แม้ว่าแบรนด์ Chevrolet เป็นแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม GM แต่ยอดขายแบรนด์ Chevrolet ในยุโรปกลับไม่พุ่งทะยาน
เท่าที่ควร หนำซ้ำมีแนวโน้มที่จะยอดขายตกลงเข้าไปอีก หากวิเคราะห์สาเหตุในเบื้องต้นก็พบว่าแบรนด์ Chevrolet ยังถือ
เป็นแบรนด์กำเนิดใหม่ในยุโรปที่เกิดขึ้นเพื่อมาแทนที่แบรนด์ Daewoo ในหลาย ๆ ประเทศพร้อมทั้งปรับกระบวนทัพใหม่
ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดยุคใหม่

alt

แบรนด์ Chevrolet ในยุโรปมีสถานะแบรนด์คล้าย ๆ Daewoo สมัยก่อนคือเป็นแบรนด์ที่เน้นความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินสูง
(เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับแบรนด์ Opel โดยตรง) แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยยอดขาย Chevrolet ในยุโรปเท่าไรนัก เมื่อเราดู
ยอดขาย Chevrolet Spark รถ A-Segment ทรงสวยระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน 2013 ก็พบว่ามียอดขายตกลง
มากถึง 44%!!! หรือมียอดขาย 12,245 คัน ส่วนยอดขาย Chevrolet Aveo มียอดขายระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน
2013 ลดลง 44% หรือ 10,235 คัน ยอดขายรวมของแบรนด์ Chevrolet ทำได้เพียงแค่ 45,706 คัน มีส่วนแบ่งการตลาด
ลดลงเหลือ 1.1%

ขณะเดียวกันคู่แข่งสำคัญของ Chevrolet อย่าง Dacia ก็เพิ่งแนะนำรถใหม่เมื่อไม่นานมานี้จนทำให้มียอดขายรวม 4
เดือนแรกพุ่ง 19% หรือ 90,162 คัน ส่วน Kia ก็ทำยอดขายเพิ่ม 4% หรือ 112,795 คัน จนนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า
นั่นคงเป็นเพราะรถ Chevrolet หลาย ๆ รุ่นเริ่มมีอายุเก่าแก่แล้วนั่นเอง

Ian Fletcher นักวิเคราะห์อาวุโสแห่ง IHS Automotive แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ผลิตภัณฑ์จาก Chevrolet ไม่สามารถ
สร้างความร้อนแรงให้แก่ตลาดได้เหมือนกับผลิตภัณฑ์จาก Hyundai-Kia

อีกความเห็นหนึ่งที่น่าสนใจคือรถ Chevrolet หลาย ๆ รุ่นยังทำอัตราสิ้นเปลืองด้อยกว่ารถรุ่นใหม่จากคู่แข่งเสียส่วนใหญ่
ผนวกกับกระแสราคาน้ำมันสูงและมาตรการรักษาทรัพยากรจากรัฐบาลในยุโรปก็ยิ่งกดดันให้ลูกค้าต้องหันไปเลือกรถที่
เอื้ออำนวยกับกฏหมายในอนาคต ปัจจุบันรถ Chevrolet รุ่นปี 2012 ปล่อยค่าไอเสีย CO2 เฉลี่ย 141 กรัมต่อกิโลเมตร
อยู่อันดับที่ 18 ของผู้ผลิตรถในยุโรป

นอกจากนี้สินค้าแบรนด์ Opel และ Chevrolet ก็ยังมีการทับซ้อนกันเช่น Chevrolet Trax กับ Opel Mokka เป็นต้น
ดังนั้น ทั้งคู่จึงต้องสร้างความแตกต่างในแบรนด์มากกว่านี้

สุดท้ายนักวิเคราะห์ก็ทิ้งท้ายว่า Chevrolet จะมียอดขายตกต่ำต่อเนื่องจนถึงปี 2016 จนกว่าจะมีรถยนต์รุ่นใหม่เปิดตัว