บ่ายวันธรรมดา วันหนึ่ง ในเดือน กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2008

ผมขับรถมาที่ อาคารสิรินรัตน์ ถนนพระราม 4 กดลิฟต์ ขึ้นไปยังชั้น 24 อันเป็นสำนักงานของบริษัท ASATSU (Thailand) อันเป็นบริษัทโฆษณา ที่เคยผูกปิ่นโต ให้กับ Mitsubishi Motors (Thailand) มานานหลายปี

ช่วงเวลานั้น สมัยยังเด็ก และยังไม่ได้เปิดเว็บ Headlightmag ผมเคยรับงาน เขียน Script สำหรับ Mitsubishi Lady ขึ้นพูดนำเสนอรถยนต์ บนเวทีในงาน Bangkok International Motor Show และ Motor Expo มาตลอด ตั้งแต่ปี 2003 – 2010

เพียงแต่ว่า บ่ายวันนั้น ตรงกับวันที่ พี่ Oak (Supasak Tulalamba) ซึ่งเป็นผู้บริหาร ในฝ่ายประชาสัมพันธ์ และการตลาด ของ Mitsubishi Motors (Thailand) ในตอนนั้น มานั่งประชุมเตรียมงานกันพอดี ผมจึงได้รับรู้ว่า พวกเขา กำลังเตรียมแผนการเปิดตัว Mitsubishi Pajero Generation ที่ 4 ในงาน Bangkok International Motor Show เดือนมีนาคม 2008 และนั่นเป็นครังแรก ที่ผมได้รับรู้ข้อมูลตัวรถ รวมทั้งการมาถึงของ Pajero แท้ๆ ในตำนาน ซึ่งถูกวางตำแหน่งการตลาด สูงกว่า Mitsubishi Pajero Sport รุ่นแรก ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านั้น ราวๆ 6 เดือน

หลังจากเปิดตัวไป อีกไม่กี่เดือน พี่แตน (Phakamas Phadungsin) PR ของ Mitsubishi Motors (Thailand) ในขณะนั้น ก็โทรมานัดให้นำ Pajero Generation 4 สีดำ ไปลองขับ ไปใช้ชีวิตด้วยกัน แม้เพียงระยะสั้นๆ แค่ 4 วัน 3 คืน แต่ก็มากพอที่จะทำให้ผมรู้ว่า Pajero ที่คนเขาว่าดีนักดีหน้านั้น มันก็มีคุณงามความดีจริงๆ สมชื่อเสียงที่สั่งสมกันมา

ชีวิตผม เริ่มเกี่ยวข้องกับ Pajero แท้ๆ เป็นครั้งแรก ก็ Generation 4 นี่แหละ!

นับตั้งแต่ เปิดตัวครั้งแรกในปี 1982 จนกระทั่ง ปี 2006 Mitsubishi Pajero ทั้ง 3 Generation ก่อนหน้า ได้สร้างชื่อเสียง เกียรติประวัติ รายได้ ผลกำไร ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ตราเพชรสามเม็ด เป็นอย่างมาก แค่ยอดผลิตตลอดอายุตลาด ของทั้ง 3 Generation รวมกันจนถึงปี 2006 ก็ปาเข้าไปถึง 2,776,089 คัน แล้ว!

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่โลกก้าวเข้าสู่ ศตวรรษใหม่ ในปี 2000 ผู้คนทั่วโลก ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง อันผันผวนมากมาย ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ การก่อการร้าย ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในตลาดรถยนต์ ผู้คนทั่วโลก เริ่มมองหา SUV ขนาดเล็ก และขนาดกลาง เพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้ SUV เปลี่ยนสภาพจากการเป็นรถยนต์ Fashion กลายมาเป็น รถยนต์ตัวถังหลักที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก ถึงขั้นมียอดขาย แซงหน้ารถเก๋ง ตัวถัง Sedan 4 ประตู อันเป็นรถยนต์แบบดั้งเดิมที่เรารู้จักกันมากว่า 140 ปี

ท่ามกลางสภาวะหดตัวลงของตลาด SUV ขนาดใหญ่ เมื่อต้นทุนของตัวรถ เริ่มแพงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ ต้องตั้งราคาขายปลีกให้สูงขึ้น จนขยับเข้าไปใกล้เคียงกับ SUV ระดับ Premium จากฝั่งยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Land Rover , Mercedes-Benz, BMW,Audi ฯลฯ ทำให้ลูกค้าจำนวนไม่น้อย เริ่มยกระดับการตัดสินใจซื้อ ขึ้นไปหาคู่แข่งในกลุ่ม Premium กันไปเลย

Mitsubishi Motors เอง ก็เริ่มเห็นทิศทางความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ในเมื่อ ยังคงมีเสียงตอบรับ และอยากได้ Pajero จากทั่วทุกมุมโลก ดังนั้น การพัฒนา Pajero รุ่นที่ 4 จึงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องไป

เพียงแต่ว่า ถ้าจะลงทุนสร้างรถคันใหม่ขึ้นมา ในรอบ 8 ปี มันอาจจะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนมากเท่าสมัยก่อน ดังนั้น วิธีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในตอนนั้นมากที่สุด คือการนำ Pajero รุ่นเดิม มาปรับโฉมใหม่ แบบ Big Minorchange แต่มีรายละเอียดความเปลี่ยนแปลง เยอะมาก ทั่วทั้งคัน จนสามารถเรียกได้ว่านี่คือ Full Modelchange!

งงไหม?

ถ้าอยากหายสงสัย อ่านต่อข้างล่างครับ! ยาวหน่อยนะ…

Mitsubishi Pajero Generation ที่ 4 ถูกพัฒนาขึ้นโดยวางตำแหน่งการตลาดให้เป็น PREMIUM VALUE, GLOBAL STANDARD, ALL-ROUND SUV หรือ รถยนต์ตรวจการ SUV ระดับ Premium แบบลุยได้จริงทุกพื้นที่ มาตรฐานระดับโลก

เพื่อบรรลุให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว ทีมวิศวกรนำโดย Gayu Uesugi ; Product Executive จึงต้องวางแผนและทดสอบตัวรถก่อนออกจำหน่ายจริงอย่างหนักหน่วง ภายใต้สภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่หฤโหดเหนือจินตนาการ เช่นการทดสอบบนเส้นทางในเขตเทือกเขา Alps ทางตอนเหนือของ Europe ที่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2,500 เมตร ในขณะที่อุณหภูมิหนาวยะเยือกถึง – 40 องศาเซลเซียส! ไปจนถึงการขับขี่บนสภาพเส้นทางแบบ Off-road จริงๆ ใน Africa รวมทั้งเส้นทางลูกรัง ที่แห้งแล้งทุระกันดาร ใน Australia เพื่อเน้นปรับปรุงสมรรถนะการขับขี่บนเส้นทางสมบุกสมบันให้ดียิ่งขึ้น แต่ยังคงความสบายและความมั่นใจในการขับขี่สำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัย

Gayu Uesugi : Product Executive ของ Pajero รุ่นที่ 4 เล่าไว้ว่า : ” ในการพัฒนา Pajero รุ่นนี้ เราให้ความสำคัญสูงสุดกับมุมมองของลูกค้าเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ ไม่เพียงแต่ตัวผมเองในฐานะหัวหน้าทีมวิศวกร จะไปพูดคุยกับลูกค้าโดยตรงเท่านั้น แต่หัวหน้าฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์ ฝ่ายพัฒนา และฝ่ายขาย ต่างก็ได้พูดคุยกับทั้งเจ้าของรถยนต์ Pajero จำนวนมากและพนักงานด่านหน้า ทั้งฝ่ายขายและฝ่ายบริการ ที่ใกล้ชิดกับลูกค้าในทุกๆ วันด้วยเช่นกัน

เราได้นำข้อมูลและความคิดเห็นจากตลาดที่รวบรวมได้มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนา โดยยึดหลักการสำคัญคือ การหวนกลับไปสู่แก่นแท้ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Pajero ควบคู่ไปกับการจำแนกอย่างชัดเจนระหว่างองค์ประกอบที่ควรอนุรักษ์ไว้ และองค์ประกอบที่ควรได้รับการพัฒนาต่อยอด

ด้วยแนวคิดดังกล่าว การออกแบบภายนอกจึงโดดเด่นด้วยเส้นสายที่เฉียบคมและหนักแน่น ผสานกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างไฟหน้าทรง “Cat’s-eye” (ตาแมว) ที่สร้างรูปลักษณ์อันเป็นอมตะและสะท้อนความเป็น “Pajero” ได้อย่างชัดเจนในทันทีที่พบเห็น ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความประณีตและหรูหราแต่เรียบง่าย แผงหน้าปัดและแผงประตูผ่านการรังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดยมีการตกแต่งด้วยวัสดุโลหะและลายไม้ ควบคู่ไปกับการจัดวางองค์ประกอบที่เน้นทั้งประโยชน์ใช้สอยและอารมณ์สปอร์ต

นอกจากนี้ เพื่อยกระดับสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ  เราจึงได้พัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวถังแบบ Built-in Frame Monocoque ระบบช่วงล่างอิสระทั้ง 4 ล้อ ระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD II (SS4-II) และระบบควบคุมเสถียรภาพและการยึดเกาะถนน (ASTC) อีกทั้งยังได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้สามารถใช้งานระบบ ASTC ควบคู่ไปกับระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) ได้พร้อมกัน ส่งผลให้สมรรถนะการขับขี่ บนสภาพพื้นผิวทรายหรือโคลนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ด้านความทนทานและความน่าเชื่อถือ เราได้นำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมายมาใช้ เช่น การเพิ่มความแข็งแกร่งของจุดเชื่อมต่อโครงสร้างตัวถัง การขยายขอบเขตการใช้เหล็กแผ่นเคลือบผิวอย่างกว้างขวาง และการใช้ฝากระโปรงหน้าแบบอะลูมิเนียมเพื่อลดน้ำหนัก

ในขณะเดียวกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอย่างมาก เราได้ติดตั้งระบบความปลอดภัยต่างๆ อาทิ ระบบถุงลมนิรภัย SRS แบบ Dual-stage สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยแบบม่านที่นำมาใช้ใหม่ รวมถึงโครงสร้างตัวถัง แป้นเบรก และแกนพวงมาลัยที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน โดยผลการทดสอบภายในยืนยันถึงสมรรถนะความปลอดภัยระดับสูงสุด ซึ่งเทียบเท่ากับมาตรฐานความปลอดภัย JNCAP ระดับ 6 ดาว”

Hiroyuki Tanaka : Project Manager ของ Pajero รุ่นที่ 4 เล่าว่า “นับตั้งแต่เริ่มงานกับบริษัท ผมได้ทุ่มเทการทำงานให้กับแผนกทดสอบ โดยรับผิดชอบด้านการพัฒนาและการทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ขนานแท้มาโดยตลอด ซึ่งเริ่มต้นจากรุ่น Pajero

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งจากการไปปฏิบัติหน้าที่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวม 6 ปี รวมถึงการเดินทางไปทำวิจัยและทดสอบรถในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ผมได้เห็นด้วยตาตนเองว่า ลูกค้าในแต่ละพื้นที่ใช้งาน Pajero ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายเพียงใด ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมมั่นใจว่า สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจากรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อของ Mitsubishi Motors คือ “ความไว้วางใจได้สูงสุด” (Absolute Reliability) และ Pajero ก็คือรถที่สะท้อนมาตรฐานนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด

การได้พูดคุยกับลูกค้าทั่วโลกยังช่วยยืนยันว่า Pajero เป็นรถที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสามารถมอบ “ความสุขในการขับขี่” ได้ทั้งบนถนนปกติและเส้นทางออฟโรด อันเป็นประสบการณ์ที่ลูกค้าต่างมองหา และต้องการสัมผัส

ในการพัฒนา Pajero รุ่นนี้ เราได้กำหนดให้การสืบทอดและยกระดับหัวใจสำคัญของรถรุ่นนี้—นั่นคือ “ความไว้วางใจได้สูงสุด” และ “ความสุขในการขับขี่” เป็นภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุด

“ความน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากการสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์เท่านั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างสมดุลที่เหมาะสม กล่าวคือ การรู้ว่าสิ่งใดควรตัดทิ้งอย่างกล้าหาญ สิ่งใดควรยืนหยัดที่จะไม่เปลี่ยนแปลง และสิ่งใหม่ใดบ้างที่ควรนำมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาไปข้างหน้า

ยกตัวอย่างเช่น ตำแหน่งการขับขี่ของ Pajero รุ่นใหม่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยในทันทีสำหรับผู้ที่เคยขับรถรุ่นนี้ในเจเนอเรชันก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงเอกลักษณ์อันยาวนานของ Pajero องค์ประกอบสำคัญของตำแหน่งการขับขี่นี้ ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งที่ตั้งตรง แนวขอบหน้าต่าง (beltline) ที่ต่ำ ตำแหน่งเบาะนั่งที่อยู่ใกล้กับประตู และระดับสายตาที่อยู่ในระดับเดียวกับคนเดินถนน ล้วนได้รับการสืบทอดมาจาก Pajero รุ่นแรกเริ่ม ท่านั่งที่ตั้งตรงช่วยให้ผู้ขับขี่ทรงตัวได้อย่างมั่นคงและควบคุมรถได้อย่างแม่นยำแม้ในขณะขับขี่บนทางลาดชันแบบออฟโรด

ขณะเดียวกัน แนวขอบหน้าต่างต่ำและตำแหน่งเบาะนั่งที่ใกล้ประตูช่วยให้สังเกตสิ่งกีดขวางและสภาพพื้นผิวถนนบริเวณล้อหน้าได้ง่ายขึ้น ส่วนระดับสายตาที่เทียบเท่ากับคนเดินถนนก็ช่วยให้มีทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยม ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับขี่ที่สะดวกและคล่องตัวในเส้นทางออฟโรด นอกจากนี้ยังช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายแม้ในสภาพการขับขี่ในเมือง เราเชื่อมั่นว่าตำแหน่งท่านั่งขับขี่แบบนี้ ซึ่งได้รับการสืบทอดมาจาก Pajero รุ่นสู่รุ่น คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้รถรุ่นนี้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลก

ยิ่งไปกว่านั้น “ความสุขในการขับขี่” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสะดวกสบาย เช่น ความเงียบหรือความง่ายในการใช้งานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเพลิดเพลินในการขับขี่ควบคู่ไปกับการสัมผัสสภาพแวดล้อมและธรรมชาติรอบตัว ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างผู้ขับขี่และตัวรถ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ดั่งใจนึกและตอบสนองต่อสภาพถนนได้อย่างแม่นยำ ระบบบังคับเลี้ยวได้รับการออกแบบให้มีน้ำหนักที่เหมาะสมกับความเร็ว พร้อมทั้งถ่ายทอดข้อมูลสภาพถนนและอาการของรถขณะเข้าโค้งให้ผู้ขับขี่รับรู้ได้อย่างชัดเจน มอบสัมผัสที่ตอบสนองฉับไวและเป็นธรรมชาติในทุกการสั่งการ

ในการแสวงหาแก่นแท้ของ Pajero รุ่นใหม่นี้ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นเพื่อมอบ “ความไว้วางใจได้สูงสุด” และ “ความเพลิดเพลินในการขับขี่” เราหวังว่าลูกค้าจำนวนมากจะได้มีโอกาสสัมผัสรถคันจริง ได้ลองนั่งในตำแหน่งผู้ขับขี่เพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง และพร้อมที่จะยอมรับ Pajero รุ่นใหม่นี้—ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณดั้งเดิมของรถรุ่นนี้ไว้อย่างครบถ้วน—ให้เป็นเพื่อนคู่ใจที่วางใจได้

ทีมออกแบบ Pajero Generation ที่ 4 ประกอบด้วย…

Yoshizawa Akira เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors เมื่อปี 1988 รับผิดชอบงานออกแบบภายในของรถยนต์ต้นแบบ Mitsubishi HSR-III ในงาน Tokyo Motor Show ปี 1991 รวมทั้งงานออกแบบภายนอก ของ Mitsubishi Mirage Hatchback ปี 1995 และดูแล งานออกแบบ Pajero รุ่นที่ 4 มาตั้งแต่ปี 2003

Makimura Masaru เข้าร่วมงานกับ Mitsubishi Motors เมื่อปี 1984 ดูแลงานออกแบบภายในของ รถสปอร์ต Mitsubishi GTO, Mitsubishi FTO, Mitsubishi Diamante รุ่น 2 (1995) งานตกแต่งภายนอกและภายใน รถตู้ Mitsubishi Delica Space Gear Gen 3 (1995) , งานออกแบบภายนอกของ Pajero รุ่นที่ 3 (1999) สำหรับโครงการ Pajero รุ่นที่ 4 นี้ เขารับหน้าที่เป็น Project Manager ดูแลการพัฒนาองค์รวม

Torii Hiroki เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors ตั้งแต่ปี 1973 ในบริษัท Mitsubishi Motors Engineering รับผิดชอบการสร้าง CAD Data อะไหล่งาน Press ขึ้นรูป ตั้งแต่ปี 2002 ได้เข้ามารับผิดชอบ CAD Data งานออกแบบโดยได้ทำ Mitsubishi “i” ปี 2003 , Mitsubishi eK Wagon / eK Sport (2001-2002) ตามด้วย Pajero รุ่นที่ 4 นี้

Hibino Kunihiko เข้าร่วมงานใน Mitsubishi Motors เมื่อปี 1997 ในตำแหน่ง Modeler ทำหุ่นจำลองงานออกแบบภายในของ Mitsubishi Colt (2002), Mitsubishi “i” (2003), Mitsubishi Outlander รุ่น 2 โปรเจคนี้ทำ Modeling บริเวณ Rear เป็นหลัก

Kondou Satoru เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors เมื่อปี 1992 ในตำแหน่ง Modeler ทำหุ่นจำลองงานออกแบบภายนอกของ Mitsubishi Lancer Evolution 5 และ 7, รวมทั้ง Mitsubishi Proudia, Mitsubishi Grandis / Space Wagon รุ่นสุดท้ายที่เคยจำหน่ายในไทยเมื่อปี 2004, Mitsubishi Colt Plus, ภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi Lancer Cedia Minorchange ส่วนโครงการ Pajero รุ่นที่ 4 นี้ เขารับหน้าที่ Exterior Modeling

Shigeta Shota เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors เมื่อปี 1994 รับดูแลงานออกแบบภายในของรถต้นแบบ Mitsubishi Maia ใน Tokyo Motor Show ปี 1997 , ออกแบบห้องโดยสารของ Mitsubishi Minica Toppo BJ รุ่น Minorchange, รวมทั้งดูแลงานออกแบบภายนอกของ Pajero รุ่นที่ 3 ตัว Minor change ส่วนรุ่นที่ 4 มีส่วนร่วมในการออกแบบบั้นท้ายขึ้นมาใหม่เป็นหลัก

Ishikawa Yuichi เข้าทำงานกลางคัน เมื่อปี 1990 เป็นนักออกแบบ ทำหน้าที่ Style CAD เป็นผู้จัดทำ Computer Graphic ให้กับ Mitsubishi Diamante รุ่น 2 (1995) ,Mitsubishi RVR รุ่นที่ 2,Mitsubishi Chariot Grandis รุ่นที่3 , Mitsubishi eK Wagon รุ่นแรก (2001) และมีส่วนร่วมในการสร้างข้อมูล CAD Data ของแผงหน้าปัด เป็นหลัก

Nakajima Akihiro เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors เมื่อปี 1992 เคยอยู่ฝ่ายพัฒนาล่วงหน้ารถบัสท่องเที่ยว รับหน้าที่ ดูแลงานออกแบบ สีภายนอกของรถบรรทุก Mitsubishi FUSO Super Great, ดูแลงานออกแบบภายนอก ของรถบัส Mitsubishi FUSO Rosa อยู่ ย้ายมาที่โรงงาน Okazaki เข้าร่วมงานออกแบบกับแผนกรถยนต์นั่ง เมื่อปี 2002 และได้ดูแลงานออกแบบภายในห้องโดยสาร ของ Pajero รุ่นที่ 4 นี้

Togasa Shinji เข้าร่วมงานกับ Mitsubishi Motors เมื่อปี 1991 เป็นผู้ออกแบบแผงหน้าปัดของ ของ Airtrek รวมทั้งดูแลงานออกแบบภายนอกเฉพาะรุ่น Airtrek Turbo, ออกแบบเบาะนั่ง และ Trim ตกแต่งของกระบะ Triton รุ่นแรก ที่ย้ายฐานผลิตมายังเมืองไทย และดูแลงานออกแบบด้าน Trim ประดับตกแต่งใน Pajero รุ่นที่ 4

Taniguchi Akiyuki เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors ในปี 1989 ดูแลงานออกแบบภายนอกตัวรถ และเฉดสี ของ Mitsubishi Minicar 660 ซีซี. รุ่นก่อน เคยถูกส่งไปทำงานที่ Design Studio ใน สหรัฐอเมริกา รวมทั้งเคยดูแลงานออกแบบห้องโดยสารของ Chariot Grandis/RVR รุ่นที่ 2 ไปจนถึง Airtrek,Minivan 7 ที่นั่ง สำหรับไต้หวัน รุ่น Zinger และดูแลงานออกแบบภายในห้องโดยสารของ Pajero รุ่นที่ 4นี้

งานพัฒนา Pajero รุ่นที่ 4 เริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูใบไม่ร่วง ปี 2002 จนถึง ฤดูร้อน ปี 2003 โดยทีมออกแบบ ได้ร่วมกันศึกษาว่า เสน่ห์ และคุณค่า อันเป็นภาพจำที่แท้จริงของ Pajero ในสายตาของผู้คนทั่วโลกคืออะไร?

