มีการเปิดเผยและข้อมูลของ Dodge Charger Super Bee Launch Edition ที่สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ซึ่งมาพร้อมกับการตกแต่งพิเศษ พร้อมรีดสมรรถนะเพิ่มเติมอย่างรอบด้าน เริ่มต้นกับรูปลักษณ์ที่มีชุดแต่งเฉพาะรุ่น ซึ่งขยายขนาดช่องดักลมกันชนหน้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ และปรับดีไซน์ให้มีความเป็นเหลี่ยมขึ้น ลิ้นกันชนหน้าใหญ่ขึ้นจากเดิม 33% ช่วยเพิ่มแรงกดอีก 45 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง ท้ายรถเพิ่มสปอยเลอร์หลังขนาดเล็ก ปิดท้ายกับล้อขนาด 20 x 11 นิ้ว

Dodge Charger Super Bee Launch Edition ตกแต่งพิเศษด้วยสีเหลืองตัดสีดำ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Sucker Punch โดยในตัวถัง Coupe ตัวถังสีเหลืองตัดกราฟฟิกสีดำ ส่วนตัวถัง Sedan กลับกันเป็นตัวถังสีดำตัดกราฟฟิกสีเหลือง สำหรับผู้ที่ไม่ชอบความโดดเด่นนัก มีทางเลือกตัวถังสีเทาดำตัดกราฟฟิกสีดำ พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีเขียว Lime Green ส่วนมาสคอต Super Bee เปลี่ยนจากเวอร์ชั่นต้นตำราที่มีขาเป็นล้อรถ เป็นเทอร์โบแทน

 

ห้องโดยสารของ Dodge Charger Super Bee Launch Edition ตกแต่งใหม่เช่นกัน เริ่มต้นกับเบาะทรงสปอร์ต พร้อมติดตั้งพวงมาลัยหุ้มหนัง ที่ระบุตำแหน่ง 12 นาฬิกา และมีปุ่มสั่งการ ‘Super Bee’ บนพวงมาลัยโดยเฉพาะเพื่อตัดเข้าระบบขับเคลื่อนล้อหลังล้วน เสริมด้วยก้าน Paddle Shift ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รอบคันเดินตะเข็บด้ายสีเหลืองและเทาตัดกับสีวัสดุ ส่วนขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซินแบบ 6 สูบแถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ผ่านการขยายขนาดเทอร์โบจาก 54 เป็น 56 มิลลิเมตรจาก Garrett ตั้งบูสท์ไว้ที่ 30 psi

Dodge Charger Super Bee Launch Edition ยังขยายขนาดท่อไอดี ร่วมกับกันชนหน้าที่มีช่องดักลมดีขึ้น พร้อมขยายวงจรหม้อน้ำให้ไหลเวียนดีขึ้น 50% เสริมด้วยการปรับแต่งท่อไอดีและไอเสียใหม่ ผลคือพละกำลังสูงสุดเพิ่มอีก 50 แรงม้า เป็น 600 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 720 นิวตันเมตร ที่ 3,000 – 5,900 รอบ/นาที เร่ง 0 – 96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.6 วินาที ไวกว่าสารตั้งต้นอย่างรุ่นย่อย Sixpack Scat Pack ขึ้นมา 0.3 วินาที ขับเคลื่อนสี่ล้อ พร้อมรูปแบบการขับขี่ใหม่ Track และ Drag Mode

 

Dodge Charger Super Bee Launch Edition ผ่านการปรับแต่งให้เพลาขับหลังแข็งแรงขึ้น ช่วงล่างอัพเกรดใหม่ด้วยโช๊คอัพแปรผัน Dual Valve สปริงแข็งขึ้น 12% ในด้านหน้า และ 6% ในด้านหลัง ทั้งยังปรับปรุงกันโคลงหลังให้แข็งขึ้น 20% ร่วมกับบูทหน้าและแขนยึดช่วงล่างหน้าแบบใหม่ ยางที่ใช้เป็น Goodyear Eagle F1 Supercar 3 กว้าง 305 มิลลิเมตร ทั้งสี่ล้อ ส่วนระบบเบรกเป็นของ Brembo มาพร้อมคาลิปเปอร์ขนาด 6 สูบในด้านหน้า และ 4 สูบในด้านหลัง ส่วนจานเบรกมีขนาด 16 นิ้ว เท่ากันหมด

Dodge Charger Super Bee Launch Edition จะเป็นรุ่นพิเศษผลิตจำนวนจำกัด ซึ่งจะมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมภายในปี 2026 ส่วนราคายังไม่เป็นที่เปิดเผยในตอนนี้ จึงต้องอ้างอิงราคาของ Dodge Charger Sixpack Scat Pack Plus รุ่นท็อปในปัจจุบัน ซึ่งมีค่าตัวเริ่มต้นในสหรัฐฯ 59,990 USD (ราว 1,988,000 บาท) ในตัวถัง Coupe และ 61,985 USD (ราว 2,054,000 บาท) ในตัวถัง Sedan โดยคาดว่า Super Bee Launch Edition จะต้องแพงกว่านี้

 

ที่มา: carscoops, carbuzz