นับตั้งแต่ออกสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 เมษายน 1982 ชื่อของ PAJERO ได้กลายมาเป็นตำนานบทใหม่ ที่พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นถึงศักยภาพทางเทคโนโลยีของ Mitsubishi Motors ในการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับการบุกตะลุยในทุกเส้นทาง ฝ่าฟันทุกอุปสรรค รองรับทุกรูปแบบการใช้งาน และการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลก รวมทั้งยังสร้างตำนานในการคว้าชัยชนะ รายการแข่งขันรถยนต์ Rally ในสภาพภูมิประเทศที่หฤโหดมากที่สุดเท่าที่เคยมีการจัดแข่งกันมา อย่าง Paris-Dakar Rally จนกลายมาเป็นภาพจำของคนทั้งโลก ในความสุดยอด และเป็นเลิศด้านงานวิศวกรรม ของชาว Okazki ประเทศญี่ปุ่น อันเป็นฐานที่ตั้งสำคัญของพวกเขา

เมื่อ Mitsubishi PAJERO รุ่นที่ 2 เปิดตัวออกสู่ตลาดญี่ปุ่น และทั่วโลก ในวันที่ 22 มกราคม 1991 แม้ว่าในขณะนั้น สภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น กำลังแตก และญี่ปุ่น กำลังเริ่มต้นเข้าสู่ช่วงเวลา Lost decade หรือ ทศวรรษที่หายไป ถึงกระนั้น ลูกค้าชาวญี่ปุ่น และผู้คนทั่วโลก ยังคงการต้อนรับ ตระกูลสายลุยรุ่นล่าสุด ทั้ง 4 ตัวถ้ง เป็นอย่างดี ต่อเนื่องตลอดช่วงอายุตลาด จนถึงปี 1999

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกัน กระแสความต้องการรถยนต์ยกสูง ทรงเท่ ไว้ขับขี่ใช้งานในเมือง เริ่มเพิ่มมากขึ้น ในช่วงเวลาที่ ตลาดยานยนต์เพื่อสันทนาการ หรือ RV (Recreaation Vehicles) กำลังเบ่งบานดุจดอก Sakura ในแดนอาทิตย์อุทัย จนถึงจุดสูงสุด ในช่วงปี 1994 – 1995

จริงอยู่ว่า PAJERO รุ่นมาตรฐาน ยังคงทำยอดขายไปได้ดี แต่ในอีกทางหนึ่ง ตัวรถก็มีขนาดใหญ่เกินไป สำหรับใครอีกหลายคน ที่ใช้ชีวิตในเมืองเป็นหลัก อยู่ตัวคนเดียว และต้องการพาหนะ ที่คล่องตัว สอดรับก้บรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่

แน่นอนว่า Mitsubishi Motors ก็เริ่มเห็นช่องว่างทางการตลาดดังกล่าว และพวกเขาก็ตอบสนองความต้องการนั้น ด้วยการพัฒนา PAJERO คันเล็ก ที่ถูกสงวนไว้ทำตลาดเฉพาะในญี่ปุ่น เท่านั้น

หลังจากการเปิดตัวน้องเล็กสุดท้องในตระกูลอย่าง Mitsubishi PAJERO MINI เครื่องยนต์ 660 ซีซี 64 แรงม้า (PS) ในพิกัด K-Car (Kei-Jidosha : รถยนต์ขนาดกระทัดรัด ตามกฎหมายของญี่ปุ่น) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1994 เพื่อเอาใจลูกค้า ทั้งวัยรุ่น และวัยเกษียณ ที่ใช้ชีวิตอิสระอยู่ตามชนบท หรือ เมืองรอง ตามเกาะต่างๆของญี่ปุ่น และได้รับความนิยมเป็นอย่างดี มาได้ราวๆ 1 ปีเต็ม ทำเอา Suzuki Jimny อันเป็นคู่แข่งที่เคยเป็นอันดับ 1 ในตลาด Kei RV (SUV) ถึงกับงุนงงอยู่พักใหญ่

ดูเหมือนว่า Mitsubishi Motors ก็เริ่มคิดได้ว่า มันมีหนทางที่จะหาแนวทาง แตกหน่อต่อยอด ขยายฐานลูกค้าออกไปจากเดิมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ได้อีก

พวกเขาก็เลยเริ่มต้นจากการนำ PAJERO MINI มาเป็นจุดเริ่มต้น แล้วขยายขนาดเครื่องยนต์ เพิ่มความกว้างตัวรถ แต่ยังใช้โครงสร้างตัวถัง งานวิศวกรรม และชิ้นส่วนอะไหล่ ในจุดที่ลูกค้ามองไม่เห็น ร่วมกับ น้องชายสุดน่ารักรุ่นสุดท้อง อย่าง PAJERO MINI กันต่อไป

นี่ละครับ ที่มาของ Mitsubishi PAJERO Jr….อ่านเป็นภาษาไทยได้ว่า “ปาเจโร จูเนียร์”

MITSUBISHI PAJERO Jr.
รหัสรุ่น E-H57A

20 พฤศจิกายน 1995 – เมษายน 1998 

ในฐานะผู้บุกเบิกการสร้างสรรค์ Lifestyle การใช้รถยนต์เพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยว (RV) ที่หลากหลาย มาตั้งแต่ปี 1982 Mitsubishi Motors ตัดสินใจสร้าง PAJERO Jr. ขึ้น ด้วยวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ นั่นคือ…

  1. เพื่อนำเสนอมิติใหม่ ฟังก์ชันการใช้งาน และคุณค่าที่แตกต่างไปจากรุ่น PAJERO และ PAJERO MINI อันเป็นการสร้าง Segment ทางการตลาดขึ้นมาใหม่ ในรูปแบบ “รถยนต์ RV ออฟโรดขนาดเล็ก” (Compact off-road RV)
  2. เพื่อสร้างรถยนต์ ที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งผสมผสาน “Style” แบบรถยนต์ RV ขนานแท้ “สมรรถนะการขับขี่” และ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ PAJERO ผสานเข้ากับ “ความคล่องตัว” และ “ความคุ้มค่า” ของรุ่น PAJERO MINI เข้ามารวมไว้ด้วยกัน สำหรับคนที่มองว่า PAJERO รุ่นมาตรฐาน มีขนาดใหญ่เกินไป และ PAJERO MINI ก็ยังเล็กเกินไป