แน่นอนว่า เมื่อนึกถึง Pajero ย่อมต้อมีคำว่า Paris Dakar Rally ปรากฎขึ้นในภาพจำของทุกคน ดังนั้น ทีมออกแบบจึงเลือกที่จะนำ ชื่อ Paris Dakar Rally มาตั้งเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนา (Concept) ซึ่งถูกแตกหน่อต่อยอด ออกมาเป็น Design Study 3 แบบ

แบบ A คือ PARIS เป็นผลงานของ ทีมออกแบบ Mitsubishi Motors R&D America (MRDA) นำเสนอความหรูหรา ดูดี มีระดับ ที่เหมาะกับการใช้งานของลูกค้าผู้ใหญ่ชั้นสูง เป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากสภาพการแข่งขันของ Montero ในตลาดอเมริกาเหนือ รวมทั้งผลวิจัยตลาด ความต้องการ และความคาดหวังจากลูกค้าชาวอเมริกัน

แบบ B คือ DAKAR เป็นผลงานของ ทีมออกแบบจาก Mitsubishi Motors R&D Europe (MRDE) ซึ่งต้องการเน้นภาพลักษณ์ของการเป็นรถยนต์ที่เน้นความสมบุกสมบัน พาทุกคนลุยไปได้ในทุกที่ ในแบบ Tough & Sporty

แบบ C คือ RALLY เป็นผลงานของ ทีมออกแบบ ชาวญี่ปุ่น จาก ศูนย์การออกแบบ ที่ Okazaki Plant (In-House Design team) เน้นความโฉบเฉี่ยว ที่พร้อมพิชิตอุปสรรค และทุกบททดสอบ

อย่างไรก็ตาม วันที่ 23 เมษายน 2004 DaimlerChrysler (ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Mitsubishi Motors ในขณะนั้น ถึงร้อยละ 37 ) ได้ตัดสินใจยุติการสนับสนุนทางการเงิน และปฏิเสธที่จะเข้าร่วม แผนกอบกู้เงินทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับ Mitsubishi Motors หลังจากที่ ชาวญี่ปุ่น ประสบปัญหาอื้อฉาว เกี่ยวกับการปกปิดข้อมูลการเรียกคืนรถยนต์ (Recall Scandal) ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่อง มาตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม 2000

ด้วยเหตุนี้ Mitsubishi Motors ก็เลยต้องวางแผนในการฟื้นสภาพให้ได้ด้วยตนเอง ทางสำนักงานใหญ่ก็ได้เริ่มนโยบายใหม่ประกอบด้วยสามแนวคิดเสาหลัก

  • Proportion ที่วิ่งได้อย่างมีความสุข
  • ท่าทีที่สื่อถึงความอุ่นใจ
  • รูปทรงและสีที่เติมเต็มฟังก์ชัน

หลังจากเหตุการณ์ DamilerChrysler Shock ข้างต้น ทีมงาน ก็ถึงกับต้องกลับมาตั้งต้นกันใหม่ เพราะในเมื่องบประมาณที่ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนโฉมใหม่แบบ Full Model Change ทั้งคันได้อีกต่อไป ดังนั้น ทีมออกแบบจึงเริ่มมองว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเริ่มออกแบบ Pajero ใหม่ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานจาก Pajero รุ่นที่ 3 และใช้ชิ้นส่วนอะไหล่ร่วมกันให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกระจกบังลมหน้า บานประตูคู่หน้า รวมทั้งกระจกหน้าต่างของบานประตูทั้ง 4 บาน…

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ในเมื่อ งบไม่พอจะเปลี่ยนโฉม Pajero แบบ Full Model Change ถ้าเช่นนั้น ก็คงต้องใช้วิธี ปรับโฉม Big Minorchange ก็แล้วกัน

ทีมออกแบบ จึงเลือกพัฒนาเส้นสายรูปทรงของตัวรถ โดยเน้นแสดงถึงสมรรถนะแบบ Off-Road ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้มาตลอด 25 ปีก่อนหน้า ดังนั้น ภาพลักษณ์ความทะมัดทะแมง ดุดัน (Tough) จึงถูกยกมาให้เป็นแกนหลัก ของงานออกแบบครั้งนี้ เพื่อให้รูปทรงภายนอก ดูปุ๊บก็รู้ปั๊บเลยว่า นี่คือ Pajero

ส่วนเรื่องการนำ Front Fender ที่ค่อนข้างโป่งนูน เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อให้ ผู้ขับขี่ เห็นเส้นความกว้างของตัวรถได้ง่าย ๆ แล้วลดความสูงฝากระโปรงหน้า เพื่อลดการเสียดทานของลม กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้ในรถรุ่นที่ 4 เพราะในตลาดญี่ปุ่นเอง ก็มีทั้งคนที่ชอบ และคนที่ไม่ชอบ

Makimura เล่าว่า “ยกตัวอย่าง Front Corner หรือมุมด้านหน้ารถ เราทำการตัดมุมออกไปเลย เรียกว่าเป็น “Diamond Cut” ตามด้วย ชุดโคมไฟหน้า แบบ “Cats Eye” และเพื่อทำทรงให้เป็นแบบรถยนต์ Off-Road นั้น ตรงบริเวณ มุมรถด้านหน้า ได้ปัดแนวขอบเปลือกกันชนหน้า (Bumper) ให้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกันไม่ให้โคมไฟหน้าเสียหาย ต่อมาตรงชายขอบ Body ก็ติดคิ้วพลาสติกโดยรอบเพื่อกันหินที่กระเด็นจากโดยรอบที่กระทบเข้ามา แต่ในเรื่องของ รสนิยมในภาพรวม ก็ไม่ทำให้มันดูแข็งเป็นก้อนจนเกินไป ด้านแนวหน้าตัดเลยทำให้เป็นแนว Simple ดูสบายตา”

เรื่องยางอะไหล่ท้ายรถ มีการถกเถียงกันหลายประเด็น เนื่องจาก หุ่นจำลองดินเหนียว ขนาดสเกล 1:1 ทั้ง 3 คัน ข้างต่น ไม่มีแบบใดเลย ที่นำเอา ยางอะไหล่ มาติดตั้งไว้ท้ายรถ แต่ Makimura มองว่า “สำหรับ รถยนต์ Off-road มัน เหมาะสมที่จะมีไว้ เพื่อช่วยเช็คสภาพล้อสำรองได้ง่ายตลอดเวลา อีกทั้งความเห็นของลูกค้าในต่างประเทศ ก็ยังอยากให้มีไว้ จึงได้กำหนดให้ติดตั้งไว้ด้านท้ายตามเดิม อย่างไรก็ตาม มีการปรับตำแหน่งติดตั้งกล่องใส่ยางอะไหล่เอาไว้จากรุ่นเดิมที่จะเอียงข้างๆ ย้ายมาให้อยู่ตรงกลาง แล้วกดให้ต่ำลงอีก 50 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยการมองไปด้านท้ายที่ดีขึ้น ส่วนกล่องใส่ล้อสำรองก็ได้ตกแต่งเพิ่มเติมและให้เป็นชิ้นเดียวกันกับรถซึ่งดูดีและทันสมัยขึ้น”

Shigeta เสริมว่า : “การออกแบบในภาพรวมตั้งไว้ว่า ให้ตัวรถนั้น เรียบหรู ดูดี มีระดับ แต่ว่าล้อสำรอง มันยื่นออกมา การจะทำให้มัน Match กับ Body ได้อย่างเนียนนั้นลำบากมากครับ นอกจากนี้การจะตกแต่งบริเวณนี้นั้นยังมีประเด็นอื่นที่ต้องคิดด้วยอย่างแผ่นป้ายทะเบียน, Rear View Camera, Rear Fog Lamp รวมถึงความยาวของตัวรถด้วยซึ่งนี่เป็นข้อจำกัดที่ต้องจัดการ”

Yoshizawa เล่าเพิ่มเติมว่า “เรื่องการใช้งานจริง ความยาวของรถมีผลเพราะเวลาเข้าจอดในโรงรถ โรงรถมันขนาดเท่าเดิม เมื่อมีกล่องใส่ล้ออะไหล่นี่เพิ่มเข้ามา ทำให้ความยาวทั้งคัน เพิ่มขึ้นจาก Pajero รุ่นที่ 3 ค่อนข้างมาก ทำให้ลูกค้าที่ใช้ Pajero รุ่นที่ 3 มาก่อน อาจติดปัญหาข้อนี้ คุณ Shigeta ต้องพยายามตัดเก็บส่วนเกินตรงนี้ลงลึกระดับมิลลิเมตรเลยทีเดียว

Makimura เล่าต่อว่า “ปกติหลังจากเลือกตัว Sketch ที่จะตั้งต้นกันได้แล้วก็ทำ 40% Model ออกมา เมื่อก่อนจะเป็นModel ขนาดสัดส่วน 1/4 จากคันจริง แต่ว่าการผิดรูปทรงหรือรูปร่างเยอะมากครับเพราะพอนำมาขยายอีก 4 เท่า เป็น 1/1 แล้วมันดูต่างออกไปเลย ดังนั้น การทำ Model ขนาด 40% จากขนาดจริง ข้อดีของมันคือ ความคลาดเคลื่อนน้อย”

ในฐานะของ Modeler หรือทีมทำหุ่นจำลอง คุณ Kondou บอกว่า มันมีขนาดใหญ่กว่า Model 1/4 พอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งก็ต้องใช้เวลาทำหุ่น มากกว่าเช่นกัน แต่ในอีกแง่หนึ่ง เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้สามารถใช้ชุดเดียวกับที่ทำตัว 1/1 ได้เลย ดังนั้น เมื่อขนาดหุ่นจำลองใหญ่ขึ้น ก็ทำให้สามารถสร้างงานแบบลงรายละเอียด ได้เต็มที่

Torii เริ่มต้นเล่าว่า : “หลังจากทำโมเดลดินเหนียวแล้วก็ทำการวัดค่าแล้วแปลงเป็น CAD Data ซึ่งนำไปส่งให้แผนกออกแบบเพื่อให้พิจารณา

Yoshizawa: ยกตัวอย่าง ชิ้นส่วนตัวถังเหนือซุ้มล้อคู่หน้า ที่ทำบริเวณมุมรถให้มีลักษณะเป็น Diamond Cut รวมถึงตัว เปลือกกันชนหน้า พอปรับเปลี่ยนแล้วให้คุณ Kondou ทำโมเดลดินเหนียวให้แล้วจึงขอให้คุณ Torii นำไปทำเป็น Data จำลองต่อ

Kondou: เล่าว่า “ตอนปั้น Front Fender ที่ยากลำบากก็คือตรงซุ้มล้อครับเพราะเส้นสายตรงสันขอบรถที่หักมานั้นมันชนกับตรงโป่งซุ้มล้อพอดี จนกระทั่งโมเดลตัวสุดท้ายคุยกันว่าอยากทำให้เส้นที่หักออกมานั้นตัดผ่านออกมาอย่างชัดเจน”

Yoshizawa เสริมว่า : “เส้นนั้นจริง ๆ มันตัดผ่านไปอยู่แล้วแต่เพราะตัวโป่งนั่นมันเลยเห็นไม่ชัดแต่ด้วยความที่เราอยากให้มัน Simple ตามที่ตั้งไว้เลยอยากทำให้มันเห็นชัด ๆ”

Kondou เล่าเสริม : “ดังนั้นจึงได้ให้คุณ Hibino ที่รับผิดชอบบริเวณ ด้านหลังของตัวรถ เข้ามาช่วยกันเหลาโมเดลทั้งด้านซ้ายขวาจนได้ตัวที่คิดว่าดีที่สุด”

บานประตูคู่หน้า ถูกยกจากรุ่นที่ 3 มาใช้ ทำให้เรื่องการแก้ไขเส้นสายตื้นลึกหนาบางของสันขอบนั้นมีข้อจำกัด จึงได้แก้ซุ้มล้อ ตรงที่เป็นส่วนเว้า แล้วต้องเน้นส่วนเว้านั้นให้ชัดเจนขึ้นด้วยจึงทำให้รัศมีของเว้าตรงนั้นให้เล็กลง ๆ และช่วยทำให้เห็นเส้นนั้นตัดผ่านชัดเจนด้วย ได้ทั้งสองอย่างในคราวเดียว

ส่วนงานออกแบบกระจังหน้านั้น ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นมากกว่า

Yoshizawa เล่าว่า : “ยุคที่อยู่กับ Daimler ได้ออกแบบให้สัญลักษณ์ Three Diamond ของ Mitsubishi นี้ดันออกไปด้านหน้า แต่ในประเทศญี่ปุ่น ไม่ค่อยชอบกัน เลยเลิกไป แต่ ทางยุโรปมีความต้องการว่าอยากได้ Identity แบบดั้งเดิม ขณะเดียวกัน ฝั่งอเมริกาเหนือ และเอเซีย เลือกให้แนวทางการออกแบบยังคงใช้กระจังหน้าแบบนั้นต่อไป

Makimura เสริมว่า : เพื่อให้ดูมี Motif จึงให้ใช้บาร์แนวนอนแบบหนา ๆ มาล้อมรอบ Three Diamond ไว้เพื่อเหมือนเสริมบารมีทำนองนั้น โดยตั้งแต่ 40% Model จนถึงแบบตัว Final ก็มีการเปลี่ยนเล็กผสมน้อย”

Yoshizawa สรุปว่า : “งานออกแบบในตอนแรก ทางฝั่งยุโรป ชื่นชอบ และให้ OK ผ่านไปได้ ที่เหลือหลังจากนั้นเป็นการปรับงานออกแบบเล็กๆน้อย เพื่อให้เข้ากับ ความต้องการของตลาดญี่ปุ่น”

Interior Design

Taniguchi: อันที่จริง ทีมออกแบบภายใน และภายนอกรถ ใน Okazaki R&D ต่างร่วมกันศึกษาแนวทางการออกแบบล่วงหน้าเอาไว้ไปพร้อม ๆ กัน และได้สร้างโมเดลขึ้นมา 2 แบบ แต่หลังจาก DaimlerChrysler ถอนตัว จึงได้คิดเปลี่ยนแนวทางเอาไว้ โดยเป็นการต่อยอดจากแบบเดิม เอามาทำให้คมสันงดงามยิ่งขึ้นและแสดงให้เห็นถึงความ Toughness, Simple, หรูหรา ซึ่งก็ได้สรุปรวบรวมรูปแบบตัว Final แล้วครับ

แนวคิดแบบ Paris คือการออกจาก Paris ไป Resort กลางทะเลทราย ขณะเดียวกันก็ยังมีความ Tough และความหรูหรา Elegance สง่างาม ส่วนแบบ Rally ก็จะสื่อให้นึกถึงภาพลักษณ์แบบ Spartan และก็ใช้ 2 อย่างนี้เป็นเสาหลักในการออกแบบในส่วนของ Dakar โดยรักษาความเป็น Pajero ที่สืบทอดต่อมา เช่น มาตรวัดแบบ 2 ช่องซึ่งมีมาแ่ยุครุ่นแรก และ RV Meter 3 ช่องตรงกลางด้วย

Nakajima: “ปัญหาก็คือ รูปลักษณ๊์ของ มาตรวัด แบบ Meter มันไม่เข้ากันกับความ Elegant จึงต้องออกแบบขึ้นใหม่โดยให้ความใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น ทั้งการใช้ Font ตัวอักษรนูน มีมิติ, การเล่นกับแสงประดับ Illumination”

Makimura: “สีน้ำเงินตามหลักจิตวิทยานั้นจะให้ความสงบและเย็นใจจึงใช้ Illumination ครับ”

Taniguchi: “อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่เราหมกมุ่นคือ 4WD ที่ Transfer แบบใช้คันโยกครับ เพราะระยะหลังนี้แบบสวิทซ์หรือแบบปุ่มหมุนมันเป็นเทรนด์มากกว่า แต่มองอีกมุม Pajero เป็นรถที่ผู้ใช้สวมถุงมือขับรถเพราะใช้รถในที่หนาวมาก ๆ ถ้าเป็นแบบคันโยกไม่ว่าจะอยู่จุดไหนร่างกายของเราสามารถจับองศาของคันโยกมันได้เอง สุดท้ายมันก็มีเรื่องแนวคิดตามกระแสแหละครับ (ฮา) Door Trim กับ Console เองก็พิจารณาแนวทางไว้หลายรูปแบบ”

Togasa: เรื่องของการประคองร่างกาย ก็ยังคงสืบทอดต่อครับ Door Trim เลยให้แท่นมือจับเป็นแนวตั้ง
Fujimoto: Door Trim ของ Land Rover Discovery มี Cup holder อันใหญ่ด้วย แล้วทางนี้ได้คิดแบบนั้นบ้างไหมครับ?
Makimura: Pajero มีตำแหน่งที่นั่งชิดไปทางประตูเสียมากครับ จุดประสงค์ก็เพื่อให้สามารถยื่นตัวออกหน้าต่างไปดูยางตอน Off-Road ได้ว่ายางยังสัมผัสพื้นอยู่หรือเปล่า ดังนั้นจึงทำแผงประตู ให้บาง ซึ่งทำให้ยากต่อการออกแบบ ที่วางแก้วแบบพับเก็บได้ ใต้ช่องแอร์ด้านหน้า

Togasa : เล่าว่า “อยากจะเน้นแท่นมือจับประตู แต่เมื่อดูขนาดและมิติของชิ้นส่วนอื่นๆภายในห้องโดยสารแล้ว แทบไม่มีพื้นที่ที่เหลือให้ทำได้แล้ว ฉะนั้น หากออกแบบให้ได้ครบทั้ง Function และภาพลักษณ์ความหรูหราไปด้วยนั้นยากมากครับ จึงนำช่องวางแก้่ว มาไว้ตรง Center Console แทน”

Nakajima: สำหรับ Layout นั้นวางให้ Center Panel เป็นจุดควบคุม Audio และก็ Heater ครับและก็โยงไปถึงระบบเป่าลมด้วย

Taniguchi: “ผมอยากสร้างห้องโดยสาร ให้ทุกคนได้เห็นถึงความอเนกประสงค์ และแสดงถึงความหรูไปพร้อม ๆ กัน ในช่วงทำ Model จำลอง นี้ เราลองผิดลองถูกกันมาเยอะจนได้ รูปทรงที่ Simple มีพลังประกอบรวบกับวัสดุที่ทำให้ดูดีมีระดับขึ้นมาได้ ที่เป็นสัญลักษณ์เลยคือ Console ที่มีลายไม้, Hair Line วัสดอลูมิเนียม, งานชุบโครเมียม แล้วก็ Shift Indicator แบบ Clear Panel โดยประกอบทุกส่วนเข้าด้วยกันด้วยสัดส่วนพื้นที่ที่เหมาะสม ด้วยรูปร่างและวัสดุที่เหมาะสมยิ่งชูให้ความหรูหรานั้นชัดเจนยิ่งขึ้น”

Nakajima : “โปรเจคนี้ได้ใช้เวลาไปกับโมเดลดินเหนียวกับ CAD Data ใช้เวลาเกินครึ่งปีเลยเพื่อคัดสรรให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมาจากความทุ่มเทของ Modeler, ผู้ทำ Data ครับ”

Ishikawa เล่าว่า “ที่ผ่านมาในขั้นตอนออกแบบและขั้นตอนสุดท้ายจะใช้ CAD Software ในการสร้าง Data แล้วผู้รับผิดชอบงานจะเป็นคนละคนกัน แต่ในรอบนี้ได้ใช้ Software ที่ชื่อ Alias ซึ่งได้ทดลองใช้ไปจนถึงทำ Data ของแม่พิมพ์ตัว Final เลยครับ ด้วยการทำ Data ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกไว้ล่วงหน้าโดยยิ่งทำได้ใกล้เคียงกับช่วงสุดท้ายได้มากเท่าไหร่ การทำ Data ในช่วงท้ายก็จะใช้เวลาที่น้อยลง ซึ่งทำให้มีเวลาในการออกแบบด้านคุณภาพต่อแล้วทำให้ได้งานที่ดีที่สุดได้ อีกอย่างภายในกลุ่มเราจะใช้ผู้รับผิดชอบคนเดิมและให้ใช้ Software ตัวเดิมเพื่อให้เจตนาของดีไซน์แรกยังคงอยู่จนถึงช่วงสุดท้าย”

Color Design

ด้านงาน ออกแบบ โทนสีตัวถัง และสีภายใน (Color Design) นั้น เป็นหน้าที่ ของ Kobayashi Naoko

Kobayashi : สำหรับสีตัวถังภายนอก เราได้พัฒนาสีใหม่ทั้ง 2 สี ซึ่งดูมีพลังและดูมีคุณภาพที่ดี เพราะ Pajero นั้นเป็นรถที่วิ่งไปได้ในหลาย ๆ พื้นที่ของโลกอยู่แล้ว จึงได้คิด Theme สีที่เข้ากับโลกนี้

Platinum Beige คือสีของแสงอาทิตย์ที่ส่องสะท้อนบนผืนน้ำส่องประกายออกมา ให้ความรู้สึกตะวันลับขอบฟ้าที่ Paris และได้ใช้ลักษณะการพ่นแบบ Metallic เพื่อให้สว่าง แสดงถึงพื้นผิวงานคุณภาพดี และลดความฉูดฉาดของสีลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อดูไปนานๆ และเป็นสี Beige ที่เข้ากับงานสีแบบ 3 Way 2 Tone ได้ด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีสี Platinum Beige ทั้งคัน เพราะอยากจะทำให้เป็นการโฆษณาในแง่ของมูลค่าเพิ่ม เฉพาะลูกค้าในประเทศญี่ปุ่นเอง เราจึงกำหนด ให้มีเฉพาะในแบบ 3 Way 2 Tone เท่านั้น

ส่วนอีกสีคือ Deep Sea Green เป็นภาพของ ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ที่สะท้อนอยู่บนทะเลอันกว้างลึก สีเขียวเป็นสีที่ขายไม่ค่อยดีในตลาดเท่าไหร่แต่อยากลองท้าทายแนวคิดของลูกค้าดู เรื่องของเรื่องมาจากการที่ ได้ไปเที่ยวในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วเห็นทะเลสีเขียวมันสวยงามและประทับใจมาก ชนิดที่ว่าใครมาเห็นก็ต้องบอกว่าสวยทุกคนแน่ ๆ แล้วอยู่ ๆ ก็นึกถึงความรู้สึกในตอนนั้นขึ้นมาจึงได้พัฒนาสีนี้ขึ้นมา หากเมฆหนาครึ้มอาจจะมองเห็นยาก แต่ถ้าโดนแสงแล้วจะเห็นออกเป็นสีฟ้าค่ะ

ขณะเดียวกัน คราวนี้เราอยากเข้าหาลูกค้ากลุ่มที่ยังคงนิยมชมชอบกับอะไรเดิม ๆ เพื่อให้เห็นว่า เราได้ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของ Pajero ซึ่งจะเป็นจุดขายที่ต่างออกไปจากบริษัทคู่แข่ง แต่แค่เท่านี้มันยังไม่พอ จึงได้พิจารณาให้มีหลาย ๆ Variation จึงได้ Setting ให้มี Special 2 Tone ด้วยการพ่นสีตรง Fender แยกต่างหากเป็นสี Dark Gray

ส่วนการตกแต่งภายในมีคอนเซป 2 คือ “Paris” กับ “Dakar” โดย Paris คือความหรูและกว้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ Beige แบบ Elegant ที่อยู่ในพวก Minivan หรือ Sedan แต่เป็นในแบบ RV ที่มีความอึดและแกร่ง จึงใช้ Keyword เป็น “Adventure & Elegant” โดยใช้การตกแต่ง Hair Line วัสดุอลูมิเนียมประกอบเข้ากับลายไม้ให้เป็น RV ที่ดูมีคุณภาพดีโดยได้มีฟิลม์ติดกับ Hair Line ด้วยกระบวนการไอความร้อน

ส่วน “Dakar” ก็ให้ Image ถึงการมุ่งหน้าสู่ทะเลทรายด้วยกลไกสุดแกร่ง ดังนั้น Keyword คือ “Spartan ผู้เกรียงไกร” เป็นการตกแต่งภายในสีดำ โดยประกอบกับงานรูปทรงเรขาคณิตสี Silver  ส่วนเบาะที่นั่ง มีทั้งแบบหนังแท้และผ้า โดย มีสัดส่วนหนังแท้ที่กึ่งหนึ่ง Theme “Paris” ที่มุ่งทางหรูก็เป็นเบาะที่นั่งหนังมีงานเย็บ ส่วน Theme “Dakar” จะไม่ขึ้นเย็บแต่จะเป็นหนังที่ใช้กระบวนการ Punching เข้ากับด้านข้างของเบาะที่นั่งเลยให้ความ Sporty

แบบ “Paris” จะใช้ ผ้า Tricot ลายหนังกลับเป็นวัสดุหลักมาทำกระบวนการ Emboss เป็นแบบ Square Pattern ให้บรรยากาศ Sporty ถ้าเรียง Pattern ถูกต้องตามหลักการออกแบบพอนำไปหุ้มขึงกับเบาะที่นั่งแล้วมันจะทำให้เห็นการเบ้ผิดรูปชัดเจน

Theme “Dakar” นั้น พื้นที่เบาะตรง Main (พื้นที่รองรับแผ่นหลัง) กับ Side (ปีกข้างเบาะ) นั้นจะหุ้มไม่เหมือนกัน Main จะใช้ผืน Mat ลายหนังกลับทำเป็น Pattern เหมือนกับตาข่ายเงินแล้วแล้วผ่านกระบวนการ Emboss ตรง Mat ที่ถูก Emboss นั้นจะเห็นว่ามีความ Contrast ตรงที่มันมีความเงางามขึ้นดูน่าสนใจดี”

ส่วน งานไม้ ที่ใช้ในการประดับแผงหน้าปัด และแผงประตูด้นข้างนั้น ทีมออกแบบมองว่า มีเสียงเรียกร้องจากลูกค้าบางส่วนที่ยังอยากให้มีงายไม้อยู่ภายในรถ โดยทีมออกแบบ เลือกใช้ลายไม้เสี้ยนตรง ผสมผสานกับอะลูมีเนียมสีเงิน เพื่อเกื้อหนุนให้ดูงามสง่า ลดความฉูดฉาดของสีบนลายไม้ และเน้นคุณภาพในการประกอบให้เด่นชัดมากขึ้น

Kobayashi: “ทั้งนี้เพื่อให้ Match กับกับรูปร่างที่เป็นแนวเรียวยาวด้วยจึงใช้ลายไม้เสี้ยนตรง ลายไม้ของรถนั้นจะเป็นเกรนนูนรูปทรง bird’s-eye ซึ่งจะเข้ากับลายไม้เสี้ยนตรงมากกว่า และทำให้เหมาะกับสีภายในที่เป็น Beige ด้วยการใช้สีน้ำตาลอมส้มหน่อย ๆ เพื่อให้เห็นความสวยของลายไม้ ชัดขึ้น จึงต้องทำให้มันมีโทนสว่างนิดหน่อยค่ะ”

Makimura: “สรุปว่า งานออกแบบภายนอก จุดเด่นอยู่ที่งานออกแบบด้านหน้า (Front Design) ทั้ง Cats Eye Head Lamp และ Corner Diamond Cut ส่วน ภายในห้องโดยสาร (Interior) เราเน้นเรื่องการมีคุณภาพที่ดีครับ”

Nakajima: “งานออกแบบภายใน โดยเฉพาะเรื่องสี เราดีไซน์ให้มีทั้งความเป็นผู้ใหญ่และมีเสน่ห์ซึ่งจะช่วยสร้างความสุขให้แก่ผู้ครอบครองครับ”

4th Generation
October 4th, 2006 – August 6th 2021 

Mitsubishi Motors เริ่มเผยแพร่ เอกสารข่าว ประชาสัมพันธ์ (Press Release) เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2006 ว่า เครียมจะส่ง Mitsubishi Pajero ใหม่ Generation ที่ 4 ไปเปิดผ้าคลุมอวดโฉมครั้งแรกในโลก ใน Europe ณ งาน Paris Auto Salon (Paris Motor Show) เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2006 (รอบประชาชนทั่วไป เริ่มวันที่ 30 กันยายน 2006)

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ยังคงเป็นผู้บริโภคกลุ่มแรก ที่ Mitsubishi Motors ให้ความสำคัญ ด้วยการจัดงานเปิดตัว และออกสู่ตลาดญี่ปุ่น เป็นประเทศแแรก เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2006 และถือเป็นการกลับมาทำตลาดในบ้านตัวเองเต็มตัวอีกครั้งสำหรับรุ่น 3 ประตู

ถึงแม้ Mitsubishi Motors จะบอกว่า นี่คือการเปลี่ยนโฉมใหม่แบบ Full Modelchange ทั้งคัน แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่า Pajero รุ่นที่ 4 น่าจะถูกเรียกว่าการปรับโฉมครั้งใหญ่แบบ Big Minorchange มากกว่า เพราะนอกจากจะใช้โครงสร้างตัวถังหลัก บริเวณตั้งแต่เสาหลังคาคู่หน้า ไปจนถึง เสาหลังคาด้านหลังสุด D-PILLAR และแม้กระทั่งพื้นตัวถังจากรุ่นเดิมเกือบทั้งดุ้นแล้ว ชิ้นส่วนตัวถังและอะไหล่ต่างๆ ยังถูกโยกจากรุ่นที่แล้ว มาใช้ต่อเนื่องในรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ กระจกบังลมหน้า กระจกหน้าต่างประตูทั้ง 4 บาน เสากรอบประตู โครงสร้างบานประตูทั้งหมด (ไม่รวมแผ่นตัวถังประตูเปลือกนอก)

ส่วนความแปลกใหม่นั้น เห็นได้ชัดจากด้านหน้าและด้านหลังของรถที่ออกแบบขึ้นใหม่ โดพยายามนำเอกลักษณ์ของปาเจโรทั้งรุ่นแรก และรุ่นที่ 2 มาผสมผสานกับแนวเส้นสายของรุ่นที่ 3 แล้วเติมเอกลักษณ์ทางการออกแบบของ Mitsubishi Motors ในขณะนั้น เข้าไป ทั้งชุดไฟหน้าแบบ Discharge headlamp ออกแบบใหม่ พร้อมระบบฉีดน้ำล้างไฟหน้าอัตโนมัติ กระจังหน้าสไตล์ใหม่ ซึ่งยังหลงเหลือแนวเส้น Pyramid (ปิระมิด) จากรุ่นก่อน แทรกไว้

กันชนหน้า พร้อมไฟตัดหมอกหน้า เปลี่ยนมาใช้พลาสติกขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกัน ช่วยลดการบาดเจ็บเมื่อชนคนข้ามถนน มีแถบพลาสติกบริเวณใต้ขอบล่างของกระจกบังลมหน้า เพื่อช่วยลดอาการน้ำแข็งเกาะตัวบริเวณใบปัดน้ำฝน กระจกมองข้างแบบมีไฟเลี้ยวในตัว พร้อมไฟส่องสว่างที่พื้นด้านล่างยามค่ำคืนเมื่อกดรีโมทเปิดประตูรถ ชุดไฟท้าย ชิ้นส่วนตัวถังด้านหลังรถทั้งหมด รวมทั้งที่เก็บยางอะไหล่ดีไซน์ใหม่หมด

นอกจากนี้ยังหวนกลับไปตกแต่งภายนอกของรุ่นหรู 5 ประตู ทั้ง EXCEED และ Super EXCEED ด้วยเฉดสีแบบ 3 Way 2 Tone ที่เคยได้รับความนิยมจาก Pajero รุ่นที่ 2 กลับมาใช้อีกครั้ง เช่น สี ทอง คาดกลางตัวรถด้วยสีเขียวเข้ม และ สีเงิน คาดกลางตัวรถด้วยสีน้ำเงิน หรือสีแดงไวน์

เมื่อเปรียบเทียบขนาดตัวถังกับรุ่นเดิมแล้ว มิติตัวถังของรุ่น 3 ประตู ยาวขึ้นจากเดิม 4,255 เป็น 4,385 มิลลิเมตร ขณะที่รุ่น 5 ประตู ยาวเพิ่มขึ้นจาก 4,770 เป็น 4,900 มิลลิเมตร กว้างลดลงจาก 1,895 เหลือ 1,845 – 1,875 มิลลิเมตร ความสูงรุ่น 3 ประตูลดลงจาก 1,855 เป็น 1,850 มิลลิเมตร แต่รุ่น 5 ประตูเพิ่มขึ้นเป็น 1,870 มิลลิเมตร ส่วนระยะฐานล้อยังเท่าเดิมที่ 2,545 มิลลิเมตร ในรุ่น 3 ประตู และ 2,780 มิลลิเมตร ในรุ่น 5 ประตู

รุ่น 3 ประตู และ 5 ประตูมีมุมไต่เท่ากันที่ 36.5 องศา ส่วนมุมจาก รุ่น 3 ประตู อยู่ที่ 35 องศา ขณะที่รุ่น 5 ประตู อยู่ที่ 25 องศา ขณะที่น้ำหนักตัวถังรุ่น 3 ประตู อยู่ที่ 1,900 ถึง 2,010 กิโลกรัม ส่วนรุ่น 5 ประตูมีน้ำหนักมากถึง 2,060 – 2,210 กิโลกรัม ตามแต่ละรุ่นย่อย ถังน้ำมัน ความจุ 88 ลิตร

ภายในห้องโดยสาร เพิ่มบรรยากาศในการเดินทาง ด้วยแผงหน้าปัดออกแบบขึ้นใหม่ในสไตล์หรูแบบเรียบๆ ชุดมาตรวัดพร้อมจอ MULTI-INFORMATION DISPLAY แจ้งข้อมูลระบบต่างๆ เรืองแสงด้วยสีฟ้า ตัวอักษรและตัวเลขดิจิตอลสีขาว ดูไฮโซอลังการยิ่งขึ้น พวงมาลัย 4 ก้าน หุ้มหนังในบางรุ่น ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ CRUISE CONTROL และระบบควบคุมเครื่องเสียง บนแผงสวิตช์ที่ก้านพวงมาลัย Multi Function

เครื่องปรับอากาศ อัตโนมัติ Digital ไม่มีระบบแยกปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวา แต่มีแยกฝั่ง ตอนหน้า และช่องแอร์ พร้อมสวิชต์ควบคุมแบบมือหมุน สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

เบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 5 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านข้างปรับได้ 4 ทิศทางเป็นออพชันพิเศษ เพิ่มระบบควบคุมไฟฟ้าภายในรถ ETACS อันเลื่องชื่อของมิตซูบิชิ ควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้า และหน้าต่างประตูรถ รวมทั้งตัดไฟในห้องโดยสาร ทำงานร่วมกับกุญแจรีโมทแบบ KEYLESS ENTRY

ชุดเบาะนั่งแถวกลางสามารถแบ่งพับและยกขึ้นได้ในอัตราส่วน 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง เช่นเดียวกับเบาะนั่งแถวที่ 3 ซึ่งสามารถพับเก็บ และเก็บซ่อนไว้ที่พื้นห้องโดยสารได้ นอกจากนี้ เบาะนั่งแถว 3 ยังสามารถถอดยกออกมาเก็บข้างนอกได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระให้มากขึ้นไปอีก

ด้านความบันเทิง ลูกค้าชาวญี่ปุ่น สามารถเลือกให้โรงงาน ไม่ต้องติดตั้งเครืองเสียงใดๆมาให้ เพื่อจะไปเลือกติดตั้งเองข้างนอก (รุ่น BASIC PACKAGE) หรือ เลือกวิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น CD และ แผ่น MiniDisc เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ย่อมได้ทั้งสิ้น

ถ้ายังไม่พอใจ เพิ่มความรื่นรมณ์ด้วยชุดเครื่องเสียง 860 วัตต์ 12 ลำโพง พร้อมระบบ DSP (DIGITAL SIGNAL PROCESSOR) และระบบเสียงระดับโรงภาพยนตร์ แบบ Digital Surround 5.1 Channel จาก ROCKFORD Acoustic Design Premium Sound System ให้เสียงเบสที่หนักแน่นขึ้นกว่าเดิม พร้อมสวิชต์ควบคุมบนพวงมาลัย ติดตั้งเป็นมาตรฐานในรุ่น EXCEED และเป็นอุปกรณ์สั่งพิเศษจากโรงงานสำหรับรุ่น ZR-S และ ZR แต่ในรุ่น BASIC PACKAGE ตกแต่งแบบพื้นๆ จะไม่มีให้เลือก

