง Patagonia ทางตอนใต้สุดของทวีป South America (พื้นที่ตอนใต้ของประเทศ Argentina และ Chile)

เอกสารข่าว Press Release สำหรับสื่อมวลชนที่เผยแพร่ออกมา ในวันเปิดตัวของ Pajero รุ่นแรก ในตลาดญี่ปุ่น เมื่อ วันที่ 22 เมษายน 1982 ระบุชัดเจนว่า การนำชื่อนี้มาใช้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสะท้อนถึงบุคลิกอันโดดเด่นของรถขับเคลื่อนสี่ล้อรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานจิตวิญญาณแห่งความดิบเถื่อนของธรรมชาติเข้ากับความงดงามได้อย่างลงตัว

สำหรับตลาดส่งออก โดยเฉพาะ Europe , North Amercia , South America , Latin America ในบางประเทศ Mitsubishi Motors จำเป็นต้องทำตลาด Pajero โดยเปลี่ยนไปใช้ชื่อใหม่แทน อย่าง MONTERO (แปลว่า นักล่าแห่งขุนเขา) หรือโชกุน SHOGUN (ชื่อเรียก ขุนนางชนชั้นปกครองของญี่ปุ่น) มาใช้แทน เพราะคำว่า Pajero นั้น ในภาษาสเปน อ่านว่า “ปา-เฮ-โร่” แปลเป็นภาษา Slang ซึ่งหากคุณอยากทราบความหมาย ก็สามารถเปิดหาดูได้ในบทความเก่าๆของ Mitsubishi Pajero บน Headlightmag.com ของเรา กันเอาเอง

นับตั้งแต่ ออกสู่ตลาดครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 เมษายน 1982 จนถึง วันสิ้นสุดการผลิตของ รถรุ่นที่ 4 เมื่อ เดือนกรกฎาคม 2021 Mitsubishi Motors ผลิตและส่งออก SUV พันธุ์แท้ คันนี้ ไปทำตลาดถึงกว่า 170 ประเทศทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย) และมีตัวเลขยอดผลิตสะสมรวมกันทั้งสิ้นตั้งแต่ ปี 1982 – 2018 มากถึง 3,239,131 คัน และถ้ารวมจนถึงเดือนกรกฎาคม 2021 ประมาณว่ามียอดผลิตรวมกว่า 3.25 ล้านคัน! โดยในจำนวนนี้ มีลูกค้าชาวญี่ปุ่น อุดหนุนไปรวมทั้งสิ้น 645,984 คัน!

ไม่เพียงเท่านั้น Pajero ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ที่ทำให้ ผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้อง นำไปแตกหน่อ ต่อยอด พัฒนาออกมาเป็น รถยนต์ Off-road ตัวลุย ตระกูล “PAJERO Series” อีกมากมายหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น น้องชายคันกระทัดรัด ขนาดเล็กกว่าเพื่อน ในราคาที่เข้าถึงง่าย ในพิกัด K-Car (Kei-Jidosha) อย่าง Mitsubishi PAJERO MINI K-Car ขุมพลัง 660 ซีซี 64 แรงม้า (PS) ในปี 1994 ,ตามมาด้วยน้องชายคนกลาง Mitsubishi PAJERO Jr. ขุมพลัง 1,100 ซีซี 80 แรงม้า (PS) ในปี 1995 ไปจนถึงพี่ชายคนรองอย่าง Mitsubishi PAJERO iO / PAJERO Pinin Compact SUV ในปี 1998 อีกด้วย

เหนือสิ่งอื่นใด PAJERO คือ หนึ่งในบทเรียนที่พิสูจน์ให้เห็นถึง การต่อสู้กับอุปสรรค ด้วยการคิดนอกกรอบ และมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ตามแนวทางของตนเอง อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของ Mitsubishi Motors

วันนี้ เพื่อต้อนรับ การกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ของ Mitsubishi PAJERO Generation ที่ 5 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งจะถูกพัฒนาขึ้นใหม่ และจะถูกผลิตขึ้นจาก ฐานการผลิต โรงงานของ Mitsubishi Motors Thailand ที่แหลมฉบัง เพื่อส่งออกไปยัง ทุกประเทศทั่วโลก เราจะขอพาคุณผู้อ่าน กลับไปเปิดหน้าประวัติศาสตร์ ย้อนตำนาน ความเป็นมาของ สุดยอดตัวลุยพันธ์แกร่ง เจ้าของฉายา สิงห์ทะเลทราย Paris – Dakar อันเป็นเกียรติประวัติที่ยากจะหาใคร ทาบรัศมีได้ง่ายๆ

ถ้าจะย้อนกันทั้งที ก็คงต้องย้อนไปจนถึงช่วงเวลาที่ Mitsubishi Motors เริ่มมีประสบการณ์ กับรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นครั้งแรก

และนั่น…เราคงต้องย้อนกลับไปยังสมัย “ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2”

(ภาพวาด จาก Poster ใน Collection ที่ Mitsubishi Motors พิมพ์แจกทั่วโลก ช่วงปี 1987 วาระครบรอบ 75 ปี)

ปี 1935 ทีมวิศวกร ของ Mitsubishi Heavy Industries ได้รับคำสั่ง “อย่างไม่เป็นทางการ” จาก โรงเรียนยานยนต์ ของกองทัพบกญี่ปุ่น ให้สร้างรถยนต์ เพื่อใช้งานในกิจการทหาร พวกเขาจึงได้ใช้พื้นที่ของอู่ต่อเรือ Kobe ของบริษัท นำรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แบบ 6 ล้อ ที่ผลิตโดย บริษัท Berliet ของฝรั่งเศส (ซึ่งในตอนนั้น รถคันนี้ อยู่ในความครอบครอง ของกองทัพบกญี่ปุ่น) มาดัดแปลง ด้วยการอ้างอิงข้อมูลจากการวัดขนาดอย่างละเอียดหลังจากถอดแยกชิ้นส่วนรถต้นฉบับเดิมออก แล้วพัฒนา ขึ้นมาเป็น รถยนต์ต้นแบบรุ่น PSF33

ปี 1936 มีการสร้าง PX33 ซึ่งเป็นรถยนต์ต้นแบบรุ่นที่สองที่ได้รับการปรับปรุงในด้านต่างๆ และขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Type “X” แบบ เบนซิน 6 สูบ ขนาด 4,390 ซีซี กำลังสูงสุด 70 แรงม้า (HP) โดยเครื่องยนต์ดังกล่าวได้รับการออกแบบโดยมุ่งหวังให้กองทัพนำไปใช้งานอย่างเป็นทางการ และใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Full Time

หลังจากการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ในเดือนกรกฎาคม 1937 Mitsubishi Heavy Industries ได้สร้างรถยนต์ต้นแบบ PX33 ออกมา 4 คัน โดยใช้เครื่องยนต์ เบนซิน รุ่น S6 และใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Full Time

อย่างไรก็ตาม โครงการ PX33 ถูกยกเลิกไปในปี 1937 เนื่องจาก รัฐบาลญี่ปุ่น ตัดสินใจ ให้ Mitsubishi Heavy Industries เบนเข็มไปให้ความสำคัญกับการพัฒนารถบรรทุกและรถบัส เพื่อการพาณิชย์ เป็นหลัก กอปรกับมีความเห็นภายในสำนักงานใหญ่ของ Mitsubishi Heavy Industries ในตอนนั้น ว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับโครงการนี้ นั่นจึงทำให้ PX33 กลายเป็นเพียงรถยนต์ต้นแบบ และไม่มีการผลิตออกจำหน่ายจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น

เมื่อโครงการ PX33 ไม่ได้ถูกสานต่อ ทุกอย่างจึงเลือนหายไปตามกาลเวลา
จนกระทั่ง สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ในปี 1945

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายปราชัยในสมรภูมิ ปี 1945 กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร ของสหรัฐอเมริกา มองว่า กลุ่มบริษัท Mitsubishi Corporation เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดยักษ์อันทรงอิทธิพล ที่เรียกว่า “ไซบัตสึ” (Zaibatsu) และอาจเป็นกำลังสำคัญ ที่จะทำให้จักรวรรดิญี่ปุ่นฟื้นศักยภาพด้านการทหารกลับมาอีกครั้งได้ อันอาจเป็นอันตราย

กองกำลังสัมพันธมิตร นำโดย นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์ จึงได้มีคำสั่งให้ ยุบกลุ่มธุรกิจ Zaibatsu จับแยก กิจการของกลุ่มบริษัท Mitsubishi Corporation จำกัด และบริษัท Mitsubishi Heavy Industries จำกัด ออกเป็น 100 บริษัท ดังนั้น ในเดือน มกราคม 1950 กลุ่ม Mitsubishi ได้แยกตัวออกเป็น 3 บริษัท หลัก ดังนี้

  • อู่ต่อเรือ Mitsubishi ที่ Nagasaki กลายเป็นบริษัท West Japan Heavy Industries, Ltd.
  • อู่ต่อเรือที่  Kobe กลายเป็นบริษัท Central Japan Heavy-Industries, Ltd.
  • สาขาที่ Yokohama กลายเป็นบริษัท East Japan Heavy-Industries, Ltd.

ในช่วงที่การฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเดินหน้าไป รถ Jeep ได้กลายเป็นยานพาหนะที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งจากความอเนกประสงค์ และสมรรถนะที่สามารถบุกป่าฝ่าดง ไปยังท้องถิ่นทุระกันดาน ได้ดี

ปี 1949 Willys เริ่มต้นการทำตลาดรถยนต์รุ่น “Civilian Jeep” (CJ) ซึ่งเป็นรถ Jeep สำหรับพลเรือน เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการผลิต เพื่อภาคการทหาร มาสู่การผลิตเพื่อทำตลาดให้กับพลเรือน ในช่วงหลังสงคราม โดยในประเทศญี่ปุ่น มีการก่อตั้งบริษัท Kurashiki-Fraser Motors ขึ้นในรูปแบบกิจการร่วมค้ากับบริษัท Kurashiki Rayon (ปัจจุบันคือ Kuraray) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงาน Mizushima ของ Mitsubishi

ต่อมา เมื่อกองกำลังตำรวจ Police Auxiliary Forces หรือ PAF (ซึ่งกลายมาเป็น กองกำลังป้องกันตนเองแห่งชาติของญี่ปุ่น ก่อนจะเปลี่ยนเป็น กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ในปัจจุบัน) ได้เห็นสมรรถนะและศักยภาพของรถ Jeep แล้ว ก็เกิดความคิดว่า ควรจะมีไว้ประจำการในหน่วยงานของตน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่มุ่งคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ การนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปในปริมาณมาก จึงไม่สามารถทำได้เต็มที่นัก

ปี 1950 รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ต้องการจัดหารถ Jeep สำหรับใช้ในสงครามเกาหลี ด้วยราคาประหยัด จึงตัดสินใจใช้วิธีการผลิตแบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป (Knock-down) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานการส่งกำลังบำรุง

เดือนธันวาคม 1950 ผู้จัดการประจำภูมิภาคตะวันออกไกลของบริษัท Willys ได้เดินทางมายังญี่ปุ่น เพื่อเริ่มประเมินหาพันธมิตรที่มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ ภายหลังการหารือระหว่างรัฐบาล ซึ่งเกิดขึ้นจากความพยายามของบริษัท Kurashiki-Fraser Motors และคำร้องขอจากหน่วย National Police Reserve บริษัท Nakanihon Heavy Industries (ซึ่งต่อมาคือ Mitsubishi Heavy Industries) จึงได้รับเลือกให้ดำเนินโครงการนี้

ต่อมา วันที่ 28 เมษายน 1952 การยึดครองญี่ปุ่นโดยฝ่ายสัมพันธมิตรได้สิ้นสุดลง ซึ่งส่งผลให้ข้อห้ามในการใช้ชื่อกลุ่มธุรกิจ Zaibatsu ถูกยกเลิกไป ด้วยเหตุนี้ บริษัททั้ง 3 แห่งจึงเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในวันที่ 7 พฤษภาคม 1952 ดังนี้

  • บริษัท East Japan Heavy-Industries เปลี่ยนชื่อเป็น Mitsubishi Nippon Heavy Industries
  • บริษัท Central Japan Heavy Industries, Ltd. เปลี่ยนชื่อเป็น Shin-Mitsubishi Jukogyo K.K. (หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Mitsubishi Heavy Industries, Reorganized, Ltd. (โดยคำว่า “Shin” แปลว่า “ใหม่”)
  • บริษัท West Japan Heavy Industries (โรงงานต่อเรือนางาซากิ) เปลี่ยนชื่อเป็น Mitsubishi Shipbuilding & Engineering Co., Ltd.

และนั่นดูเหมือนเป็นสัญญาณชัดแจ้งว่า ฟ้าหลังฝน สำหรับกลุ่ม Mitsubishi กำลังเดินทางมาถึง

เดือนกรกฎาคม 1952 มีการสรุปข้อตกลงการรับจ้างช่วงเพื่อประกอบรถยนต์แบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป โดยโรงงาน Oe ในสังกัด Nagoya Works ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานประกอบ ส่วนบริษัท Kurashiki-Fraser Motors ได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านการขาย

ดังนั้น ในเดือนกรกฎาคม 1952 บริษัท Shin Mitsubishi Heavy Industries Co. Ltd. จึงได้ทำสัญญากับบริษัท Willys Overland Motors ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถ Jeep จากสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้ารถ Jeep รุ่น CJ3A ในรูปแบบ CKD (Completed Knock Down : ชิ้นส่วนครบชุด) สำหรับนำมาประกอบเองในโรงงานประเทศญี่ปุ่น และขายให้กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และพลเรือนของญี่ปุ่น โดยชิ้นส่วน CKD ชุดแรก เดินทางมาถึงท่าเรือ Nagoya ในเดือน ธันวาคม 1952 นั้นเอง

(เชิงอรรถ : เสริมความรู้ไว้สักเล็กน้อยว่า ต่อมา Willys-Overland ถูกบริษัท Kaiser-Frazer Corporation จำกัด เข้าซื้อกิจการเมื่อ วันที่ 28 เมษายน 1953 เปลี่ยนชื่อเป็น Kaiser Jeep รวมทั้งเป็นผู้ถือสิทธิ์ในชื่อ Willys-Overland ด้วย

ต่อมา Kaiser – Frazer Corporation และ Kaiser Motor ถูก American Motors Corporation (AMC) ซื้อกิจการไป เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1970 หลังจากพยายามต่อสู้และล้มลุกคลุกคลานมาเป็นทศวรรษ ในที่สุด กิจการทั้งหมด รวมทั้งแบรนด์ Jeep ก็ถูกขายให้กับ Chrysler Corporation เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1987 อันเป็นช่วงเวลาที่แบรนด์ Jeep ถูกกลับมาฟื้นฟูเต็มที่โดย Lee Iacocca และทีมงาน

ก่อนที่จะเกิดการควบรวมกิจการกัน กับกลุ่ม Daimler-Benz AG. เป็นกลุ่ม DaimerChrysler เมื่อ วันที่ 7 พฤษภาคม 1998 และหย่าร้างกัน จนมาอยู่ร่วมชายคากับ Fiat Group เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2021)

(Photo : www.jama.or.jp)

เดือนกุมภาพันธ์ 1953 – รถยนต์ “Jeep” (รุ่น J1) คันแรกที่ผลิตในญี่ปุ่น ด้วยวิธีการประกอบชิ้นส่วน (Knockdown) นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา เสร็จสมบูรณ์ และมีการส่งมอบรถจำนวน 54 คันให้กับกรมป่าไม้ ของญี่ปุ่น

เดือนกรกฎาคม 1953 Mitsubishi Heavy Industries ได้ทำข้อตกลงด้านความช่วยเหลือทางเทคนิคและการจำหน่ายร่วมกับ Willys และเริ่มดำเนินการผลิตรถ Jeep ภายในประเทศ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Willys กำลังเปลี่ยนสายการผลิตจากรุ่น CJ3A ไปเป็นรุ่น CJ3B ทำให้รถรุ่น CJ3B-J3 ได้รับการพัฒนาโดยอิงรูปแบบมาจากรุ่น CJ3B นั่นเอง

การผลิตเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือน กรกฎาคม 1953 ไล่เลี่ยกันกับการก่อตั้งแผนกรถยนต์อย่างเป็นทางการ ของ Shin-Nihon Mitsubishi Heavy Industries และ มีการเพิ่มรุ่นตัวถังแบบใหม่ๆ ขึ้นเรื่อยๆ

นับแต่นั้น รถ Jeep จาก Mitsubishiได้กลายมาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ สำหรับการฟื้นฟูบูรณะญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถใช้งานของกองกำลังป้องกันตนเองแห่งชาติของญี่ปุ่น องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และพลเรือนจำนวนมาก

ทว่า ในทางกลับกัน สัญญาฉบับนี้ ก็มีผลต่อเนื่องถึงอนาคตอย่างเกินความคาดหมายของ Mitsubishi Motors ในอีก 2 ทศวรรษต่อมา

การกำเนิดของ MITSUBISHI MOTORS CORPORATION
สู่การกำเนิดของ PAJERO

ปี 1964 บริษัทอิสระทั้งสามแห่ง ที่ถูกสั่งให้แยกตัวออกจากกันมาตั้งแต่ปี 1950 ได้ควบรวมกิจการเข้าด้วยกันเป็นบริษัท Shin-Mitsubishi Jukogyo และกลายเป็นบริษัท Mitsubishi Heavy Industries, Ltd. โดยโรงงานและอู่ต่อเรือที่ Nagasaki ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Nagasaki Shipyard & Engine Works ส่วนอู่ต่อเรือ และโรงงานที่ Kobe ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น Mitsubishi Heavy Industries – Kobe Shipyard & Machinery Works

กิจการรถยนต์ ของ Shin Mitsubishi Heavy Industries เจริญก้าวหน้าขึ้นมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ ผลิต รถสามล้อเครื่อง รุ่น Silver Pigeon รถสามล้อเครื่อง รุ่น Leo ไปจนถึง รถยนต์นั่งขนาดเล็ก Mitsubishi 500 , รถยนต์นั่งระดับหรู Mitsubishi Derbonair ตามด้วยรถยนต์นั่งขนาดกลาง Colt Galant , รถยนต์ 2 ประตู อย่าง Colt Galant GTO ไปจนถึงรถบรรทุก และรถบัสในตระกูล Mitsubishi FUSO ฯลฯ อีกมากมาย ออกจำหน่ายไปทั่วโลก ดังนั้น แผนกรถยนต์ ของ Shin Misubishi Heavy Industries จึงจำเป็นต้องขยายตัว เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

22 เมษายน 1970 แผนกรถยนต์ของ Shin-Nihon Mitsubishi Heavy Industries จึงถูกแยกออกมาเป็นเอกเทศ เพื่อก่อตั้งเป็นบริษัท MITSUBISHI MOTORS CORPORATION จวบจนปัจจุบัน

ขณะนั้นในญี่ปุ่น ถือเป็นยุคต่อเนื่องแห่งความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของยุคประชานิยมยานยนต์ MOTORIZATION นับจากทศวรรษ 1960 หลังจากการทำงานกันอย่างหนักมาตลอด 20 ปี ชาวญี่ปุ่นก็เริ่มมองหารูปแบบการพักผ่อนให้ชีวิตมากขึ้น พวกเขาเริ่มจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น เริ่มซื้อหาสินค้าต่างๆ ที่พบเห็นในโฆษณาทางโทรทัศน์ เพื่อเติมเต็มความต้องการที่ขาดหายไปในช่วงที่ผ่านมา ทว่า ลึกๆแล้ว พวกเขาต้องการบางสิ่งที่มากกว่านั้น!

ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ในช่วงปี 1960 ยังไม่เป็นรูปร่างมากนัก นักเล่นสกี คือกลุ่มลูกค้าที่ช่วยให้รถยนต์ประเภทนี้ เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 1970 ความต้องการรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อเริ่มขยายตัวจากการใช้งานเชิงพาณิชย์ไปสู่รูปแบบการใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการสมรรถนะที่เหนือกว่าเพียงแค่ความสามารถในการขับขี่แบบ Off-Road เท่านั้น นับวัน พวกเขายิ่งคาดหวังจะเห็นรถยนต์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ไม่เพียงแต่จะต้องแข็งแกร่ง ทนทรหดตามแบบรถ Jeep ทั่วไป หากแต่ต้องเพียบพร้อมด้วยความสะดวกสบายเหมาะแก่การขับขี่ในชีวิตประจำวัน การตั้งแคมป์ ตกปลา และกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆอีกด้วย

จริงอยู่ว่า Mitsubishi Motors ได้สนองตอบด้วยการเปิดตัวเวอร์ชันพร้อมจำหน่ายสำหรับประชาชนทั่วไป ของ Jeep เดือน สิงหาคม 1970 และนับแต่นั้น ตลอด 10 ปีถัดมา Jeep เวอร์ชันญี่ปุ่นจาก Mitsubishi มีทางเลือกมากมายถึง 18 แบบ ตั้งแต่ หลังคาผ้าใบ ไปจนถึง Van หลังคาแข็ง 5 ประตู

ทว่า การทำสัญญากับกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ในการผลิตรถ Jeep เพื่อป้อนให้กับหน่วยงานดังกล่าวเมื่อ 20 ปีก่อน ทำให้ Mitsubishi Motors ต้องเซ็นสัญญาสิทธิบัตร ในการนำพิมพ์เขียว รถ Jeep มาประกอบขาย จนต้องพบกับความยากลำบากในการปรับปรุงตัวรถ เพื่อเอาใจลูกค้าพลเรือนทั่วไป

เหตุผลเพราะสัญญาดังกล่าว ระบุไว้ชัดเจนว่า Mitsubishi Motors ไม่สามารถส่งออก Mitsubishi Jeep ไปยังตลาดต่างประเทศ นอกญี่ปุ่น ได้เลย เนื่องจากติดเงื่อนไขในข้อตกลงการใช้สิทธิบัตรกับบริษัท Willys  อีกทั้งยังมีข้อจำกัดอื่นๆ ซึ่งยากต่อการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดทางเทคนิค หรือดัดแปลงรูปแบบรถใดๆได้มากนัก เพราะมีการกำหนดสเป็กของรถตายตัว

ด้วยเหตุนี้ Mitsubishi Motors จึงต้องจำใจผลิตและจำหน่ายรถ Jeep รุ่นต่างๆ ขายในประเทศญี่ปุ่นต่อไป ด้วยรูปทรงและภาพลักษณ์ที่เน้นความสมบุกสมบันของมัน ทำให้ในยุคนั้น จึงยังไม่มีใครมอง Jeep ในฐานะ “รถยนต์เพื่อสันทนาการ” หรือ RV (Recreation Vehicle) มากนัก ทุกคนยังมอง Jeep เป็นเพียงแค่รถเพื่อขับขี่ ในงานราชการกองทัพ และกิจการเฉพาะกลุ่ม ของภาคเอกชน เท่านั้น ด้วยคุณลักษณะที่เน้นความแข็งกระด้าง ขาดความนุ่มนวลในการขับขี่ ขับไม่สบายเท่าที่ควร เหมาะเป็นรถลากจูง รถเสบียง ขนสัมภาระ รถกวาดหิมะ ฯลฯ ถึงแม้รุ่น Wagon ของ Jeep ที่ Mitsubishi Motors ผลิต จะติดตั้งอุปกรณ์หลายสิ่งที่กลายเป็นมาตรฐานของ SUV ในทุกวันนี้ก็ตาม

อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยตลาดกลับชี้ให้เห็นสัญญาณบวกว่า ความต้องการรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ของผู้บริโภคทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ กำลังทยอยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา เนื่องจากกลุ่มลูกค้าทั่วไป เริ่มมีรูปแบบชีวิตที่เปลี่ยนไป พวกเขามองหายานพาหนะทางเลือกเพื่อใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจและทำกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น

Mitsubishi Motors เฝ้ามองการเติมโตของตลาดกลุ่มนี้ อย่างใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจ เริ่มต้นค้นหาแนวทางในการพัฒนา “รถยนต์อเนกประสงค์สายพันธุ์ใหม่” ที่ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในวันข้างหน้า ไปพร้อมกับการริเริ่มพัฒนาระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อันเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา ด้วยแนวทางของตนเอง

Mitsubishi Jeep PAJERO Concept Car
Tokyo Motor Show
October 30th, 1973

30 ตุลาคม 1973 Mitsubishi Motors เริ่มนำเวอร์ชันต้นแบบ ปรากฎโฉมครั้งแรกในงาน Tokyo Motor Show ครั้งที่ 20 โดยใช้ชื่อว่า “Mitsubishi Jeep PAJERO” ถือเป็นรถยนต์ต้นแบบ Prototype รุ่นประวัติศาสตร์ อันเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานรถยนต์ Off-road ตระกูล PAJERO

รถคันนี้ ถูกออกแบบโดย Masao Oshima ส่วนชื่อ PAJERO อันเป็นชื่อของ “เสือแมวป่า” ในแถบ ที่ราบสูง Patagonia ในเขต South America นั้น ถูกนำมาใช้กับรถต้นแบบคันนี้ เป็นครั้งแรก โดย Haruhisa Otsubo ผู้รับผิดชอบด้านสี (Color designer) ของทีมออกแบบ Mitsubishi Motors ในขณะนั้น แม้ว่าคำว่า PAJERO จะมีความหมายในเชิงลบในบางภาษา บางบริบท แต่เขาเห็นว่า ชื่อนี้มีทั้งเสียงเรียกและรูปลักษณ์ตัวอักษรที่ลงตัว

รถยนต์ต้นแบบ Mitsubishi Jeep PAJERO ถูกสร้างขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการพัฒนาต่อยอดจาก “Mitsubishi Jeep” ที่มีจำหน่ายอยู่ในขณะนั้น โดยนำสมรรถนะการลุยทางวิบากอันแข็งแกร่งของรถ Jeep มาปรับประยุกต์ให้เข้ากับการใช้งานของลูกค้าทั่วไป อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

ตัวรถถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานงานวิศวกรรม และชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ของ Mitsubishi Jeep J52 โดยมีการดัดแปลงให้รูปลักษณ์เป็นรถตัวถังเปิดประทุน (Open Body) คล้าย รถ Buggy ที่เน้นเอาใจคนหนุ่มสาวในยุคนั้น พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ เช่น วิทยุ ยางหน้ากว้างสำหรับการลุย Off-Road ไปจนถึง winch ด้านหน้ารถ สำหรับจากจูง ไปจนถึงการติดตั้งโครงสร้างโรลล์บาร์ (Roll Bar) ซึ่งคล้ายกับสไตล์ของ “Jeep CJ” การออกแบบในตอนนั้นได้สะท้อนถึง DNA ความเป็นรถออฟโรดที่ทรงพลังของ Pajero ในอนาคตไว้แล้ว

Mitsubishi Jeep Pajero วางขุมพลัง ที่ยกมาจากรถ Jeep เป็นเครื่องยนต์ รหัส JH4 เบนซิน 4 สูบ OHV (Side Valve) 2,199 ซีซี 76 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.4 กก.-ม.ที่ 2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยเกียร์ธรรมดา 3 จังหวะ ซึ่งถือว่า แรงโขมากเพียงพอแล้วในยุคนั้น

รถยนต์ต้นแบบ Jeep Pajero คันนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดสอบกระแสตอบรับจากตลาด และแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของรถยนต์ประเภท “Recreational Vehicle (RV)” หรือ “รถ Offroad” ซึ่งยังเป็นสิ่งแปลกใหม่มากในยุคนั้น

แม้ว่าจะมีการจัดแสดงตัวรถ พร้อมกับตกแต่งบริเวณโดยรอบพื้นที่จัดแสดงให้เห็นถึงภาพของรถที่พร้อมลุยไปบนเส้นทางสมบุกสมบัน สำรับคนรักการผจญภัย ทว่า เสียงตอบรับจากผู้เข้มชม กลับมีน้อย ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังไม่ค่อยให้ความสนใจกับ Mitsubishi Jeep Pajero มากนัก

เหตุผลที่เด่นชัด คือรูปลักษณ์ของรถคันนี้ ดูยังไงๆ ก็ยังเป็นรถ Jeep แบบเดิมๆ อยู่ดี ณ วันนั้น ตลาดของรถยนต์เพื่อการสันทนาการ (RV : Recreation Vehicle) แม้จะเริ่มมีกระแสมาจากสหรัฐอเมริกาบ้างแล้ว แต่ยังไม่เกิดขึ้นเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นในญี่ปุ่น หรือในตลาดอื่นทั่วโลก ผู้คนส่วนใหญ่ มองว่า รถยนต์ประเภท Jeep มีไว้เพื่อการทำงานมากกว่า ดูจากภายนอกแล้ว มันยังไม่อาจสร้างจินตนาการให้ผู้บริโภค มองก้าวข้าม มาสู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน ในฐานะรถยนต์อเนกประสงค์ได้อยู่ดี

อีกเหตุผลสำคัญก็คือ การปรากฎตัวของ Mitsubishi Jeep Pajero Concept Car นั้น เกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่ โลกกำลังเริ่มเผชิญกับปัญหา วิกฤติการณ์ราคาน้ำมันแพง ซึ่งเริ่มต้นขึ้น เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1973 จากการทำสงคราม ยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) เมื่อ Egypt และ Syria เปิดฉากบุกโจมตี Israel อย่างกะทันหันในช่วงวันหยุดสำคัญของชาวยิว จนองค์การกลุ่มประเทศอาหรับผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OAPEC (กลุ่มย่อยใน OPEC) ตัดสินใจใช้ “น้ำมันเป็นอาวุธ” ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันลงทันที 5% และจะลดเพิ่มอีกเดือนละ 5% เพื่อกดดันให้ชาติตะวันตกบีบให้ Israel ถอนกำลังทหาร

ทว่า สถานการณ์กลับเลวร้ายลง เมื่อ สหรัฐอเมริกา เริ่มเปิดฉาก Operation Nickel Grass ในวันที่ 12 ตุลาคม 1973 ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางอากาศเพื่อส่งอาวุธและเสบียงสนับสนุน Israel อย่างเป็นทางการ

ดังนั้น วันที่ 19 ตุลาคม 1973 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในกลุ่มอาหรับจึงประกาศ “คว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันทั้งหมด” (Oil Embargo) ไปยังสหรัฐอเมริกา รวมถึงขยายผลไปยังชาติตะวันตกอื่น ๆ เช่น เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และญี่ปุ่น

มาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ ตลอดช่วงปลายปี 1973 – ต้นปี 1974 ราคาน้ำมันดิบโลกดีดตัวขึ้นเกือบ 300% จากราว ๆ 3 ดอลลาร์พุ่งไปเป็นเกือบ 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในเวลาไม่กี่เดือน โลกขาดแคลนเชื้อเพลิงขั้นวิกฤต เกิดการกักตุนน้ำมัน ปั๊มน้ำมันขึ้นป้าย “น้ำมันหมด” แถวรถรอเติมน้ำมันยาวเหยียดหลายกิโลเมตร ทั่วโลก จนแต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศไทยของเรา ต้องออกมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น ห้ามขับรถในวันอาทิตย์ จำกัดความเร็วบนทางหลวง ปิดไฟโฆษณา และบางประเทศเริ่มพิจารณาปันส่วนน้ำมัน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงทั่วโลก เนื่องจากต้นทุนการขนส่งและอุตสาหกรรมพุ่งกระฉูด เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่

กว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย สหรัฐอเมริกา โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ Henry Kissinger (เฮนรี คิสซิงเจอร์) ได้เข้าไปเป็นตัวกลางในการเจรจาทางการฑูต ระหว่าง Israel และประเทศในกลุ่มอาหรับ จนนำไปสู่การถอนกำลังทหารและการลงนามข้อตกลงแยกกำลังพล เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย รัฐมนตรีน้ำมันของกลุ่มประเทศอาหรับ (ยกเว้นลิเบีย) จึงได้ประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการปิดฉากวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงที่ดำเนินมานานราว 5 เดือน ทว่าแม้การคว่ำบาตรจะจบลง แต่ราคาน้ำมันโลกก็ไม่เคยกลับไปถูกเท่าเดิมอีกเลย

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ความเคลื่อนไหวต่างๆ หลังจากนั้น ของ Mitsubishi Jeep Pajero ก็เหมือนจะเงียบหายไปพร้อมกับปัญหาวิกฤติการณ์น้ำมันและสถานการณ์ไม่สงบของโลกไปหลายปี

Mitsubishi PAJERO-II
Concept Car
Tokyo Motor Show 
November 1st,1979

จุดเริ่มต้น สู่รถต้นแบบ

จุดเริ่มต้นของโครงการพัฒนา Pajero เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เมื่อรถยนต์ Off-Road รุ่นบุกเบิกอย่าง Mitsubishi Jeep เริ่มล้าสมัย ประกอบกับสัญญาอนุญาตจาก AMC (American Motors Corporation) เจ้าของลิขสิทธิ์ Jeep ในตอนนั้น (เพราะเข้าซื้อกิจการของ บริษัท Willys Overland) ซึ่งเคยให้สิทธิ Mitsubishi Motors ในการผลิตรถ Jeep จำกัดสิทธิ์ อนุญาตให้ผลิตเพื่อจำหน่ายในญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ส่งออกไปทำตลาดนอกประเทศ ขณะเดียวกัน ในประเทศญี่ปุ่นเอง Toyota Land Cruiser และ Nissan Patrol ก็เริ่มเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ทั้งในญี่ปุ่น และตลาดส่งออกไปต่างประเทศ ด้วยการปรับปรุง แตกหน่อ และแยกรุ่นย่อยเพิ่มขึ้น

ช่วงฤดูร้อนของปี 1978 โครงการพัฒนา Mitsubishi PAJERO รุ่นแรก จึงกลับมาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ในฐานะโครงการศึกษาเบื้องต้น ทีมออกแบบนำโดย Shinji Yokoyama ประกอบด้วยนักออกแบบภายนอกสามคน (รวมถึง Kiyoshi Honda) และนักออกแบบภายในหนึ่งคน

ในตอนนั้น Jeep CJ ออกจำหน่ายมานนานแล้วถึง 33 ปี ขณะที่ Land Rover Series II ก็มีอายุในตลาดกว่า 20 ปี
Kiyoshi Honda นักออกแบบภายนอกรถ จึงคิดว่า “รถยนต์ที่เรากำลังออกแบบ อาจต้องถูกผลิตต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี ดังนั้นมันต้องเป็นงานออกแบบที่มั่นคง (Solid design) และไม่มีวันตกยุค” ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้ว่าต้องใช้แนวคิดที่แตกต่าง จากการพัฒนารถยนต์ Galant Sigma และ Galant Lambda ซึ่งเป็นโครงการก่อนหน้าที่เขารับผิดชอบ อย่างสิ้นเชิง

ทีมวิจัย และพัฒนา Pajero นำรถยนต์รุ่นดัง หลากหลายรุ่นมาศึกษาวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz G Model (ต่อมาคือ G-Class) ซึ่งเพิ่งจะออกสู่ตลาดในปี 1978 – 1979 พอดี รวมทั้ง Ford Bronco รถยนต์อเนกประสงค์รุ่นยอดนิยมของชาวอเมริกันในขณะนั้น ที่ดัดแปลงจากรถกระบะ F-Series ไปจนถึงรถยนต์ Off-Road รุ่นอื่นๆ เช่น Chevrolet S-10 Blazer ที่ดัดแปลงจากรถกระบะ S-10 และ Jeep Cherokee ที่กำลังโด่งดังในสหรัญฯ ช่วงยุคนั้น

Kiyoshi เล็งเห็นว่า Mercedes-Benz G Model มีจุดเด่นด้านการออกแบบ ซึ่งเน้นประโยชน์ใช้สอย ส่วน Ford Bronco สามารถถ่ายทอดภาพลักษณ์ของรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน (daily use) ของชาวอเมริกันได้ดี นอกจากนี้ เขายังได้ไปดู Jeep Jamboree ซึ่งได้รับความนิยมในขณะนั้น และได้ทดลองขับรถรุ่นต่างๆ ที่นำมาศึกษา บริเวณที่ราบสูง Nasu Highland กับทีมงานจากหลายฝ่าย

ประสบการณ์การขับรถท่ามกลางธรรมชาติทำให้เขาอยากถ่ายทอด “ความสนุกของการใช้ชีวิตกลางแจ้ง” ลงในงานออกแบบ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อยากผสมผสานกับสิ่งที่นักวางแผนผลิตภัณฑ์คนหนึ่งพูดกับเขาว่า

“ผมอยากให้มันเป็นรถที่คุณสามารถขับไปจอดหน้าห้างสรรพสินค้า Mitsukoshi กลางสี่แยก Ginza ได้”

ดังนั้น งานออกแบบที่เขาได้รังสรรค์ขึ้น จึงมีลักษณะเป็นรถยนต์ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นอายของรถยนต์ที่ถูกเรียกว่าเป็น SUV ในปัจจุบัน ไว้อย่างเต็มเปี่ยม

Design Selection การเลือกแบบ

เมื่อนักออกแบบทั้งสามคนได้ สร้างสรรไอเดียงานออกแบบเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลานำเสนอภาพร่าง Design sketch ของแต่ละคน

Masashi Iwata นำเสนองานออกแบบที่ใช้ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยม และมีความร่วมสมัย ส่วนงานออกแบบที่เสนอโดย Hisatoshi Katsuno ผู้ซึ่งเพิ่งจะเข้ามาร่วมงานกับ Mitsubhishi Motors ในขณะนั้น เสนองานออกแบบที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Jeep

อย่างไรก็ตาม งานออกแบบที่ได้รับเลือกจากหัวหน้าทีม Shinji Yokoyama เป็นงานออกแบบของ Kiyoshi Honda และดำเนินการไปยังขั้นตอนการสร้างหุ่นดินเหนียว ขนาดเท่าของจริง (1:1) ทันที

ในเวลานั้น ผู้บริหารของ Mitsubishi Motors ตัดสินใจ ว่าจะนำรถต้นแบบไปจัดแสดงในงาน Tokyo Motor Show ครั้งที่ 20 โดยจะเป็นรุ่นฐานล้อสั้น หลังคาแบบ เปิดประทุน โมเดลต้นแบบถูกสร้างจากดินเหนียวและไม้ พร้อมตกแต่งทั้งภายนอกและภายในเสร็จสรรพ ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาเลยสำหรับการเป็นโมเดลแรกของโครงการพัฒนารถยนต์ เมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ ของผู้ผลิตทุกราย

ต่อมา Masashi Iwata ถูกย้ายไปทำโครงการอื่น เพราะ ช่วงเวลานั้น ฝ่ายออกแบบกำลังพัฒนารถยนต์หลายรุ่นพร้อมกัน ได้แก่ Sedan ขนาดกลางรุ่น Tredia รวมทั้ง รถยนต์ Coupe ฝาแฝด รุ่น Cordia รถสปอร์ตรุ่น Starion และ Minivan 7 ที่นั่งรุ่น Chariot ทำให้โครงการพัฒนา Pajero ซึ่งยังไม่มีใครมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ จึงมีคนทำงานเพียงเท่าที่จำเป็น ไม่กี่คน เท่านั้น

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างโมเดลขนาดจริง Kiyoshi ลองออกแบบด้านหน้าหลายแบบ แต่ยังไม่พบแนวทางที่ลงตัว ทำให้เขารู้สึกกังวลไม่น้อย เพราะเขาต้องการให้ด้านหน้าดูเรียบง่ายและใช้งานได้จริง แต่ก็ต้องมีเอกลักษณ์ท้ายที่สุด เขาเลือกใช้ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมสองดวง เพื่อให้ภาพลักษณ์ดูทันสมัยขึ้นเล็กน้อย ตัวรถใช้สีส้มสดเพื่อดึงดูดสายตาภายในงานแสดง ขณะที่กันชนและรายละเอียดต่าง ๆ ใช้สีดำเพื่อสร้างความโดดเด่น

ส่วนภายในจะออกแบบโดย Hiroshi Mizutani แม้ว่า จะมีการร่างภาพ Design sketch ออกมาหลายแบบ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาตัดสินใจตกแต่งภายในห้องโดยสารของรถต้นแบบคันนี้ โดยใช้โทนสี ของเบา เป็นสีดำ ตัดกับสีแดง เพื่อให้สอดคล้องกันกับงานออกแบบภายนอกตัวรถ

เมื่อผลงานแล้วเสร็จ รถยนต์ต้นแบบคันใหม่นี้ ถูกตั้งชื่อว่า “Mitsubishi PAJERO-II” เผยโฉมในงาน Tokyo Motor Show ครั้งที่ 23 เมื่อ 1 พฤศจิกายน 1979 กลับมาคราวนี้ ใช้ชื่อเต็มๆว่า Mitsubishi PAJERO – II เปิดเผยถึงการพัฒนารถยนต์ตรวจการอเนกประสงค์ สำหรับอนาคต อย่างจริงจัง

รถต้นแบบ Pajero II ได้รับความสนใจอย่างมากในงาน Tokyo Motor Show ปี 1979 รวมถึงจากสื่อมวลชนต่างประเทศ ทว่า บรรดาสื่อมวลชนสายรถยนต์ในญี่ปุ่น ก็ยังมองดู Pajero-II ด้วยความนิ่งเฉย เพียงแต่มองว่ารถคันนี้ ก็เป็นได้แค่รถยนต์ต้นแบบธรรมดาคันหนึ่งเท่านั้น อาจเพราะดูจากรูปลักษณ์แล้ว ไม่แน่ชัดว่า ความเป็นไปได้ในการผลิตขายจริง มีมากน้อยเพียงใด?

ระหว่าง Tokyo Motor Show กำลังดำเนินไป มีการทำแบบสอบถามจากกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่ม แม้ว่ารถจะได้รับคะแนนไม่สูงจากกลุ่มผู้ชื่นชอบรถ Jeep และเจ้าหน้าที่กลาโหมก็ตาม แต่ประชาชนทั่วไปกลับมีเสียงตอบรับที่อย่างล้นหลาม

พองานจบลง ต้นปี 1980 ทีมออกแบบและทีมวิศวกรในโครงการ Pajero ได้ร่วมกันประชุมหารือ เพื่อค้นหาว่า พวกตนต้องปรับปรุงเพิ่มเติมในจุดใดบ้าง เมื่อได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทุกคนพบว่า เรื่องของเรื่องก็คือ Pajero ตัวต้นแบบในขณะนั้น ยังไม่บรรลุเป้าหมายในการยกระดับจากรถ Jeep ไปสู่รถยนต์อเนกประสงค์ RV เพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างที่ผู้บริโภคต้องการ

ผลคือ บริษัทตัดสินใจปรับทิศทางให้ Pajero เหมาะสมสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป จากเดิมที่เคยถูกวางแผนไว้ให้เป็นรถสำหรับทางราชการ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสนิยมการท่องเที่ยวและกิจกรรมกลางแจ้ง ที่เริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1960

Mitsubishi Motors เดินมาถูกทางแล้ว ที่คิดจะนำรถยนต์แบบนี้ออกสู่ตลาด เพียงแต่อาจต้องรอเวลาให้เหมาะสม เพราะลูกค้าญี่ปุ่นนั้น ได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่นำกระแสอยู่แล้ว ดังนั้นจึงอาจต้องประวิงเวลาอีกสักเล็กน้อย เพื่อรอให้ความนิยมรถยนต์ประเภทนี้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างจริงจังกว่าเดิม

ในที่สุด 30 ตุลาคม 1981 หลังจากกลับไปปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Mitsubishi Motors ก็พร้อมเผยโฉม Pajero อีกครั้งในงาน Tokyo Motor Show คราวนี้เป็นเวอร์ชันที่ใกล้เคียงกับรุ่นจำหน่ายจริง ในชื่อ “Mitsubishi Pajero Turbo 2,300 Diesel” และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ปฏิกิริยาตอบรับจากลูกค้าที่พากันตกตะลึงกับแนวคิดใหม่ของ Mitsubishi Motors อีกทั้งคอลัมนิสต์ด้านรถยนต์ ต่างพากันเขียนถึง Pajero กันยกใหญ่ในเชิงบวก ผิดกับก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ทำให้ทีมวิศวกร เริ่มมั่นใจยิ่งขึ้นกับวิสัยทัศน์ในการมองและคาดการณ์แนวโน้มของตลาดไปล่วงหน้าของพวกเขา

เพียง 6 เดือนให้หลังจากงาน Tokyo Motor Show 1981 จบสิ้นลง เวอร์ชันจำหน่ายจริงของ Pajero ก็พร้อมแล้วที่จะเปิดศักราชใหม่ และบันทึกประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับรถยนต์ SUV ในฐานะ ยานยนต์เพื่อสันทนาการอย่างแท้จริงรุ่นแรกของญี่ปุ่น

กระนั้น การพัฒนา จากเวอร์ชันต้นแบบ ในปี 1979 สู่เวอร์ชันพร้อมจำหน่ายจริง ในปี 1982 ยังมีเรื่องราวความท้าทาย ที่ถูกบันทึกเอาไว้ ให้รอติดตามอ่าน ในตอนต่อไป…

(To be continued)

————————————///————————————

Source : Mitsubishi Car Design Trails
เว็บไซต์รวมเรื่องราวการพัฒนารถยนต์ Mitsubishi ในอดีต จากกลุ่มทีมนักออกแบบ ของบริษัท
ที่เกษียณ ไปแล้ว สามารถคลิกเข้าไปอ่านเรื่องราวในภาคภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ ได้ที่นี่ CLICK HERE

J!MMY / Navarat Panutat
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นของ Mitsubishi Motors Corporation
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
1 สิงหาคม 2026

Copyright (c) 2026 Text and Pictures (own by Manufacturer of each products)
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
August 1st, 2026

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE