หลังจากก่อนหน้านี้ Headlightmag เคยนำเสนอภาพรถต้นแบบของ Xpeng L03 ขณะวิ่งทดสอบบนถนนในประเทศไทย ล่าสุด มีความคืบหน้าสำคัญ เมื่อ Xpeng ประเทศไทย ยืนยันว่า รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดังกล่าว เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายในเดือน สิงหาคม 2026 โดยจะเข้ามารับบทเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มีราคาจับต้องได้มากกว่า G6 พร้อมขยายฐานลูกค้าในไทยให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันในเวลานี้ คือ Xpeng L03 จะมีราคาจำหน่ายต่ำกว่า 1 ล้านบาทอย่างแน่นอน ส่วนตัวเลขสุดท้ายจะลงเอยที่ 8XX,000 บาท หรือ 9XX,000 บาท นั้น คงต้องรอติดตามในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หากทำราคาได้ตามเป้าหมาย ก็จะกลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามองอีกหนึ่งรุ่นของช่วงครึ่งปีหลังทันที

สำหรับประเทศไทย รถรุ่นนี้อาจใช้ชื่อ Xpeng L03 เช่นเดียวกับตลาดยุโรป ขณะที่ในประเทศจีน จะทำตลาดภายใต้ชื่อ Xpeng MONA L03 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตระกูล MONA ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาจับต้องได้ง่าย

ก่อนที่ Xpeng ประเทศไทย จะประกาศรายละเอียดและสเป็คเวอร์ชันไทยอย่างเป็นทางการ วันนี้ Headlightmag จะพาไปดูข้อมูลเบื้องต้นของ Xpeng L03 ที่เปิดตัวในประเทศจีนและยุโรป ว่ามีรายละเอียดน่าสนใจอย่างไรบ้าง ทั้งในด้านขนาดตัวถัง เทคโนโลยี ระบบขับเคลื่อน และอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนการเปิดตัวในประเทศไทยช่วงเดือน สิงหาคม นี้

 

Xpeng L03 เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้าทรง SUV Coupe ขนาด C-Segment ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อทำตลาดทั่วโลก โดยมีขนาดตัวถังดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,650 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,920 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,600 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ 2,850 มิลลิเมตร
  • พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 367 ลิตร
  • พื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงหน้า หรือ Frunk ขนาด 89 ลิตร

เทียบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ (ยาว x กว้าง x สูง / ฐานล้อ)

  • Xpeng L03 : 4,650 x 1,920 x 1,600 / 2,850 มิลลิเมตร
  • Xpeng G6 : 4,753 x 1,920 x 1,650 / 2,890 มิลลิเมตร
  • Geely EX5 : 4,615 x 1,901 x 1,670 / 2,750 มิลลิเมตร
  • MG S5 : 4,476 x 1,849 x 1,621 / 2,730 มิลลิเมตร
  • Deepal S05 : 4,620 x 1,900 x 1,600 / 2,880 มิลลิเมตร
  • BYD Atto 3 : 4,455 x 1,875 x 1,615 / 2,720 มิลลิเมตร

 

การออกแบบภายนอกของ Xpeng L03 มาในรูปแบบ SUV Coupe ให้ความสำคัญกับรายละเอียดด้านอากาศพลศาสตร์และงานออกแบบในหลายจุด เริ่มจากสัดส่วนตัวถังที่บริษัทเรียกว่า Golden Ratio โดยมีอัตราส่วนความสูงต่อล้อ (Wheel-to-Height Ratio) 0.46 และอัตราส่วนความกว้างต่อความสูง (Width-to-Height Ratio) 1.20 ช่วยให้ตัวรถมีบุคลิกที่ดูเตี้ย กว้าง และให้ภาพลักษณ์คล้ายรถสปอร์ตมากกว่ารถ SUV ทั่วไป

ด้านหน้าติดตั้งชุดไฟหน้า Starship Headlights พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ดีไซน์บางเฉียบ ขณะที่กระจังหน้าติดตั้งระบบ AGS (Active Grille Shutter) ซึ่งสามารถเปิด-ปิดช่องรับอากาศโดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการระบายความร้อนของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและการลดแรงต้านอากาศ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในขณะขับขี่

ด้านข้างโดดเด่นด้วยมือเปิดประตูแบบ Semi-Concealed Door Handle ที่ซ่อนตัวกลมกลืนไปกับตัวถัง พร้อมประตูแบบ Frameless Door และกระจกไร้กรอบ ช่วยเพิ่มความหรูหราและลดเสียงลมขณะขับขี่ นอกจากนี้ ยังติดตั้งแผ่นรีดน้ำกระจกแบบซ่อน (Concealed Water Deflector) เพื่อให้งานออกแบบดูสะอาดตาและลดการสะสมของคราบน้ำบริเวณขอบกระจก

 

บริเวณด้านข้างและด้านท้ายยังคงเน้นความลื่นไหลของเส้นสายตัวถัง ด้วยกระจกบังลมหลังแบบ 3D Ultra-wide Curvature Rear Windshield ที่เชื่อมต่อกับแนวหลังคาอย่างต่อเนื่อง เสริมด้วยไฟท้าย LED แบบพาดยาวเต็มความกว้าง Through-type Star Ring Taillight ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของรถรุ่นนี้ ขณะที่ชุดตกแต่งชายล่างรอบคันใช้วัสดุสีดำเงาแบบ Piano Black เพิ่มความสปอร์ตและตัดกับสีตัวถังได้อย่างลงตัว

กระจกมองข้างได้รับการออกแบบใหม่ให้มีฐานยึดแบบแยกจากเสาประตู ช่วยลดการบดบังทัศนวิสัย พร้อมรวมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกไว้ครบถ้วน ทั้งระบบปรับและพับไฟฟ้า ระบบบันทึกตำแหน่ง ระบบไล่ฝ้า ระบบปรับมุมอัตโนมัติขณะถอยจอด รวมถึงระบบเตือนรถในจุดอับสายตา (Blind Spot Monitoring) และไฟแสดงสถานะการทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่บริเวณตัวกระจก

 

ด้านความอเนกประสงค์ Xpeng L03 ออกแบบช่องเก็บของกระจายอยู่ทั่วห้องโดยสารรวม 40 ตำแหน่ง เริ่มจากพื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงหน้าขนาด 102 ลิตร ซึ่งมีท่อระบายน้ำในตัว สามารถใช้แยกเก็บอาหารสด อาหารที่มีกลิ่น หรือสิ่งของที่อาจหกเลอะเทอะออกจากห้องโดยสารได้ ขณะที่ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 539 ลิตร รองรับกระเป๋าเดินทางแบบ Carry-on ขนาด 20 นิ้วได้ 6 ใบ พร้อมกระเป๋าเดินทางเพิ่มเติมอีก 2 ใบ

เมื่อพับพนักพิงเบาะนั่งด้านหลัง พื้นที่บรรทุกสัมภาระจะเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 1,640 ลิตร พร้อมพื้นที่ราบขนาดประมาณ 1.8 x 1.5 เมตร สามารถประยุกต์ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนหรือนอนได้ระหว่างเดินทาง ส่วนบริเวณเบาะหลังยังมีลิ้นชักเก็บของความจุ 10 ลิตร เหมาะสำหรับเก็บผ้าห่มหรือของใช้ประจำวัน พร้อมตะขอแขวนสัมภาระบริเวณเสากลาง B-Pillar และช่องเก็บของบนแผงประตูขนาดใหญ่ ซึ่งรองรับทั้งโทรศัพท์มือถือ ร่ม ขวดน้ำ และบัตรผ่านทางด่วน

 

ภายในห้องโดยสารของ Xpeng L03 มาในแนวคิด Minimal Luxury เน้นความเรียบง่ายแต่ใช้วัสดุคุณภาพสูง โดย Xpeng ระบุว่า พื้นผิวภายในกว่า 72% ของห้องโดยสารถูกหุ้มด้วยวัสดุ Soft-touch พร้อมบุหลังคาด้วยผ้ากำมะหยี่ (Velvet Headliner) และตกแต่งด้วยตะแกรงลำโพงลายโลหะ (Brushed Metal Speaker Grilles) ช่วยยกระดับบรรยากาศให้ดูพรีเมียมมากขึ้น

อีกหนึ่งจุดเด่นคือหลังคากระจก Panoramic Glass Roof แบบเคลือบเงินสองชั้น (Double-layer Silver-plated Panoramic Canopy) ซึ่งช่วยสะท้อนความร้อนและลดรังสีจากแสงแดด พร้อมเปิดมุมมองเหนือศีรษะได้กว้างกว่าหลังคาทั่วไป ช่วยให้ห้องโดยสารโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ใช้งานสายไลฟ์สไตล์ Xpeng ยังใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ด้วยกระจกแต่งหน้าขนาดใหญ่พิเศษ พร้อมไฟ Soft Light ทั้งสองด้าน ช่วยให้มองเห็นใบหน้าได้ชัดเจนแม้อยู่ในเวลากลางคืน เหมาะสำหรับการแต่งหน้าหรือเช็กความเรียบร้อยระหว่างเดินทาง

ด้านบรรยากาศภายในห้องโดยสารติดตั้งไฟ Ambient Light 256 สี พาดยาวตลอดแนวคอนโซลและแผงประตูความยาวกว่า 4.15 เมตร พร้อมระบบ Light & Shadow Tracking ที่ทำให้ผู้โดยสารมองเห็นเฉพาะแสงโดยไม่เห็นแหล่งกำเนิดโดยตรง ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูหรูหราและผ่อนคลายยิ่งขึ้น

 

ระบบความบันเทิงมาพร้อมชุดเครื่องเสียง 20 ลำโพง รองรับเทคโนโลยี AI Immersive Dual Surround เพื่อสร้างมิติเสียงรอบทิศทาง ขณะที่ระบบ RNC (Road Noise Cancellation) สามารถลดเสียงรบกวนจากพื้นถนนได้สูงสุดประมาณ 10 เดซิเบล ช่วยลดเสียงความถี่ต่ำและเพิ่มความเงียบภายในห้องโดยสาร

แผงหน้าปัดเลือกใช้แนวทางเรียบง่าย ติดตั้งหน้าจอกลางแบบลอยขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 2.5K ความสว่างสูงสุด 600 nits รองรับการมองเห็นได้ชัดแม้อยู่กลางแจ้ง ทำงานร่วมกับ W-HUD (Windshield Head-Up Display) ขนาดใหญ่พิเศษ 26.8 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่และระบบนำทางบนกระจกหน้าโดยตรง ลดการละสายตาจากถนน

พวงมาลัยแบบสปอร์ตมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 365 มิลลิเมตร พร้อมปุ่มลัดแบบ Dual Satellite Buttons สำหรับเรียกใช้งานฟังก์ชันสำคัญได้อย่างรวดเร็ว รองรับระบบทำความร้อน (Heated Steering Wheel) และเซ็นเซอร์ตรวจจับการสัมผัสของผู้ขับขี่ (Capacitive Sensing)

นอกจากนี้ ช่องแอร์กลางยังออกแบบเป็นแบบ Hidden Electric Air Vent ซ่อนช่องลมไว้ภายในแผงคอนโซล ช่วยให้งานออกแบบดูสะอาดตา พร้อมโหมด AI Forest Wind ที่สามารถปรับทิศทางลมอัตโนมัติให้กระจายอย่างนุ่มนวล ลดการเป่าลมปะทะตัวผู้โดยสารโดยตรง เพิ่มความสบายระหว่างการเดินทาง

 

Xpeng L03 สำหรับตลาดยุโรปมีระบบขับเคลื่อนให้เลือกทั้งแบบไฟฟ้า 100% และระบบ Range Extender หรือ EREV สำหรับเวอร์ชั่นขุมพลังไฟฟ้า 100% มีให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่ รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง Standard Range RWD, Long Range RWd และ AWD Performance

Standard Range RWD

ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 241 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ ความจุ 58.3 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม 444 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)

Long Range RWD

ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 241 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ ความจุ 71.2 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม 520 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)

AWD Performance

ขับเคลื่อนล้อ 4 ล้อ AWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว รวมพละกำลังสูงสุด 382 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ ความจุ 71.2 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม 440 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)

XPeng L03 ทุกรุ่นติดตั้งแบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate (LFP) พร้อมโครงสร้างแพ็กแบตเตอรี่ที่ได้รับการออกแบบใหม่ โดย XPeng ระบุว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่ฉบับใหม่ของประเทศจีนครบทั้ง 24 รายการ ซึ่งเป็นมาตรฐานล่าสุดที่เข้มงวดกว่าเดิม ครอบคลุมทั้งด้านความแข็งแรงของโครงสร้าง การป้องกันการลุกไหม้ และความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน

นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบ Battery Management System (BMS) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมการทำงานของแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง พร้อมระบบ AI Battery Doctor ที่สามารถวิเคราะห์สุขภาพแบตเตอรี่ผ่านระบบ Cloud ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยเฝ้าระวังความผิดปกติและเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว

ระบบไฟฟ้าของ L03 เป็นสถาปัตยกรรมแรงดันประมาณ 400 โวลต์ รองรับกำลังชาร์จ DC สูงสุดแตกต่างกันในแต่ละรุ่น โดย Xpeng ระบุว่าสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10-80% ได้ภายในเวลาประมาณ 20 นาที ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองพลังงานเบื้องต้นของเวอร์ชันยุโรปอยู่ที่ประมาณ 15.3-18.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP

 

Xpeng L03 ติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ XPILOT ASSIST โดยรายละเอียดของระบบจะแตกต่างกันตามรุ่นย่อยและประเทศที่จำหน่าย ตั้งแต่ระบบช่วยขับขี่พื้นฐานบนทางหลวง ไปจนถึงระบบ NGP ซึ่งสามารถช่วยควบคุมรถในสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น รุ่น Ultra ติดตั้งชิปประมวลผล Turing AI ซึ่ง Xpeng พัฒนาขึ้นเอง สำหรับประมวลผลข้อมูลจากระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบปฏิบัติการภายในห้องโดยสาร โดยเว็บไซต์ของ Xpeng ยุโรประบุถึงชุดประมวลผลสูงสุด 3 ชิป ให้สมรรถนะการประมวลผลรวม 2,250 TOPS ในรุ่นที่กำหนด

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันประกอบด้วยระบบตรวจสอบความพร้อมของผู้ขับขี่ ระบบตรวจจับเด็กหรือสิ่งมีชีวิตที่ถูกทิ้งไว้ภายในรถ กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา และชุดระบบช่วยเตือนหรือแทรกแซงเมื่อมีความเสี่ยงต่อการชน ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และขณะเปลี่ยนช่องทางเดินรถ

นอกจากนี้ ยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพเมื่อยางสูญเสียแรงดันอย่างฉับพลัน ซึ่งใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ตรวจวัดแรงดันลมยางและระบบควบคุมตัวรถ เพื่อช่วยรักษาทิศทางในช่วงเวลาสั้นๆ หลังเกิดเหตุ รวมถึงโหมด Snow, Wet และ Escape สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยระบบจะปรับแรงบิดมอเตอร์และแรงดันเบรกให้เหมาะกับพื้นผิวลื่นหรือสถานการณ์ที่รถติดอยู่บนพื้นผิวอ่อนตัว

โครงสร้างตัวถังใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง พร้อมระบบป้องกันแบตเตอรี่จากแรงกระแทกและความร้อน ติดตั้งถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในเวอร์ชันยุโรป ขณะที่ระบบบังคับเลี้ยวยังมีฟังก์ชัน Agile Steering ซึ่งช่วยลดวงเลี้ยวเหลือประมาณ 10.5 เมตรเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ เพิ่มความคล่องตัวในการกลับรถและใช้งานในพื้นที่แคบ

 

รายละเอียดด้านสเป็ก รุ่นย่อย รวมถึงแผนการทำตลาดของ XPeng L03 ในประเทศไทย ยังต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง สามารถติดตามความคืบหน้าได้ทาง Headlightmag เราจะรีบนำข้อมูลล่าสุดมารายงานให้ทุกท่านทราบทันทีที่มีการอัพเดตครับ

—————-//—————-