นอกจากนี้ ลูกค้าในญี่ปุ่น ยังสามารถสั่งติดตั้งระบบนำร่องผ่านดาวเทียม GPS แสดงผลแบบ 3 มิติ บนจอ มอนิเตอร์สี 7 นิ้ว ด้วยข้อมูลแผนที่ที่ฝังในฮาร์ดดิสก์ HDD ขนาด 30GB จุเพลงได้กว่า 2,000 เพลง พร้อมเล่นแผ่น VIDEO CD / DVD / CD-R/RW MP3 และ WMA ในชื่อ MMCS (Mitsubishi Multi Communication System) เพิ่มเติมเพื่อใช้งานควบคู่ไปด้วยกันก็ได้อีกด้วย

สำหรับผู้โดยสารตัวน้อยๆ ตอนหลัง มีเครื่องเล่น DVD พร้อมจอมอนิเตอร์สี 9 นิ้ว พับเก็บได้ มาพร้อมรีโมทคอนโทรล ช่องเสียบหูฟัง RCA และ หูฟังส่วนตัวอีก 1 ชุดมาให้เป็นพิเศษ

เครื่องยนต์ / Engine

ขุมพลัง มีให้เลือก 2 ระดับความแรง ดังนี้

  • เครื่องยนต์รหัส 6G72 เบนซิน V6 เบนซิน SOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.1 x 76.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ECI-MULTI ที่ยกมาจากรุ่นก่อน แต่ปรับลดสมรรถนะลง 2 แรงม้า เหลือ 178 แรงม้า (PS) ที่ 5,250 รอบ/นาที จากเหตุผลด้านการฃควบคุมมาตรฐานไอเสีย แต่ยังคงแรงบิดสูงสุดไว้ที่ระดับ 26.6 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที
  • ส่วนรุ่นท็อป ปลดขุมพลัง 6G74 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 3,496 ซีซี 220 แรงม้า (PS) ออกไป แล้ววางเครื่องยนต์ใหม่ รหัส 6G75 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว เพิ่มความจุกระบอกสูบเป็น 3,827 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 35.0 x 30.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.8 : 1 พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC แรงขึ้นเป็น 252 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดลดลงจาก 35.5 เหลือ 34.5 กก.-ม.แต่มาในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่าเดิม คือ 2,750 รอบ/นาที

ระบบส่งกำลัง / Transmission

และมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II พร้อม SPORT MODE ให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์ได้เองจากโหมด บวก/ลบ ไว้เหมือนเดิม ติดตั้งลงในรุ่น 3 ประตู รุ่น VR-I รหัสรุ่นตัวถัง CBA-V83W และ 5 ประตู รุ่น ZR ZR-S และ EXCEED ธรรมดา ภายใต้รหัสรุ่นตัวถัง CBA-V93W

เครื่องยนต์ 6G74 จะเชื่อมได้เฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II พร้อม SPORT MODE บวก/ลบ ติดตั้งในรุ่น 3 ประตู VR-II รหัสรุ่น CBA-V87W ตัวถัง 5 ประตู รุ่น EXCEED-X และ SUPER EXCEED รหัสรุ่นตัวถัง CBA-V97W โดยระบบส่งกำลังในแต่ละแบบของทั้งรุ่น 3 และ 5 ประตู มีอัตราทดที่เหมือนกัน

เครื่องยนต์ทั้งสองแบบ ถูกติดตั้งในลักษณะวางตามยาว ในตำแหน่งที่ถอยไปทางด้านหลังของตัวรถเล็กน้อย ในลักษณะ FRONT-MIDSHIP ที่รถยุโรปอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู และรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังของ Toyota และ Nissan รุ่นใหม่ๆหลายรุ่น ในขณะนั้น นิยมนำมาใช้

 

Pajero Generation ที่ 4 ทุกรุ่นมีเฉพาะระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWC (ALL WHEEL CONTROL) แบบ SUPER SELECT 4WD-II (SS4-II) ที่นำมาใช้เป็น ครั้งแรกใน Pajero รุ่นที่ 3 พร้อมเฟืองท้าย LSD ลิมิเต็ดสลิป ติดตั้ง 2 ตำแหน่งทั้งตอนกลางและระหว่างล้อคู่หลัง มีโหมดการทำงาน 4 โหมดคือ

– 2H ขับล้อหลังในสภาพถนนทางเรียบปกติ
– 4H ขับเคลื่อนสี่ล้อ กระจายแรงบิด หน้า 33% หลัง 67%
– 4HLc ขับเคลื่อนสี่ล้อ พร้อม เซ็นเตอร์ ดิฟล็อก ทำงาน สำหรับการลุยไปในสภาพโคลนเลน รวมทั้งหิมะที่ท่วมหนา หรือบนพื้นถนนที่ลื่น น้ำท่วม
– 4LLc ขับเคลื่อนสี่ล้อ ด้ายความเร็วต่ำ เพื่อปีนป่ายไปยังสภาพเส้นทางทุระกันดาร

 

 

โดยวางอยู่บนโครงสร้างพื้นตัวถังซึ่งยังคงเป็นแบบ LADDER-FRAME ที่ถูกขึ้นเชื่อมติดกันเป็นเนื้อเดียวกับโครงสร้างตัวถังส่วนอื่นจนอาจเรียกได้ว่ากลายเป็นตัวถังแบบโมโนค็อกไปแล้ว Mitsubishi Motors เรียกพื้นตัวถังลักษณะนี้ว่า “SEMI-MONOCOQUE” โดยมีฝากระโปรงหน้า ผลิตจากอะลูมิเนียม ช่วยลดน้ำหนักตัวให้เบาลง และยังถูกออกแบบให้ช่วยลดผลกระทบจากการชนคนเดินข้ามถนนได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ระบบกันสะเทือนยังคงเหมือนเดิม ด้านหน้าแบบปีกนกคู่ Double Wishbone ส่วนด้านหลังเป็นแบบปีกนกคู่ Multi-Link สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ระบบควบคุมเสถียรภาพทั้งการออกตัว และการเข้าโค้ง ASTC (ACTIVE STABILITY & TRACTION CONTROL) เวอร์ชันใหม่ ซึ่งเคยถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรุ่นที่แล้ว

ASTC เป็นระบบที่ผสานการทำงานระหว่างระบบ Active Stability Control (ASC) ซึ่งช่วยควบคุมเสถียรภาพและป้องกันอาการเสียหลักหรือลื่นไถล กับระบบ Active Traction Control (ATC) ที่ช่วยควบคุมการหมุนฟรีของล้อขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถเร่งความเร็วได้อย่างมั่นคง พร้อมด้วยระบบช่วยเบรก (Brake Assist)

ระบบนี้ช่วยป้องกันการลื่นไถลและควบคุมการทรงตัวในขณะเข้าโค้งทั้งบนทางลื่นและบนถนนแห้งด้วยการรับสัญญาณจากเซ็นเซอร์หลายๆจุด ส่งต่อสู่คอมพิวเตอร์ ECU ประมวลผลเพื่อสั่งตัดการจ่ายน้ำมัน และเพิ่มแรงเบรกในล้อที่จำเป็น เช่นเดียวกับระบบ VSC ของ Toyota หรือ VDC ของ Subaru รวมทั้งคำนวนความถี่ในการทำงานของระบบห้ามล้อ

ดิสก์เบรกแบบมีรูระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบABS ระบบกระจายแรงเบรกตามความต้องการของแต่ละล้อ EBD (Electronics Brake Distributor) ที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานทุกรุ่น โดยทั้งรุ่น 3 และ 5 ประตู จานเบรกหลังมีคาลิปเปอร์เป็นแบบ 1 POT และจานเบรกหน้าเป็นแบบ 2 POT แต่ในรุ่น 5 ประตู EXCEED-X และ SUPER EXCEED ที่วางเครื่องยนต์ 3,800 ซีซี ต้องใช้จานเบรกหน้าคาลิปเปอร์แบบ 4 POT พร้อมเฟืองท้ายแบบ DIFFERENTIAL LOCK – MULTI MODE ในล้อหลังได้ เพื่อช่วยเสริมการควบคุมการลื่นไถลอีกขั้น สวมเข้ากับล้ออัลลอย 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/60R18

ด้านความปลอดภัย ถูกยกระดับให้ช่วยปกป้องผู้โดยสารยิ่งข้น ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบกระจายแรงกระแทกแบบ RISE (REINFORECED IMPACT SAFETY EVOLUTION) เสริมด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านลมนิรภัย รวม 6 ใบ แป้นเบรกและแกนพวงมาลัยยุบตัวได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับ และลดแรงปะทะอัตโนมัติ จดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็กมาตรฐาน ISOFIX วัสดุบุเสาหลังคาพลาสติกแบบยุบตัวได้เพื่ลดการบาดเจ็บจากการกระแทกของศีรษะ กระจกหน้าต่างประตูทั้ง 4 บาน ดีดกลับได้เมื่อมีสิ่งกีดขวาง

ช่วงแรกที่ออกสู่ตลาดในญี่ปุ่น Mitsubishi Motors ตั้งเป้ายอดขาย Pajero รุ่นที่ 4 ไว้เพียงแค่ 700 คันในบ้านตัวเอง โดยตั้งราคาจำหน่าย ไว้ดังนี้

รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase

  • VR-I V6 3.0L 5MT (Basic Package) : 2,415,000 Yen
  • VR-I V6 3.0L 5MT : 2,457,000 Yen
  • VR-I V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode (Basic Package) : 2,520,000 Yen
  • VR-I V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 2,562,000 Yen
  • VR-II V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,486,000 Yen

รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase

  • ZR V6 3.0L 5MT (Basic Package) : 2,625,000 Yen
  • ZR V6 3.0L 5MT : 2,667,000 Yen
  • ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode (ฺBasic Package) : 2,730,000 Yen
  • ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 2,772,000 Yen
  • ZR-S V6 3.0L 5MT (Basic Package) : 2,668,000 Yen
  • ZR-S V6 3.0L 5MT : 2,730,000 Yen
  • ZR-S V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode (Basic Package) : 2,793,000 Yen
  • ZR-S V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 2,835,000 Yen
  • EXCEED V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode (Basic Package) : 3,150,000 Yen
  • EXCEED V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 3,465,000 Yen
  • EXCEED-X V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,948,000 Yen
  • SUPER EXCEED V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 4,368,000 Yen

เมื่อแปลงเป็นค่าเงินบาทไทย แล้ว รุ่น 3 ประตู มีราคาระหว่าง 821,100 – 1,185,240 บาท ส่วนรุ่น 5 ประตู มีราคาระหว่าง 892,500 – 1,485,120 บาท ทั้งหมดนี้ รวมภาษีของญี่ปุ่นแล้ว แต่ยังไม่รวมภาษีและค่าธรรมเนียมนำเข้าศุลกากรของไทย

2006 Mitsubishi PAJERO Promotion DVD (for Japaneses customer)

ทันทีที่เปิดตัวในตลาดแดนอาทิตย์อุทัย ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ให้การต้อนรับ ในระดับน่าพอใจ ยอดขายที่แข็งแกร่ง โดยมียอดสั่งจองสะสมสูงกว่า 3,500 คัน (เทียบกับเป้าหมายยอดขายรายเดือนที่ 700 คัน) ภายในระยะเวลาเพียงสองเดือนครึ่งนับตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย ซึ่งก็เป็นไปตามสภาพความเปลี่ยนแปลงในตลาด SUV ระดับสูงของญี่ปุ่นที่หดตัวลง

อย่างไรก็ตาม เพียง 2 เดือน หลังการเปิดตัวในตลาดญี่ปุ่น Mitsubishi Motors ก็เริ่มกระตุ้นตลาด ด้วยการส่งรุ่นย่อยใหม่ และรุ่นย่อยพิเศษ ออกมาเอาใจลูกค้ากันอย่างต่อเนื่องทันที

– 20 ธันวาคม 2006 : เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ
Mitsubishi Pajero 5 ประตู LIMITED EDITION
Mitsubishi Pajero 3 ประตู SUPER EXCEED EDITION

การปรับทัพ เสริมรุ่นย่อย ครั้งแรก เกิดขึ้น หลังเปิดตัวรถรุ่นที่ 4 ออกไปได้เพียง 2 เดือน กับ 10 วัน โดยมีทั้งหมด 3 รุ่นย่อยใหม่ ได้แก่ Pajero 5 ประตู Long Wheelbase LIMITED EDITION และรุ่น 3 ประตู Short Wheelbase ซึ่งมีทั้งรุ่น SUPER EXCEED EDITION และ เพิ่มชุดอุปกรณ์เสริม ติดตั้งจากโรงงาน ในชื่อ”Colored Package” สำหรับรุ่น “VR-I” โดยเฉพาะ เพื่อรวบรวมรายการอุปกรณ์ที่ลูกค้าจำนวนไม่น้อย มักสั่งซื้อติดตั้งเพิ่มเติม เข้าไว้ด้วยกัน

(1) รุ่นพิเศษ Mitsubishi Pajero 5 ประตู Long Wheelbase “LIMITED EDITION” 

สร้างขึ้นจากพื้นฐานจากรุ่น 5 ประตู “ZR-S” เพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งที่ให้ความรู้สึกหรูหรา และประณีต เช่น กระจังหน้าและกรอบไฟหน้าแบบชุบโครเมียม มือจับประตูภายนอก กระจกมองข้าง และคิ้วซุ้มล้อ พ่นสีเดียวกับตัวรถ รวมถึงมีการติดตั้งบันไดข้างเพิ่มเติม แต่ใช้ล้ออัลลอย รุ่นพื้นฐาน และไม่มีชุดเครือ่งเสียงติดตั้งมาให้ รูปลักษณ์ภายนอกที่เทียบชั้นได้กับรุ่นท็อปอย่าง “EXCEED” แต่ยังคงไว้ซึ่งระดับราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย

รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase LIMITED EDITION จะวางเครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 สูบ SOHC 24 วาล์ว 3.0 ลิตร 2,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.1 x 76.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI กำลังสูงสุด 178 แรงม้า (PS) ที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.6 กก-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II Sport Mode เท่านั้น

(2) รุ่นพิเศษ Mitsubishi Pajero 3 ประตู Short Wheelbase SUPER EXCEED EDITION 

สร้างขึ้นบนพื้นฐานจากรุ่น 3 ประตู “VR-II” เน้นการตกแต่งภายนอกและภายใน ให้เหมือนกับรุ่น Top 5 ประตู SUPER EXCEED โดยภายนอกนั้น ประดับด้วยโครเมียม บริเวณ กรอบไฟหน้า มือจับประตูภายนอก และกระจกมองข้าง รวมถึงมีการใช้ชิ้นส่วนตกแต่งฝาครอบยางอะไหล่และคิ้วซุ้มล้อที่เป็นสีเดียวกับตัวรถ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วแบบ 10 ก้าน และการตกแต่งภายในที่ผสมผสานลายไม้ เข้ากับโทนสีดำ และมีชุดเครื่องเสียงมาให้จากโรงงาน เพิ่มความหรูหรา สง่างาม แต่รักษาความคล่องแคล่วแบบรถรุ่น 3 ประตู ไว้ครบถ้วน

รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase SUPER EXCEED EDITION จะวางเครื่องยนต์ รหัส 6G75 เบนซิน V6 สูบ SOHC 24 วาล์ว 3.8 ลิตร 3,827 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 95.0 x 90.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.8 : 1 หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC กำลังสูงสุด 178 แรงม้า (PS) ที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.6 กก-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ  5 จังหวะ INVECS-II Sport Mode เท่านั้น

(3) “Colored Package” (รุ่นตัวถังแบบสั้น) สำหรับรุ่น “VR-I” โดยเฉพาะ

ลูกค้าที่เลือกซื้อรุ่น 3ประตู “VR-I” สามารถเลือกติดตั้ง “Colored Package” ซึ่งเป็นกลุ่มอุปกรณ์ที่ลูกค้าเรียกร้องเข้ามาเป็นจำนวนมากไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกรอบไฟหน้าและกระจังหน้าแบบชุบโครเมียม รวมถึงมือจับประตูภายนอกและกระจกมองข้างที่ตกแต่งด้วยสีเดียวกับตัวรถ ได้ทันที เพียงเพิ่มเงิน 30,000 Yen (ไม่รวมภาษี) เท่านั้น

Pajero รุ่นย่อยใหม่ ทั้ง 2 รุ่น และ 1 Option Package ออกจำหน่ายในญี่ปุ่น เมื่อวันพุธที่ 31 มกราคม 2007 โดยมีราคา จำหน่าย ดังนี้

  • 5 ประตู Long Wheelbase LIMITED EDITION : 2,961,000 Yen
  • 3 ประตู SUPER EXCEED EDITION : 3,528,000 Yen

– 23 กุมภาพันธ์ 2007
เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi Pajero RALLY REPLICA

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ที่บริษัทสามารถคว้าแชมป์ประเภทโอเวอร์ออล (Overall) ในรายการ Dakar Rally ปี 2007 ได้เป็นสมัยที่ 7 ติดต่อกัน (และเป็นชัยชนะครั้งที่ 12 ในภาพรวม) อีกทั้งฉลองยอดสั่งจอง 4,700 คัน ตั้งแต่เปิดตัวมา 5 เดือน Mitsubishi Motors จึงทำรถรุ่นพิเศษนี้ ออกมาจำหน่ายในจำนวนจำกัด

Pajero RALLY REPLICA เป็นการนำ ตัวถัง 3 ประตู รุ่นย่อย “VR-II” มาพ่นสีแดง Metallic และจำลองลวดลายของรถแข่งในสังกัด “Team Repsol Mitsubishi Ralliart” ด้วยสติกเกอร์ (marking film) ซึ่งรวมถึงโลโก้ผู้สนับสนุน (REPSOL, VALEO) และโลโก้ของทีม (MITSUBISHI MOTORS, RALLIART) นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งแผ่นกันโคลน (สีแดง) แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ (skid plate) ทำจากอะลูมิเนียม ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงล้ออัลลอยสีเทาเข้ม พร้อมฝาครอบดุมล้อลาย RALLIART ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างรูปลักษณ์ที่ชวนให้นึกถึงรถแข่ง Mitsubishi Pajero Evolution ที่เคยคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Rally ด้วยตำแหน่งอันดับ 1 และ 2 มาแล้ว

Mitsubishi Motors เปิดรับสั่งจอง Pajero Rally Replica ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2007 – 31 มันาคม 2007 และจะผลิตออกมาในจำนวนจำกัด เท่าที่มีการสั่งจอง เท่านั้น โดยตั้งราคาไว้ 3,801,000 Yen (รวมภาษีบริโภค VAT)

– 14 มิถุนายน 2007
เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ Mitsubishi Pajero 5 ประตู Long Wheelbase “EXCEED Premium Edition”

หลังจากออกรุ่นพิเศษ เอาใจลูกค้าสาย Motor Sport ยังไม่ทันไร 4 เดือนถัดมา Mitsubishi Motors ก้เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ เอาใจลูกค้าสายไฮโซ เน้นความหรูหรา กันบ้าง

รุ่นนี้สร้างขึ้นโดยใช้พื้นฐานจากรุ่น 5 ประตู “EXCEED” ขุมพลัง รหัส 6G72 V6 3.0 ลิตร 178 แรงม้า (PS) เพื่อให้ดูหรูหราและทันสมัย เอาใจลูกค้าที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวงเป็นหลัก ด้วยการตกแต่งกระจังหน้า ชิ้นส่วนตัวถังด้านล่าง และฝาครอบยางอะไหล่ให้เป็นสีเดียวกับตัวรถ พร้อมทั้งเปลี่ยนสีแผ่นกันกระแทกใต้กันชนหน้าและแผ่นปิดใต้กันชนหลังจากเดิมที่เป็นสีดำให้เป็นสีเงิน

ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีดำเป็นหลัก เสริมความโดดเด่นด้วยแผงตกแต่งลายไม้แบบพิเศษ นอกจากนี้ ยังติดตั้ง ระบบ MMCS (Mitsubishi Multi Communication System) อันประกอบไปด้วย หน้าจอ Wide Screen Monitor สี ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งรวมการทำงานและแสดงผลของ ชุดเครื่องเสียง Rockford Fosgate และ ระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS Navigation System จากข้อมูลแผนที่ ใน Hard-disk HDD ขนาด 30 GB เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงเครื่องรับสัญญาณ TV Digital ภาคพื้นดินรุ่นใหม่ (ผลิตโดย Mitsubishi Electric) ที่รองรับการออกอากาศทั้งระบบ 12-seg และ 1-seg เป็น “อุปกรณ์มาตรฐาน”

Pajero 5 ประตู ” EXCEED Premium Edition” ติดป้ายราคา 3,696,000 Yen (รวมภาษี VAT) มีสีตัวถังให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ Black Mica และสีขาวมุก Warm White Pearl (สีพิเศษที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 31,500 เยน)

– 17 ตุลาคม 2007
ปรับทัพ ปรับอุปกรณ์ + เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 5 ประตู GR และ 3 ประตู SUPER EXCEED 

เมื่อทำตลาดในญี่ปุ่น มาครบ 1 ปี Mitsubishi Motors ก็เริ่มปรับอุปกรณ์ และเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ ให้กับ Pajero ทั้งรุ่น 5 ประตู (Long Body) และ 3 ประตู (Short Body) ตามรายละเอียด ดังนี้

รุ่น 5 ประตู (Long Body)

  • เพิ่ม Grade ใหม่ “GR” พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น “ZR-S” เดิม แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดการตกแต่งด้วยวัสดุโครเมียม (แทนที่วัสดุสีดำ) บริเวณกระจังหน้าและกรอบไฟหน้า ส่วนกระจกมองข้าง มือจับประตูภายนอก และคิ้วซุ้มล้อ จะพ่นสีเดียวกับตัวรถ รวมถึงมีบันไดข้างติดตั้งมาให้ด้วย ทำให้ตัวรถดูหรู มีสไตล์เทียบเท่ากับรุ่นเกรดสูงกว่าที่ใช้เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.8 ลิตร
  • รุ่นเริ่มต้น “ZR” มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานเทียบเท่ากับรุ่น “ZR Basic Package” เดิม แต่มีการปรับราคาให้ย่อมเยาและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
  • รุ่นท็อปสุดอย่าง “SUPER EXCEED” มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณน้ำฝนและแสงสว่างที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งผสานการทำงานของระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติเข้าไว้ด้วยกัน
  • รุ่น “EXCEED-X” และ “EXCEED” มีการปรับเปลี่ยนสีของแผ่นกันกระแทกใต้กันชนหน้า (Front Skid Plate) และแผ่นปิดใต้กันชนหลัง (Rear Bumper Under-cover) จากสีดำเป็นสีเงิน นอกจากนี้ รุ่น “EXCEED-X” ยังถูกติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณน้ำฝนและแสงสว่าง ในขณะที่รุ่น “EXCEED” มาพร้อมกับฝาครอบยางอะไหล่สีเดียวกับตัวรถและมีการติดตั้งไฟตัดหมอกคู่หน้ามาให้

รุ่น 3 ประตู (Short-Body)

  • เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ ตัวท็อป “SUPER EXCEED” พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น “VR-II” เดิม ตกแต่งด้วยวัสดุชุบโครเมียมที่กรอบไฟหน้า มือจับประตูภายนอก และกระจกมองข้าง นอกจากนี้ยังมี ฝาครอบยางอะไหล่ และคิ้วซุ้มล้อสีเดียวกับตัวรถ รวมถึงล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว แบบ 10 ก้าน ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วย โทนสีดำ ตัดกับวัสดุตกแต่งลายไม้ และเบาะหนังแท้ อีกทั้งยังติดตั้งระบบเครื่องเสียงระดับ Premium ที่พัฒนาขึ้นสำหรับรุ่นตัวถังสั้นโดยเฉพาะ และระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝนและแสงสว่างอัตโนมัติ
  • รุ่นใหม่เกรด “VR” มาพร้อมราคาที่เข้าถึงได้ง่าย โดยมีรายละเอียดอุปกรณ์มาตรฐานอ้างอิงจากรุ่น “VR-I Basic Package” เดิม
  • รุ่น “VR-I” โดดเด่นด้วยมือจับประตูภายนอก กระจกมองข้าง คิ้วซุ้มล้อ และบันไดข้างที่ใช้สีเดียวกับตัวรถ

อุปกรณ์ใหม่

  • เซ็นเซอร์ตรวจจับฝน/แสงความแม่นยำสูง ซึ่งรวมระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติและไฟหน้าอัตโนมัติไว้ด้วยกัน ได้ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น “SUPER EXCEED” (3 ประตู กับ 5 ประตู) และ “EXCEED-X” นอกจากฟังก์ชันปัดน้ำฝนอัตโนมัติที่ตรวจจับหยาดฝนบนกระจกหน้ารถและปรับการทำงานเป็นช่วงๆ ตามความเข้มของปริมาณน้ำฝนแล้ว ระบบยังเพิ่มประสิทธิภาพเซ็นเซอร์วัดแสงโดยรอบแบบเดิม ด้วยความสามารถใหม่ในการควบคุมการเปิดและปิดไฟหน้าอัตโนมัติด้วยความแม่นยำของเวลาที่มากขึ้น
  • ชุดเครื่องงระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากจากลูกค้า ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ในชื่อ “Mitsubishi Power Sound System” สำหรับรุ่นตัวถังสั้นโดยเฉพาะ และรวมอยู่ในอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น “SUPER EXCEED” ตัวท็อป 3 ประตู (มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งมาจากโรงงานในรุ่น “VR-II” และ “VR-I”) ระบบลำโพง 8 ตัวชุดนี้ใช้ลำโพงประสิทธิภาพสูง ที่สามารถสร้างเสียงกลางถึงสูงได้อย่างสมจริง จับคู่กับแอมพลิฟายเออร์กำลังสูงที่มี DSP (Digital Signal Processor) เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงระดับสูงเทียบเท่ากับระบบเสียงในบ้าน

Mitsubishi Motors ตั้งเป้ายอดขาย Pajero รุ่นปี 2007 ในตลาดญี่ปุ่น ลดลงเหลือ 500 คัน/เดือน โดยแต่ละรุ่นมีราคาขายปลีก ดังนี้

รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase

  • VR V6 3.0L 5MT : 2,415,000 Yen
  • VR V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 2,520,000 Yen
  • VR-I V6 3.0L 5MT : 2,562,000 Yen
  • VR-I V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 2,667,000 Yen
  • VR-II V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,486,000 Yen
  • SUPER EXCEED V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 3,927,000 Yen

รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase

  • ZR V6 3.0L 5MT : 2,625,000 Yen
  • ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 2,730,000 Yen
  • GR V6 3.0L 5MT : 2,856,000 Yen
  • GR V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 2,961,000 Yen
  • EXCEED V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 3,496,000 Yen
  • EXCEED-X V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,969,000 Yen
  • SUPER EXCEED V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 4,410,000 Yen

—————————————————————

 

THAI VERSION
เวอร์ชันไทย นำเข้า CBU ทั้งคัน แค่ 28 คันเท่านั้น 

เปิดตัว ในงาน Bangkok International Motor Show รอบสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2008

Pajero Generation ที่ 4 เวอร์ชันไทย ถูกสั่งนำเข้ามา ในจำนวนจำกัด เพียงแค่ 28 คัน เท่านั้น Mitsubishi Motors Thailand ไม่ได้สั่งสี Two-Tone หรือ Two-Tone Three Way มาจำหน่ายทั้งสิ้น จึงมีให้เลือกเพียง 3 สีตัวถัง ได้แก่ สีดำ สีเงิน และสีขาว ตั้งราคาขายไว้ที่ 3,950,000 บาท เต็มพิกัดอัตราภาษีนำเข้าและสรรพสามิต ในขณะนั้น

แน่นอนว่า ทาง Mitsubishi Motors (Thailand) เคยมีการจัดรถทดลองขับ สำหรับ ลูกค้า VIP และสื่อมวลชน จำนวนไม่มากนัก ดังนั้น วันที่ 20 มิถุนายน 2008 จึงเป็นวันที่ผมมีโอกาส ได้รับ Mitsubishi Pajero Generation ที่ 4 มาทดลองขับ และใช้ชีวิตด้วยกันในระยะเวลาสั้นๆ ราวๆ 4 วัน 3 คืน

บทความ Full Review ของ Pajero Generation ที่ 4 เวอร์ชันไทย เคยถูกนำเสนอมาแล้วใน Website Caronline ที่ผู้เขียนเคยทำงานอยู่ และวันนี้ เรานำกลับมาเรียบเรียงใหม่อีกครั้ง โดยรักษารูปแบบภาษาในการนำเสนอเมื่อครั้งนั้นไว้ให้มากที่สุด สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้ ที่นี่ CLICK HERE

นั่นคือครั้งสุดท้าย ที่ผู้บริโภคชาวไทย ได้มีโอกาสสัมผัสกับ Mitsubishi Pajero รุ่น Original เพราะหลังจากนั้น ด้วยเหตุผลด้านราคาขายปลีกที่แพงมาก จนทำให้ Pajero กลายเป็นยานยนต์สูงค่า ราคาเกินเอื้อม ทำให้เมื่อรถรุ่นนี้ทั้ง 28 คัน ถูกจำหน่ายหมดลงไป (ซึ่งก็ใช้เวลานานเป็นปี) Mitsubishi Pajero รุ่นที่ 4 จึงไม่มีโอกาส กลับมาทำตลาดในเมืองไทย อีกเลย นับแต่นั้นเป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหว ของ Pajero ในตลาดญี่ปุ่น และตลาดโลก ยังคงดำเนินต่อไป ตามครรลอง

– 1 ตุลาคม 2008 :     ////////////////////////////////////////////////////////////////////
Minorchange เปลี่ยนกระจังหน้า เพื่มขุมพลังใหม่
CLEAN DIESEL Engine
และปรับอุปกรณ์ 

นับตั้งแต่ ปี 2004 – 2008 Mitsubishi Motors ต้องทำตลาด Pajero ในญี่ปุ่น ด้วยขุมพลัง เบนซิน ล้วนเพียงอย่างเดียว เนื่องจาก กฎหมายการควบคุมมลพิษที่เข้มงวด จนขุมพลัง Diesel รุ่นเดิม ไม่ผ่านมาตรฐานไอเสีย ในตอนนั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงปี 2008 Mitsubishi Motors ได้พัฒนา เครื่องยนต์ รหัส 4M41 Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3.2 ลิตร 3,200 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 98.5 x 105.0 มิลลิเมตร พ่วงระบบอัดอากาศ แบบมี ครีบแปรผัน VG-Turbocharger เวอร์ชันปรับปรุงใหม่ออกสู่ตลาดกันอีกครั้ง

คราวนี้ ทีมวิศวกร ปรับลดกำลังอัด เหลือ 16.0 : 1 และ ติดตั้งเทคโนโลยีระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตามราง Common-Rail ด้วยแรงดันสูง ทำให้เกิดละอองฝอยที่ละเอียดขึ้นเพื่อช่วยให้เชื้อเพลิงและอากาศผสมกันได้ดียิ่งขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ในขณะเดียวกันก็มีการควบคุมแรงดัน ปริมาณ และจังหวะเวลาในการฉีดด้วย หัวฉีดระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดเสียงรบกวนและมลพิษจากไอเสีย โดยยังคงใช้เทคโนโลยีการจ่ายเชื้อเพลิงสู่ห้องเผาไหม้ในแบบ Di-D (Direct Injection) เอาไว้

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งตัวกรองดักจับก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx trap catalyst) ทำหน้าที่ เร่งปฏิกิริยาที่ทำหน้าที่ดูดซับ NOx (Nitrogen Oxide) และเปลี่ยนให้เป็นก๊าซไนโตรเจน (N2) ซึ่งไม่เป็นอันตราย รวมทั้งยังติดตั้ง ตัวกรองอนุภาคเขม่าไอเสีย DPF (Diesel Particulate Filter) ทำหน้าที่ดักจับ PM (อนุภาคฝุ่นละออง) และกำจัดทิ้งด้วยกระบวนการเผาไหม้ จนปล่อยไอเสียลดลง

ขุมพลัง 4M41 เวอร์ชันใหม่นี้ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน “New Long-Term Regulation” ของรัฐบาลญี่ปุ่น ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าการปล่อยฝุ่นละออง (PM) นั้นถูกจำกัดไว้ที่ 0.004 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน “Post-New Long-Term” (0.005 กรัม/กิโลเมตร) ได้ก่อนกำหนดเวลาเส้นตายของรัฐบาลญี่ปุ่นในตอนนั้น

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงให้ทำงานได้เงียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นผลมาจากการเพิ่มวัสดุซับเสียงและวัสดุป้องกันเสียงจำนวนมาก จัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด ส่งผลให้ระดับความเงียบดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ Pajero ขุมพลัง Diesel รุ่นก่อนหน้า แถมยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ดีขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบกับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร

การปรับปรุงดังกล่าว ส่งผลให้ตัวเลขกำลังสูงสุด อยู่ที่ 190 แรงม้า (PS) ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 45.0 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/นาที

ขุมพลัง 4M41 เวอร์ชันใหม่ จะเชื่อมเข้ากับ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ “INVECS-II Sports Mode” เพียงอย่างเดียว และมีในรุ่นย่อย 5 ประตู Long Wheelbase “GR,” “EXCEED” และ “SUPER EXCEED”

สำหรับการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอกและภายในนั้น มีการปรับปรุง ดังนี้

  • เปลี่ยนงานออกแบบ กระจังหน้า ลายใหม่ 14 รูรับอากาศ บน 2 แถบแนวยาว
  • ล้ออัลลอย (ขนาด 17 และ 18 นิ้ว) ลายใหม่ ในทุกรุ่นย่อย รวมถึงรุ่น เบนซิน
  • บางรุ่นย่อยยังมีการติดตั้งพวงมาลัยที่ตกแต่งด้วยไม้แท้และหุ้มด้วยหนังเพื่อยกระดับคุณภาพห้องโดยสาร
  • อีกทั้งยังมีการอัปเกรด เกียร์อัตโนมัติ INVECS-II Sport Mode สำหรับรุ่น เบนซิน 3.0 ลิตร จากเดิม 4 จังหวะ เป็น 5 จังหวะ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านการประหยัดน้ำมันและอัตราเร่ง

– 24 มีนาคม 2009
เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ :
Mitsubishi Pajero 3 Door (Short-Body) “Diesel Turbo” 3.2 L “VR-II” 

หลังการเปิดตัวขุมพลัง 4M41 Diesel Common-rail VG-Turbo ให้กับตัวถัง 5 ประตู ไปได้ราวๆ 5 เดือน Mitsubishi Motors ก็นำ เครื่องยนต์ Diesel รุ่นเดียวกันนี้ มาติดตั้งให้กับ Pajero รุ่น 3 ประตู โดยวางในรุ่นย่อยเดียวคือ “VR-II” แน่นอนว่า ผ่านเกณฑ์ “มาตรฐานไอเสียระยะยาวฉบับใหม่” ปี 2005 สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ของรัฐบาลญี่ปุ่น

รูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ นั้น เหมือนกับรุ่นพื้นฐาน “VR-II” (รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เดิม) ทุกประการ แต่มีอุปกรณ์เสริมสำหรับรองรับสภาพอากาศหนาวเย็น (Cold-weather specification) ซึ่งสามารถติดตั้งมาจากโรงงานได้ รวมทั้งเพิ่มตราสัญลักษณ์ “DI-D” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับรุ่น Diesel ไว้ที่ประตูท้ายรถ และเพิ่มวัสดุซับเสียง กับฉนวนกันเสียงเข้าไปในปริมาณเยอะมาก

นอกเหนือจากการลดเสียงรบกวนจากตัวเครื่องยนต์ Diesel แล้ว ยังมีการเพิ่มวัสดุซับเสียงและวัสดุฉนวนกันเสียงเข้าไปในตัวถังรถอย่างมาก พร้อมทั้งจัดวางตำแหน่งวัสดุเหล่านั้นอย่างเหมาะสมที่สุด เพื่อให้ได้ระดับความเงียบภายในห้องโดยสารที่ยอดเยี่ยม

Pajero 3 ประตู Short Body ขุมพลัง Diesel Common-Rail Turbo รุ่นย่อย “VR-II” เริ่มวางจำหน่ายเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2009 ผ่านทางผู้จำหน่ายในเครือข่ายทั่วประเทศ ด้วยราคา 3,675,000 Yen (รวมภาษีบริโภคแล้ว)

  – 30 พฤศจิกายน 2009 
เพิ่มความประหยัดน้ำมัน รุ่น เบนซิน 3.0 ลิตร เพื่อผ่านเกณฑ์ รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี ECO-Car
ปรับอุปกรณ์ ยกเลิกรุ่นย่อย และ
เพิ่มรุ่นพิเศษ 5 ประตู เบนซิน 3.0 ลิตร “EXCEED Premium Edition” 

8 เดือนถัดมา Mitsubishi Motors ประกาศว่า ได้ปรับปรุง เครื่องยนต์ เบนซิน 3.0 ลิตร ให้มีประสิทธิภาพด้านการประหยัดน้ำมัน และการปล่อยไอเสียดีขึ้น เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ ของรถยนต์ที่จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับ “รถยนต์ประหยัดพลังงาน ECO-Car” (ลดภาษี 50% เฉพาะรุ่นตัวถังยาว) ของรัฐบาลญี่ปุ่น

ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน 10-15 mode (ตัวเลขที่ได้รับการรับรองจาก MLIT) รุ่น 5 ประตู ดีขึ้น 0.5 กม./ลิตร (ซึ่งทำได้ดีกว่ามาตรฐานประหยัดน้ำมันปี 2010 อยู่ 15%) ส่วนรุ่น 3 ประตู ประหยัดขึ้น 0.4 กม./ลิตร (ซึ่งทำได้ดีกว่ามาตรฐานประหยัดน้ำมันปี 2010 อยู่ 5%)

ในด้านการปล่อยมลพิษ ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดไอเสียผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การปรับปรุงตัวกรองไอเสีย (catalytic converter) ทำให้ระดับการปล่อยมลพิษต่ำกว่ามาตรฐานปี 2005 ถึง 75% ส่งผลให้รุ่นตัวถังยาวได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ลดหย่อนภาษี 50%)

สำหรับรุ่นที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 3.2 ลิตร การปรับปรุงระบบควบคุมเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังรวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ตามมาตรฐาน 10-15 mode (ตัวเลขที่ได้รับการรับรองจาก MLIT) ประหยัดขึ้น 0.2 กม./ลิตร

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุง ภายนอก และภายใน เพิ่มเติม เล็กน้อย ดังนี้

  • เปลี่ยนสีชิ้นส่วนด้านล่างของกันชนหน้า และหลังให้เป็นสีเดียวกับตัวรถ
  • เปลี่ยนวัสดุตกแต่งขอบกระจกบังลมหน้าในรุ่น “SUPER EXCEED” ให้เป็นแบบเงาพิเศษ (High-gloss finish)
  • ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วดีไซน์ใหม่พร้อมยาง สำหรับรุ่น “GR” (เฉพาะรุ่น เบนซิน) และรุ่น “VR-I”
  • เพิ่มทางเลือกสีตัวถังใหม่ ได้แก่ สีน้ำเงิน Cosmic Blue Mica (สีเดียวทั้งคัน) และสีทูโทนแบบ 3 ส่วน (3-way two-tone) ในการจับคู่สี Cool Silver Metallic และ Cosmic Blue Mica (เป็นสีทางเลือกพิเศษ ราคา 42,000 เยน รวมภาษีแล้ว)
  • ภายใน มีการปรับปรุง คันเกียร์อัตโนมัติ คันเกียร์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (Transfer lever) และคันเบรกมือที่หุ้มด้วยหนังแท้ ให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นย่อย “EXCEED” และ “VR-II”
  • ติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยระดับพรีเมียม (ซึ่งเป็นระบบป้องกันการโจรกรรมที่ผ่านการรับรองจาก กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น) เพิ่มเติมจากระบบสัญญาณกันขโมยแบบเดิม นับเป็นครั้งแรกสำหรับรถยนต์ Mitsubishi ในญี่ปุ่น ระบบนี้จะส่งเสียงไซเรน (โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่สำรองในตัว) และเปิดไฟฉุกเฉินเมื่อตรวจพบเหตุการณ์ที่ส่อเค้าการโจรกรรม เช่น กระจกแตก การเคลื่อนย้ายรถโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการตัดสายไฟแบตเตอรี่ (ยกเว้นรุ่นย่อย “GR” และ “VR-I”)
  • เพิ่ม ระบบช่วยเบรก (Brake Assist) ซึ่งเสริมแรงเหยียบแป้นเบรกในสถานการณ์เบรกฉุกเฉิน ให้กับรุ่นที่ติดตั้งระบบ ASTC (Active Stability & Traction Control)
  • สำหรับรุ่นที่ติดตั้งระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS Navigation System บนข้อมูลแผนที่จาก Harddisk HDD พร้อมหน้าจอแสดงผลแบบกว้างขนาด 7 นิ้ว (MMCS) จะถูกเพิ่มฟังก์ชันสั่งงานด้วยเสียง (ยกเว้นรุ่น “GR” และ “VR-Ⅰ”) และช่องต่อสัญญาณภาพและเสียง (A/V input) ส่วนรุ่นที่ติดตั้งระบบเครื่องเสียงทั่วไป ก็มีการเพิ่มช่องต่อสัญญาณเสียง (Audio input)
  • มีการปรับเปลี่ยนรุ่นย่อย ยกเลิกการจำหน่ายรุ่น “EXCEED-X” (รุ่น 5 ประตู เบนซิน 3.8 ลิตร)

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มรุ่นพิเศษ Mitsubishi Pajero 5 ประตู 3.0 ลิตร “EXCEED Premium Edition” ซึ่งสร้างขึ้นจากพื้นฐานของรุ่น 5 ประตู EXCEED เบนซิน 3.0 ลิตร โดยมีรายละเอียดการตกแต่ง ดังนี้

  • ชุดตกแต่งกรอบไฟหน้าสีดำและสปอยเลอร์หลังที่ติดตั้งบริเวณขอบท้ายของหลังคา
  • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว (ลาย 10 ก้าน) ที่มีขนาดใหญ่กว่ารุ่นมาตรฐาน
  • มีให้เลือก 4 สีตัวถัง ได้แก่ สีน้ำตาล Quartz Brown Metallic, สีขาวมุก Warm White Pearl (สีพิเศษ: ราคา 31,500 Yen รวมภาษี), สีดำ Black Mica และสีเงิน Cool Silver Metallic
  • ห้องโดยสาร มาพร้อม เบาะนั่งที่ผสมผสานระหว่างหนังและผ้าซูเอด (Suede) สีน้ำตาล (ซึ่งเป็นตัวเลือกยอดนิยมของลูกค้า Pajero ใน Europe)
  • ตกแต่งภายในด้วยโทนสีน้ำตาลเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีการใช้แผงตกแต่งสีน้ำตาลเงา (Piano-brown) และวัสดุเคลือบผิวอลูมิเนียม เพื่อเพิ่มความรู้สึกหรูหราและ Premium ยิ่งขึ้น
  • ติดตั้งระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS Navigation System บนข้อมูลแผนที่จาก Harddisk HDD พร้อมหน้าจอแสดงผลกว้างขนาด 7 นิ้ว (MMCS) ที่มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รวมถึงระบบสั่งงานด้วยเสียงและการใช้งานแบบแฮนด์ฟรี (หมายเหตุ: ไม่รวมระบบเครื่องเสียง Rockford Premium Sound System ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นเริ่มต้น)
  • ติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS ด้านข้าง 2 ใบ และม่านถุงลมนิรภัย 2 ใบ ซึ่งออกแบบมาเพื่อปกป้องช่วงแขน หน้าอก และศีรษะของผู้โดยสารในกรณีที่เกิดการชนจากด้านข้าง
  • ราคาจำหน่าย 3,916,000 Yen

Pajero รุ่นปรับอุปกรณ์ และรุ่นพิเศษนี้ เริ่มวางจำหน่ายในวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2009 ผ่านทางผู้จำหน่ายในเครือข่ายทั่วประเทศ ตั้งเป้ายอดขายไว้ 850 คัน จนถึงเดือนมีนาคม 2010 โดยราคาขายปลีกแนะนำ รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว มีดังนี้

รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase

  • VR-I V6 3.0L 5MT : 2,604,000 Yen
  • VR-I V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 2,751,000 Yen
  • VR-II V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,549,000 Yen
  • VR-II Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,843,000 Yen
  • SUPER EXCEED V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 3,990,000 Yen

รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase

  • GR V6 3.0L 5MT : 2,898,000 Yen
  • GR V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,045,000 Yen
  • GR Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,465,000 Yen
  • EXCEED V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,612,000 Yen
  • EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,979,000 Yen
  • SUPER EXCEED V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 4,473,000 Yen
  • SUPER EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : 4,630,000 Yen

– 2 กันยายน 2010
รุ่นปรับปรุง ขุมพลัง Diesel 3.2 ลิตร Common-Rail Turbo

แม้ว่า ขุมพลัง Diesel 3.2 ลิตร Common-Rail Turbocharger จะออกสู่ตลาดมา 2 ปีแล้ว แต่ด้วยมาตรฐานมลพิษของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ Mitsubishi Motors ยังคงต้องปรับปรุง ขุมพลังรุุ่นนี้ กันต่อไป จนกลายเป็นเครื่องยนต์ Clean Diesel ที่ผ่านมาตรฐานมลพิษ Post-New Long-Term Regulations ของรัฐบาลญี่ปุ่น

เครื่องยนต์ รหัส 4M41 Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3.2 ลิตร 3,200 ซีซี ถูกปรับปรุง ทั้งช่องทางไอดีและรูปทรงห้องเผาไหม้ รวมถึงปรับอัตราส่วนกำลังอัด การปรับจูนกล่อง ECU (Engine Control Unit) การเปลี่ยนมาใช้หัวฉีดชุดใหม่ ผสานกับการปรับปรุงตัวกรองดักจับ NOx (NOx trap catalyst) ในระบบไอเสีย เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ให้อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน “Post-New Long-Term Regulation” ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.08 กรัม/กิโลเมตร ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและเพิ่มกำลังรวมถึงแรงบิดของเครื่องยนต์

การปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว ทำให้ Pajero ได้รับสิทธิ์ลดหย่อน (หรือยกเว้น) ภาษีสำหรับรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Car) และมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนสำหรับการนำรถยนต์ Clean Diesel มาใช้งาน (สูงสุดไม่เกิน 200,000 Yen)

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการติดตั้งระบบนำพลังงานจากการชะลอความเร็วกลับมาใช้ใหม่ (Re-generative) ซึ่งมาพร้อมระบบควบคุมการผลิตกระแสไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน 10-15 mode (รับรองโดยกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว MLTI) ดีขึ้น โดยรุ่น “SUPER EXCEED” มีอัตราสิ้นเปลืองดีขึ้น 0.7 กม./ลิตร (เป็น 10.2 กม./ลิตร) และรุ่นอื่นๆ ดีขึ้น 0.6 กม./ลิตร (เป็น 10.6 กม./ลิตร) นอกจากนี้ ยังผ่านมาตรฐานความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงประจำปีงบประมาณ 2015 ของรัฐบาลญี่ปุ่น อีกด้วย

ผลจากการปรับปรุงดังกล่าว ทำให้ กำลังสูงสุด เพิ่มขึ้นเป็น 140 กิโลวัตต์ หรือ 190 แรงม้า (PS) ที่ 3,500 รอบ/นาที (เพิ่มขึ้นจากเดิม 125 กิโลวัตต์ หรือ 170 แรงม้า (PS) ที่ 3,800 รอบ/นาที) และเพิ่มแรงบิดสูงสุดเป็น 441 นิวตัน-เมตร (45 กก.-ม.) ที่ 2,000 รอบ/นาที (เพิ่มขึ้นจากเดิม 370 นิวตัน-เมตร หรือ 37.73 กก.-ม.ที่ 2,000 รอบ/นาที)

เพื่อให้สอดรับกับสมรรถนะ จึงมีการ Upgrade มาใช้ เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ ลูกใหม่ ที่ให้ทั้งความประหยัดน้ำมันและรองรับแรงบิดได้สูง เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้น แถมยังมีการติดตั้งแผ่นปิดใต้ท้องรถด้านหลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์

ขณะเดียวกัน ยังมีการ Upgrade ขุมพลัง เบนซิน V6 3.8 ลิตร เช่น การปรับปรุงระบบควบคุมเครื่องยนต์ (ECU : Engine Control Unit) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน 10-15 Mode ของกระทรวง MLIT รัฐบาลญี่ปุ่น ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น 0.6 กม./ลิตร ส่งผลให้รุ่น “SUPER EXCEED” มีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 8.2 กม./ลิตร และรุ่น “VR-II” อยู่ที่ 8.5 กม./ลิตร ซึ่งทั้งสองรุ่นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงประจำปีงบประมาณ 2010 ของรัฐบาลญี่ปุ่น อยู่ 5%

นอกจากนี้ ทุกรุ่นย่อย ยังถูกติดตั้งระบบ “Brake Override Control” เพิ่มเข้ามาเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นระบบที่เผื่อไว้ในกรณีคันเร่งค้าง ถ้าผู้ขับขี่เหยียบแป้นคันเร่ง และเบรก พร้อมกันเมื่อไหร่ ระบบจะสั่งตัดการจ่ายน้ำมัน และให้ความสำคัญกับการชะลอความเร็ว จนหยุดนิ่งก่อน รวมทั้งการเปลี่ยนไฟเบรกดวงที่ 3 ให้เป็นแบบ LED ทุกรุ่นย่อย เช่นกัน

ระบบเครื่องเสียงและระบบนำทาง

  • เพิ่มความจุของระบบจัดเก็บเพลง (Music Server) ในระบบนำทาง Hard disk HDD พร้อมหน้าจอขนาดกว้าง 7 นิ้ว (MMCS) เป็น 15GB ซึ่งสามารถจัดเก็บเพลงได้ประมาณ 3,000 เพลง (เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น “SUPER EXCEED” และเป็นอุปกรณ์เสริมจากโรงงานสำหรับรุ่นอื่นๆ)
  • เพิ่มระบบเชื่อมต่อที่ช่วยให้สามารถควบคุมอุปกรณ์ภายนอก เช่น โทรศัพท์มือถือและเครื่องเล่นเพลง (ที่เชื่อมต่อผ่านช่อง USB ในช่องเก็บของหน้ารถหรือผ่าน Bluetooth®) ได้โดยตรงจากหน้าจอสัมผัสของ MMCS, สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย และระบบสั่งงานด้วยเสียง (เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น “SUPER EXCEED” และเป็นอุปกรณ์เสริมจากโรงงานที่มาพร้อมกับ MMCS ในรุ่น “EXCEED” และ “VR-II”)

อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงครั้งนี้ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการตกแต่งภายนอก แต่อย่างใด มีเพียงแค่การเพิ่มสีตัวถังใหม่ “3-way 2-tone” ที่ผสมผสานสี Black Mica กับสี Eiger Gray Metallic ใหม่ (มีให้เลือกในรุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” และ “EXCEED” เท่านั้น)

Pajero รุ่นปรับปรุงใหม่ เริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน 2010 โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้แค่ 150 คัน/เดือน Mitsubishi Motors ประกาศราคาขายปลีกในญี่ปุ่นไว้ดังนี้

รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase

  • VR-I V6 3.0L 5MT : 2,604,000 Yen
  • VR-I V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 2,751,000 Yen
  • VR-II V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,549,000 Yen
  • VR-II Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,843,000 Yen
  • SUPER EXCEED V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 3,990,000 Yen

รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase

  • GR V6 3.0L 5MT : 2,898,000 Yen
  • GR V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,045,000 Yen
  • GR Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,602,000 Yen
  • EXCEED V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,612,000 Yen
  • EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : 4,116,000 Yen
  • SUPER EXCEED V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 4,473,000 Yen
  • SUPER EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : 4,767,000 Yen

 

– 20 ตุลาคม 2011 
ปรับโฉม Minorchange รอบที่ 2 

เมื่อทำตลาดมาแล้วครบ 5 ปี และมีการหลังการเปิดตัว รุ่นเปลี่ยนโฉม Full Modelchange Generation ที่ 4 ความเปลี่ยนแปลง อยู่ที่

  • กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ซึ่งดูแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังคงหรูหราคล้ายเดิม ช่องรับอากาศ ระหว่างแถบคาดกระจังหน้า มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้ง 12 ช่อง
  • เปลือกกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์
  • แผ่นกันกระแทกใต้กันชนหน้า (skid plate) สีดำ
  • เปลี่ยนงานออกแบบล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว เป็นลวดลายใหม่ และลดน้ำหนักลงได้ วงล้อละ 1 กิโลกรัม!
  • เพิ่มทางเลือกสีใหม่ “Diamond Black Mica” ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีโทนสีดำที่ลุ่มลึก เงางาม และเปล่งประกายอย่างโดดเด่น สำหรับรถทุกรุ่นย่อย นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอรูปแบบสีทูโทนใหม่ที่ผสมผสานระหว่างสี “Cool Silver Metallic” และ “Eiger Gray Metallic” สำหรับรุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” และ “EXCEED” อีกด้วย
  • ภายในห้องโดยสาร มีการเปลี่ยนสีของไฟส่องสว่าง บนแผงหน้าปัดแบบ High-contrast และปุ่มควบคุมต่างๆ (เช่น ระบบเครื่องเสียงและระบบปรับอากาศ) ให้เป็นโทนสีส้มอมแดง เพื่อเน้นความสปอร์ตและหรูหราขึ้น
  • ปรับปรุงลวดลายของเบาะนั่งคู่หน้าและเบาะแถวที่สองที่หุ้มด้วยวัสดุหนังกลับ (Suede) ให้ทันสมัย และมีคุณภาพสูง พร้อมทั้งเพิ่มการเดินตะเข็บคู่ ที่เบาะนั่งคู่หน้า (ยกเว้นรุ่นที่ตกแต่งภายในด้วยหนังแท้)
  • นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับคุณภาพการตกแต่งภายในโดยรวมผ่านรายละเอียดต่างๆ เช่น การขยายขนาดชิ้นส่วนสีเงินบนแผงสวิตช์ควบคุมกระจกไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมตัวเลือกเสริมยอดนิยมจากลูกค้า มาจัดเป็น Option Package ใหม่ 4 รูปแบบ ได้แก่ “Basic Package,” “Luxury Package,” “Full Package A” และ “Full Package B” แต่ละกลุ่มอุปกรณ์เหล่านี้ มีราคาที่คุ้มค่ากว่าการเลือกซื้อตัวเลือกเสริมแต่ละรายการแยกกัน (โดยมีข้อยกเว้นในบางกรณี) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกและสั่งซื้อได้สะดวกยิ่งขึ้น

ท้ายที่สุด คือมีการปรับปรุงรุ่นย่อยสำหรับตัวถัง 3 ประตู โดยแบ่งออกเป็น 3 รุ่น ได้แก่ “VR-I” (เบนซิน 3.0 ลิตร ทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรือ เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sport Mode) และ “VR-II” (Diesel 3.2 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sport Mode))

Mitsubishi Motors ตั้งเป้าหมายยอดขาย Pajero Minorchange รุ่นปี 2012 ตลอดช่วง 6 เดือน (ตุลาคม 2011 – มีนาคม 2012) ไว้สูงถึง 1,500 คัน โดยตั้งราคาขายปลีก ในญี่ปุ่น ไว้ดังนี้

รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase

  • VR-I V6 3.0L 5MT : 2,604,000 Yen
  • VR-I V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 2,751,000 Yen
  • VR-II Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,843,000 Yen

รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase

  • GR V6 3.0L 5MT : 2,898,000 Yen
  • GR V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,045,000 Yen
  • GR Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,602,000 Yen
  • EXCEED V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,675,000 Yen
  • EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : 4,116,000 Yen
  • SUPER EXCEED V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 4,473,000 Yen
  • SUPER EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 4,767,000 Yen

 

– 10 ตุลาคม 2012
ปรับทัพ ตัดรุ่นย่อย ยกเลิกเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ และปรับอุปกรณ์

การปรับปรุง Pajero เวอร์ชันญี่ปุนคราวนี้ Mitsubishi Motors เลือกจะเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานหลายรายการ ใส่มาให้ครบทุกรุ่นย่อย พร้อมกับการตัดทางเลือกบางรุ่นย่อยออก เนื่องจากความต้องการของลูกค้าลดลง จนไม่คุ่มที่จะผลิตออกจำหน่ายต่อไป รายละเอียดมีดังนี้

  • ยกเลิกการจำหน่ายรุ่น รุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” ขุมพลัง เบนซิน 3.8 ลิตร, รุ่น 5 ประตู  “GR” เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และรุ่น “VR-I” เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ
  • ตัดเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II ทั้งแบบมาตรฐาน และแบบ Sport Mode (บวก/ลบ) ออกจากทุกรุ่นย่อย ไปทั้งหมด เท่ากับว่า นับจากนี้ จนหมดอายุตลาด Pajero Gen 4 จะมีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sport Mode (บวก/ลบ) เท่านั้น
  • ติดตั้งระบบ Active Stability & Traction Control (ASTC) มาให้ครบทุกรุ่นยอย (ก่อนหน้านั้น ระบบนี้ ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นเครื่องยนต์ Clean Diesel อยู่แล้ว)
  • โครงสร้างฝากระโปรงหน้าแบบดูดซับแรงกระแทกที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงปะทะต่อคนเดินถนน ได้ถูกนำมาใช้ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร (ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นเครื่องยนต์ Clean Diesel อยู่แล้ว) เพื่อให้ Pajero ทุกรุ่นย่อย ผ่านมาตรฐานการปกป้องศีรษะของคนเดินถนน ที่กำหนดโดยกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของรัฐบาลญี่ปุ่น
  • ระบบ MMCS (ฟังก์ชั่นนำทางและเสียง) ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” และมีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งจากโรงงานในรุ่น 5 ประตู “EXCEED” และรุ่น 3 ประตู “VR-II” ได้รับการอัปเดตเป็นระบบใหม่ที่มีจอภาพ WVGA ความละเอียดสูง และหน่วยนำทางแบบมัลติฟังก์ชันที่ใช้หน่วยความจำ
  • นอกจากนี้ ยังเพิ่มระบบ DTS Neural Surround™ ซึ่งสร้างเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงแบบ 2 Channel ได้อย่างสมจริง เข้ามารวมอยู่ในชุดเครื่องเสียง Rockford Acoustic Design ในฐานะ อุปกรณ์มาตรฐานของรุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” และมีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งจากโรงงาน (รวมอยู่ในชุด MMCS) ในรุ่น 5 ประตู “EXCEED”  (หมายเหตุ: ระบบเสียงระดับพรีเมียม Rockford Acoustic Design ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น “EXCEED” ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง)

ราคาจำหน่ายในญี่ปุ่น มีดังนี้

รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase

  • VR-I V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 2,814,000 Yen
  • VR-II Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,843,000 Yen

รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase

  • GR V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,108,000 Yen
  • GR Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,602,000 Yen
  • EXCEED V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,675,000 Yen
  • EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : 4,116,000 Yen
  • SUPER EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 4,767,000 Yen

– กรกฎาคม 2013
มีการปรับปรุงย่อยเล็กน้อย เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกระจกแต่งหน้า เป็นแบบมีไฟส่องสว่าง และปรับราคาสำหรับรุ่น GR (Clean Diesel 3.2 ลิตร)

– 1 เมษายน 2014
มีการปรับราคาขึ้น ตามการขึ้นอัตราภาษีการบริโภค (เป็น 8%) ของรัฐบาลญี่ปุ่น

– 17 กรกฎาคม 2014
Minorchange + ปรับอุปกรณ์

ทิ้งช่วงห่างหายไปอีก 1 ปีกับ 10 เดือน หลังจากการปรับอุปกรณ์ครั้งก่อน และเว้นช่วงหลังการปรับราคาขึ้นตามภาษีมูลค่าเพิ่มในญี่ปุ่น แค่ 3 เดือน Mitsubishi Motors ก็ปรับโฉม Minorchange ให้กับ Pajero กันอีกครั้ง และถือเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าตาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะลากขาย ทำตลาดกันไปยาวๆ จนถึงปี 2019

การปรับปรุงครั้งนี้ มีรายละเอียดดังนี้

  • กระจังหน้า และเปลือกกันชนหน้า ของทุกรุ่นย่อย ถูกออกแบบขึ้นใหม่ โดยนำแนวคิดจากรถยนต์ต้นแบบในงาน Tokyo Motor Show เมื่อเดือนตุลาคม 2013 มาปรับประยุกต์ เพื่อสร้างรูปลักษณ์ด้านหน้าที่ดูทรงพลังและโดดเด่นด้วยเส้นสายที่เฉียบคม
  • เพิ่มไฟหรี่ (Position Lamp) และไฟตัดหมอกแบบ LED ไว้ที่มุมซ้ายและขวาของกันชนหน้า ในรุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” และ “EXCEED” รวมถึงรุ่น 3 ประตู “VR-Ⅱ”
  • เปลี่ยนงานออกแบบ ฝาครอบยางอะไหล่ในรุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” และ “EXCEED” เพื่อสร้างมุมมองด้านหลังที่ดูดีมีสไตล์ยิ่งขึ้น
  • ภายในห้องโดยสาร มีการเปลี่ยนวัสดุตกแต่งแผงคอนโซลกลาง เป็นลายไม้ ในรุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” และเป็นสีดำเงา (Piano Black) ในรุ่น 5 ประตู “EXCEED” กับรุ่น 3 ประตู “VR-Ⅱ” อีกทั้งยังเพิ่มรายละเอียดการตกแต่งด้วยสีเงินและโครเมียม บริเวณช่องแอร์ในทุกรุ่น เพื่อยกระดับความหรูหราและคุณภาพของห้องโดยสาร
  • เพิ่มวัสดุซับเสียงและวัสดุฉนวนกันเสียงที่แผงหน้าปัดและแผงประตู เพื่อช่วยเพิ่มความเงียบสงบภายในห้องโดยสารให้ดียิ่งขึ้น

ราคาจำหน่ายในญี่ปุ่น มีดังนี้

รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase

  • ZR-I V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 2,921,400 Yen
  • ZR-II Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,979,800 Yen

รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase

  • GR V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,272,400 Yen
  • GR Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,751,920 Yen
  • EXCEED V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,817,800 Yen
  • EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : 4,260,600 Yen
  • SUPER EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 4,930,200 Yen

 

– 16 กรกฎาคม 2015
ปรับอุปกรณ์ + เพิ่ม Automatic High Beam
เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ ZR Package (สำหรับตลาดองค์กร Fleet)

Mitsubishi Motors นำเทคโนโลยี ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ “Automatic High Beam” เพื่อช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่เวลากลางคืน มาติดตั้งให้กับ Pajero ซึ่งถือเป็นครั้งแรกสำหรับรถยนต์ Mitsubishi ที่ติดตั้งระบบนี้

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beam) จะปรับเปลี่ยนการทำงานระหว่างไฟสูงและไฟต่ำโดยอัตโนมัติโดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อมและยานพาหนะที่อยู่ด้านหน้า หรือรถที่สวนมาในขณะขับขี่เวลากลางคืน ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในรุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” และ “EXCEED” รวมถึงรุ่น 3 ประตู “VR-II” ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายด้วยการปรับไฟหน้าให้อัตโนมัติ อีกทั้งช่วยเพิ่มทัศนวิสัย และความปลอดภัยในการขับขี่ยามค่ำคืน

นอกเหนือจาก ระบบไฟสูงอัตโนมัติดังกล่าวแล้ว ยังมีการปรับปรุงรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

การยกระดับคุณภาพห้องโดยสารและการเพิ่มทางเลือกสีตัวถังใหม่ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม ผ่านทางผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ราคาขายปลีกแนะนำอยู่ที่ 2,926,800 เยน ถึง 4,951,800 เยน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

  • ภายนอก เพิ่มสีตัวถังใหม่ “Deep Red Mica” ให้กับรุ่นตัวถังยาว “SUPER EXCEED” และ “EXCEED” รวมถึงรุ่นตัวถังสั้น “VR-II” ส่งผลให้มีตัวเลือกสีทั้งหมด 7 สีสำหรับรุ่น 5 ประตู (3 สี สำหรับรุ่น “GR”) และ 4 สีสำหรับรุ่น 3 ประตู (3 สีสำหรับรุ่น “VR-I”)
  • เปลี่ยนล้ออัลลอยของรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ทั้งรุ่นตัวถังยาว “GR” และรุ่นตัวถังสั้น “VR-I” ให้เป็นล้อขนาด 17 นิ้ว แบบ 7 ก้าน ซึ่งช่วยเสริมรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูหรูหราและพรีเมียมยิ่งขึ้น
  • ภายใน เปลี่ยนมาใช้วัสดุผิวสัมผัสนุ่มแบบใหม่ บนแผงหน้าปัด ช่วยยกระดับทั้งสัมผัสและคุณภาพของชิ้นงาน

ราคาจำหน่ายในญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยทุกรุ่นย่อย (ยกเว้นรุ่น 5 ประตู EXCEED ที่มีราคาเท่าเดิม) มีดังนี้

รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase

  • ZR-I V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 2,926,800 Yen
  • ZR-II Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  4,001,400 Yen

รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase

  • GR V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,277,800 Yen
  • GR Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,751,920 Yen
  • EXCEED V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,839,400 Yen
  • EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : 4,282,000 Yen
  • SUPER EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 4,951,800 Yen

สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ Clean Diesel นั้น เข้าข่ายได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมาตรการพิเศษด้านภาษีรถยนต์ (Green Tax) ส่งผลให้ได้รับการยกเว้นภาษีการได้มาซึ่งรถยนต์ และภาษีน้ำหนักรถยนต์ อีกทั้งยังได้รับส่วนลดภาษีรถยนต์ประมาณ 75% ในปีงบประมาณถัดจากการจดทะเบียนครั้งแรก นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นดังกล่าวยังมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุน CEV* ซึ่งมอบเงินสนับสนุนสูงสุดถึง 140,000 Yen

*เงินอุดหนุน CEV: เงินอุดหนุนภายใต้มาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด ฯลฯ

– 27 ตุลาคม 2016
ปรับปรุงอุปกรณ์เล็กน้อย 

การปรับปรุงในรอบปี 2016 สำหรับรถรุ่นปี 2017 และจะลากยาวต่อไปถึงปี 2018 ด้วยนั้น มีรายละเอียด ดังนี้

  • ภายนอก มีเพียงแค่การ เพิ่มสีใหม่ “Deep Bronze Metallic” สำหรับรุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” และ “EXCEED”
  • ภายใน มีการเปลี่ยนวัสดุตกแต่งแผงประตูในรุ่น 5 ประตู “EXCEED” และ “GR” รวมถึงรุ่น 3 ประตู “VR-II” และ “VR-I” ให้เหมือนกับรุ่น 5 ประตู SUPER EXCEED ทั้งหมด เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับห้องโดยสาร
  • เปลี่ยนมาใช้แผงคอนโซลกลางสีดำเงา (Piano Black) ในรุ่นตัวถังยาว “GR” และรุ่นตัวถังสั้น “VR-I” เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับห้องโดยสาร (คอนโซลดำเงา นี้มีอยู่แล้วในรุ่น 5 ประตู “EXCEED” และรุ่น 3 ประตู “VR-II”)
  • ปรับปรุงการใช้งานระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS Navigation System MMCS แบบ Memory พร้อมหน้าจอ WVGA ขนาด 7 นิ้ว (เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น 5 ประตู “SUPER EXCEED” และเป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งจากโรงงานสำหรับ รุ่น5 ประตู “EXCEED” และรุ่น 3 ประตู “VR-II”)

ราคาจำหน่าย “ไม่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นปี 2015 เดิม ทุกรุ่นย่อย ทุกประการ”

11 ธันวาคม 2017 

1 ปีต่อมา Mitsubishi Motors ประกาศปิดรับคำสั่งซื้อสำหรับ Pajero 3 ประตู Short Wheelbase สำหรับตลาดญี่ปุ่น โดยการจำหน่ายหลังจากนี้จะจำกัดเฉพาะสินค้าที่มีอยู่ในสต็อกเท่านั้น

7 กุมภาพันธ์ 2018

ข้อมูลของ Pajero 3 ประตู Short Wheelbase ถูกถอดออกจาก Website Mitsubishi-Motors.co.jp ถาวร

21 กุมภาพันธ์ 2018

โรงงาน Pajero Manufacturing ยุติการผลิต Pajero 3 ประตู Short Wheelbase รุ่นฐานล้อสั้นสำหรับตลาดญี่ปุ่น โดยมียอดการผลิตสะสม เฉพาะ รุ่น 3 ประตู Generation 4 รวมทั้งสิ้น 252,305 คัน

22 กุมภาพันธ์ 2018

จัดพิธีเนื่องในโอกาสยุติการผลิตรถยนต์รุ่น Pajero 3 ประตู Short Wheelbase (รุ่นสำหรับตลาดในประเทศญี่ปุ่น)

1 มีนาคม 2018

มีการจัดพิธีขึ้นที่โถงทางเข้าของโรงงาน Pajero Manufacturing เพื่อส่งมอบ Mitsubishi Pajero รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase ฐานล้อสั้นที่ผลิตในประเทศคันสุดท้าย พร้อมด้วยภาพร่างการออกแบบ ให้แก่เมือง Sakagori จังหวัด Gifu ประเทศญี่ปุ่น โดยรถยนต์คันดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็นรถสายตรวจสำหรับกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางจราจรภายในเมือง

– 11 ตุลาคม 2018 
ปรับอุปกรณ์ Mitsubishi Pajero “GR”

เว้นว่างห่างหายไปถึง 2 ปีเต็ม Mitsubishi Motors จึงปรับปรุงอุปกรณ์ ให้กับ Pajero กันอีกครั้ง โดยเน้นไปที่การนำอุปกรณ์ที่เคยเป็นตัวเลือกเสริมจากโรงงาน (Maker Option) ให้กลายมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรุ่น GR เป็นหลัก ดังนี้

  • ชุดไฟหน้าแบบ Projector แบบ Discgarge Headlamp (พร้อมระบบปรับไฟต่ำ Low Beam อัตโนมัติ)
  • หัวฉีดน้ำล้างโคมไฟหน้า (Headlamp Washer)
  • ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ (Auto Light Control)
  • กระจกมองข้างปรับและพับด้วยสวิตช์ไฟฟ้า (มาพร้อมระบบไล่ฝ้า ไฟเลี้ยว และไฟส่องสว่างบริเวณพื้นข้างรถ)
  • ไฟหรี่แบบ LED ที่ทำงานร่วมกับ ไฟตัดหมอกหน้าแบบ Halogen (ซึ่งติดตั้งรวมอยู่ในกรอบไฟเดียวกัน)
  • ปรับปรุงวัสดุหุ้มพวงมาลัย คันเกียร์อัตโนมัติ คันเกียร์ทรานส์เฟอร์ และคันเบรกมือ ให้เป็นหนังแท้ทั้งหมด

ราคาจำหน่าย มีดังนี้

รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase

  • GR V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,391,200 Yen
  • GR Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode :  3,865,320 Yen
  • EXCEED V6 3.0L INVECS-II 5AT Sport Mode : 3,839,400 Yen (ยืนราคาเดิม)
  • EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : 4,282,000 Yen (ยืนราคาเดิม)
  • SUPER EXCEED Diesel 3.2L INVECS-II 5AT Sport Mode : : 4,951,800 Yen (ยืนราคาเดิม)

– 24 เมษายน 2019
เพิ่มรุ่นพิเศษ ครั้งสุดท้าย Mitsubishi Pajero “FINAL EDITION” จำนวนจำกัด ส่งท้าย 700 คัน

จนถึงเดือนมีนาคม 2019 Mitsubishi Pajero มียอดขายสะสมรวมในตลาดญี่ปุ่น มากถึง 640,000 คัน

ถึงกระนั้น งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกรา และ Pajero เอง ก็หนีไม่พ้นวงจรนี้ เช่นกัน

เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณตลอดระยะเวลา 37 ปีที่ผ่านมา Mitsubishi Motors จึงนำ Pajero 5 ประตู รุ่นย่อยยอดนิยมอย่าง EXCEED เครื่องยนต์ Clean Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3.2 ลิตร Common-Rail Di-D 190 แรงม้า (PS) ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 45.0 กก.-ม.ที่ 2,000 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic ขับเคลื่อน 4 ล้อ มาติดตั้งอุปกรณ์เสริมยอดนิยมมาให้ในชื่อ Mitsubishi Pajero “FINAL EDITION” โดยมีรายละเอียดและอุปกรณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้

ภายนอก

  • อุปกรณ์เสริมยอดนิยมอย่าง ราวหลังคา และหลังคา Sun Roof ไฟฟ้าแบบยาว กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานแล้ว
  • สีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ สีแบบสีเดียว (Monotone) 3 สี คือ สีขาวมุก Warm White Pearl (สีพิเศษ เพิ่มเงิน 32,400 Yen), สีดำ Black Mica และสีเงิน Sterling Silver Metallic รวมถึงสีแบบ 3 Way 2 Tone อีก 1 รูปแบบ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสีเงิน Sterling Silver Metallic และสีเทา Eiger Gray Metallic (สีพิเศษ เพิ่มเงิน 43,200 Yen)

ภายในห้องโดยสาร

  • เบาะนั่งหุ้มหนังแท้และเบาะนั่งปรับไฟฟ้า (สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

Function การใช้งาน

  • มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับสภาพอากาศหนาวเย็น เพิ่มความสะดวกสบายในสภาพอากาศเย็นจัด
  • ติดตั้งระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
  • ติดตั้งถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย SRS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน (รวม Airbags 6 ใบ)

Dealer Option Package (แพ็กเกจอุปกรณ์เสริมพิเศษจากผู้จำหน่าย)

นอกจากนี้ ยังมี “FINAL EDITION Accessory Package” ซึ่งเป็นการรวมชุดอุปกรณ์เสริมยอดนิยมจากผู้จำหน่ายมาไว้ด้วยกันในราคาที่คุ้มค่า ให้ลูกค้าเลือกสั่งซื้อติดตั้งเพิ่มเติมเป็นพิเศษได้อีกด้วย โดยราคาขายปลีกแนะนำอยู่ที่ 122,752Yen (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 8% แล้ว แบ่งเป็นค่าสินค้า 107,784 Yen และค่าแรงติดตั้งโดยประมาณ 14,968 Yen) มี 3 ชิ้นอะไหล่ ดังนี้

  • แผงจัดระเบียบอากาศด้านหลัง (Rear Defuser)
  • ฝาครอบยางอะไหล่ (ชุบโครเมียม)
  • แผ่นกันโคลน (แบบแผ่นอะลูมิเนียม)

ไม่เพียงเท่านั้น ลูกค้าที่ซื้อ Pajero “FINAL EDITION” ทุกคัน ยังจะได้รับ ชุดของขวัญพิเศษ ได้แก่ แผ่นกันรอยขอบประตู (Scuff Plate) แบบมีไฟส่องสว่างพร้อมสลักโลโก้ “FINAL EDITION” และหมายเลขลำดับการผลิต นาฬิกาดีไซน์พิเศษจาก CITIZEN ที่ระบุหมายเลขลำดับการผลิต และสติกเกอร์ดีไซน์พิเศษอีกด้วย

Mitsubishi Motors ผลิต Pajero “FINAL EDITION” ออกมา จำหน่ายเฉพาะตลาดญี่ปุ่น จำนวนจำกัด เพียง 700 คัน เท่านั้น ตั้งราคาไว้ที่ 4,530,600 Yen ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ค่อนข้างใช้ได้อยู่ จากลูกค้าชาวญี่ปุ่น

19 สิงหาคม 2019

ลูกค้าในญี่ปุ่น ยังคงสั่งซื้อ Pajero FINAL EDITION ตลอดช่วงเวลา 4 เดือนสุดท้าย อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง วันที่ 19 สิงหาคม 2019 Mitsubishi Pajero FINAL EDITION 5 ประตู คันสุดท้าย ก็คลอดออกมาจากสายการผลิตของโรงงาน Pajero Manufacturing อันเป็น ฐานการผลิต ของ SUV รุ่นนี้ มาตลอด ถือเป็นการปิดฉาก การผลิต Pajero เวอร์ชันญี่ปุ่น (รุ่นที่ 1 – 4) โดยสมบูรณ์ ด้วยตัวเลขการผลิตยอดรวม สำหรับ เวอร์ชันญี่ปุ่น นับตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม 1982 – สิงหาคม 2019 รวมทั้งสิ้น 645,984 คัน (จากจำนวนยอดผลิตรวมทั้งหมด 3.25 ล้านคัน)

31 สิงหาคม 2019

ข้อมูล ของ Pajero “FINAL EDITION” จึงถูกถอดออกจากหน้า Website www.Mitsubisih-Motors.co.jp เป็นสัญญาณว่า การทำตลาด Pajero รุ่นที่ 4 ในญี่ปุ่นได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ

Mitsubishi Motors ระบุชัดเจนว่า แม้ว่าจะมีการยุติการจำหน่ายรุ่น “Pajero” ในตลาดภายในประเทศญี่ปุ่นแล้ว แต่พวกเขาจะยังคงผลิตและจำหน่ายทั้งรุ่น “Pajero” และ “Pajero Sport” ในตลาดต่างประเทศต่อไป

————————————————————

*** International Export Version ***

สำหรับตลาดส่งออก หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกในโลก ณ งาน Paris Auto Salon เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2006 แล้ว Mitsubishi Motors ก็เริ่มทะยอยส่งออก Pajero ใหม่ ไปยังต่างประเทศ ทั้งในชื่อ Pajero , Montero และ Shogun เหมือนเช่นรุ่นก่อนๆ การส่งออก เริ่มขึ้นช่วงตั้งแต่ เดือนธันวาคม 2006 โดยเริ่มเปิดตัวในแต่ละประเทศตามลำดับอย่างต่อเนื่อง

เวอร์ชันส่งออก จะมีทั้งรุ่นพื้นฐาน GL รุ่นตกแต่งปานกลาง GLX และรุ่น Top Model Fully equiped “GLS” โดยจะใช้ชื่อเรียกแต่ละรุ่นย่อย แตกต่างกันไปตามแนวทางการทำตลาดของผู้นำเข้าและจำหน่ายในแต่ละประเทศ ที่แน่ๆคือ รุ่น Top จะติดตั้งเครื่องเสียง Rockford มาให้ เหมือนเช่นเวอร์ชันญี่ปุุ่น รวมทั้งยังติดตั้ง ดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบ ABS + EBD ถุงลมนิรภัย 6 ใบ จุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก มาตรฐาน ISOFIX มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

เวอร์ชันส่งออก จะใช้ ขุมพลังสเป็กเดียวกัน ขึ้นอยู่กับตัวแทนจำหน่ายแต่ละประเทศจะสั่งนำเข้าไปทำตลาดตามความเหมาะสม ยืนพื้นหลักอยูที่เครื่องยนต์ 3 แบบ นั่นคือ

  • เครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 SOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.1 x 76.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI 178 แรงม้า (PS) ที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 261 นิวตัน-เมตร (26.5 กก.-ม.) ที่ 4,000 รอบ/นาที
  • เครื่องยนต์ รหัส 6G75 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว เพิ่มความจุกระบอกสูบเป็น 3,827 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 35.0 x 30.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.8 : 1 พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC แรงขึ้นเป็น 247 จนถึง 250 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที ตามแต่ละตัวถัง และประเทศปลายทาง แรงบิดสูงสุด 238 นิวตัน-เมตร (33.5 กก.-ม.) ที่ 2,750 รอบ/นาที
  • เครื่องยนต์ รหัส 4M41 Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3.2 ลิตร 3,200 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก มิลลิเมตร กำลังอัด ปป : 1 จ่ายเชื้อเพลิงตามราง Common-rail ด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ แบบ Direct injection กำลังสูงสุด 200 แรงม้า (PS) ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร (44.9 กก.-ม.) ที่ 2,000 รอบ/นาที แต่ในบางตลาด รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ อาจดลลงเหลือ 160 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 381 นิวตัน-เมตร ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติ INVECS-II 5 จังหวะ Sportronic (+/-) จะเพิ่มขึ้นเป็น 170 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 373 นิวตัน-เมตร ตามแต่ละตัวถัง และประเทศปลายทางที่แตกต่างกันไป

ระบบส่งกำลัง มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรือ เกียร์ อัตโนมัติ INVECS-II 5 จังหวะ Sportronic (+/-) ทุกรุ่นมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ควบคุมด้วย Electronic ในชื่อ Super Select 4WD-II

October 2008
First Pajero in South Korea

Mitsubishi Motors ส่ง Pajero รุ่นที่ 4 ไปจำหน่าย ในเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก ผ่านการนำเข้าและทำตลาด โดย บริษัท MMSK Corporation ซึ่งก่อตั้งขึ้น และเปิดตัวเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2008 ในรูปแบบกิจการร่วมค้าระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยเกิดจากความร่วมมือระหว่าง Mitsubishi Corporation , Mitsubishi Corporation Korea (สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุง Seoul) และ Daewoo Motor Sales (สำนักงานตั้งอยู่ที่เมือง Incheon เกาหลีใต้)

วัตถุประสงค์หลักคือสร้างการรับรู้ในแบรนด์ Mitsubishi ในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มียอดจำหน่ายรถยนต์นำเข้าเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยรับหน้าที่ดูแลด้านการขาย การบริการ และการจัดจำหน่ายรถยนต์ Mitsubishi ภายในเกาหลีใต้ แต่ต่อมา MMSK ได้ยุติการดำเนินงานและชำระบัญชีบริษัทในปี 2011 เนื่องจากผลประกอบการทางการเงินที่ถดถอยลง (ด้วยเหตุนี้ ช่วงเวลานั้น จึงมักพบ Catalog ของรถยนต์ Mitsubishi ที่โชว์รูม GM Daewoo ควบคู่ไปด้วย)

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม ปี 2012 รถยนต์ของ Mitsubishi ได้กลับมาวางจำหน่ายในเกาหลีใต้อีกครั้ง ภายหลังจากมีการบรรลุข้อตกลงการจัดจำหน่ายกับบริษัท CXC Motors ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2011 โดยหลานชายของผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Hanjin ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ Osamu Masuko ประธานของ Mitsubishi Motors ในขณะนั้น ได้เดินทางมาร่วมพิธีลงนามด้วยตนเอง

กระนั้น 1 กรกฎาคม 2013 หนังสือพิมพ์ The Korea Herald ได้รายงานว่า Mitsubishi Motors ได้ระงับการดำเนินงานในตลาดเกาหลีใต้เป็นการชั่วคราว หลังจากประสบปัญหาด้านยอดขายที่ซบเซาในตลาดแห่งนี้ โดย CXC Motors ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายในท้องถิ่น ได้ปิดโชว์รูม 3 แห่งเป็นการชั่วคราว

August 2011
1st Minorchange for Export Version

เวอร์ชันส่งออก ทั้งรุ่น 3 ประตู และ 5 ประตู มีการปรับโฉม เปลี่ยนกระจังหน้า เหมือนเวอร์ชันญี่ปุ่น และเริ่มส่งออกไปยังตลาดยุโรป ช่วงเดือนมีนาคม 2010 ในฐานะ รถยนต์รุ่นปี 2011

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศส่วนใหญ่ เลือกจำหน่าย Pajero ด้วยทางเลือกขุมพลังแบบเดียว คือ เครื่องยนต์ รหัส 4M41 Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3.2 ลิร 3,200 ซีซี ที่ได้รับการปรับจูนใหม่ ให้รองรับกับมาตรฐานมลพิษ ระดับ EURO 5 ด้วยการติดตั้งระบบ DPF (Diesel Particular Filter) มาให้เสร็จสรรพ พละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 200 แรงม้า (PS) ที่ 3,800 รอบ/ นาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที เชื่อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II 5 จังหวะ Sportronic (+/-) ทุกรุ่นมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ควบคุมด้วย Electronic ในชื่อ Super Select 4WD-II

September 2014 to 2019
2nd Minorchange for Export Version

เดือนกันยายน 2014 เวอร์ชันส่งออก ถูกปรับโฉม Minorchange ตามเวอร์ชันญี่ปุ่น ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2014 คราวนี้ มีการเปลี่ยนงานออกแบบกระจังหน้า เปลือกกันชนหน้า และช่องติดตั้งไฟตัดหมอกคูหน้า ให้ดูหรูหรา และแตกต่างจากรุ่นเดิมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการตกแต่งหลักๆ จะยังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

เวอร์ชัน ส่งออกสำหรับตลาดทั่วโลก ตลอดปี 2014 – 2019 ยังคงมีขุมพลังให้เลือก 4 แบบ ดังนี้

  • เครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 เบนซิน SOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.1 x 76.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ECI-MULTI กำลังสูงสุด 184 แรงม้า (PS) ที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.6 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II Sportronic พร้อมโหมด (+/-) และ เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic พร้อมโหมด (+/-)
  • เครื่องยนต์ รหัส 6G75 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 3,827 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 35.0 x 30.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.8 : 1 หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI MULTI พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC กำลังสูงสุด 250 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 33.5 กก.-ม.ที่ 2,750 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic พร้อมโหมด (+/-) เท่านั้น
  • เครื่องยนต์ รหัส 4M40 Diesel 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว 2,835 ซีซี หัวฉีด Common-Rail กำลังสูงสุด 125 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.ม.ที่ 2,000 รอบ/นาที มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และ เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ พร้อมโหมด (+/-) แบบมาตรฐาน
  • เครื่องยนต์ รหัส 4M41 Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3,200 ซีซี หัวฉีด Common-Rail กำลังสูงสุด 165 แรงม้า (PS) ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 38.1 กก.-ม.ที่ 2,000 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic (+/-) เท่านั้น

เวอร์ชัน ตะวันออกกกลาง (GCC Market) นอกจากรุ่น 5 ประตู Long Wheelbase แล้ว จะยังมีรุ่น 3 ประตู Short Wheelbase ทำตลาดอยู่ โดยแต่ละตัวถัง จะมีให้เลือก 3 เกรด คือ GLX , GLS และ GLS Gold Emblem Package มีสัญลักษณ์ Mitsubishi สีทอง ติดอยู่บนกระจังหน้า และ Hood Ornament บนฝากระโปรงหน้า และฝาท้าย สัญลักษณ์ระบุรุ่น ที่ติดอยู่รอบคัน เปลี่ยนเป็น สีทอง ทั้งหมด

ด้านขุมพลัง จะมีให้เลือก 2 ระดับความแรงเท่านั้น ดังนี้

  • เครื่องยนต์ รหัส 6G74 เบนซิน V6 SOHC 24 วาล์ว 3,497 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 93.0 x 85.8 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI MULTI กำลังสูงสุด 189 แรงม้า (PS) ที่ 4,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 31.2 กก.-ม.ที่ 3,250 รอบ / นาที
  • เครื่องยนต์ รหัส 6G75 เบนซิน V6 SOHC 24 วาล์ว 3,827 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 95.0 x 90.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.8 : 1 หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI MULTI พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC กำลังสูงสุด 250 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 33.5 กก.-ม.ที่ 2,750 รอบ/นาที
  • ทั้ง 2 ขุมพลัง ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic +/- ลงสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select II 4WD

มีนาคม 2019
Last Update for International & GCC Export Version

เวอร์ชันส่งออกสู่ตลาดโลก ถูกลดจำนวนทางเลือกรุ่นย่อยลงมา เหลือเพียงแค่ เกรด GLS เท่านั้น รวมทั้ง ลดทางเลือกขุมพลัง เหลือเพียง 3 แบบ 4 ระดับความแรง ดังนี้

  • เครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 เบนซิน SOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.1 x 76.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ECI-MULTI กำลังสูงสุด 178 แรงม้า (PS) ที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.6 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที เชื่อมด้วย เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic พร้อมโหมด (+/-)
  • เครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 เบนซิน SOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.1 x 76.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ECI-MULTI กำลังสูงสุด 184 แรงม้า (PS) ที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.2 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที เชื่อมด้วย เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II Sportronic พร้อมโหมด (+/-)
  • เครื่องยนต์ รหัส 6G75 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 3,827 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 35.0 x 30.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.8 : 1 หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI MULTI พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC กำลังสูงสุด 250 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 33.5 กก.-ม.ที่ 2,750 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic พร้อมโหมด (+/-) เท่านั้น
  • เครื่องยนต์ รหัส 4M41 Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3,200 ซีซี หัวฉีด Common-Rail กำลังสูงสุด 165 แรงม้า (PS) ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 38.1 กก.-ม.ที่ 2,000 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic (+/-) เท่านั้น

นี่คือการปรับปรุง Line-up ครั้งสุดท้ายของ Pajero ก่อนจะถูกยุติการผลิตอย่างถาวร ในกาลต่อมา

27 กรกฎาคม 2020 

Mitsubishi Motors ประกาศว่า การผลิต Pajero สำหรับตลาดส่งออก จะยังคงดำเนินต่อไป และจะสิ้นสุดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2021

Pajero ล็อตสุดท้าย ถูกผลิตขึ้น จำนวน 800 คัน เพื่อส่งออกไปยังตลาด Australia โดยใช้ชื่อว่า Mitsubishi Pajero FINAL EDITION Model Year 2022 วางเครื่องยนต์ รหัส 4M41 Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3.2 ลิตร 189 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร พ่วงด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic (+/-) มีให้เลือกทั้งรุ่นย่อย GLS , GLX และ EXCEED

6 สิงหาคม 2021

โรงงานของ บริษัท Pajero Manufacturing Co.,ltd. ในเครือของ Mitsubishi Motors ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Sakagori จังหวัด Gifu ประเทศญี่ปุ่น จัดพิธียุติสายการผลิต Mitsubishi Pajero รุ่นที่ 4 อย่างเป็นทางการ โดยมี Takayuki Sue ประธานบริษัทฯ และ Yoshiya Shibayama นายกเทศมนตรี เมือง Sakagori เป็นประธานในพิธีดังกล่าว ก่อนที่ โรงงานและตัวบริษัท จะปิดตัวลง ในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม 2021 นี่คือยุติการผลิต Pajero เพื่อตลาดส่งออกทั่วโลก (ในภาคแรก) โดยบริบูรณ์

โรงงานแห่งนี้ เคยได้รับการขนานนามว่าเป็น “Hub” หรือศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น จนเมือง Sakagori ถูกเรียกว่าเป็น “เมือง Pajero Town” โรงงานแห่งนี้ ไม่เพียงแต่ผลิต Mitsubishi Pajero ออกสู่ตลาดในญี่ปุ่นและต่างประเทศ หากแต่ยังเป็นฐานการผลิตของ

ไม่เพียงเท่านั้น ในอดีต โรงงาน Pajero manufacturing แห่งนี้ ยังเคยรับจ้าง Honda ให้เป็นฐานการผลิต Honda City Cabriolet เมื่อปี 1984 รวมทั้งรถยนต์ของ Toyota บางรุ่น มาแล้ว อีกด้วย!

เนื่องจากรายได้ของโรงงานแห่งนี้ คิดเป็น 16% ของรายได้ของเมือง Sakagori ดังนั้น ผู้คนในเมืองดังกล่าวจึงเคยตั้งความหวังว่าจะมีบริษัทรถยนต์รายอื่น มาติดต่อขอซื้อโรงงานแห่งนี้เพื่อที่จะได้ย้ายสถานที่ทำงานโดยไม่ต้องปรับตัวมากนัก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พนักงานของ Pajero Manufacturing จำนวน 988 ราย นั้น จะมี 349 ราย ที่ถูกย้ายไปยัง โรงงานของ Mitsubishi Motors ในเมือง Okazaki จังหวัด Aichi ขณะที่อีก 361 ราย จะผ่านเข้าสู่กระบวนการจัดหางานใหม่ ในบริษัทท้องถิ่น

ขณะที่ตัวโรงงาน Pajero Manufacturing นั้นได้ถูกขายให้กับ บริษัท Daio Paper เพื่อปรับปรุง มาเป็นโรงงานผลิดกระดาษชำระแทน และยังคงเปิดดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน

————————————————-

หลังปี 2021 เป็นต้นมา Mitsubishi Motors ก็คิดหาทนทางที่จะทำให้ Pajero ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางสภาพความเปลี่ยนแปลงของทั้งวงการรถยนต์ รวมทั้ง ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

นั่นคือ จุดเริ่มต้น ของการเตรียมนำ Pajero กลับคืนสู่สังเวียน SUV ระดับโลกอีกครั้ง ด้วยรูปแบบและวิธีการที่แตกต่างไป อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ของบริษัท…

ในที่สุด Mitsubishi Motors นำ Pajero ใหม่ กลับสู่ตลาดรถยนต์ทั่วโลก อีกครั้ง โดยจัดงานเปิดตัว World Premier ที่กรุง Tokyo ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวสันที่ 2 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา ก่อนเตรียมจะเปิดตัวในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดแห่งแกรในโลกที่ลูกค้าจะได้เป็นเจ้าของ Pajero ใหม่ Generation ที่ 5

นับจากนี้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่า Pajero ใหม่ จะกลับมาทวงคืนบรรลังก์แห่งศักดิ์ศรี เจ้าแห่ง SUV ทั้งในสนามแข่ง และในสนามประลองการตลาดรถยนต์ทั่วโลก ได้มากน้อยแค่ไหน

ทุกอย่างหลังจากนี้ ก็คงต้องใช้คำว่า…

—————To be Continue —————–

Special Thanks to : ขอขอบพระคุณ ผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน 

  • ทีมงาน ฝ่ายการตลาด และฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท Mitsubishi Motors (Thailand) จำกัด สำหรับความเอื้อเฟื้อในการอนุญาตเข้าไปใช้เครื่องถ่ายเอกสาร Scan เอกสารทุกเล่มที่จำเป็น ทั้งที่สำนักงานใหญ่ FYI และศูนย์ฝึกอบรม Traning Center ที่ลำลูกกา
  • คุณ จิรภาส ช่วงยรรยง (Jirapas Chungyanyong) Product Consultant aka.”อ.Yod” เอื้อเฟื้อข้อมูลในอดีต
  • คุณ Sarayuth Bunyasrie aka.”พี่แจ็บ” เอื้อเฟื้อข้อมูลด้านต่างๆ และเอกสารจำนวนมาก
  • คุณ TheViperDannyAdidat สำหรับการแปลข้อมูลจากเอกสารญี่ปุ่น
  • คุณ Hi Makurokurosuke สำหรับการปรับแต่งภาพโบรชัวร์ หลังการ Scan

Source : แหล่งข้อมูล 

  • Library สำหรับสื่อมวลชน รวมทั้ง Catalog และสื่อประชาสัมพันธ์ ของ Mitsubishi Motors Corporation และ Mitsubishi Motors (Thailand)
  • นิตยสาร MotorFan ฉบับ New Model No.378 จากสำนักพิมพ์ San Ei Corporation หากสนใจ สามารถสั่งซื้อได้จาก ร้านหนังสือ KINOKUNIYA ทั้งสาขา Central World และ EmQuatier หรือจะ Subscribe ในเวอร์ชัน On-Line ได้ทาง https://lib.as-books.jp/

————————————————————–

J!MMY 
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นของ Mitsubishi Motors Corporation
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
15 ตุลาคม 2026

Copyright (c) 2026 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
October 15th, 2026

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE