Toyota ประเทศญี่ปุ่นปรับอุปรณ์เพิ่มความสดใหม่ให้กับ Crown Estate เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2026 โดยเน้นเพิ่มทางเลือกให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทั้งการเพิ่มรุ่นย่อยระบบ Plug-in Hybrid (PHEV) และรุ่นเริ่มต้นขุมพลัง Hybrid (HEV) พร้อมปรับปรุงอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบเครื่องเสียง และรายละเอียดการตกแต่งภายใน รวมถึงเพิ่มสีตัวถังใหม่ เพื่อยกระดับความน่าสนใจของรถยนต์ตระกูล Crown เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
โดยได้เพิ่มรุ่นย่อย ESTATE Z ในกลุ่ม Plug-in Hybrid เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงระบบขับเคลื่อน PHEV ได้มากขึ้น โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.5 ลิตร ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุดรวมทั้งระบบ 306 แรงม้า พร้อมระบบเลือกโหมด EV/HV ซึ่งสามารถสั่งให้รถชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ผ่านเครื่องยนต์ได้ และระบบเลือกโหมด AUTO EV/HV ที่จัดการการทำงานระหว่างโหมด EV และ Hybrid โดยอัตโนมัติ
ด้านอุปกรณ์ภายใน รุ่น PHEV เพิ่มเบาะนั่งด้านหลังซ้ายและขวาพร้อมระบบอุ่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติที่แยกการตั้งอุณหภูมิฝั่งซ้ายและขวาได้ พร้อมระบบ S-FLOW ที่เน้นกระจายลมไปยังเบาะนั่งที่มีผู้โดยสาร ระบบตรวจจับความชื้น และระบบปรับอากาศที่ใช้ปั๊มความร้อน (Heat Pump) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร
สำหรับระบบ Hybrid (HEV) Toyota เพิ่มรุ่น ESTATE G เพื่อเป็นทางเลือกในระดับเริ่มต้น โดยมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว กว้าง 7 นิ้ว พร้อมด้วยยางขนาด 225/55 R19 ติดตั้งไฟหน้า Bi-Beam LED พร้อมระบบปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำ ไฟ LED Clearance Lamps พร้อมระบบ Welcome Lighting ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED ไฟเลี้ยวหน้า LED และระบบฉีดน้ำล้างไฟหน้า
พร้อมด้วยฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแบบ Hands-free Power Back Door พร้อมระบบป้องกันการหนีบและจดจำตำแหน่งหยุด ส่วนภายในใช้เบาะนั่งหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์สีดำ เบาะคู่หน้ามาพร้อมเบาะอุ่นที่ปรับความร้อนได้ 3 ระดับ กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ และระบบ Display Audio ที่รองรับระบบนำทางแบบเชื่อมต่อข้อมูล
พวงมาลัยหุ้มหนังแท้แบบ 3 ก้าน ตกแต่งบริเวณสวิตช์ควบคุมด้วยสี Warm Steel และก้านพวงมาลัยด้วยสีเทา Dark Gray Metal พร้อมตะเข็บสีเทาอ่อน ติดตั้งแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย (Paddle Shift) และระบบทำความร้อนพวงมาลัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
Toyota ให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ภายในห้องโดยสาร โดยนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบและปรับแต่งเสียงจากผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องดนตรีมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มคุณภาพเสียงและสร้างบรรยากาศการฟังเพลงที่ใกล้เคียงกับการนั่งในตำแหน่งที่ดีที่สุดของคอนเสิร์ตฮอลล์ โดยมุ่งเน้นให้ผู้โดยสารทุกตำแหน่งได้รับประสบการณ์เสียงที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ระบบ Toyota Premium Sound System ประกอบด้วยลำโพง 10 ตำแหน่ง และ Amplifier 8 แชนเนล โดยติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น ESTATE RS และ ESTATE Z
การปรับ Model Year Change ครั้งนี้ยังได้เพิ่มกุญแจดิจิทัล (Digital Key) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น ESTATE RS และ ESTATE Z ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือแทนกุญแจรถได้ โดยจำเป็นต้องพึ่งพาระบบเชื่อมต่อ T-Connect กับบัญชี TOYOTA Account และติดตั้งแอปพลิเคชัน Digital Key รวมถึงสมัครบริการเสริมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายในช่วง 3 ปีแรกนับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก หลังจากนั้นจะมีค่าบริการตามเงื่อนไขที่กำหนด
Toyota ยังปรับรายละเอียดการตกแต่งของรุ่น ESTATE RS โดยเพิ่มเบาะสีแทน Saddle Tan พร้อมลวดลาย Cloud Pattern เพื่อสร้างบรรยากาศภายในที่แตกต่างจากเดิม ส่วนพวงมาลัยเปลี่ยนเป็นหนังแท้แบบมีลายผิวสัมผัส Dimpled พร้อมตกแต่งบริเวณสวิตช์ควบคุมสีดำ ก้านพวงมาลัยสีเทา Dark Gray Metal และตะเข็บสีเทาอ่อนแบบ Overlock Stitching พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย
ด้านหัวเกียร์เปลี่ยนเป็นวัสดุหนังแท้แบบ Dimpled เช่นเดียวกัน พร้อมตกแต่งด้วยชิ้นส่วนสีดำ Piano Black เพื่อเพิ่มความประณีตและสร้างความสอดคล้องกับแนวทางการตกแต่งภายในของ Crown
นอกเหนือจากการปรับปรุงตัวรถใหม่ Toyota เตรียมเพิ่มรายการอุปกรณ์ในบริการ TOYOTA UPGRADE FACTORY ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าของรถนำรถรุ่นเดิมมาติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมภายหลัง โดยมีกำหนดเริ่มให้บริการประมาณช่วงฤดูหนาวปี 2026 ได้แก่ พนักพิงศีรษะพร้อมโลโก้ Crown หัวเกียร์ Premium พร้อมโลโก้ Crown และชุดเครื่องเสียง Premium Acoustic Package
ที่มา: Toyota
