เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 Dacia เปิดตัว Striker รถรุ่นใหม่ล่าสุดที่เข้ามาเสริมทัพในกลุ่มรถยนต์คอมแพกต์เคียงข้าง Bigster โดยชูแนวคิด “3-in-1” ที่ผสมผสานความเป็น SUV ซีดาน และสเตชันแวกอน เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมตั้งเป้าเป็นรถที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางไกล และการขับขี่แบบลุยเบาๆ ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยตั้งราคาเริ่มต้นในยุโรปไว้ต่ำกว่า 25,000 ยูโร หรือประมาณ 1.08 ล้านบาท
Dacia Striker ได้รับการออกแบบให้รวมข้อดีของรถทั้งสามประเภทไว้ในคันเดียว ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งการนั่งที่สูงและทัศนวิสัยแบบ SUV ความอเนกประสงค์ของรถสเตชันแวกอน และประสิทธิภาพการขับขี่ที่ใกล้เคียงรถซีดาน ตัวรถใช้ภาษาการออกแบบเดียวกับ Duster และ Bigster แต่เพิ่มรายละเอียดใหม่ เช่น ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED รูปตัว T รวมถึงตัวถังที่ดูแข็งแกร่งมากขึ้น
ตัวถังมีความยาว 4.62 เมตร ถือเป็นรถที่ยาวที่สุดของ Dacia ในปัจจุบัน ยาวกว่า Bigster ถึง 50 มม. ขณะที่ความสูงเพียง 1.53 เมตร ซึ่งต่ำกว่า SUV ทั่วไป ช่วยให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศเพียง 0.29 Cd ส่วนความสูงใต้ท้องรถอยู่ที่ 190 มม. และเพิ่มเป็น 200 มม. ในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ พร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 18 และ 19 นิ้ว ให้เลือกตามแต่ละรุ่นย่อย
ห้องโดยสารรองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง พร้อมมาตรวัด Full Digital ขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอ Infotainment 10.1 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น รวมถึงกล้องมองหลัง เซ็นเซอร์ช่วยจอด และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) ที่สามารถปิดการทำงานได้ผ่านปุ่ม My Safety นอกจากนี้ยังมีระบบแสดงข้อมูลแบบภาพลอย 3 มิติ (3D Floating Display) เพื่อช่วยให้ผู้ขับอ่านข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น
พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 600 ลิตร พร้อมระบบพับเบาะหลัง Easy Fold และพื้นห้องเก็บของแบบแยกส่วนที่สามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ หากต้องการพื้นที่เพิ่มเติม ยังสามารถติดตั้งกล่องเก็บสัมภาระบนหลังคาความจุ 480 ลิตร รวมถึงระบบ YouClip สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เสริม และหลังคากระจกพาโนรามาเป็นออปชัน
Striker พัฒนาบนแพลตฟอร์ม CMF-B เช่นเดียวกับรถรุ่นอื่นของ Dacia โดยช่วงเปิดตัวมีระบบขับเคลื่อนให้เลือก 2 แบบ คือ รุ่น Hybrid 155 ขับเคลื่อนล้อหน้า ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.8 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 1.4 kWh และเกียร์อัตโนมัติแบบซึ่ง Dacia ระบุว่าสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 80% ของการขับขี่ในเมือง
อีกรุ่นคือ Hybrid 150 4×4 ที่เน้นการใช้งานแบบอเนกประสงค์มากขึ้น โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ คงามจุ 1.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์และระบบ Mild Hybrid ให้พละกำลัง 140 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพลาหลัง ที่ทำงานตามสภาพพื้นผิวการขับขี่ และยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ Auto Eco Snow Mud/Sand และ Off-Road รวมถึงระบบ Hill Descent Control สำหรับช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน
Dacia เตรียมวางจำหน่าย Striker ในยุโรปและสหราชอาณาจักรในเร็ว ๆ นี้ โดยตั้งเป้าเจาะตลาดรถคอมแพกต์ด้วยราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน แม้จะยังไม่มีคู่แข่งโดยตรงในระดับราคานี้ แต่ Striker ถูกวางตำแหน่งให้ดึงลูกค้าจากทั้งกลุ่ม Subcompact SUV รถแฮทช์แบ็ก และรถครอสโอเวอร์ขนาดเล็ก ด้วยจุดเด่นด้านพื้นที่ใช้สอย ความอเนกประสงค์ และระบบขับเคลื่อน Hybrid ที่ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น
ที่มา: Carscoops