“PAJERO Jr.” มีจุดเด่นสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ :

  1. รูปลักษณ์ที่ลงตัว เน้นความสมดุล เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ มีเสน่ห์ในตัวเอง
  2. สมรรถนะการขับขี่ที่สมดุล และมอบความสนุก ทั้งบนถนนในเมืองและเส้นทาง Off-road ด้วยเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ขนาด 1.1 ลิตร ที่พัฒนาขึ้นใหม่ มีน้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัด และประหยัดน้ำมัน ผสานการทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ EASY SELECT 4WD
  3. อุปกรณ์ความปลอดภัย ทั้งแบบป้องกัน (Active Safety) และระบบปกป้อง (Passive Safety) มาครบๆ ทั้ง ถุงลมนิรภัย SRS สำหรับผู้ขับขี่ ระบบเบรก ABS ทั้ง 4 ล้อ และกระจกมองข้างแบบโค้งมนพิเศษ (Complex-curvature door mirrors) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย!
  4. ระดับราคาที่น่าดึงดูดใจ เริ่มต้นที่ช่วงราคา 1.3 ล้าน Yen ต้นๆ ทำให้ลูกค้าทั่วไป สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย

หลังการพัฒนาเสร็จสิ้น Mitsubishi Motors จึงเปิดตัว PAJERO Jr. ครั้งแรก ในโลก ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 1995 เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของ แผนพัฒนา “PAJERO Series” ที่พวกเขาวางแผนกันไว้

Mitsubishi PAJERO Jr. มีขนาดตัวถังยาว 3,500 มิลลิเมตร กว้าง 1,545 มิลลิเมตร สูง 1,660 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ ยาว 2,200 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อคู่หน้า 1,310 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อคู่หลัง 1,320 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นใต้ท้องรถ จนถึงพื้นถนน (Ground Clearance) 205 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเปล่า 970 – 980 กิโลกรัม รวมน้ำหนักบรรทุก 1,190 – 1,200 กิโลกรัม ถังน้ำมัน ความจุ 35 ลิตร

ส่วนพื้นใต้ท้องรถนั้น มุมไต่ Approach angle (ระยะจากขอบกันชนหน้า จนถึงล้อคู่หน้า) อยู่ที่ 39 องศา มุมข้าม หรือมุมคร่อม Breakover angle อยู่ที่ 26 องศา และ มุมจาก Departure angle อยู่ที่ 46 องศา

เมื่อเปรียบเทียบกับ ญาติผู้น้อง อย่าง Mitsubishi PAJERO MINI ที่มีความยาว 3,295 มิลลิเมตร กว้าง 1,395 มิลลิเมตร สูง 1,630 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,200 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อคู่หน้า 1,190 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อคู่หลัง 1,200 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นใต้ท้องรถ จนถึงพื้นถนน (Ground Clearance) 195 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเปล่า 850 – 920 กิโลกรัม น้ำหนักบรรทุก 1,070 – 1,140 กิโลกรัมถังน้ำมัน ความจุ 35 ลิตร แล้ว

จะพบว่า PAJERO Jr. มีความยาวเพิ่มขึ้น 205 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 150 มิลลิเมตร  สูงขึ้น 30 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อเท่ากัน ระยะ Ground Clearance เพิ่มขึ้น 10 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเปล่าเพิ่มขึ้นแค่ 60 – 80 กิโลกรัม ตามแต่ละรุ่นย่อย

ตัวรถถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีที่ง่ายดายกว่าที่คิด นั่นคือ การนำ PAJERO MINI คันเดิม มาขยายความกว้างช่วงล้อ และเติม โป่งข้างเหนือซุ้มล้อทั้ง 4 (Blister Fender) เข้าไป เพื่อเพิ่มความทะมัดทะแมงยิ่งขึ้น

รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Urban Wild” เพื่อให้ตัวรถดูกระชับ ทะมัดทะแมง โฉบเฉี่ยวนิดๆ ปราดเปรียวหน่อยๆ หรูหรานิดๆ แต่ดูมั่นคง ผ่านองค์ประกอบต่างๆ อาทิ กระจังหน้าสีเดียวกับตัวรถ ไฟหน้า Halogen ทรงกลม ฝั่งละ 1 ดวง เปลือกกันชนหน้า ออกแบบใหม่ ให้ดูหนาและใหญ่ขึ้น ซุ้มล้อทั้ง 4 กว้างขึ้น ช่วยเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่ง ออกแบบต่อเนื่องไปยังแผงตกแต่งด้านข้างตัวรถ เมื่อรวมเข้ากับระยะฐานล้อที่กว้างและยางขนาดใหญ่หน้ากว้าง ช่วยให้ตัวรถดูบึกบึนขึ้นนิดๆ

แม้จะมีขนาดกะทัดรัดที่สุดในกลุ่มรถยนต์ RV ขนาดเล็ก ประเภทเดียวกัน แต่ตัวรถกลับมีระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,200 มม. ซึ่งเมื่อผสานกับความสูงโดยรวมของตัวรถที่ต่ำ จึงช่วยให้มีเสถียรภาพในการขับขี่ที่ดีสมตัว

สิ่งที่ทีมออกแบบ ใส่ใจเป็นพิเศษอีกประการหนึ่ง นั่นคือ พวกเขาให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเข้า-ออกรถ โดยใช้ประตูขนาดใหญ่ (ยกมาจาก PAJERO MINI ทั้งบาน) และออกแบบให้ ธรณีประตู มีระดับความสูงต่างจากพื้นรถเพียงเล็กน้อย ทำให้สามารถก้าวขึ้นและลงจากรถได้อย่างสะดวกสบาย และง่ายดาย

การออกแบบภายในห้องโดยสาร เน้นความสวยงาม ที่ผสานเข้ากับประโยชน์ใช้สอย และความรู้สึกสนุกสนาน สร้างบรรยากาศที่โปร่งโล่งและสว่าง เพียบพร้อมด้วยรายละเอียดที่ใส่ใจในคุณภาพและความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งภายในอย่างประณีต เบาะนั่งสไตล์ RV ที่รองรับสรีระได้เป็นอย่างดี ช่องเก็บของตามจุดต่างๆทั่วคันรถ ไปจนถึง เบาะหลังแบบแยกพับได้ในอัตราส่วน 50 : 50 และช่องเก็บของใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระ

ด้วยการปรับปรุงการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานอย่างพิถีพิถัน ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสาร กว้างขวางและสะดวกสบาย มีความยาว เพียงพอและมีพื้นที่เหนือศีรษะที่โปร่งโล่ง อีกทั้ง การกำหนดตำแหน่งสายตาของผู้ขับขี่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด ช่วยให้มีทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม พร้อมทั้งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ให้ความรู้สึกโล่งสบาย ไม่อึดอัด

แผงหน้าปัด ถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย แต่ยังคงไว้ซึ่งความรู้สึกแข็งแรง พื้นที่บนแผงหน้าปัดฝั่งผู้โดยสาร ตอนหน้าฝั่งซ้าย ถูกออกแบบให้เป็นช่องเก็บของทรงถาด ที่มีความลึก นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งมือจับบริเวณแผงหน้าปัด ซึ่งมีรูปทรงที่ช่วยให้จับยึดได้อย่างมั่นคง และช่วยให้ผู้โดยสารตอนหน้า นั่งอยู่ในท่าทางที่มั่นคงปลอดภัย เมื่อรวมกับพื้นที่เก็บของที่มีอยู่อย่างมากมายทั่วห้องโดยสาร จึงช่วยสร้างความมั่นใจและมอบบรรยากาศที่น่าใช้งานสำหรับทุกๆคน

ตำแหน่งของสวิตช์ ปุ่มควบคุมต่างๆ ถูกจัดวางตามความถี่ในการใช้งานเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้สะดวก นอกจากนี้ แผงหน้าปัดยังโดดเด่นด้วยมาตรวัดขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้ชัดเจนและมีการรวมสัญญาณไฟเตือนต่างๆ ไว้ในจุดเดียว ทำให้ผู้ขับขี่สามารถรับรู้สถานะของรถได้ทันทีเพียงแค่เหลือบมอง

ระบบเครื่องเสียง เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับทุกรุ่น ได้แก่  วิทยุ AM/FM แบบปรับจูนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาด 1 DIN พร้อมเครื่องเล่น Cassette Tape และ เครื่องเล่น CD แบบเปลี่ยนแผ่นอัตโนมัติ CD-Changer 6 แผ่น (เฉพาะรุ่น ZR-II เท่านั้น) ซึ่งติดตั้งอยู่ในช่องเก็บของใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย

***** รายละเอียดด้านวิศวกรรม *****
*****Technical Information*****

ขุมพลัง เป็น เครื่องยนต์ รหัส 4A31 เบนซิน 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,094 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 66.0 x 80.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.5 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด อีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI กำลังสูงสุด 80 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

เครื่องยนต์นี้ ถุูกพัฒนาต่อเนื่องมาจาก ขุมพลังรหัส 4A30 เบนซิน 4 สูบ 660 ซีซี. สำหรับ K-Car แม้ว่าตัวเลขพละกำลังอาจดูน้อย เมื่อเทียบกับรถยนต์สมัยนี้ แต่เมื่อลองมองย้อนกลับไปในช่วงปี 1995 ขุมพลังบล็อกนี้ มีลักษณะแรงบิดที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ และเน้นการตอบสนองที่นุ่มนวล เพื่อช่วยให้ขับขี่และควบคุมรถได้ง่ายสำหรับทุกคน อีกทั้งเมื่อผสานเข้ากับตัวถังที่มีน้ำหนักเบา จึงทำให้รถมีอัตราเร่งช่วงออกตัวที่ดีพอใช้ได้ ขณะเดียวกัน อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ตัวเลขจากการทดสอบของโรงงาน อยู่ที่ 14.4 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน 10-15 Mode ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในกลุ่มรถยนต์ประเภท RV ฝั่งญี่ปุ่น ณ ตอนนั้น ทั้งหมด

ระบบส่งกำลัง มีให้เลือก ทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ ทั้ง 2 ลูก ยกมาจาก PAJERO MINI

อัตราทดเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ มีดังนี้

  • เกียร์ 1 …………………4.200
  • เกียร์ 2 …………………2.450
  • เกียร์ 3 …………………1.524
  • เกียร์ 4 …………………1.000
  • เกียร์ 5 …………………0.828
  • เกียร์ถอยหลัง …………..3.776
  • อัตราทดเฟืองท้าย ……..4.700

อัตราทดเกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ มีดังนี้

  • เกียร์ 1 …………………2.728
  • เกียร์ 2 …………………1.536
  • เกียร์ 3 …………………1.000
  • เกียร์ถอยหลัง …………..2.222
  • อัตราทดเฟืองท้าย …….. 4.272

ทุกรุ่นย่อย มาพร้อมกับ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Part Time แบบ EASY SELECT 4WD ซึ่งยกมาจาก PAJERO MINI อีกเช่นเดียวกัน ระบบนี้ จะมีคันโยก เปลี่ยนระบบขับเคลื่อน (Shift Selector) ข้างคันเกียร์ ผสานการทำงานระหว่างชุดเกียร์ส่งกำลัง (Transfer Case) ที่มีกลไกซิงโครไนเซอร์ (Synchronizer) เข้ากับชุดเฟืองท้ายหน้าที่มีกลไกฟรีวีลคลัตช์ (Free-wheel Clutch) ระบบนี้ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับเคลื่อนระหว่าง 2 ล้อและ 4 ล้อได้ในขณะขับขี่ รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์ระหว่าง High และ Low ได้ง่ายขึ้น

โหมด 2H จะเป็นการส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง แบบ FR (Front Engine , Rear Wheel drive) เหมือนรถขับเคลื่อนล้อหลังทั่วไป เมื่อเข้า 4H จะเป็นการขับเคลื่อน 4 ล้อ ในย่านความเร็วเดินทาง บนพื้นลื่น และ 4L สำหรับการขับขี่ปีนป่ายลัดเลาะไปตามเส้นทางขรุขระ หรือทุระกันดาน

ระบบบังคับเลี้ยว/ Steering Wheels

เป็นพวงมาลัย แบบ Rack & Pinion พร้อม ระบบ Power ผ่อนแรงด้วย Hydraulic

ระบบกันสะเทือน / Suspension

ช่วงล่าง ด้านหน้า เป็นแบบ MacPherson strut ขนาดกะทัดรัด พร้อม Coil Spring ส่วนช่วงล่างด้านหลัง เป็นแบบ 5 Link (5 จุดยึด) พร้อม Coil Spring เมื่อรวมกับฐานล้อที่ยาว ระยะห่างระหว่างล้อที่กว้าง และการปรับแต่งช่วงล่างอย่างพิถีพิถัน การกำหนดค่าต่างๆ นี้ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุม ความสะดวกสบายในการขับขี่ ในหลากหลายสภาวะ ตั้งแต่อยู่ในย่านความเร็วสูง ไปจนถึงภูมิประเทศที่ขรุขระสำหรับการใช้งานแบบ Off-road

ระบบห้ามล้อ / Brakes

ระบบเบรก คู่หน้าเป็น ดิสก์เบรก แบบมีครีบระบายความร้อน ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 นิ้ว ส่วนด้านหลัง เป็นดรัมเบรก ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 9 นิ้ว (ระบบ Leading Traling) เสริมด้วยหม้อลมเบรกขนาดใหญ่ 8 นิ้ว ทุกรุ่นย่อย จะมาพร้อมกับ ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกระทันหัน ABS (Anti-Lock Braking System) แบบ 4 Sensors 3 Channel มาให้จากโรงงาน

อุปกรณ์ความปลอดภัย / Safety features

ด้านความปลอดภัย มีการติดตั้งถุงลมนิรภัย เฉพาะฝั่งคนขับ (Driver’s SRS Airbag) เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด ทั้ง 4 ตำแหน่งเบาะนั่ง หน้า – หลัง ส่วน กระจกหน้าต่างไฟฟ้า คู่หน้านั้น เฉพาะรุ่น ZR-II ที่ถูกติดตั้งระบบดีดกลับเอง เมื่อมีสิ่งกีดขวาง (Jam protection) มาให้เฉพาะฝั่งคนขับ เท่านั้น ซึ่งเป็นฝั่งที่ติดตั้งระบบ Auto One-Touch กด หรือยกสวิตช์ลงจนสุด ครั้งเดียว หน้าต่างจะเลื่อนลงไปเอง หรือเลื่อนขึ้นมาเอง โดยอัตโนมัติ

อีกอุปกรณ์ที่น่าสนใจ นั่นคือ การติดตั้ง กระจกมองข้างแบบโค้งมนหลายระนาบ “เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในทุกรุ่นย่อย” เพื่อช่วยขยายมุมมองด้านล่างให้ครอบคลุมถึงบริเวณด้านหน้าของล้อหลัง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะเข้าจอด และอำนวยความสะดวกในการขับขี่ โดยเฉพาะบนเส้นทาง Off-road และการบังคับรถในพื้นที่จำกัด

ทุกอุปกรณ์ข้างต้น ถูกติดตั้งในโครงสร้างตัวถัง แบบ Crumple Zone ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อดูดซับและกระจายพลังงานจากการชนด้านหน้า เพื่อปกป้องห้องโดยสารให้ปลอดภัย ด้วยการใช้โครงสร้างแบบ Monocoque ที่ผสานรวมเฟรมเข้าไว้กับพื้นตัวถัง เป็นชิ้นเดียวกัน ซึ่งโดดเด่นด้วยคานรับแรงด้านข้างพื้นรถ (floor side members) ประสิทธิภาพสูงที่มีหน้าตัดขนาดใหญ่และเป็นแนวตรง ทำให้รถรุ่นนี้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านการบาดเจ็บของผู้โดยสารสำหรับการชนด้านหน้าด้วยความเร็ว 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้ง คานนิรภัยเสริม ในประตูทั้ง 2 บาน และมีการออกแบบด้านความปลอดภัย ที่เหนือกว่ามาตรฐานต่างๆ ของรถยนต์ในยุคนั้น อย่างชัดเจน เช่น ความสามารถในการเปิดประตูหลังเกิดการชน และการป้องกันการรั่วไหลของเชื้อเพลิง หลังเกิดการชน ไปจนถึง การใช้วัสดุตกแต่งภายในชนิดหน่วงการติดไฟ ตามมาตรฐานความปลอดภัย ปี 1994 ของรัฐบาลญี่ปุ่น

งานวิศวกรรมทั้งหมดนี้ คงอยู่ตลอดอายุตลาดของตัวรถ โดยไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น ในทุกรุ่นย่อย หรือรุ่นพิเศษที่ออกสู่ตลาดตามมาหลังจากนี้

สีตัวถัง เป็นแบบ Two-Tone โดยครึ่งคันล่าง จะเป็นสีเบจ “Fraser Beige” ส่วนครึ่งคันด้านบน จะมีให้เลือก 3 สี ดังนี้

  • สีแดงเลือดนก “Santiago Red” (Pearl) ตัดกับ สีเบจ “Fraser Beige” (Metallic)
  • สีเขียวมะกอกเข้ม “Celva Olive” (Pearl) ตัดกับ สีเบจ “Fraser Beige” (Metallic)
  •  สีเทาดำ “Charcoal Armor” (Pearl) ตัดกับ สีเบจ “Fraser Beige” (Metallic)

Mitsubishi Motors ส่ง Pajero Jr.ขึ้นโชว์รูมเครือข่ายจำหน่าย “CAR PLAZA” ทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ระดับ 3,000 คัน/เดือน โดยมีทางเลือก 4 รุ่นย่อย ติดป้ายราคาจำหน่าย รวมภาษี VAT แล้ว ดังนี้

  • ZR-I 5MT……….1,340,000 Yen
  • ZR-I 3AT……….1,440,000 Yen
  • ZR-II 5MT……..1,525,000 Yen
  • ZR-II 3AT………1,625,000 Yen

Mitsubishi Pajero Jr. Television Commercial (15 Seconds 2 Version)

จริงอยู่ว่า ช่วงแรกที่เปิดตัว ตลาดดูจะให้การตอบรับที่พอใช้ได้ แต่ก็แอบแปลใจว่า Mitsubishi Motors กลับไม่ค่อยโฆษณา PAJERO Jr. มากเท่าที่ควรเป็น แม้จะทำหนังโฆษณา ออกมาเรื่องเดียว แต่ตัดต่อออกมาหลายเวอร์ชัน ก็ตาม

อีกทั้งช่วงเปิดตัว ลูกค้าจำนวนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องรถยนต์อยู่บ้าง ก็มองว่า รถคันนี้ เป็นการนำ PAJERO MINI มาติดโป่งข้างเหนือซุ้มล้อ แล้ววางเครื่องยนต์ให้ใหญ่ขึ้น เป็์น 1.1 ลิตร 80 แรงม้า (PS) ซึ่งทำให้ตัวรถ พ้นจากพิกัดภาษี กลุ่ม K-Car (Kei-Jidosha) นั่นทำให้ลูกค้าจำเป็นต้องยื่นเอกสารแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ เพื่อยืนยันตำแหน่งจุดจอดรถ ก่อนจะจดทะเบียนรถ แบบเดียวกับ PAJERO รุ่นปกติ และต้องจ่ายภาษีต่างๆ ในระดับเดียวกับ PAJERO รุ่นพี่ แต่ได้ตัวรถที่ Upsize ขึ้นมาไม่มากอย่างที่ควรเป็น

กรกฎาคม 1996
เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi PAJERO Jr. “White Junior.”

หลังจากเริ่มทำตลาดไปได้ ราวๆ 6 เดือน มีการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ Mitsubishi PAJERO Jr. “White Junior” พ่นสีตัวถัง เป็นสีขาว เสริมมาให้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มีให้เลือกเป็น 3 สี Two-Tone ที่มักจะมีสีตัวถังครึ่งท่อนบน มีแต่สีโทนเข้ม เท่านั้น รายละเอียดที่ตกแต่งเพิ่มเติมเข้ามา มีดังนี้

  • สีตัวถัง ขาว “Fairy White” ตัดกับ สีเบจ “Fraser Beige”
  • ไฟตัดหมอกหน้า
  • ล้ออัลลอย ลาย 6 ก้าน (5 วง)
  • รางหลังคา สำหรับบรรทุกสัมภาระ Rack Roof
  • สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ในตัว
  • ฝาครอบล้ออะไหล่ที่ด้านหลังรถ พ่นสีดำเงา ลายพิเศษ
  • วิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น Cassette Tape และ ลำโพง 4 ชิ้น

ราคาจำหน่ายในญี่ปุ่น มีดังนี้

  • White Junior 5MT……….1,671,000 Yen
  • White Junior 3AT……….1,771,000 Yen

18 มกราคม 1997
– ปรับอุปกรณ์ เพิ่มสีใหม่
– เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi PAJERO Jr. Anniversary Limited

ปี 1997 เป็นช่วงเวลาที่ Mitsubishi Motors ขยันออกรถยนต์รุ่นย่อยใหม่ หรือรุ่นพิเศษ ตามฤดูกาล กันแบบถี่ยิบ  แน่นอนว่า PAJERO Jr. ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น ทันทีที่เปิดทำงานหลังช่วงเทศกาลปีใหม่ Mitsubishi Motors ก็ส่ง รุ่นย่อยพิเศษ PAJERO Jr. Anniversary Limited อันเป็นรุ่น ฉลองครบรอบ 1 ปีในการทำตลาดของ PAJERO Jr. ออกสู่ตลาด พร้อมกับการปรับอุปกรณ์เล็กน้อย ของรุ่นมาตรฐาน

PAJERO Jr. รุ่นมาตรฐาน มีการปรับปรุงเล็กน้อย ด้วยการ เพิ่มทางเลือกสีตัวถังใหม่ สีฟ้า “Stella Blue” ตัดกับ สีเบจ “Fraser Beige” เข้ามาให้เลือก รวมกับสีเดิม ทั้ง 3 สี รวมเป็น 4 สี ซึ่งจะวางจำหน่ายไปยาวๆ ตลอดทั้งปี 1997 – 1998 จนกระทั่งหมดอายุตลาด

ส่วน Mitsubishi PAJERO Jr. Anniversary Limited นั้น เป็นรุ่นฉลองครบรอบการทำตลาดมาได้ 1 ปี และเป็นรุ่นพิเศษ ตามแคมเปญออกรถรุ่นใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ “Catch the Spring” ของปี 1997 ร่วมกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ โดยเพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งจากรุ่นมาตรฐาน ดังนี้

  • สีตัวถัง Two-Tone เงิน “Fairy White” ตัดกับ สีเบจ “Fraser Beige”
  • ไฟตัดหมอกหน้า
  • ล้ออัลลอย ลาย 6 ก้าน (5 วง)
  • ฝาครอบกระจกมองข้างแบบโครเมียม
  • รางหลังคา สำหรับบรรทุกสัมภาระ Rack Roof
  • สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ในตัว
  • กระจกหน้าต่างกรองแสง UV Cut
  • ฝาครอบล้ออะไหล่ที่ด้านหลังรถ พ่นสีเงิน เป็นสีเดียวกับตัวถัง พร้อมสัญลักษณ์ Tri-Diamond
  • แผงคอนโซลกลาง ตกแต่งด้วย Trim ลายไม้แบบเงา
  • วิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น Cassette Tape และ ลำโพง 4 ชิ้น

ราคาจำหน่ายในญี่ปุ่น มีดังนี้

  • Anniversary Limited 5MT……….1,605,000 Yen
  • Anniversary Limited 3AT……….1,705,000 Yen

6 พฤษภาคม 1997
เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi PAJERO Jr. “LYNX”

เว้นช่วงไปอีก 4 เดือน Mitsubishi Motors ก็กระตุ้นตลาด ด้วยการส่ง Mitsubishi PAJERO Jr. “LYNX”  เวอร์ชันพิเศษ ซึ่งเป็นการนำ รถรุ่นย่อย ZR-II มาตกแต่งและติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมขึ้น เพื่อตอบโจทย์รูปแบบ Life style กลางแจ้ง ในช่วงฤดูร้อน แต่ยังคงไว้ซึ่งระดับราคาที่จับต้องได้

ชื่อ Lynx เคยถูกใช้มาแล้ว ในรถยนต์ต้นแบบแนว Mini Off-road 2 ที่นั่ง เปิดหลังคา สีน้ำเงิน ” Mitsubishi LYNX” ซึ่งเคยปรากฎโฉม ในงาน Tokyo Motor Show ปี 1993  และถูกนำมาใช้อีกครั้ง ในคราวนี้ รายละเอียดการตกแต่งเพิ่มเติมจากรุ่นมาตรฐาน มีดังนี้

  • สติกเกอร์ตกแต่งด้านข้าง
  • ไฟตัดหมอกจาก BOSCH
  • ฝาครอบยางอะไหล่ดีไซน์พิเศษ
  • ฝาครอบกระจกมองข้างแบบโครเมียม
  • ล้ออัลลอย ลาย 6 ก้าน (5วง)
  • ตกแต่งด้วยสี Two-Tone มีให้เลือก 2 แบบ คือ สี ขาว “Fairy White” ตัดกับเบจ “Fraser Beige” และสี เขียว “Timber Green” ตัดกับสีเบจ “Fraser Beige”
  • ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยโทนสีดำ ที่ออกแบบมาให้เข้ากับสีตัวถังรถ
  • วัสดุผ้าหุ้มเบาะ และแผงบุข้างประตู เป็นโทนสีเบจ
  • แผงคอนโซลกลาง ตกแต่งด้วย Trim ลายไม้แบบเงา
  • ถาดวางสัมภาระอลูมิเนียมดีไซน์สวยงาม เหมาะสำหรับการตั้งแคมป์และกิจกรรมอื่นๆ
  • กระจกหน้าต่างกรองแสง UV Cut
  • วิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น Cassette Tape และ ลำโพง 4 ชิ้น (เลือกติดตั้งเครื่องเล่น CD เพิ่มได้)

PAJERO Jr. “LYNX” เริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม 1997 ผ่านเครือข่ายโชว์รูมผู้จำหน่ายทั้ง 2 เครือข่าย ครบทั้ง “Galant” และ “Car Plaza” ราคาจำหน่าย มีดังนี้

  • LYNX 5MT……….1,656,000 Yen (ราคาใน Hokkaido เพิ่มจากนี้ อีก 9,000 Yen)
  • LYNX 3AT……….1,756,000 Yen

26 กันยายน 1997
เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi PAJERO Jr. “Flying Pug”

เนื่องในโอกาส ฉลองครบรอบ 20 ปีของเครือข่ายโชว์รูมผู้จำหน่าย “Car Plaza” Mitsubishi Motors จึงนำ Pajero Jr. ไปดัดแปลงในสไตล์ “Neo-Retro” โดยได้แรงบันดาลใจจาก รถยนต์ Classic ในยุค 1930 – 1940 ออกจำหน่ายเป็นรุ่นพิเศษ ในชื่อ Mitsubishi Pajero Jr.”Flying Pug”

คุณอาจจะงงว่า ชื่อ “Flying Pug” มันมาได้อย่างไร คำตอบก็คือ เอกสาร Press Release ภาษาญี่ปุ่น ของ Mitsubishi Motors อธิบายเอาไว้ว่า มีที่มาจาก “ลูกสุนัขพันธุ์ปั๊ก บินได้”!!

ห้ะ!??

…ครับ แค่นี้เลย! แค่นี้จริงๆ!!

ภายนอก ออกแบบขึ้นใหม่ แทบทั้งหมด ตั้งแต่ กระจังหน้า บังโคลนหน้าและหลัง ที่เรียกว่า “Dream Fenders” เป็นผลงานจาก ผู้ผลิตตัวถัง บริษัท Press Kogyo Co., Ltd. สอดรับกับ ชิ้นส่วนต่างๆรอบคัน ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าฮาโลเจนทรงกลม ไฟตัดหมอก ไฟเลี้ยวหน้าบันไดข้าง ฝากระโปรงหน้า คิ้วประตู กันชนหน้าและหลัง ไฟท้าย คิ้วข้างตัวรถ สติกเกอร์พิเศษ บังแดด และกรอบไฟท้าย ดูเหมือนว่า คนออกแบบ น่าจะตั้งใจให้ดูละม้ายคล้ายกับ London Taxi แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว มันออกมาดูคล้ายกับ รถยนต์ Lancia จาก Italy หลายๆรุ่น ในยุค 1930 – 1950 เสียมากกว่า

ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยแผงหน้าปัดลายไม้ โทนสีดำ และเบาะหนังเทียม วิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น Cassette Tape และ ลำโพง 4 ชิ้น เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

Mitsubishi Pajero Jr.”Flying Pug” เริ่มวางจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 1997 ที่โชว์รูม Car Plaza ในเขตโตเกียว และมีกำหนดวางจำหน่ายทั่วประเทศในเดือนมกราคมปีถัดไป ราคาขายปลีก มีดังนี้

  • Flying Pug 5MT……….1,598,000 Yen
  • Flying Pug 3AT……….1,698,000 Yen

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เปิดตัว เสียงตอบรับจากลูกค้า และสาธารณชน ต่างมองว่า เป็นความพยายามเกาะกระแสการนำรถยนต์รุ่นใหม่ มาตกแต่งในสไตล์รถโบราณ ยุคก่อนสงครามโลก หรือ “Neo-Retro” ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดรถยนต์ของญี่ปุ่น ช่วงนั้น มากไปหน่อย ทำให้รถรุ่นนี้ ถูกผลิตขึ้นมาได้เพียงแค่ 139 คัน เท่านั้น แม้แต่บนท้องถนนญี่ปุ่นในปัจจุบันน รถรุ่นนี้ก็กลายเป็นของหายากระดับ Super rare ไปแล้ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2026 มีรายงานข่าวว่า Flying Pug 1 ใน 139 คัน เตรียมถูกออกประมูล ในสหรัฐอเมริกา ถ้าคุณต้องการชมภาพถ่ายรถคันจริง ในสภาพปัจจุบัน ที่ใช้งานมาแล้วในระยะทางกว่า 2 แสนกิโลเมตร สามารถคลิกเข้าไปดูภาพคันจริงได้ ที่นี่ CLICK HERE

28 ตุลาคม 1997
เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi PAJERO Jr. Mc TWIST 

เพียง เดือนเดียว หลังจากปล่อย เวอร์ชัน Neo-Retro อย่าง Flying Pug ออกมา พอเข้าสู่เดือนตุลาคม Mitsubishi PAJERO Jr. “McTWIST” ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษสำหรับฤดูหนาว ก็ถูกส่งขึ้นโชว์รูม ตามมาติดๆ โดยชื่อ “Mc TWIST” เป็นชื่อเรียกท่าเทคนิค ในการแข่งขัน Skateboard ต่อมา ได้มีการนำคำนี้ไปใช้ในการแข่งขัน Snowboard สโนว์บอร์ดและ In-line Skate ด้วยเช่นกัน

PAJERO Jr. “McTWIST” เป็นการนำรุ่นย่อย ZR-II มาปรับปรุงด้วยการเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ ใหม่ๆ ที่ใช้งานได้จริง ให้รองรับได้ทั้งกิจกรรมกลางแจ้งและการขับขี่ในเมือง เพื่อให้เจ้าของรถได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมสันทนาการในฤดูหนาวอย่างเต็มที่  รายละเอียดการตกแต่ง มีดังนี้

  • ภายนอก เพิ่มสีตัวถัง Two-Tone พิเศษ 2 รูปแบบ ได้แก่ สีดำ Pyrenees Black ตัดกับสีเทา Thurston Grey ที่ได้รับความนิยมจากปีก่อน และสีขาว Fairy White ตัดกับสีเงิน Hamilton Silver
  • เพิ่มการ์ดกันกระแทกกระจังหน้าวัสดุเรซิน
  • สติกเกอร์ตกแต่งด้านข้างแบบพิเศษ
  • เพิ่มสปอยเลอร์หลัง
  • ภายใน ตกแต่งให้ดูโฉบเฉี่ยวขึ้น ด้วยโทนสีดำ เป็นหลัก
  • เปลี่ยนมาใช้ วัสดุหุ้มเบาะ และแผงประตูแบบพิเศษที่ผลิตจาก “Protein Leather” (โปรตีนเลเธอร์) ซึ่งเป็นหนังเทียมที่ให้สัมผัสนุ่มนวลน่าใช้ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติกันน้ำและป้องกันการซึมผ่านของน้ำได้อย่างดี
  • เพิ่ม อุปกรณ์ติดตั้งสกีและสโนว์บอร์ดที่ด้านหลัง (ภายใต้แบรนด์ “McTWIST”) ซึ่งช่วยให้ขนย้ายอุปกรณ์ขึ้นและลงได้อย่างสะดวก
  • วิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น Cassette Tape
  • กระจกหน้าต่างคู่หน้าแบบตัดรังสี UV
  • กระจกหน้าต่างส่วนท้ายและประตูท้ายแบบกรองแสง (Privacy Glass)
  • ไฟตัดหมอก Bosch พร้อมตะแกรงป้องกันเศษหิน
  • ชุดอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับสภาพอากาศหนาวเย็น

Mitsubishi PAJERO Jr. “McTWIST” ถูกส่งขึ้นโชว์รูมเครือข่ายผู้จำหน่าย “CAR PLAZA” ทั่วญี่ปุ่น ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 1997 โดยมีราคาจำหน่าย ดังนี้

  • Mc TWIST 5MT……….1,675,000 Yen
  • Mc TWIST 3AT……….1,775,000 Yen

7 มกราคม 1998
เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi PAJERO Jr. “2nd Anniversary Limited”

การปรับอุปกรณ์ และเพิ่มรุ่นย่อยครั้งสุดท้าย เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 7 มกราคม 1998 ในฐานะ ฉลองการทำตลาดครบรอบ 2 ปี พอดี โดย Mitsubishi Motors

Mitsubiushi Pajero Junior “Anniversary Limited” เป็นรถยนต์รุ่นพิเศษ ที่ถูกปรับปรุงขึ้นโดยใช้พื้นฐานจากรุ่น “ZR-II (4WD)” โดยมีการเพิ่มอุปกรณ์ยอดนิยมต่างๆ เข้าไปในขณะที่ยังคงราคาที่จับต้องได้ ดังนี้

  • ภายนอก มีสีตัวถังใหม่ แบบ Two-Tone 2 แบบ ได้แก่ สีน้ำเงินเข้ม “Nair’s Blue” ตัดกับสีเบจ “Fraser Beige” และสีขาว “Fairy White” ตัดกับสีเงิน “Hamilton Silver”
  • ติดตั้งล้ออัลลอยลายเดิม แต่พ่นสีพิเศษเฉพาะรุ่น
  • ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยโทนสีดำพิเศษ ที่ออกแบบมาให้เข้ากับสีตัวถัง
  • เปลี่ยนมาใช้ ผ้าหุ้มเบาะ และวัสดุผ้าบุแผงประตู ลวดลายพิเศษ
  • แผงควบคุมกลาง ตกแต่งด้วยลายไม้แบบเงา
  • เครื่องเล่นวิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น Cassette Tape
  • กระจกหน้าต่างแบบ ตัดรังสี UV
  • ไฟส่องแผนที่
  • มีการเคลือบสารยับยั้งแบคทีเรีย ที่พวงมาลัย มือจับเปิดประตูภายใน หัวเกียร์ และคันเบรกมือ

Mitsubiushi Pajero Junior “Anniversary Limited” ถูกผลิตขึ้นมา ในจำนวนจำกัด ตั้งเป้าไว้ที่ 3,000 คัน ส่งขึ้นโชว์รูมเครือข่ายจำหน่าย CAR PLAZA ทั่วญี่ปุ่น โดยติดป้ายราคาขาย รวมภาษี VAT ดังนี้

  • 2nd Anniversary Limited 5MT……….1,598,000 Yen
  • 2nd Anniversary Limited 3AT……….1,698,000 Yen

แม้ว่า Mitsubishi Motors จะพยายาม เข็น PAJERO Jr. ออกมาทำตลาด ด้วยวิธีการใดก็ตาม และแม้ว่า ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ที่ได้ลองขับ จะพบว่า PAJERO Jr. ให้การควบคุมรถที่คล่องตัว และขับขี่ได้ง่ายกว่า Suzuki Jimny Sierra อันเป็นคู่แข่งเพียง 1 เดียว ในตอนนั้น…ทว่า ตัวเลขยอดขาย บ่งชี้ว่า ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรเป็น

เหตุผลก็เพราะว่า การพัฒนา PAJERO Jr. นั้น Mitsubishi Motors จำเป็นต้องลดต้นทุนลงมาให้ได้มากที่สุด เนื่องจากในระหว่างที่ PAJERO MINI และ PAJERO Jr. กำลังพัฒนาอยู่ในช่วงปี 1993 – 1994 นั้น Mitsubishi Motors ก็วางแผนจะให้ ตระกูล PAJERO มีการแตกหน่อสายพันธ์ออกมาให้ครบถ้วน เอาใจลูกค้าให้ครอบคลุมทุกความต้องการมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทีมออกแบบและทีมวิศวกร จึงซุ่มวางแผนทำ PAJERO iO / PAJERO PININ อันเป็นรถยนต์ Compact SUV ขนาดเหมาะสม ทั้งสำหรับตลาดญี่ปุ่น และลูกค้าชาวยุโรป เพื่อให้ทัน กำหนดออกสู่ตลาด ในวันที่ 15 มิถุนายน 1998

ทว่า ในระหว่างนั้น ด้วยกระแสความนิยมในรถยนต์ RV ที่ญี่ปุ่น ยังอยู่ในช่วง Peak หากจะรอให้ PAJERO iO เปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 1998 น่าจะช้าและไม่ทันการณ์ ดังน้ัน ทางแก้ไขสถานการณ์ที่ดีสุดคือ อย่างน้อยๆ รีบนำ PAJERO MINI มาวางเครื่องยนต์ เบนซิน 1.1 ลิตร และขยายความกว้างของตัวรถเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วออกขายในนาม PAJERO Jr กันไปเลย

ด้วยสถานการณ์บีบบังคับ และข้อจำกัดด้านการภาพของตัวรถ ที่ต้องแชร์โครงสร้างร่วมกับ PAJERO MINI ทำให้ห้องโดยสาร อาจมีขนาดเล็กไปสำหรับคนที่ต้องการความใหญ่โตเพิ่มขึ้น แต่ไม่ต้องใหญ่เท่า PAJERO รุ่นมาตรฐาน ผลก็คือ ตัวเลขยอดขายที่ออกมา ไม่ค่อยดีเลย

ถึงแม้ว่า เราจะไม่มีข้อมูลตัวเลขยอดขาย ในปี 1995 และ 1996 แต่อย่างน้อย ตัวเลขยอดขายในปีที่เหลือ ก็พอจะบ่งบอกสถานการณ์ได้แล้วว่า PAJERO Jr. ไม่ถึงกับประสบความสำเร็จ เท่าที่ควร

ตัวเลขยอดขาย ที่มีการอ้างอิง ประมาณการว่า ตัวเลขรวมตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 1995 จนถึง 31 ธันวาคม 1996 น่าจะรวมกันอยู่ที่ 54,326 คัน แล้วหลังจากนั้น ตัวเลขก็หล่นวูบ หายไปเลย

ปี 1997 ยอดขายรวม อยู่ที่…13,320 คัน
ปี 1998 ยอดขายรวม อยู่ที่…..1,717 คัน
ปี 1999 ยอดขายรวม อยู่ที่………19 คัน
ปี 2000 ยอดขายรวม อยู่ที่……….1 คัน

เมื่อรวมตัวเลขทั้งหมดแล้ว ประมาณว่า Mitsubishi Motors ผลิต PAJERO Jr ออกจำหน่ายในญี่ปุ่น เพียงประเทศเดียวเท่านั้น รวมแล้ว อยู่ที่ 69,383 คัน ซึ่งต่ำกว่าความคาดหวังไปมาก และนั่นจึงเป็นเหตุให้ PAJERO Jr ถูกยุติการผลิต ไปในเดือนเมษายน 1998

จากนั้น มีการนำข้อมูลตัวรถ ออกจาก Website Official ของ Mitsubishi Motors (www.Mitsubishi-Motors.co.jp) ในเดือน มิถุนายน 1998 แต่ยังคงมีการจำหน่ายรถยนต์ในสต็อกเก่า ไปจนถึง วันที่ 1 เมษายน 2000 ซึ่งเป็นวันที่ PAJERO Jr คันสุดท้าย ถูกขายออกไป และรายงานต่อหน่วยงานของรัฐบาลญี่ปุ่น

PAJERO Jr.ยุติการทำตลาด เพื่อหลีกทางให้ Mitsubishi PAJERO iO / PAJERO PININ แจ้งเกิด เปิดตัวออกสู่สายตาชาวโลก เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1998 หรือ เพียง 2 เดือน หลังจาก PAJERO Jr.ยุติการผลิต

นับแต่นั้นเป็นต้นมา Mitsubishi Motors ก็ไม่เคยคิดจะรื้อฟื้น PAJERO Jr. กลับขึ้นมาพัฒนา และผลิตออกจำหน่ายอีกต่อไป

—————————///————————-

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของ Mitsubishi Motors Corporation
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
3 สิงหาคม 2026

Copyright (c) 2026 Text and Pictures (own by Manufacturer of each products)
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
August 3rd, 2026

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE!