เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2026 Mercedes-AMG เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ Mercedes-AMG GT SUV รถอเนกประสงค์สมรรถนะสูงที่พัฒนาขึ้นโดยให้ความสำคัญกับทั้งพละกำลัง การควบคุม และความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ AMG GT 63 SUV AMG GT 55 SUV และ AMG GT 53 SUV โดยรุ่นท็อปสุดมีกำลังสูงสุด 1,169 แรงม้า (ในโหมด BOOST) พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ แบบแปรผันเต็มรูปแบบ ไม่น้อยหน้าไปกว่ารถสปอร์ตรหัส 63 รุ่นอื่นๆ
โครงสร้างตัวถังได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ โดยใช้วัสดุอะลูมิเนียม เหล็ก และวัสดุคอมโพสิตเสริมเส้นใย เพื่อให้ได้ความแข็งแกร่งควบคู่กับการควบคุมน้ำหนัก แบตเตอรี่แรงดันสูงติดตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางโครงสร้างรถและมีกรอบป้องกันเฉพาะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเพื่อความปลอดภัยขณะเกิดการชน ด้านระบบจัดการอุณหภูมิใช้ Central Coolant Hub หรือ CCH รวมปั๊ม เซนเซอร์ และวาล์วไว้ในชุดเดียว สามารถจัดสรรการระบายความร้อนให้กับแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบอื่น ๆ ตามสภาวะการทำงาน
ด้านงานออกแบบ Mercedes-AMG GT SUV มาพร้อมฝากระโปรงหน้าทรงยาว ซุ้มล้อขนาดใหญ่ ตัวถังมีมัดกล้ามพร้อมเบ่งความกว้างสูงสุด และแนวหลังคาที่ลาดลงไปทางด้านท้าย กระจังหน้า AMG มีกรอบพร้อมซี่แนวตั้งแบบโลหะ ซึ่งสามารถเลือกติดตั้งไฟส่องสว่างได้เช่นเดียวกับตราดาว Mercedes-Benz ส่วนไฟหน้าใช้ไฟกลางวันลายดาว และไฟท้ายทรงกลม 6 ดวงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากใบพัดกังหัน เป็นเอกลักษณ์ประจำซีรี่ย์ AMG ขุมพลังไฟฟ้ารุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังมีระบบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ AEROKINETICS โดยสปอยเลอร์หลังสามารถปรับตำแหน่งอัตโนมัติตั้งแต่ความเร็ว 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อเลือกระหว่างการลดแรงต้านอากาศกับการเพิ่มแรงกดและเสถียรภาพตามสถานการณ์
Mercedes-AMG GT SUV ผลิตที่โรงงาน Sindelfingen ประเทศเยอรมนี โดยใช้สายการประกอบที่ได้รับการปรับปรุงให้รองรับเทคโนโลยี AMG.EA ซึ่งเป็นงานวิศวกรรมพื้นฐานของรถรุ่นนี้ ข้อมูลทางเทคนิคระบุว่า GT 63 SUV และ GT 55 SUV มีความยาว 5,084 มิลลิเมตร กว้าง 2,001 มิลลิเมตร สูง 1,656 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 3,040 มิลลิเมตร ส่วน GT 53 SUV มีความยาว 5,080 มิลลิเมตร กว้าง 2,001 มิลลิเมตร สูง 1,653 มิลลิเมตร และฐานล้อเท่ากันที่ 3,040 มิลลิเมตร ทั้งนี้ Mercedes-AMG ยังไม่ได้ระบุราคาและกำหนดการจำหน่ายของรถรุ่นดังกล่าวในรายละเอียดที่เปิดเผยครั้งนี้
ห้องโดยสารออกแบบให้ผู้ขับขี่นั่งในตำแหน่งต่ำและกระชับกับตัวรถตามแนวทางของรถตระกูล AMG GT อาจจะแตกต่างจากรถ SUV ทั่วไป แผงหน้าปัดติดตั้งจอแสดงผลมัลติมีเดียขนาด 14 นิ้ว หันเข้าหาผู้ขับขี่ พร้อมจอมาตรวัด Full Digital ขนาด 10.2 นิ้ว และสามารถเลือกติดตั้งจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 14 นิ้วได้ เบาะนั่งเน้นการรองรับสรีระและความสบายในการเดินทางไกล พร้อมตัวเลือกเบาะ AMG Performance ส่วนผู้โดยสารแถวหลังมีพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่วางขาเพียงพอสำหรับรถทรงหลังคาลาด เบาะหลังเป็นแบบ 3 ที่นั่งและพับพนักพิงได้ หลังคากระจก Panoramic roof SKY CONTROL ยังสามารถปรับจากโปร่งใสเป็นทึบแสงได้
ระบบปฏิบัติการ MBUX เจเนอเรชันใหม่บนระบบปฏิบัติการ Mercedes-Benz Operating System หรือ MB.OS พร้อมผู้ช่วยเสมือนที่ผสาน AI จาก ChatGPT Microsoft Bing และ Google Gemini เข้าด้วยกัน ส่วนแอปพลิเคชันเฉพาะของ AMG ประกอบด้วย AMG PERFORMANCE MENU สำหรับแสดงข้อมูลพลังงานและการขับขี่แบบเรียลไทม์, AMG SET-UP สำหรับปรับการตอบสนองและการตั้งค่าตัวรถ และ AMG TRACK PACE สำหรับบันทึกข้อมูลการขับขี่ในสนามแข่ง นอกจากนี้ยังมีระบบ Predictive Performance Manager ที่วางแผนการใช้พลังงานตามลักษณะสนาม เพื่อสำรองกำลังไฟไว้ใช้ในช่วงทางตรงหรือทางขึ้นเนินที่ต้องการพละกำลังมากกว่า
Mercedes-AMG GT 63 SUV และ GT 55 SUV ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Axial Flux จำนวน 3 ตัว แบ่งเป็นมอเตอร์ 2 ตัวติดตั้งที่เพลาล้อหลัง และอีก 1 ตัวที่เพลาล้อหน้า โดยรุ่น GT 63 SUV มีกำลังสูงสุด 1,169 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 2,000 นิวตัน-เมตร ส่วน GT 55 SUV มีกำลังสูงสุด 816 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,860 นิวตัน-เมตร ทั้งสองรุ่นมีกำลังต่อเนื่องสูงสุด 721 แรงม้า ขณะขับขี่ในโหมดอื่นๆ ยกเว้นโหมด BOOST
สำหรับ AMG GT 53 SUV ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Synchronous Motor จำนวน 2 ตัว ติดตั้งที่เพลาหน้าและเพลาหลัง ให้กำลังสูงสุดรวม 544 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตัน-เมตร และมีกำลังต่อเนื่อง 367 แรงม้า ขณะขับขี่ในโหมดอื่นๆ ยกเว้นโหมด BOOST
ระบบขับเคลื่อนของทั้งสามรุ่นเป็นแบบ 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ โดยรุ่น GT 63 SUV ทำอัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ใน 2.7 วินาที ส่วน GT 55 SUV ใช้เวลา 3.1 วินาที และ GT 53 SUV ใช้เวลา 4.2 วินาที เมื่อไม่ใช้ฟังก์ชันออกตัว 1-foot rollout
ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ GT 63 SUV และ GT 55 SUV ได้รับการออกแบบให้มอเตอร์และชุดเกียร์รวมอยู่ใน High Performance Electric Drive Unit หรือ HP.EDU ของแต่ละเพลา โดยชุดขับเคลื่อนด้านหลังบรรจุมอเตอร์ Axial Flux 2 ตัว พร้อมชุดเกียร์ Planetary ขนาดกะทัดรัดภายในตัวเรือนเดียวกัน ขณะที่ชุดขับเคลื่อนด้านหน้าใช้มอเตอร์ Axial Flux 1 ตัว พร้อมเกียร์แบบ Spur Gear และระบบปลดการเชื่อมต่อมอเตอร์หน้าเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง ช่วยลดแรงต้านและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
Mercedes-AMG GT SUV รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง DC ด้วยกำลังสูงสุด 600 kW สำหรับแบตเตอรี่รุ่น 106 kWh และสูงสุด 710 kW สำหรับรุ่น 128 kWh โดยสามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ในเวลาประมาณ 11–12 นาทีตามรุ่นแบตเตอรี่ ส่วนการชาร์จ AC รองรับกำลังสูงสุด 11 kW นอกจากนี้ยังรองรับสถานีชาร์จแรงดัน 400 โวลต์ โดยระบบจะปรับการทำงานจาก 800 โวลต์ลงเป็น 400 โวลต์โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ ระยะทางวิ่งสูงสุดตามมาตรฐาน WLTP อยู่ที่ 700 กิโลเมตรในรุ่นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่
ระบบช่วงล่าง AMG ACTIVE RIDE CONTROL+ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน GT 63 SUV และเป็นอุปกรณ์เสริมใน GT 55 SUV ใช้สปริงลมปรับได้ 3 ระดับร่วมกับระบบไฮดรอลิกเชื่อมต่อโช้กอัพ เพื่อควบคุมการโคลงตัวและการก้ม-เงยของตัวถังอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งเหล็กกันโคลงแบบทั่วไป ระบบสามารถปรับระดับความสูงตามความเร็วเพื่อลดแรงต้านอากาศ พร้อมช่วยลดอาการหน้าทิ่มขณะเบรกและหน้าลอยขณะเร่งความเร็ว ขณะที่ช่วงล่างแบบ Multi-link ทั้งด้านหน้าและด้านหลังช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเข้าโค้ง
ระบบเลี้ยวล้อหลังแบบแอคทีฟเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สามารถปรับมุมเลี้ยวได้สูงสุด 6 องศา เมื่อใช้ความเร็วต่ำกว่า 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ล้อหลังจะเลี้ยวสวนทางกับล้อหน้า ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการกลับรถและเข้าโค้งแคบ ส่วนเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ล้อหลังจะเลี้ยวไปในทิศทางเดียวกับล้อหน้าได้สูงสุด 1 องศา เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการเปลี่ยนเลนและขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบเบรกแตกต่างกันตามรุ่น โดย GT 53 SUV และ GT 55 SUV ใช้เบรกเหล็กเป็นมาตรฐาน ส่วน GT 63 SUV ติดตั้งเบรกคาร์บอนเซรามิกทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
ที่มา: Mercedes-AMG
