เช้าวันอันแสนสบาย อากาศหนาวกำลังดี ให้ตายเถอะโรบิ้น 2 ชั่วโมงที่หลับไหล ผมยังไม่ค่อย
อยากตื่นเลยจริงๆ แต่ยังไงๆก็ต้องรีบตื่น เพราะ Oku-san เพื่อนชาวญี่ปุ่น จะมารอรับผมตอน
7.00 น. และนี่ก็เหลือเวลาอีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงที่ผมต้องรีบอาบน้ำ แต่งตัว โดยไม่ลืมปลดทุกข์
บนส้วมญี่ปุ่น ปล่อยให้ระบบฉีดน้ำอัตโนมัติ ยิงสายน้ำ Direct Injection เข้าไปทะลุทะลวงให้
สะอาดลึกจนถึงลำไส้ใหญ่

ผมนั่งอยู่ในห้องพักที่โรงแรม Mitsui Grand Hotel Shiodome Italia-gai (ชื่อจะยาวไปถึงไหน)
ซึ่งถูกจองเอาไว้ให้ผมได้อยู่อาศัยเพียงลำพังอย่างแสนสงบและสะดวกสบายในบรรยากาศ
ของย่าน Shiodome ย่านสำนักงานธุรกิจแห่งใหม่ ที่เต็มไปด้วยอาคารใหม่ๆ แสนแพงระยับ
รวมทั้งกลุ่มอาคารที่สร้างขึ้นเลียนแบบบรรยากาศสถาปัตยกรรมของใจกลางเมือง ใน Italy

ห้องพักที่เห็นอยู่นี้ สำหรับ 1 คน คืนละ 13,000 – 14,000 เยน โดยประมาณ ถ้าพักราวๆ 4 คืน
ว่ากันตามใบเสร็จก็มี 48,600 เยน หรือราวๆ 20,000 – 21,000 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน หรือ
ราวๆ คืนละ 5,000 บาทโดยประมาณ มีบริการบุฟเฟต์อาหารเช้าฟรี (แต่ต้องตื่นมาให้ทัน 9.30 น.เป๊ะ!)

พื้นที่ Shiodome นั้น แต่เดิม โชกุน Tokugawa Ieyasu ดำริให้ใช้พื้นที่บริเวณริมอ่าวโตเกียว
ให้เป็นพื้นที่พักอาศัยของพวกไดเมียว (ขุนนางญี่ปุ่น) พอมาถึงสมัยเมจิ มีการก่อสร้างสถานี
รถไฟ Shimbashi เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ ทางรถไฟหลักสายแรกในญี่ปุ่น คือ Tokaido Line
พอเกิดแผ่นดินไหวครั้งใญ่ Great Kanto Earthquake ในปี 1936 สถานีเสียหาย เลยสร้างเป็น
ตลาดกลางค้าส่งโตเกียว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นี่ถือเป็นพื้นที่รับส่งสินค้าที่สำคัญของ
โตเกียว

ต่อมา ด้วยการขยายเมือง การสร้างทางด่วนเชื่อมต่อขนานใหญ่ในญี่ปุ่น ทำให้การขนส่งสินค้า
ทางรถไฟลดความสำคัญลงไป เดือนตุลาคม 1987 สถานี Shimbashi เลยถูกปิดตัวลงหลังการปรับ
โครงสร้างหนี้ และล้มละลายของการรถไฟญี่ปุ่น (กลายเป็น บริษัท JR แยกไปตามภูมิภาค ถ้าใน
โตเกียว และภาคกลาง จะเป็นบริษัท JR East ดูแลการรถไฟ) ที่ดินย่านนี้ขนาด 54 เอเคอร์กว่าๆ
จึงถูกปล่อยร้าง จนมีกลุ่มนักลงทุน มาซื้อที่ดินไป เพื่อให้กิจการของ JR ยังดำเนินต่อไปได้
ว่าง่ายๆคือ ขายที่ดินย่านนี้ เอาเงินไปใช้หนี้ในช่วงขยายรถไฟด่วนความเร็วสูง ชินกังเซ็น นั่นเอง

รัฐบาลญี่ปุ่นและเทศบาลนครโตเกียว เคยร่วมกันมองหาหนทางพัฒนาที่ดินแถว Shiodome
ทั้งปี 1984 – 1995 จนได้ข้อสรุปว่า จะสร้างเป็นย่าน New Urban Center หรือศูนย์กลางธุรกิจ
ใจกลางเมืองแห่งใหม่ ถูกสร้างเสร็จในปี 2004 อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ สวยงาม สุดไฮเทค
เป็นทั้งสำนักงานใหญ่ของ สำนักข่าว Kyodo News สถานีโทรทัศน์ Nippon Television หรือ
เรียกย่อๆว่า NitTele สำนักงานใหญ่ของ เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ Softbank โรงแรม Conrad
แม้แต่สำนักงานใหญ่ของ บริษัทเครื่องสำอางค์ SHISEDO ก็อยู่ในย่านนี้

ผมอยู่ใน Tokyo มา 3 วันแล้วละ และนี่คือช่วงเวลาที่ผมเดินทางมาชมงาน Tokyo Motor Show
ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี มี 1 ครั้ง แต่ในปีนี้ ถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการจัดงาน

เพราะว่างานในปีนี้ มีการย้ายสถานที่จัดงาน จากเดิม ซึ่งจัดที่ Makuhari Messe ถูกย้ายมาจัดที่
Tokyo Big Sight ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกันกับ งานแสดงรถยนต์ Tokyo Auto Salon ในช่วงเดือน
มกราคม ของทุกปี

ดังนั้น การเดินทางไปชมงาน Tokyo Motor Show ในปีนี้ (และดูท่าทางจะนับจากนี้ไป) จะ
แตกต่างกัน เห็นทีจะต้องมานั่งอัพเดทเส้นทางไปกันอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ บอกเลยว่า ง่ายดาย
ยิ่งกว่าเก่า เยอะมากๆ!

ถ้าจะมาเที่ยวงานนี้เอง ขอแนะนำว่า ควรมองหาที่พักในย่าน Shiodome หรือไม่ก็ Shinagawa
จะสะดวกต่อการเดินทางจากโรงแรมที่พัก ไปถึง Tokyo Big Sight มากกว่า แต่ต้องยอมแลก
กับการใช้เวลาหลังงาน เดินเที่ยวในใจกลางกรุงโตเกียว ยากกว่า เพราะต้องใช้เวลาบนรถไฟ
นานกว่า

ไม่เช่นนั้น ในวันธรรมดา ที่ไม่ใช่รอบสื่อมวลชน ให้คุณหาทางมาลงรถไฟอะไรก็ตาม ที่
สถานี Tokyo Station แล้วเดินไปขึ้นรถ Free Shuttle Bus ที่ทางออก Marunouchi South Exit
ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น รถคันแรกจะออกจากสถานี เวลา 9.00 น.จะพาคุณไปส่งถึงที่
Tokyo Big Sight ในเวลา 35 นาที โดยประมาณ และรถคันสุดท้ายในแต่ละวัน จะออกจาก
Tokyo Big Sight ราวๆ 22.30 น. มาถึงสถานี Tokyo เวลา 23.00 น. เพื่อให้ทันก่อนที่รถไฟ
ทั้ง Tokyo จะหยุดวิ่ง ตอนเที่ยงคืนของทุกวัน (ซึ่งตอน 5 ทุ่มเนี่ยแหละ Tokyo หนะ คนจะ
ล้นหลามยิ่งกว่าตอนเช้ากันอีก เพราะต้องรีบแห่กันกลับบ้าน เพราะกลัวตกรถไฟกัน

หรือถ้าคิดจะเข้างานเลยในทันทีที่ลงจากเครื่องบิน ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า คุณจะนั่งเครื่องบิน
ของ การบินไทย หรือ ANA มาลงที่สนามบินใด? ถ้าลงที่สนามบินเก่า Haneda (เพิ่งจะ
Renovate ใหม่) ให้ใช้บริการ Limousine Bus หรือ Keihin Kyuko Bus ซื้อตั๋วแล้วบอกกับ
เจ้าหน้าที่ว่า ไป Tokyo Big Sight ใช้เวลาประมาณื 25 นาที

ถ้าลงสนามบิน Narita (ซึ่งอยู่ห่างไกลจาก Tokyo ไปพอสมควร ก็ต้องใช้เวลาเดินทาง
รวม 1 ชั่วโมง โดยซื้อตั๋ว Limousine Bus ลงที่ Tokyo Bay Ariake Washington Hotel
แล้วเดินเข้างานไปเลย ฝากกระเป๋าไว้ในตู้ล็อกเกอร์แบบหยอดเหรียญใน Tokyo Big Sight ก็ได้

แต่ถ้าจะเดินทางสะดวกที่สุด ก็คงเป็นรถไฟ สาย Rinkai หรือไม่ ก็คงเป็น รถราง Monorail
Yurikamome อันเป็นระบบรถรางอัตโนมัติแบบไร้คนขับในโซน Odaiba นั่นละครับ

และถ้าจะให้สะดวกยิ่งกว่า ก็ควรจะซื้อบัตรเติมเงิน SUICA ซึ่งเป็นบัตร Pre-paid IC Card
ต้องจ่ายเงินซื้อบัตรเป็นค่ามัดจำบัตร 500 เยน เติมเงินขั้นต่ำ 1,000 เยน (ผมจ่ายไปเลย
2,000 เยนในเบื้องต้น) บัตรนี้เป็นของ บริษัทรถไฟ JR East สะดวกมากสำหรับเดินทาง
ได้ ทั้งรถไฟของ JR East เอง หรือจะเป็นรถไฟของ Tokyo Metro เลยไปถึง KEIO และ
Yurikamome ด้วย ไม่เพียงเท่านั้น คุณยังสามารถใช้จ่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ Family Mart
หรือ Convinience Store รายอื่นๆ (คนญี่ปุ่นเรียก “Convini”) ได้อีกด้วย เรียกได้ว่านอกจาก
หมดปัญหาปวดกบาลเรื่องซื้อตั๋วรถไฟ เพราะอ่านภาษาญี่ปุ่นที่เครื่องไม่ออก (บางเครื่อง
มีภาษาอังกฤษแล้ว แต่ใช้ไม่ง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่เลย) ยังใช้แทนเงินสดได้ด้วย

ติดต่อซื้อบัตรที่สำนักงานขายตั๋ว Ticket Counter ได้ทุกสถานี แต่ควรศึกษาให้เรียบร้อย
ในเว็บไซต์ของเขาเสียก่อน ที่นี่ www.jreast.co.jp/e/pass/suica.html ส่วนการเติมเงิน
ก็เสียบบัตรในช่องเสียบ ที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ กดปุ่มเลือกภาษาอังกฤษบนหน้าจอ
ฝั่งขวามือ แล้วกดเลือกจำนวนเงินที่จะเติม (ขั้นต่ำ 1,000 เยน แต่ขอแนะนำว่า ถ้าอยู่
ญี่ปุ่นราวๆ 4-5 วัน เติมไปเลย 3,000 เยน ถ้าคิดว่าจะใช้รถไฟเยอะ หรืออาจหลงทาง)
จากนั้น อย่าลืม กดปุ่ม RECEIPT เพื่อรับใบเสร็จเป็นหน้าตาคล้ายตั๋วรถไฟแต่ใหญ่
กว่ากัน ออกมาด้วย เวลาใช้งาน ก็แค่ ใส่บัตรไว้ในกระเป๋าสตางค์ เวลาจะเดินผ่านช่อง
ทางเข้าสถานีรถไฟ ก็หยิบกระเป๋าสตางค์ (หรือโทรศัพท์มือถือบางรุ่น ที่สามารถเติม
เงินและเชื่อมต่อกับระบบ Suica ได้ด้วย) เอาไปแปะไว้กับเครื่องอ่าน IC Card พอจะ
ออกจากสถานี ก็ทำแบบเดียวกัน ระบบจะบันทึกเวลาเข้า – ออกจากสถานี และจำนวน
เงินที่เหลือในบัตรไว้ (ก็เหมือนระบบบัตร Smart Purse บ้านเรา ที่ตอนนี้ ไม่ค่อยฮิต
แล้วนั่นแหละครับ)

การเดินทาง ด้วยรถราง Monorail Yurikamome จากสถานีต้นสาย Shimbashi จะอยู่ที่
25 นาที แต่ถ้าเริ่มจากสถานีใกล้กว่ากันนิดเดียวอย่าง Shiodome ก็จะเหลือแค่ 22 นาที
นานพอกับที่คุณจะใช้เดินทางจาก สถานีรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช ไปถึงสถานี BTS ที่
สะพานควาย นั่นละครับ ถ้าคุณปวดหนักหรือเบา เขาจะมีห้องน้ำบริการกันแทบทุก
สถานี เหมือนเช่นสถานีรถไฟอื่นๆทั่วไปในญี่ปุ่น (แต่รถไฟฟ้าเมืองไทย ไม่มี)

ในช่วงขาไป ให้นั่งรถมุ่งหน้าไปทาง Daiba หรือ Toyosu อันเป็นสถานีปลายทาง
(ซึ่ง Toyosu นั้น กำลังเป็นพื้นที่พักอาศัยแห่งใหม่ ที่เริ่มได้รับความนิยมจากบรรดา
นักพัฒนาที่ดินมากขึ้น เพราะนอกจากตั้งอยู่ในเขต Tokyo New Port แล้ว ยังตั้งอยู่
ในบริเวณที่มีสถานีรถไฟ มุ่งหน้าตรงเข้าสู่ใจกลางกรุง Tokyo เพียงไม่กี่สถานี แถม
ยังเป็นพื้นที่ ค่อนข้างสงบเงียบอยู่ ราคาของที่ดินในย่านนี้ยังไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับ
บริเวณอื่นๆของ โตเกียว แต่มีแนวโน้มแพงขึ้นเรื่อยๆ)

รถรางจะต้องพาคุณข้ามสะพาน Rainbow Bridge ผ่านอาคารสำนักงานของ Shell
สถานีโทรทัศน์ Fuji Television (ผู้ผลิตละครทีวีญี่ปุ่นดังๆ ในเมืองไทยหลายเรื่อง)
โรงแรม Grand Pacific Le Daiba ห้างสรรพสินค้า Aqua และ ศูนย์รวมความบันเทิง
ทั้งโรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร ตู้เกม ฯลฯ ในชื่อ Mediage Entertainment Complex

ไม่เพียงเท่านั้น รถรางสายนี้ ยังผ่านสถานี Aomi อันเป็นที่ตั้งของ Meg@ Web ศูนย์
แสดงรถยนต์ Toyota ที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย ถ้าอยากจะแวะดูรถยนต์ เฉพาะ Toyota ให้
ฉ่ำปอด หรือแวะกด เครื่องขายแค็ตตาล็อกรถยนต์อัตโนมัติ (ราคาตอนนี้ ขึ้นเป็นเล่มละ
150 – 200 เยน ตามแต่ละรุ่นแล้วนะครับ) ก็ย่อมได้ เพราะบริเวณ Palette Town หรือ
กลายเป็นศูนย์การค้าชื่อ Venus Fort แห่งนี้ มีร้านอาหาร และแหล่งช้อปปิง มากมาย
(ห้องเสื้อ ZARA ก็มาเปิดสาขาที่นี่ตั้งหลายปีแล้ว) ซึ่งตั้งอยู่ก่อนถึงสถานีจุดหมาย
ของเรา นั่นคือ สถานี Kokusai-Tenjijo Seimon

ไม่ว่าจะใช้บริการรถไฟสาย Rinkai หรือ รถราง Monorail Yurikamome คุณก็จะต้อง
มาลงที่สถานี Kokusai-Tenjijo Seimon เหมือนกัน พอออกจากสถานีแล้ว เดินเลี้ยว
ไปทางขวา ตรงไปนิดเดียว ก็จะเข้าสู่พื้นที่ของ Tokyo Big Sight ได้ทันที วันที่อากาศ
หนาวเหน็บ ลมจะแรงเอาเรื่อง แต่พอเดินเข้าไปในอาคารแล้ว จะอุ่นครับ

Tokyo Big Sight มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Tokyo International Exibition Center มีความเป็นมา
ค่อนข้างยาวนาน ย้อนกลับไปยังเดือนมีนาคม 1956 ทางรัฐบาลญี่ปุ่นในเวลานั้น ได้ดำริให้มี
การจัดตั้ง คณะกรรมการ Tokyo International Trade Fair Commission เพื่อเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง
ของภาครัฐ ในการจัดงาน Tokyo International Trade Fairs และงานแสดงสินค้าอื่นๆ

ในเดือนเมษายน 1958 มีการก่อตั้ง บริษัท Tokyo International Trade Center Corp.จำกัด ที่
บริเวณพื้นที่จัดแสดงสินค้า Harumi Fairground อันเป็นสถานที่ซึ่งเคยใช้ในการจัดแสดง
งาน Tokyo Motor Show ต่อเนื่องหลายสิบปี

ด้วยพื้นที่อันคับแคบลงไปเรื่อยๆ ทำให้ เทศบาลมหานครโตเกียว กับ Tokyo International
Trade Center Corp. ตัดสินใจว่า จะต้องสร้างศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศกาลแห่งใหม่
ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเก่า บนพื้นที่ของ Odaiba จึงมีการประมูลและว่าจ้าง 8 บริษัทก่อสร้าง
ชั้นนำของญี่ปุ่น รวมทั้งบริษัท Hazama Corporation และ Shimizu Corporation เซ็นสัญญา
กับฝ่ายการคลังของเทศบาลมหานครโตเกียว เพื่อสร้างโครงการ Tokyo Big Sight นี้ขึ้นมา

การก่อสร้างเริ่มต้นเมื่อเดือนตุลาคม 1992 ใช้เวลานาน 3 ปี ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง อดีต
นายกเทศมนตรีมหานครโตเกียว Shunichi Suzuki ได้ทำพิธียกโครงสร้างอาคารห้องประชุม
ขนาด 6,500 ตัน ขึ้นสูงจากพื้นดิน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1994 และต้องใช้เวลาถึง 3 วันใน
การทำงานให้ลุล่วง ผ่านการควบคุมปั้นจั่นยักษ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อความแม่นยำ แล้ว
จึงมีการติดตั้งบันไดเลื่อนน้ำหนัก 250 ตัน เพื่อเชื่อมระหว่างชั้น 1 และ ชั้น 6 ของตัวอาคาร

Tokyo Big Sight ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม 1995 ด้วยงบประมาณ มูลค่าโครงการ
ทั้งหมดสูงถึง 40,392 ล้านเยน ในจำนวนนี้ 45 % ของทั้งหมด ถูกขายให้กับบริษัท Hazama
เมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ จึงมีการปิดตัว Harumi Fair Ground ในเดือนมีนาคม 1996 และใน
อีก 1 เดือนต่อมา Tokyo Big Sight ก็เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรก เมื่อเดือนเมษายน 1996 และ
เพิ่งมีการฉลองครบรอบ 15 ปี ไปเมื่อเดือน เมษายน 2011 ที่ผ่านมา

Tokyo Big Sight สร้างบนพื้นที่ขนาด 243,419 ตารางเมตร พื้นที่ส่วนอาคาร 141,700 ตารางเมตร
และมีพื้นที่รวมในแต่ละชั้นอาคาร 230,873 ตารางเมตร ประกอบด้วยอาคารใหญ่สูง 8 ชั้น โดย
วัดความสูงจากชั้นล่างสุด เพราะในความเป็นจริง ไม่มีชั้น 2 3 4 และ 5 สำหรับอาคารจัดประชุม
ซึ่งตจกแต่งด้วยกระจก และวัสดุประดับด้วยไทเทเนียม มีพื้นที่จัดแสดงใต้หลังคา ทั้ง 10 Hall
รวมกัน 80,660 ตารางเมตร และพื้นที่จัดแสดงกลางแจ้งอีก 9,000 ตารางเมตร

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับสถานที่จัดงานอีกอย่างหนึ่งคือ ที่นี่มีศูนย์เตือนภัยพิบัติ ทำงานตลอด 365 วัน
ไม่มีวันหยุด เพื่อจะแจ้งเตือนทั้งเหตุเกี่ยวข้องกับ แผ่นดินไหว คลื่นสึนามิ หรือภัยธรรมชาติ
อื่นใด (เนื่องจาก ตำแหน่งที่ตั้งของ Tokyo Big Sight อยู่ในเขต Tokyo Water Front ใกล้
ทะเลมากๆ นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าของที่ระลึก ศูนย์ Bussiness Center ที่มีครบทั้งเครื่องถ่าย
เอกสาร Fax คอมพิวเตอร์ ต่อเชื่อม Internet และศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตรา ครบวงจร มีการ
ใช้แผง Solar Cell ในการผลิตกระแสไฟฟ้า รวมทั้งมีการประดับด้วยพันธุ์ไม้เลื้อยๆ รอบๆ
อาคารจัดแสดง และหลังคา รวมทั้งมีร้านสะดวกซื้อ Family Mart และภัตตาคารอีกมากมาย

อาคารจัดแสดงฝั่ง East Hall นั้น ถูกแบ่งเป็น 6 Hall แต่ละ Hall มีขนาด 90 x 90 ตารางเมตร
มีหลังคาสูงถึง 31 เมตร เมื่อรวมพื้นที่ทั้งหมดแล้ว จะใหญ่โตโอ่โถงรโหฐาน อลังการมากถึง
8,000 ตารางเมตร กำแพงของแต่ละ Hall สามารถยกเปิดขึ้นเพื่อเชื่อมทางเดินให้ทะลุถึงกันได้

พื้นที่ของ East Hall จะเป็นพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ ค่าย Audi / Honda / Mazda / Maybach /
Mercedes-Benz / Mitsubishi / Nissan / Porsche / Renault / Smart / Subaru / Suzuki / และ
Volkswagen รวมทั้ง กลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ Commercial Vehicles ได้แก่ Hino / Isuzu /
Mitsubishi-FUSO / Nissan UD-Trucks / Hyundai / Volvo Trucks และรถจักรยานยนต์
ทั้ง Adiva / Honda / Kawasaki / KTM / Suzuki / Yamaha / Kymco

นอกจากนี้ยังจะมีการจัดแสดงในส่วนของผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ของญี่ปุ่น ล้อและยาง
ฯลฯ และผู้ผลิตรถยนต์ ประเภทพิเศษ ทั้ง Kanto Auto Works / Toyota Auto Body (เป็น
2 บริษัทในเครือ Toyota) / Nissan Shatai / Japan Auto Body Association ในกลุ่มหลังนี้
จัดแสดงภายนอกอาคาร East hall โดยพื้นที่ตรงกลาง จะมีทางเดินหลัก เชื่อมต่อในแต่ละ
ทางเข้าของแต่ละ Hall รวมทั้ง ทางขึ้นบันไดเลื่อนชั้น 2 ในโซนร้านอาหาร และภัตตาคาร
ซึ่งมีให้เลือกมากกว่าที่ Makuhari Messe อย่างมาก!

อีกฝั่งหนึ่ง พื้นที่ของ West Hall 1 กับ 2 จะเป็นพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ ค่าย Alpina / BMW / Citroen
Jaguar / Land Rover / MINI / Peugeot และยังเป็นพื้นที่สำหรับกลุ่ม Toyota รวมทั้ง Lexus
กับ Daihatsu แยกตัวจากบรรดาผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นค่ายอื่นๆ มาจัดแสดงใน West Hall อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง เครื่องจักรกลสำหรับการผลิตรถยนต์
และบริการสำหรับรถยนต์ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย รวมทั้งยังมีลานกิจกรรม และร้านขายของที่ระลึก

ส่วน West Hall 4 จะเป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการคมนาคม และขนส่ง
อัจฉริยะ Smart Mobility City 2011 (นครแห่งการเคลื่อนไหวแบบอัจฉริยะ 2011) ซึ่งทาง
สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งญี่ปุ่น (JAMA) ในฐานะผู้จัดงาน Tokyo Motor Show ได้จัดขึ้น
เพื่อให้ความรู้แก่เทคโนโลยียานพาหนะยุคใหม่ จากทุกค่าย เป็นมุมพิเศษ

ปีนี้ Press Center ย้ายขึ้นไปอยู่บน อาคารทรงสี่เหลี่ยม แบบคล้ายแท่นขุดเจาะน้ำมัน ต้อง
ขึ้นบันไดเลื่อนที่ยาวสุดลูกหูลูกตา จากชั้น 2 ไปยังชั้น 6 มีบริการ Internet Free Wi-Fi และ
Computer สำหรับใครที่ไม่ได้เอา Notebook มาด้วย โทรศัพท์ระหว่างประเทศ Fax ตู้ล็อกเกอร์
อาหารเที่ยงฟรี คนละกล่อง (ซึ่งผมไม่ได้กิน เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนผมว่า ซื้อกินเอา
รสชาติดีกว่า ราคาไม่แพงเกินไปด้วย) มีอาหารว่างให้ ช่วง บ่าย 3 โมงอีกต่างหาก และแน่นอน
มีบริการจัดส่งพัสดุฟรี ถ้าเป็นในประเทศญี่ปุ่น เปลี่ยนจาก Yamato มาเป็นเจ้าอื่น แต่ถ้าเป็น
ระหว่างประเทศ ยังคงเป็น DHL ที่ให้บริการฟรีเหมือนเดิม (แต่ต้องเสียภาษีปลายทางเองอยู่ดี)

เอาละ ร่ายมาตั้งเยอะ ได้เวลาจะพาคุณผู้อ่านเข้าชมบรรยากาศของแต่ละค่ายรถยนต์ในงานกัน
เสียที มาดูกันดีกว่า ว่าปีนี้ มีอะไรกระตุกต่อมความตื่นตาตื่นใจของคุณผู้อ่านให้ลุกวาวขึ้นมา
ได้บ้าง ผมว่าเยอะพอสมควรเลยนะปีนี้

อ้อ! คุณผู้อ่านอาจแอบสังเกตว่า งาน Tokyo Motor Show รอบ Press ไม่มีคนดูเลยหรืออย่างไร
ทำไมผมถ่ายรูปมา ติดรูปผู้คนน้อยมาก เหตุผลก็คือ ผมเดินทางไปถ่ายรูปในรอบสื่อมวลชน วันที่
1 ธันวาคม อีกครั้งหนึ่ง หลังจากเก็บข้อมูลในวันแรก (30 พฤศจิกายน) เสร็จหมดแล้ว เป็นวันที่
ผู้คนเดินกันน้อยมากๆ มีทั้งสื่อมวลชน และกลุ่มผู้ทุพลภาพ และบุคคล”พิเศษ” ทั้งหลาย ดังนั้น
จังหวะในการถ่ายรูป จึงมีมากกว่า และเก็บรายละเอียดได้เยอะกว่ามากๆ เท่านั้นเองครับ

————————————————————–

ALPINA

(East Hall)

ปีนี้ Alpina ยังคงเข้าร่วมงาน Tokyo Motor Show เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา และคราวนี้พวกเขา
มาพร้อมกับรถยนต์รุ่นใหม่ ที่ดัดแปลงสมรรถนะบนพื้นฐานของ BMW 6-Series นั่นคือ BMW
Alpina B6 Bi-Turbo Coupe ตัวถังยาว 4,894 มิลลิเมตร กว้าง 1,894 มิลลิเมตร สูง 1,377 มิลลิเมตร
วางขุมพลังเบนซิน V8 DOHC 32 วาล์ว 4,395 ซีซี หัวฉีด Turbo คู่ แรงจัดถึง 540 แรงม้า (PS) ที่
5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร (71.3 กก.-ม.) ที่ 3,000 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหลัง
ด้วยเกียร์อัตโนมัติ Alpina Switch Tronic น้ำหนักตัวรถ 1,870 กิโลกรัม

ตัวเลขสมรรถนะจากโรงงาน อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 4.4 วินาที ความเร็วสูงสุด
320 กิโลเมตร/ชั่วโมง สวมล้ออัลลอย 20 นิ้ว ลาย Alpina Classic Styling-III สวมด้วยยาง
Michelin Super Sport PSS ค่าตัว 19,850,000 เยน! เป็นเงินไทย ควรอยู่ที่เท่าไหร่ ให้เปลี่ยน
จากหน่วยค่าเงิน เยน เป็นบาท ก็แค่นั้น!

นอกจากนี้ยังมีรุ่น BMW Alpina B6 Bi-Turbo Cabrio เปิดตัวพร้อมกันด้วยขุมพลังเดียวกัน
แต่ราคาต่างกันพอสมควร แพงกว่ากันชัดเจน เสียดายที่ไม่ได้บันทึกราคามาด้วย

————————————————————–

Audi

(East Hall)

Audi เป็นค่ายรถยนต์เยอรมัน ที่เห็นความสำคัญของงาน Tokyo Motor Show เอาเรื่อง เพราะ
ในตลาดญี่ปุ่น Audi ขายรถไปได้เยอะ ไม่แพ้แบรนด์อย่าง Mercedes-Benz , BMW Volkswagen
และ Porsche เลยแม้แต่น้อย ในงานนี้ เมื่อปี 2003 2005 และ 2007 Audi นำรถยนต์ต้นแบบรุ่นที่
มีความสำคัญกับตน มาเปิดผ้าคลุมต่อสาธารณชนมาแล้ว รวม 3 ครั้ง (ยกเว้นปี 2009)

และคราวนี้ ในตอนแรก Audi จะเผยโฉม เวอร์ชันต้นแบบของ รถสปอร์ตขนาดเล็กยอดนิยมรุ่น TT
เจเนอเรชันต่อไปใน ชื่อว่า Audi TT Concept แต่ปรากฎว่า เอาเข้าจริงแล้ว Audi ก็เลือกที่จะนำเอา
รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ในตลาดโลก มากมายมาจัดแสดง พร้อมกับการ เปิดผ้าคลุม Audi A1 Sportback
สู่สายตาสาธารณชนอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในโลก หลังจากส่งข่าวและเผยภาพก่อนหน้านี้ ไม่กี่วัน

ความโดดเด่นของ Audi A1 Sportback ไม่เพียงแต่จะมีบานประตูคู่หลังที่เพิ่มเข้ามาจากตัวถังแบบ
Hatchback 3 ประตู แล้ว งานนี้ลูกค้ายังสามารถ เลือกสีหลังคาพร้อมสปอยเลอร์ท้ายทั้ง 3 เฉดสี ให้
เข้ากับสีตัวถังรถทั้ง 12 เฉดสี

ตัวถังยาว 3,940 มิลลิเมตร กว้าง 1,750 มิลลิเมตร สูง 1,420 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,470 มิลลิเมตร
ภาพรวม จะมีความกว้างและความสูงจะเหนือกว่า Audi A1 แบบ 3 ประตู เล็กน้อย จุดเด่นสำคัญ
อีกประการหนึ่งก็คือ Audi สามารถควบคุมน้ำหนักตัว A1 Sportback ไว้ที่ 1,065 กิโลกรัมในรุ่น
1.2 TFSI นั่นเป็นเพราะใช้เหล็กน้ำหนักเบาความทนทานสูงเป็นจำนวนมาก แต่จากที่ได้ลองนั่ง
บนเบาะหลังของรถรุ่นใหม่นี้แล้ว ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าหวังว่าผมจะ
หย่อนก้นลงไปนั่งในรถรุ่นนี้อีกเป็นอันขาด! อึดอัดชะมัดเลย

ขุมพลังมีให้เลือก 6 แบบ ได้แก่เครื่องยนต์เบนซิน 3 เครื่องและดีเซล 3 เครื่อง เริ่มจาก 4 สูบ
1.2 ลิตร TFSI 85 แรงม้า (HP) อัตราสิ้นเปลือง 5.1 ลิตร / 100 กิโลเมตร ตามด้วย 4 สูบ 1.4 ลิตร
TFSI จาก VW Golf และ Polo เลือกแรงได้ทั้งแบบ 122 แรงม้า (HP) หรือ 185 แรงม้า (HP)
แรงบิดสูงสุด 25.49 กก.-ม. อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร / ชั่วโมงภายใน 7 วินาที ความเร็วสูงถึง
227 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเริ่มต้นด้วยบล้อก 4 สูบ 1.6 ลิตร TDI ทั้ง 90 และ 105 แรงม้า (HP) จับคู่
เฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เท่านั้น อัตราสิ้นเปลือง 3.8 ลิตร / 100 กิโลเมตร ปล่อยไอเสีย
คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ CO2 ต่ำเพียง 99 กรัม / กิโลเมตร และแรงสุดกับ 4 สูบ 2.0 ลิตร TDI
143 แรงม้า (HP) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร / ชั่วโมงภายใน 8.5 วินาที อัตราสิ้นเปลือง 4.1 ลิตร /
100 กิโลเมตร

ระบบส่งกำลังมีให้เลือกหลากหลาย ตามแต่ละขุมพลัง ทั้งเกียร์อัตโนมัติ S Tronic 7 จังหวะ
สำหรับเครื่องเบนซิน 1.4 ลิตร 122 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร 90 แรงม้า, เกียร์
อัตโนมัติ Dual Clutch สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ 185 แรงม้า เป็นต้น

นอกจากนี้ Audi ยังเปิดตัว รถยนต์รุ่นพิเศษสำหรับตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ คือ Audi A1 โทนสี
Samurai Blue ซึ่งเป็นโทนสีเดียวกันกับ ลายเสื้อของนักฟุตบอลอาชีพ ที่ Audi เป็นผู้สนับสนุน
อยู่ในญี่ปุ่น รายได้จากการจำหน่าย A1 รุ่นนี้ จะสมทบทุนสู่การกุศล

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมี A1 eTron เวอร์ชันพลังไฟฟ้า มาจอดอวดโฉม และถูกกั้นคอกเอาไว้ อีกด้วย
ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน พร้อมแบ็ตเตอรีแบบ Lithium-ion 12 kWh 200V 102 แรงม้า (PS)
แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตัวถังหลายชิ้นทำจากวัสดุ
น้ำหนักเบาอย่าง Carbon Fiber

รถยนต์ที่เด่นสะดุดตาอีกคันหนึ่ง เป็นรถแข่ง Audi R18 TDI ที่เพิ่งลงแข่งขันในรายการ Le Mans
เมื่อเดือนมถุนายน 2011 ที่ผ่านมา ใช้โครงสร้างตัวถังเทคโนโลยีน้หนักเบา Ultra Light Weight
Technology วางขุมพลัง Diesel V10 DOHC 3.7 ลิตร TDI พ่วง Turbocharge และหัวฉีดจ่ายตรง
Direct Injection 540 แรงม้า (PS) พร้อมไฟหน้าแบบ LED

รวมทั้งยังมีรถสปอร์ต R8 GT Spyder สีฟ้า (ในภาพข้างบน) ขุมพลัง V10 DOHC 5.2 ลิตร FSI
วางกลางลำตัว 560 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 55.1 กก.-ม. เกียร์ Sequebtial Multi Gearbox แบบ
6 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง หลังคาผ้าใบ โครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา 214 กิโลกรัม

ส่วนรถยนต์รุ่นตลาดที่ออกจำหน่ายแล้วในญี่ปุ่น ที่นำมาจัดแสดงนั้น มีทั้ง Q3 ใหม่ล่าสุด (ขึ้นไป
ลองนั่งมาแล้ว ตำแหน่งคนขับ คือตำแหน่งที่ดีที่สุด ส่วนเบาะหลังนั้น ประตูทางเข้าค่อนข้างแคบ
เบาะหลังนังไม่ค่อยสบายนัก ถ้าขับคนเดียว Q3 อาจจะเหมาะ แต่ถ้ามีผู้โดยสารไปด้วยบ่อยๆ ซื้อ
รุ่น Q5 เถอะครับ) รวมทั้งQ5 HYBRID , S5 Sportback ,S7 Sportback , A8 L รุ่นฐานล้อยาว ขุมพลัง
W 12 สูบ DOHC 6.3 ลิตร FSI ขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro ไปจนถึง A6 HYBRID ขุมพลัง 2.0 TFSI
Turbo 211 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 35.7 กก.-ม. พ่วงระบบมอเตอร์ไฟฟ้า แบ็ตเตอรี Lithium-ion
และ A6 AVANT รุ่นล่าสุด ไฟหน้า สวยมากๆ
————————————————————–

BMW / MINI
(East Hall )

ปีนี้ BMW Group Japan ตั้งใจโปรโมท รถยนต์ต้นแบบแนวคิดใหม่ ตระกูล i ที่เตรียมจะผลิต
ออกสู่ตลาดในอีก 2 ปีข้างหน้า อย่างมโหฬาร แทบจะทุกสถานีรถไฟ จะต้องมีโปสเตอร์โฆษณา
ของ BMW i3 Concept และ i8 Concept แปะเอาไว้ เต็มไปหมด ยิ่งพอมาเจอรถคันจริงในวันงาน
ซึ่งถูกจัดแสดงแบบกั้นคอกกระจกบนพื้นที่พิเศษแล้ว เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนชาวญี่ปุ่น
และต่างชาติ (ซึ่งเคยเห็นรถคันนี้กันมาก่อนแล้ว) กันได้ชะงักนัก ทำเอาบรรดารถยนต์ตระกูล
Hybrid ในชื่อ ACTIVE HYBRID ทั้ง ซีรีส์ 7 และ ซีรีส์ 5 ที่นำมาจัดแสดงร่วมด้วยกันนั้น ถึงกับ
เหงาหงอยไปเลย

BMW i8 Concept มาในรูปลักษณ์ รถยนต์คูเป้ บานประตูปีกนก 4 ที่นั่ง ตัวถัง Carbon Plastic
น้ำหนักเบา ยาว 4,632 มิลลิเมตร กว้าง 1,955 มิลลิเมตร สูงเพียง 1,280 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว
2,800 มิลลิเมตร น้ำหนักตัว 1,480 กิโลกรัม วางขุมพลัง PLUG-IN HYBRID ที่สามารถเสียบ
ปลั๊กไฟ ชาร์จเข้ากับไฟบ้านได้เลย ล้อคู่หน้าขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 150 แรงม้า (PS)
แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ส่วนล้อคู่หลัง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน Turbo กำลัง
สูงสุด 164 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร เมื่อรวมทั้ง 2 ระบบเข้าด้วยกัน จะมี
พละกำลังสูงถึง 349 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร ถ้าใช้ EV Mode แล่นด้วย
ไฟฟ้าอย่างเดียว จะแล่นได้ไกล 35 กิโลเมตร ก่อนที่ระบบจะปรับกลับมาเป็น Hybrid
ทำงานตามสภาพการขับขี่จริง สลับกันระหว่าง เครื่องยนต์ และมอเตอร์ ตามรูปแบบ
Pararell Hybrid BMW มีกำหนดผลิต i8 เวอร์ชันจำหน่ายจริง ออกสู่ตลาดในปี 2013

ส่วน BMW i3 Concept เป็นรถยนต์แบบ City Commuter EV พลังไฟฟ้าล้วนๆ ตัวถังยาว
3,845 มิลลิเมตร กว้างถึง 2,011 มิลลิเมตร สูง 1,537 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร
4 ที่นั่ง 4 ประตู เปิดกางออกแบบตู้กับข้าว ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบ eDrive อยู่ที่ล้อคู่หลัง
พร้อมแบ็ตเตอรี Lithium-ion 170 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร อัตราเร่ง
0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 8 วินาที มีกำหนกดออกสู่ตลาดในปี 2013 เช่นกัน

พื้นที่ใกล้กัน บูธของ MINI ปีนี้ ก็ถือเป็นการนำเอาของเก่าในงานแสดงรถยนต์อื่นๆ มาฉายซ้ำ
เป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น ทั้ง 3 คันรวด ภายใต้บรรยากาศการจัดบูธที่มาในโทนสีดำ ตัดขาว และ
ประกอบด้วยสีสันฉูดฉาดในบางส่วนตามเคย

เริ่มกันที่ MINI COUPE ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการครั้งแรกในญี่ปุ่น
วันเดียวกัน และพร้อมกันกับในงาน Motor EXPO ที่เมืองไทย เท่ากับว่า นี่เป็น MINI รุ่นแรก
ที่คนไทย กับคนญี่ปุ่น ได้มีโอกาสจับจองเป็นเจ้าของพร้อมกัน เพราะเปิดตัวในทั้ง 2 ประเทศ
วันเดียวกันเป๊ะ (30 พฤศจิกายน 2011) ในงาน นำมาจัดแสดงเฉพาะคันสีน้ำเงินเพียงคันเดียว

ตัวรถยาว 3,740 มิลลิเมตร กว้าง 1,685 มิลลิเมตร สูง 1,380 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,465 มิลลิเมตร
วางขุมพลัง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.6 ลิตร 122 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด
160 นิวตันเมตร ที่ 4,250 รอบ/นาที และรุ่นพ่วง Turbo 184 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 5,000 รอบ/นาที เวอร์ชันเดียวกับที่เพิ่งอัพเดทไปใน
MINI รุ่น Cooper S Minorchange ช่วงปี 2009 อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐานของ
รัฐบาลญี่ปุ่น ในแบบ 10-15 Mode เดิม ได้ 20 กิโลเมตร/ลิตร แต่ถ้าเป็นมาตรฐานใหม่ JC08
จะทำได้ 17.6 กิโลเมตร/ลิตร ราคาขายในรุ่น Cooper S เกียร์ธรรมดา 3,390,000 เยน ส่วน
รุ่นเกียร์อัตโนมัติ 3,520,000 เยน

อีกคันหนึ่งเป็นรถต้นแบบสีเขียวสไตล์รถสปอร์ตอังกฤษยุค 60 นั่นคือ MINI PACEMAN
Concept
มาในสไตล์ Coupe Crossover SUV จัดแสดงในงานแสดงรถยนต์ต่างๆทั่วโลก
มาแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตัวรถยาว 4,110 มิลลิเมตร กว้าง 1,789 มิลลิเมตร สูง 1,541
มิลลิเมตร วางเครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.6 ลิตร Turbo แบบใหม่ ที่รีดกำลังได้ถึง
211 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุดมากถึง 400 นิวตันเมตร หรือ 40.8 กก.-ม. ขับเคลิ่อน 4 ล้อ
MINI ดำริจะทำ paceman ออกขายจริงภายใน ไม่เกิน 2 ปีข้างหน้านี้

นอกจากนี้ยังมีรถแข่ง MINI Countryman John Cooper Works WRC ที่จะเข้าร่วม
ลงแข่งรายการแรลลี WRC ตั้งแต่ฤดูกาลปี 2012 เป็นต้นไป มาจัดแสดงเอาไว้…บนชั้น 2

————————————————————–

CITROEN
(East Hall)

ในญี่ปุ่นนั้น แต่ก่อน Citroen มักใช้บริการบริษัท Trading Company หรือกลุ่มบริษัทธุรกิจทั้งหลาย
ให้ช่วยทำตลาดรถยนต์ของตนมาเรื่อยๆ ตั้งแต่กลุ่ม Seibu หรือแม้กระทั่ง Mazda Motor Corporation
ก็เคยทำตลาด Citroen ผ่านเครือข่ายจำหน่าย Eunos ของตน เมื่อช่วงปี 1990 – 1995 มาแล้ว แต่เมื่อ
ไม่ประสบความสำเร็จนัก Mazda ก็ยุติบทบาทที่ไม่จำเป็นนี้ออกไป

ดังนั้น PSA Group จึงจัดตั้ง Peugeot Citroen Japon Co.,ltd มาดูแลการทำตลาดรถยนต์ฝรั่งเศส
ของตน ทั้ง 2 แบรนด์ในญี่ปุ่นไปเลย ให้มันจบเรื่องจบราวกันไป ปัจจุบัน มีพนักงาน 112 คน
ทำงานดูแลการขายรถยนต์ทั้ง 2 แบรนด์ทั่วญี่ปุ่น ผ่านดีลเลอร์จำนวนหนึ่ง ไม่มากนัก

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในตลาดโลก ดูเหมือนว่า พักหลังมานี้ Citroen จะมุ่งเน้นการบุกตลาดด้วย
ตระกูล DS มากเป็นพิเศษ ราวกับตั้งใจให้รถยนต์ตระกูลนี้ เป็นตัวพลิกภาพลักษณ์ของ Citroen
ในตลาดโลกไปสู่ Premium Brand อย่างชัดเจนมากขึ้น

Tpkyo Motor Show ปีนี้ Citroen ก็เลยส่งรถยนต์ตระกูล DS – Line มาจัดแสดง ล้วนๆ 3 รุ่นรวด
เป็นรถยนต์ที่เคยเปิดตัวในตลาดอื่นๆมาแล้ว แต่ถือเป็นการโชว์ตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น เริ่มกันด้วย
Citroen DS5 Station Wagon มาดเฉี่ยว ล้ำสมัย และสะดุดตา ภายในห้องโดยสาร สัมผัสได้ว่า
หรูกว่า Citroen รุ่นอื่นๆ วัสดุที่ใช้ ค่อนข้างดี วางขุมพลังเดียวกับ Peugeot 508 เวอร์ชันญี่ปุ่น
เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,598 ซีซี พ่วง Turbocharger 156 แรงม้า (PS) ที่ 6,000
รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร (24.5 กก.-ม.) ที่รอบตั้งแต่ 1,400 – 3,500 รอบ/นาที
อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ไฮเทคมากมาย โดยเฉพาะ ระบบ Intelligent Traction Control และระบบ
LDWS กำหนดเปิดตัวทำตลาดจริงในญี่ปุ่น ปี 2012

คันถัดมา เป็นสีขาว Citroen DS4 Crossover Coupe SUV ที่เพิ่งออกสู่ตลาดโลกยังไม่ทันครบปี
และตอนนี้ เพิ่งเริ่มออกสู่ตลาดญี่ปุ่นมาได้ไม่นานนัก เริ่มมีลูกค้าแดนปลาดิบซื้อหาไปขับกันบ้างแล้ว
ภายในห้องโดยสาร หรูไม่แพ้ DS5 เรือนไมล์สีฟ้า มาตรวัดแบบ 3 วงกลม แต่ในรถคันที่จัดแสดง
ไม่ได้ติดตั้งระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS Navigation System มาให้ นัยว่า อาจต้องสั่งซื้อเครื่อง
GPS แบบ Portable เองต่างหาก แต่คันเกียร์ล้ำยุคมาก คนรัก Citroen น่าจะชอบทั้ง DS4 & DS5

ตัวรถยาว 4,275 มิลลิเมตร กว้าง 1,810 มิลลิเมตร สูง 1,535 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,610 มิลลิเมตร หนัก
1,400 กิโลกรัม วางขุมพลัง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร Turbocharger 200 แรงม้า (PS) ที่ 5,800
รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.0 กก-ม.ที่ 1,700 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

และคันสุดท้ายในบูธก็คือ DS3 Racing เป็นรุ่นแรงพิเศษสุดในบรรดา DS3 ทุกรุ่นย่อย และเป็น
รุ่นที่สื่อมวลชนยุโรปพากันยอมรับในสมรรถนะและความแรง เพราะเป็นรุ่นที่ถูกนำไปตกแต่ง
ต่อเป็นรถแข่งในรายการแลลีโลก WRC ซึ่งรุ่นนี้ DAD ยนตรกิจเอง ก็สั่งเข้ามาขายในบ้านเราแล้ว
เพียง 3 คัน ด้วยราคา 2.8 ล้านบาท โดยประมาณ แต่ขอแนะนำว่า เป็นรถที่ควรจะซื้อมาขับคนเดียว
หรือนั่งแค่ 2 คนเท่านั้น เพราะเบาะคู่หน้า มีขนาดใหญ่มาก แทบจะไม่เหลือพื้นที่วางขาสำหรับ
ผู้โดยสารด้านหลังเลย

ตัวรถยาว 3,965 มิลลิเมตร กว้าง 1,715 มิลลิเมตร สูง 1,455 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,455 มิลลิเมตร หนัก
1,165 กิโลกรัม วางขุมพลัง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร Turbocharger 207 แรงม้า (PS) ที่ 6,000
รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.0 กก-ม.ที่ 2,000 – 4,500 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยเกียร์ธรรมดา
6 จังหวะ ยาง 215/40 R18

————————————————————–

DAIHATSU

(West Hall)

ในเมื่อเป็นบริษัทในเครือเดียวกับ Toyota และถือเป็นคู่รักคู่แค้นในตลาดรถยนต์ขนาดกระทัดรัด
K-car หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า Kei-Jidosha เครื่องยนต์ไม่เกิน 660 ซีซี ไม่เกิน 64 แรงม้า (PS) กับ
Suzuki ดังนั้น ในปีนี้ Daihatsu Motor ก็ทุ่มทุนทรัพย์ จัดทัพรถต้นแบบ มาอวดกันมากถึง 3 คัน
ซึ่งจะว่าไปแล้ว สำหรับงานแสดงรถยนต์ในบ้านตัวเองแบบนี้ ตัวเลข 3 คัน ก็ถือเป็นค่าเฉลี่ยที่
ทุกค่าย มองว่า กำลังดี

Daihatsu D-X

งาน Tokyo Motor Show แทบทุกปี เรามักจะได้เห็น Daihatsu พยายามเข็นรถยนต์ต้นแบบ ตัวถัง
เปิดประทุน ออกมาให้ได้ชมกันตลอด และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน D-X มีความแตกต่างจากรถสปอร์ต
เปิดประทุนทั่วไป ด้วยรุปลักษณ์ที่ แข็งกร้าว และดุดัน ด้วยโป่งข้างเหยือซุ้มล้อทั้ง 4 เป็นสีดำด้าน
ตัวถังทำจาก Resin ดังนั้น จึงสามารถถอดสลับสับเปลี่ยนสีได้ตามใจชอบ หรือจะเปลี่ยนชิ้นส่วน
ตัวถังด้านท้าย ให้เป็นรถสปอร์ตแวกอน รถยนต์คูเป้หลังคาแข็ง ลุยป่าได้ หรือจะเป็นรถแข่งหลังคา
เปิดประทุนแบบ Spyder 2 ที่นั่ง แถมยังมี ห้องโดยสารที่ดุดันในสไตล์ Spartan feeling จนชวนให้
สงสัยว่า ตกลงนี่ จะเอาไว้ลุยป่าลุยเขากันด้วยเลยใช่ไหม?

แนวคิดนี้ ชวนให้นึกถึงการนำ Daihatsu Copen รถเปิดประทุนหลังคาแข็งพับได้ด้วยไฟฟ้า มายำ
รวมกับ Isuzu VehiCross ปี 1997 แล้วผสมกับแนวคิดเปลี่ยนเปลือกตัวถังได้ของ Mazda Autozam
AZ-1 ในปี 1992 เล่นเอาสนุกกันไปเลย

ตัวถังยาว 3,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,475 มิลลิเมตร สูง 1,275 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,230 มิลลิเมตร
ติดตั้งเครื่องยนต์แบบ 2 สูบ DOHC 8 วาล์ว 660 ซีซี พ่วงด้วย Turbocharger 64 แรงม้า (PS) ที่
6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.2 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้า ตามพิกัดรถยนต์
K-Car สวมยางขนาดประหลาด 165 / 50 R17

Daihatsu PICO
เป็นรถยนต์ในแนว Personel Mobility Commuter แบบ 2 ที่นั่ง พลังไฟฟ้า EV สำหรับการใช้งาน
ในเมือง ระยะใกล้ๆ และสำหรับธุรกิจที่ต้องมีการขนส่งสินค้าในระยะทางสั้นๆ เช่น SME ร้าน
ดอกไม้ ร้านพิซซ่า เป็นต้น

ตัวรถยาว 2,400 มิลลิมตร กว้างแค่ 1,000 มิลลิเมตร สูง 1,530 มิลลิเมตร ฐานล้อ 1,815 มิลลิเมตร
การขับขี่ ต้องมี บัตร Smart card แตะกับอุปกรณ์รับสัญญาณ หน้าจอแสดงข้อมูล คล้ายโทรศัพท์
Smart Phone จะทำงาน ตำแหน่งนั่งขับอยู่ตรงกลาง มีระบบอินเตอร์เน็ตสื่อสารกับโลกและผู้คน
ในครอบครัว ได้ตลอดเวลา และมีสัญญาณข้อความ แจ้งให้รถคันที่ตามมา หรือแล่นขนาบข้าง
ทราบว่าเราใช้ความเร็วเท่าไหร่ แจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้านหลัง ถึงอุบัติเหตุ หรือสถานะของเราว่า
กำลังจะเดินทางไปในทิศทางใด

เบาะนั่งด้านหน้า และหลัง ออกแบบให้สะดวกต่อการใช้พื้นที่อย่างจำกัด สะดวกต่อการเข้า-ออก
จากตัวรถ และมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ Driving assistance with advanced radar คอยเตือนเมื่อเสี่ยง
ต่อการเกิดอุบัติเหตุ และขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จากมอเตอร์ ในรูปแบบรถไฟฟ้าเต็มขั้น EV

Daihatsu FC Sho Case
ตัวถังยาว 3,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,475 มิลลิเมตร สูง 1,900 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,450 มิลลิเมตร
เป็นรถตู้ ขุมพลัง Fuel Cell ที่ติดตั้งเทคโนโลยี Compact Rare Metal-Free liquid Fuel Cells สำหรับ
รถยนต์ขนาดเล็ก อันเป็นเทคโนโลยีของ Daihatsu เอง มีขนาดเล็ก กระทัดรัด ต้นทุนของ Fuel Cell
Stack ต่ำ และใช้ ก๊าซไฮโดรเจนเหลว เป็นเชื้อเพลิง ช่วยให้แล่นได้ในระยะทางไกลขึ้น พื้นตัวถัง
ออกแบบใหม่ เปิดกว้างสู่การออกแบบโครงสร้างตัวรถ ได้อิสระมากยิ่งขึ้น มีพื้นที่ใช้สอยเยอะขึ้น
จากพื้นตัวถังที่แบนราบ และซ่อน Fuel Cell Stack ไว้ใต้พื้นรถ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า PMfLFC 35 กิโลวัตต์
พร้อมแบ็ตเตอรีแบบ Lithium-ion และยางขนาด 165 /55 R15

นอกจากรถต้นแบบทั้ง 3 คันแล้ว ยังมีรถยนต์รุ่นที่ทำตลาดเฉพาะในญี่ปุ่น มาจัดแสดงกันอีกหลายคัน
ทั้ง Daihatsu Mira e:S ซึ่งถือว่าเป็นน้องเล็กรุ่นล่าสุดที่มีความประหยัดเทียบเท่ากับรถยนต์ Hybrid ทั้ง
ในเรื่องระยะทางแล่น อัตราสิ้นเปลือง ประหยัดสุดๆ 30 กิโลเมตร/ลิตร (ตามมาตรฐาน JC08 ของทาง
รัฐบาลญี่ปุ่น) และค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของตลอดอายุการใช้งาน นี่คือพัฒนาการต่อเนื่องมาจากรถยนต์
ต้นแบ Daihatsu e:S ในงาน Tokyo Motor Show ครั้งที่แล้ว เป็นเวอร์ชันจำหน่ายจริง

ตัวถังยาว 3,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,475 มิลลิเมตร สูง 1,500 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,455 มิลลิเมตร
วางขุมพลัง KF 4 สูบ DOHC 12 วาล์ว 658 ซีซี 52 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 6.1
กก.-ม.ที่ 5,200 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ความจุถังน้ำมัน 34 ลิตร รัศมี
วงเลี้ยว 4.4 เมตร ราคาตั้งแต่ 795,000 – 1,220,000 เยน

นอกจากนี้ บนพื้นที่บูธยังอุดมไปด้วยรถยนต์ขนาดเล็ก พิกัด K-Car อีกหลายรุ่นที่น่าสนใจ และ
ควรจะแวะเข้าไปชม เพราะจะมีขายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก เท่านั้น อาทิ Daihatsu Move
รถเล็กสไตล์กึ่ง Minivan ไปจนถึง รถตู้ Minivan ทรง Tall Boy รุ่นขายดี Daihatsu Tanto ประตู
บานเลื่อนไฟฟ้า ไร้เสากลาง B-Pillar ฝั่งซ้าย (คันสีขาว) รวมทั้ง Daihatsu Tanto WELCOME
SEAT รุ่นติดตั้งเบาะพิเศษเพื่อผู้ทุพลภาพ (คันสีเขียวอ่อน) กับ Daihatsu Tanto Exe Custom
(คันสีม่วง) Daihatsu Mira Cocoa (คันข้างบนนี้ สีเขียวอ่อน) และ Daihatsu Copen เปิดประทุน
หลังคาพับได้ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า
————————————————————–

HINO

(East Hall)

ผู้ผลิตรถบรรทุก และรถเพื่อการพาณิชย์ ในเครือของ Toyota เข้าร่วมงานเหมือนเช่นที่เคย
ปฏิบัติมาทุกปี (ที่เป็นปีของรถบรรทุก) โดยในปีนี้ นำเสนอภายใต้แนวคิด Friendlier and
more convinience for people and their daily life. หรือ “เป็นมิตรและสะดวกสบายต่อทั้ง
ผู้คนและการใช้ชีวิตของพวกเขา”

แต่เห็นจะเป็นผู้ผลิตรถบรรทุก ก็ใช่ว่าจะไม่มีรถต้นแบบมาโชว์กับเขาเลย ปีนี้ Hino นำ
รถตู้พลังไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) ในชื่อ Hino eZ Cargo ซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ใน
การขับเคลื่อน จึงไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ขณะขับขี่เลย อีกทั้งเสียงก็ยังเงียบ
ใช้โครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา มีพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างใหญ่ พร้อมพื้นรถแบบ Fully
Flat cargo area เหมาะกับการขนส่งสินค้า และพัสดุ ในเขตเมือง

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรถบรรทุกขนาดเล็ก Hino Dutro รุ่นเปลี่ยนโฉม Full Modelchange
ใหม่ ครั้งแรกในรอบ 12 ปี คราวนี้ มาพร้อมกับ รถต้นแบบ Hino Dutro Hybrid ที่ออกสู่
ตลาดญี่ปุ่นแล้วในตอนนี้ โดยจะประหยัดเชื้อเพลิงกว่ารถรุ่นเดิมถึง 50 % และถ้ามีการ
ชาร์จแบ็ตเตอรี จนถึงระดับ 4 (ของระบบ) แล้ว รถจะแล่นได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดย
ไม่ต้องใช้เครื่องยนต์เลย จนกว่าไฟในแบ็ตเตอรี จะเริ่มลดต่ำลงนั่นเอง

อีกทั้งยังมี Hino Dutro Plug-in Hybrid PHV มาจัดแสดงด้วย ยังไม่พร้อมจำหน่าย แต่
ใช้แนวทางเหมือนกับรถยนต์ PHV ทั่วไป คือเสียบปลั๊กชาร์จไฟในแบ็ตเตอรีเข้ากับ
ไฟฟ้าในบ้านได้เลย ถ้าแล่นในระยะทางไม่ไกล ใช้ไฟฟ้า ส่งให้มอเตอร์ขับเคลื่อนรถ
แต่ถ้าระยะทางไกลๆ ระบบจะทำหน้าที่ในแบบ รถบรรทุก Hybrid ทั่วไป

ไม่ใช่แค่รถบรรทุกที่ติดตั้งระบบ Hybrid แต่ Hino ยังก้าวไปอีกขั้น ด้วยการทำรถโดยสาร
ขนาดใหญ่ในชื่อ Hino Selega Hybrid Premium มาจัดแสดงด้วย นอกจากจะโดดเด่นใน
เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนแบบ Hybrid แล้ว ยังให้ความสบายแก่ผู้โดยสาร อย่างเป็นเลิศ
ตกแต่งภายใน จนใกล้เคียงกับ ที่นั่งชั้น Bussiness Class และ First Class ในเครื่องบิน มี
หน้าจอ Entertainment ส่วนตัว ทุกที่นั่งอีกด้วย!

นอกจากนี้ ยังมีรถบรรทุกขนาดยักษ์ Hino 700 Series Dump Truck และรถบรรทุกแข่ง
Hino Ranger 500 Series ที่ใช้ในการแข่งขันรายการแรลลีสุดหฤโหด Dakar Rallye
Hino เข้าร่วมรายการนี้มาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว และในปีหน้า Hino ก็เป็นผู้ผลิตรถบรรทุก
เพียงรายเดียวที่จะเข้าร่วยมรายการนี้ด้วยเช่นกัน

————————————————————–

HONDA

(East Hall)

บูธ Honda ในปีนี้ นำเสนอชีวิตแห่งความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นของโลกอนาคต ภายใต้แนวคิด
“What makes people feel good?” (สิ่งใดทำให้ผู้คนรู้สึกดี) โดยรถยนต์ จักรยานยนต์ และพาหนะ
ที่นำมาแสดง มุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า ออกแบบมาเพื่อการขับเคลื่อนที่สะดวกง่ายดาย
สำหรับเมืองใหญ่ๆแห่งอนาคต ตลอดจนเพื่อการเดินทางระยะกลาง -ไกลที่ช่วยเติมเต็มชีวิต ขยาย
พรมแดนอิสรภาพและความสนุกในการเดินทางในขณะเดียวกัน รวมทั้งรถยนต์สปอร์ตรุ่นต่างๆ
สำหรับผู้ที่แสวงหาความสนุกสนานในการขับขี่

พอเดินเข้าไปในบูธ คุณจะได้ยินเสียงเพลง และการแสดงบนเวที ด้วยเพลง It’s Small World อันเป็น
เพลงประจำของ Disneyland เป็นเพลงที่ถูกใช้ในงานโฆษณา รถยนต์ขนาดเล็ก รูปทรง Tall Boy
รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ Honda สร้างขึ้น เพื่อตลาดกลุ่ม Kei-Jidosha (K-Car 660 ซีซี) ในญี่ปุ่น โดยเฉพาะ
รถรุ่นนี้ ใช้ชื่อว่า Honda N BOX เปิดตัวในงานนี้เป็นครั้งแรกในโลก

เขาตั้งชื่อกันง่ายๆ แบบนี้ก็จริง แต่ตัวอักษร N จะสื่อความหมาย มาจาก 4 คำ 4 ความหมาย ทั้งคำว่า
New,Next, Nippon,และ Norimono คำอื่นๆ พอเดาได้ว่า มาจาก ความสดใหม่ การมองไกลสู่อนาคต
และเพื่อคนญี่ปุ่น แต่คำสุดท้ายนั้น แปลว่าอะไร ขนาดเอกสาร Press Release ของ Honda ในภาษา
อังกฤษ ก็ยังไม่มีบอกเอาไว้ สงสัยต้องไปหามาเพิ่มเติมแล้วแหะ

จุดเด่นของ รถยนต์ K-Car ทรง Tall Boy คันนี้ อยู่ที่ การจัดพื้นที่ในห้องโดยสาร ให้มีขนาดใหญ่
ตามสไตล์ Honda ซึ่งเน้น ปรัชญา Man maximum , Machine Minimum ห้องโดยสารของ N Box
จึงมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดา K-Car ทุกคันที่ขายในญี่ปุ่นตอนนี้ ใหญ่จนพอจะขนรถไฟฟ้า
สำหรับผู้สูงอายุ ไปไว้ท้ายรถได้สบายๆ

ตัวรถยาว 3,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,475 มิลลิเมตร สูง 1,770 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,520 มิลลิเมตร
วางเครื่องยนต์ รหัส S07A บล็อก 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 658 ซีซี รุ่นธรรมดา 58 แรงม้า (PS) ที่
7,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 6.6 กก.-ม.ที่ 3.500 รอบ/นาที ส่วนรุ่น Turbocharger จะแรง
ชนพิกัดกฎหมายญี่ปุ่น 64 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.8 กก.-ม.ที่ 2,600
รอบ/นาที มาพร้อมเทคโนโลยี Idling Stop ดับและติดเครื่องยนต์ได้เองขณะรถติด

ระบบกันสะเทือนหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัต หลังทอร์ชันบีม ในรุ่นขับล้อหน้า ส่วนรุ่นขับ 4 ล้อ
จะเป็นแบบ De Dion ตามปกติของรถ K-Car ในญี่ปุ่น ระบบเบรกหน้าดิสก์หลังดรัม มี ABS
EBD มาให้ แถมในบางรุ่นจะมีระบบควบคุมเสถียรภาพ VSA ระบบค้างรถบนทางชัน Hill
Start Assist กุญแจ Smart Key พร้อมปุ่ม Push Start เครื่องปรับอากาศ Auto Cruise Control
และสวิชต์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัยมาให้อีกด้วย เรียกได้ว่า จัดเกินพิกัดกันก็คราวนี้

N Box และ เวอร์ชันดุ N Box Custom จะออกสู่ตลาดญี่ปุ่น 16 ธันวาคมนี้ หลังจากนั้น ก็จะถึง
คิวของ Honda N Concept 4 ซึ่ง ไม่มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมใดๆทั้งสิ้น จู่ๆ พี่เขาก็มาจอดนิ่งๆ
ดูงุนงง บนเวที ควบคู่กับ N Box กันดื้อๆ สิ่งที่เราเห็นจากคันจริงก็คือ รถคันนี้มีแรงบันดาลใจ
จาก Honda N360 รถยนต์นั่งคันแรกที่ Honda ทำออกมาขาย ช่วงปี 1963 และเคยเป็นรถยนต์
ต้นแบบ 3 ประตู มาแล้วในงาน Tokyo Motor Show 2009 แต่คราวนี้ มาในมาด 5 ประตู แถม
หน้าตายังน่ารักดี และมีบั้นท้ายที่ดูลงตัวมาก จนอยากจะยกบั้นทายแบบนี้ไปไว้ใน Honda Brio
เสียนี่กะไร!

ถ้าเห็นคันจริงกันถึงขนาดนี้ กำหนดเปิดตัวออกสู่ตลาดญี่ปุ่น ก็คงจะเกิดขึ้นในปี 2012 แน่นอน

นอกเหนือจาก N Box และ N Concept 4 แล้ว Honda ยังเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ อีก 1 รุ่น ในงานนี้
นั่นคือ Honda CR-V ใหม่ เจเนอเรชันที่ 4 ซึ่งรูปลักษณ์ก็เป็นไปตามภาพถ่าย Spyshot ที่เราเห็นกัน
มาก่อนหน้านี้ เปิดตัวในญี่ปุ่น 28 พฤศจิกายน 2011 และนำมาจัดแสดงที่งานนี้ ทันที

ตัวรถยาว 4,535 มิลลิเมตร กว้าง 1,820 มิลลิเมตร สูง 1,685 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,620 มิลลิเมตร ใน
ญี่ปุ่น มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย 2 ขุมพลัง นั่นคือรหัส R20A บล็อก 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,997 ซีซี
150 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.5 กก.-ม.ที่ 4,300 รอบ/นาที เชื่อมด้วยเกียร์ CVT
และรหัส K24A 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,354 ซีซี ปรับปรุงใหม่ นิดหน่อย เป็น 190 แรงม้า (PS) ที่
7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.6 กก.-ม.ที่ 4,400 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะเหมือนเดิม
รุ่น 2.0 G ขายราคา 2,480,000 เยน รุ่น 2.4 G ขาย 2,750,000 เยน

เมื่อลองขึ้นไปนั่งดูทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง ผมพบว่า ตำแหน่งการนั่งเบาะคนขับ และเบาหลัง
มันแทบไม่ได้แตกต่างไปจาก CR-V รุ่นปัจจุบันเลย ดีกว่ากันแค่ว่า เบาะหลัง นุ่มขึ้นนิดนึง อาจ
เพราะเป็นผ้าหุ้มเบาะและฟองน้ำที่นุ่มกว่าเดิมนิดเดียว ไม่เยอะนัก สิ่งที่เปลี่ยนไป มีแค่รูปทรง
ของแผงหน้าปัด และหน้าตาของสวิชต์ต่างๆ แค่นั้นเลย

ใครใช้ CR-V เดิมอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนรถเป็นรุ่นใหม่ครับ ตำแหน่งต่างๆ บรรยากาศต่างๆ เหมือน
รุ่นเดิมเลยแม้แต่ตำแหน่งเบาะคนขับ ปรับต่ำสุด และระยะห่างตามปกติแล้ว ผบพบว่า มันเหมือนเดิม
“เป๊ะ” สรุปว่า สิ่งที่ควรเปลี่ยนคือ เสา D-Pillar และ ไฟท้าย แค่นั้น ฝาท้าย ไม่ต้องเปลี่ยน! ลงตัวแล้ว

กำหนดเปิดตัวในเมืองไทยนั้น ณ วันนี้ เร็วที่สุด ก็คือ กลางปี 2012 รอให้ Honda กู้โรงงานตัวเอง
ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อยุธยา ให้เสร็จ และเร่งเปิดตัว Civic ใหม่ ออกมาให้ได้เสียก่อน

ด้านรถยนต์ต้นแบบ คราวนี้ Honda ส่งมาจัดแสดง 3 คัน ที่เหลือ จะเน้นจักรยานยนต์มากกว่า
รายละเอียดต่างๆ มีดังนี้

HONDA AC-X
พระเอกของบูธ อยู่ที่รถยนต์ต้นแบบ Honda AC-X ซึ่งใช้เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน Plug-in Hybrid
ที่ให้ความรื่นรมย์ในการขับขี่ ทั้งในเขตเมืองและระยะไกล พร้อมทั้งความสะดวกสบาย และความ
ประหยัด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลู่ลมด้วยค่า Cd ต่ำมากเพียง 0.21 เท่านั้น

ตัวรถยาว 4,700 มิลลิเมตร กว้าง 1,820 มิลลิเมตร สูง 1,400 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร วาง
ขุมพลังเบนซิน 1.6 ลิตร 95 กิโลวัตต์ ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า 120 กิโลวัตต์ เติมน้ำมันครั้งหนึ่ง
แนได้ 1000 กิโลเมตร โดยประมาณ ความเร็วสูงสุดในโหมด EV 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง (ย้ำว่า
โหมด EV นะครับ ไม่ใช่ความเร็วที่ตัวรถทั้งระบบทำได้นะ) มาพร้อม “โหมดขับขี่ด้วยเครื่องยนต์”
ให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถเอง และ“โหมดการขับแบบอัตโนมัติ” เพื่อการขับแบบผ่อนคลาย ไฟ LED
รอบคัน ทั้งหน้า – ข้าง – หลัง พวงมาลัยเป็นแบบ คันบังคับเครื่องบิน joystick

มีแนวโน้มอยู่บ้างว่า AC-X อาจเป็นต้นแบบให้กับ Honda Accord รุ่นต่อไป

HONDA EV Ster
ต้นแบบของรถสปอร์ตขนาดเล็ก พลังมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ EV (Electric Vehicle) รุ่นใหม่ที่ Honda
วางแผนจะผลิตขึ้นมาจำหน่ายจริงในอีกราวๆ 2 ปีข้างหน้า ตัวรถยาว 3,570 มิลลิเมตร กว้าง 1,500
มิลลิเมตร สูง 1,100 มิลลิเมตร านล้อ 2.325 มิลลิเมตร เห็นแบบนี้ รู้ได้เลยว่า เวอร์ชันขายจริง คงจะ
มีตัวถังในพิกัด K-Car 660 ซีซี แน่นอน

ขับเคลื่อนด้วย มอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมแบ็ตเตอรี Lithium-ion 10 kWh 58 กิโลวัตต์ ชาร์จไฟ 200 V เต็ม
ใน 3 ชั่วโมง ไฟ 100 V เต็มใน 6 ชั่วโมง ระยะทางแล่นได้ 160 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง อัตราเร่ง
0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 5 วินาที (อ่านไม่ผิดครับ) ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง

HONDA MICRO COMMUTER CONCEPT
เป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด แบบ 4 ล้อเล็ก นั่งได้ 3 คน สำหรับการใช้งานในเมือง หรือ
ในระยะทางใกล้ๆ มีรูปลักษณ์ภายนอกล้ำสมัย เปิดโอกาสให้เจ้าของสามารถตกแต่งอุปกรณ์เพิ่มเติม
ในสไตล์ตัวเองได้เต็มที่

ตัวรถยาว 2,500 มิลลิเมตร กว้าง 1,250 มิลลิเมตร สูง 1,430 มิลลิเมตร ฐานล้อ 1,860 มิลลิเมตร ขับเคลื่อน
ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมแบ็ตเตอรี Lithium-ion 16.7 kWh อัตราเร่ง 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 7.4 วินาที
แต่ความเร็วสูงสุด แค่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้น ชาร์จไฟครั้งหนึ่ง แล่นได้ 60 กิโลเมตร ตัวรถสามารถ
เปลี่ยน Theme โทนสีภายนอกได้ ผ่านโทรศัพท์มือถือ Smart Phone หน้าจอ และระบบนำทางแสดงขึ้น
บนกระจกหน้ารถกันเลยทีเดียว

ถือเป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยและพัฒนารถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ในกลุ่ม Honda ช่วยให้
รถยนต์รุ่นนี้สามารถบรรทุกรถจักรยานยนต์ MOTOR COMPO EV ได้อย่างสบาย

HONDA MOTOR COMPO EV
ในยุคปี 1981 Honda เคยทำรถจักรยานยนต์ขนาดกระทัดรัด MOTO COMPO สำหรับบรรทุกใส่
ท้ายรถ Honda City Hatchback รุ่นแรกมาแล้ว วันนี้ Honda นำแนวคิดรถจักรยานยนต์สองล้อ แบบ
พกพาได้ กลับมาอีกครั้ง โดยเปลี่ยนขุมพลังจากเครื่องยนต์สันดาป มาขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
แบบ EV (Electric Vehicle) แทน ขนาดกะทัดรัดขับขี่ง่าย และให้ประโยชน์ใช้สอยแม้ในขณะที่
ไม่ใช้งาน สามารถบรรทุกใส่ในรถ MICRO COMMUTER CONCEPT ได้อย่างสบาย โดยแบตเตอรี่
ของ MOTOR COMPO สามารถถอดออกได้ และใช้เป็นแหล่งพลังงานในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

HONDA TOWNWALKER
พาหนะสำหรับผู้สูงวัย เพื่อการเดินทางระยะสั้นๆ ในเมือง ที่ให้ความคล่องตัวและการขับขี่ที่เรียบง่าย
ใช้งานได้อย่างสบาย อีกทั้งสามารถบรรทุกใส่ในรถยนต์ได้ง่ายด้วยการพับแผงคันบังคับด้านหน้าและ
ที่นั่งเก็บขึ้นได้

HONDA E-CANOPY
รถจักรยานยนต์ 3 ล้อเล็ก พร้อมหลังคา แนว Commuter Transportation แห่งอนาคต ทำงานเงียบและ
นั่งสบาย พัฒนาขึ้นมาจากการนำระบบ EV ไปติดตั้งบนรถสกูตเตอร์สามล้อ รถรุ่นนี้เหมาะสำหรับ
ใช้งานส่วนตัวและงานธุรกิจ เช่น การส่งของ โดยสามารถติดตั้งที่เก็บของด้านหลัง

HONDA RC-E
รถจักรยานยนต์แบบ Super Sport ขุมพลังไฟฟ้า EV ที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขัน ติดตั้งมอเตอร์
ไฟฟ้า มีสมรรถนะและขนาดตัวถัง เทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์แข่ง พิกัดเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี

ในพื้นที่อื่นๆ ที่เหลือ Honda ยังนำเอา Honda FCX Clarity มาจอดแสดงไว้ ควบคู่กับ สกูตเตอร์พลังไฟฟ้า รุ่น
Honda EV-NEO ที่กำลังผลิตออกสู่ตลาดญี่ปุ่นในตอนนี้

รวมทั้ง Honda FIT EV รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ ที่เคยเปิดตัวในงาน L.A Auto Show เมื่อปี 2010
มาจัดแสดงอีกรอบหนึ่ง พร้อมกับตู้ชาร์จไฟฟ้า ติดตั้งได้ทั้งในบ้าน หรือสถานที่สาธารณะ

สำหรับรถยนต์รุ่นที่ทำตลาดกันอยู่แล้ว Honda ก็นำมาจัดแสดงกันเกือบครบ ทั้ง Honda Fit Hybrid คัน
สีเขียว Honda Insight Exclusive 1.5 Hybrid IMA (ในญี่ปุ่นมีรุ่น 1.3 Hybrid IMA ด้วย) CR-Z สีเหลือง
จำนวนจำกัด ผลิตถึงแค่ เดือนมีนาคม 2013 เท่านั้น Honda Freed Hybrid และ Freed Spike Hybrid
รวมทั้ง Honda Fit Shuttle ทั้ง 3 รุ่น มาในแบบ ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับผู้ทุพลภาพ Franz System และ
Welcab

ในฝั่งรถจักรยานยนต์ Honda นำรถรุ่นใหม่ๆ มาจัดแสดงมากมาย ทั้งบนเวที สำหรับตระกูล CBR
ทั้งรุ่น CBR 1000 RR กับ CBR 600 RR รุ่น NC700S รุ่น INTEGRA และ รุ่น NC700X ซึ่งมาพร้อม
เครื่องยนต์ขนาดความจุ 700 ซีซี ที่ Honda พัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดสำหรับตลาดโลก จัดแสดงบนเวที
รวมทั้ง รุ่น CRF250L ซึ่งขับขี่สะดวกใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน และขณะเดียวกันก็ให้ความสนุก
เมื่อขับขี่บนเส้นทางออฟโรดด้วย เตรียมเปิดตัวในญี่ปุ่น ต้นปีหน้า รวมทั้ง Honda PCX จากเมืองไทย
และบรรดารถแข่งรุ่นต่างๆ จากทั่วโลก

รวมทั้งยังมีการจัดแสดง ผลิตภัณฑ์รุ่นเก่าๆ ในประวัติศาสตร์ รวมทั้ง จักรยานยนต์ Honda รุ่น Dream
คันแรก และ Moto Compo คันสีเหลือง ทั้งหมดนี้ จัดแสดงในตู้กระจก

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่จัดแสดงของทาง JAMA คือ “Smart Mobility City 2011” (นครแห่งการเคลื่อนที่
แบบอัจฉริยะ 2011) Hondaได้ส่งรถยนต์ไฟฟ้าพลังเซลล์เชื้อเพลิงรุ่นพัฒนาใหม่ล่าสุด FCX Clarity
รวมทั้งรถจักรยานยนต์พลังไฟฟ้า EV-neo รถขนของพลังไฟฟ้า EV-MONPAL และระบบบ้านอัจฉริยะ
Honda Smart Home System ที่ใช้เทคโนโลยีผลิตพลังงานที่ Honda พัฒนาขึ้น อาทิ เครื่องผลิตไฟฟ้า
พลังก๊าซ และระบบผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบ้านพัก
และผลิตภัณฑ์ยานยนต์ นอกจากนี้ Honda จะนำเสนอความก้าวหน้าจากโครงการทดสอบเทคโนโลยี
เหล่านี้ด้วย

————————————————————–

HYUNDAI

(East Hall)

ถึงแม้ Hyundai จะถอนตัวออกจากตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในญี่ปุ่นไปแล้ว เมื่อ 2-3 ปีก่อน แต่พวกเขา
ยังคงทำตลาดรถโดยสารเพื่อการพาณิชย์กันต่อไป เพราะเป็นตลาดที่มีการแข่งขันพอประมาณ ไม่สูงนัก
และเป็นตลาดที่ Hyundai พอจะแข่งขันได้อยู่ ปีนี้ พวกเขามาออกบูธ โดยนำรถโดยสารขนาดใหญ่รุ่น
Universe มาจัดแสดง 1 คัน…และ เพียงแค่นั้น!
————————————————————–

ISUZU

(East Hall)

แนวคิดในการนำเสนอของปีนี้ คือ “Always Next to You” สื่อความหมายว่า เราจะเคียงข้างคุณ
เพราะ Isuzu เป็นหนึ่งในผลิตรถบรรทุก และรถเพื่อนการพาณิชย์ รายแรกๆ ในญี่ปุ่น ที่ยังคง
ยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ รถบัส Sumida Model M รุ่นปี 1929 ซึ่ง จากการค้นสืบย้อนไปในอดีต
ของทีมงาน Isuzu พบว่า รถบัสคันนี้ คือรถคันเดียวในยุคนั้น ทียังคงเหลือรอดอยู่ได้มาจนถึง
ทุกวันนี้ คือในสมัยทศวรรษ 1920 กิจการรถบัสของญี่ปุ่นยังไม่เป็นรูปร่างนัก ส่วนใหญ่ใช้วิธี
สั่งชิ้นส่วนจากสหรัฐอเมริกา เข้ามาประกอบกัน จนกระทั่งบริษัท Ishikawajima Automotive
Works ซึ่งกลายมาเป็น Isuzu ในปัจจุบัน ได้ผลิตรถคันนี้ขึ้นมาจำหน่าย โดยใช้ชิ้นส่วนต่างๆ
ในประเทศญี่ปุ่นเอง จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมรถเพื่อการพาณิชย์
ของญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในด้านรถต้นแบบ งานนี้ Isuzu ส่งรถบรรทุกต้นแบบ Isuzu T-NEXT อันเป็นงานออกแบบ
เพื่อศึกษาหารุปแบบของรถบรรทุกขนาดใหญ่รุ่นต่อไป ภายใต้แนวทางการออกแบบใหม่
ของ Isuzu ที่ว่า “Clean, Solid, Emotional”

ส่วนเทคโนโลยีที่ใช้ในรถบรรทุกรุ่นปัจจุบัน Isuzu ก็มีมาจัดแสดงกัน ทั้งรถบรรทุกขนาดเล็ก
Isuzu ELF E-Cargo รถบรรทุกขนาดกลาง Isuzu Forward F-Cargo และรถบรรทุกขนาดใหญ่
Isuzu GIGA ที่ใช้เทคโนโลยี DPD (Diesel Particulate Defuser) จนผ่านมาตรฐานไอเสียของ
รัฐบาลญี่ปุ่นในปี 2015 ไปแล้ว

รถบรรทุก Isuzu ELF PLUG-IN HYBRID สามารถเสียบชาร์จกับไฟบ้าน AC 100 V ได้
ขณะที่ใช้น้ำมันช่วยขับเคลื่อนด้วยเช่นเดียวกับรถยนต์ PHV คันอื่นๆทั่วไป มีรถประจำทาง
ขนาดใหญ่ แบบพื้นเรียบ Isuzu ERGA HYBRID ที่ใช้เกียร์แบบ AMT (Automated Manual
Transmission)

และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับบูธ Isuzu คือ การขนส่งรถกระบะ D-Max รุ่นใหม่ของโลก มา
จัดแสดงกันที่บูธ โดยเป็นรุ่น Super Space Cab บานแค็บเปิดได้ เพียงแต่ น่าเสียดายนิดนึง
ที่ พริตตี้ ซึ่งแต่งชุดไทยเต็มยศ ยืนขนาบข้างรถ กลับไม่ใช่คนไทยเสียอย่างนั้น! ธ่อ! หน้าตา
ดูปุ๊บนี่ สงสัยทันทีว่า สาวรัสเซียปลอมตัวเป็นคนไทยหรือเปล่าหว่า?

นอกจากจะนำเสนอรถบรรทุกรุ่นใหม่ๆแล้ว Isuzu ยังนำเสนอ เทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ผ่าน
ดาวเทียม GPS ที่ชื่อ Isuzu Mimamori-Kun Online Service เก็บข้อมูลจากตัวรถกันสดๆแบบ
Real-time ข้อมูลจะถูกส่งไปที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ “Mimamori Center” ที่จะช่วยวิเเคราะห์ว่า
สภาพของรถเป็นอย่างไรบ้าง และสามารถสื่อสารกับออฟฟิศของคุณได้ ว่าให้ใช้น้ำมันเพลาๆ
กันหน่อย ขับให้ช้าๆลงหน่อย และสามารถระบุได้ว่า ตอนนี้ รถบรรทุกของคุณ ไปจอดส่งของ
หรือไปแอบนอนงีบหลับอยู่ที่จุดไหนของญี่ปุ่น เพื่อช่วยบริหารจัดการด้านการขนส่ง Logistic
ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ไปจนถึง กล้อง มอนิเตอร์ Full Periphery Monitoring System หลักการก็คือ เป็นกล้องถ่ายทอด
ภาพจากด้านหลังรถเหมือนที่เราคุ้นเคยกันในเมืองไทยนั่นละ เพียงแต่ มีมากถึง 4 กล้อง หน้า
หลัง ซ้าย ขวา แล้วนำมาสร้างภาพบนหน้าจอมอนิเตอร์ ราวกับว่า มองตัวรถจากมุมสูงด้านบน
เพื่อช่วยให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น (เทคโนโลยีนี้ Nissan นำมาใช้เป็นรายแรกกับรถตู้รุ่น
Elgrand ของตน เมื่อ ปี 2009)

รวมทั้งยังมีการนำเครื่องยนต์ต้นแบบรุ่นใหม่ๆ ทั้งรหัส 4JJ1 4HK1 และ 6UZ1 มาจัดแสดงใน
ฐานะกลุ่มเครื่องยนต์ใหม่ตระกูล D-Core Next Generation Diesel เป็นครั้งแรกในงานนี้อีกด้วย

————————————————————–

JAGUAR

(West Hall)

งานนี้ ผ้ผลิตรถยนต์เมืองผู้ดี ตัดสินใจเปลี่ยนโทนสีของบูธจากเดิม ที่เน้นสีเขียวเข้ม มาเป็น
สีแดงไวน์ กลายเป็น Corporate Identity แบบใหม่ ที่ทำให้ Jaguar แตกต่างไปจากเดิมมากขึ้น

รถยนต์รุ่นใหม่ทั้ง 3 คัน ที่มาจัดแสดงล้วนแล้วแต่มาในแนวทาง High-Performance Jaguar
ทั้งสิ้น เสียดายว่า อาจยังไม่มี C-X16 และ C-X75 มาให้ดูกัน แต่อย่างใด

คันสีดำในภาพคือ Jaguar XJ Super Sport British Super Express ชื่อยาวอย่างกับบริการจัดส่ง
พัสดุด่วนข้ามทวีปของอังกฤษ ภายใต้ตัวถังยาว 5,250 มิลลิเมตร กว้าง 1,900 มิลลิเมตร สูง
1,455 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,752 มิลลิเมตร วางขุมพลัง V8 DOHC 32 วาล์ว 5.0 ลิตร แรงสะใจ
ที่ระดับ 510 แรงม้า (PS) ที่ 6.000 – 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 63.7 กก.-ม.ที่ 2,500 – 5,500
รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

ส่วนคันสีเงินนั่นคือ Jaguar XFR ตัวแรงสุดในบรรดา Sedan ขนาดกลาง XF-Series ตัวถัง
ยาว 4,975 มิลลิเมตร กว้าง 1,875 มิลลิเมตร สูง 1,460 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,752 มิลลิเมตร
วางขุมพลัง V8 DOHC 32 วาล์ว 5.0 ลิตร Supercharger เดียวกันกับ XJ Super Sport เป๊ะ

ส่วนคันสีฟ้าด้านหลังสุดของบูธ คือ Jaguar XKR-S เป็นตัวแรงสุดในตระกูลรถบ้านทั้ง 3 รุ่น
ของ Jaguar ในตอนนี้ ตัวถังยาว 4,794 มิลลิเมตร กว้าง 1,892 มิลลิเมตร สูง 1,312 มิลลิเมตร
ฐานล้อ 2,910 มิลลิเมตร วางขุมพลัง V8 DOHC 32 วาล์ว 5.0 ลิตร Supercharger แรงขึ้นไปเป็น
550 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 – 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 69.3 กก.-ม.ที่ 2,500 – 5,500 รอบ/นาที
ขับเคลื่อนล้อหลังด้วย เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ความเร็วสูงสุด 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราเร่ง
0 – 86 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 4.2 วินาที จัดว่า มาประจันหน้ากับ Alpina B6 Bi-Turbo กันได้
พอฟัดพอเหวี่ยงเลยทีเดียว!
————————————————————–

LAND ROVER
(West Hall)

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีพื้นที่บูธติดกันกับ Jaguar เพราะทั้งคู่มีบริษัทแม่เดียวกันแล้วในเวลานี้ นั่นคือ
Tata Motors นั่นเอง Land Rover ในญี่ปุ่นยังคงเป็นแบรนด์ที่ทำยอดขายไปได้เรื่อยๆสบายๆ มีลูกค้า
ระดับเศรษฐีอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ Land Rover นำ Premium Compact Crossover SUV
รุ่นใหม่ล่าสุด Evoque มาจัดแสดง ครบทั้งรุ่น 3 และ 5 ประตู รวมทั้ง Land Rover Disover 4 พี่ชาย
รุ่นกลางคันใหญ่ เบ็ดเสร็จ รวมแล้ว 3 คัน ยังไม่ถือว่ามีของแปลกอะไรใหม่ในงานนี้แต่อย่างใด

————————————————————–

LOTUS
(East Hall)

ค่ายรถยนต์ตราดอกบัว ของอดีตนักแข่งรถชาวอังกฤษผู้ล่วงลับ มีตัวแทนจำหน่ายในญี่ปุ่นชื่อ LCI Limited
มาเปิดบูธจัดแสดงกันแบบเงียบๆ เรื่อยๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ความจริงแล้ว พวกเขา เตรียมปล่อยรถใหม่
ออกสู่ตลาดพร้อมกัน 4 รุ่น นั่นคือ Lotus Evola S IPS ตกแต่งดุดันเป็นพิเศษ ด้วยสีดำ ดิบๆ ตัวถังยังคงเดิม
ยาว 4,620 มิลลิเมตร กว้าง 1,805 มิลลิเมตร สูง 1,425 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,760 มิลลิเมตร วางขุมพลังเดิม V6
DOHC 24 วาล์ว 3.5 ลิตร ของ Toyota แต่เพิ่ม Supercharger เข้าไป แรงขึ้นเป็น 350 แรงม้า (PS) ที่ 8,300
รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 40.8 กก.-ม.ที่ 3,900 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Dual Clutch DCT พร้อม
แป้น Paddle Shift เป้าหมาของรถคันนี้คือ ประกบ Porsche 911 ให้ได้

คันต่อมา เป็น Lotus Elise Clubracer SPS ที่เน้นการขับขี่แบบ Real Impression อย่างแท้จริง ตัวถังยาว
3,800 มิลลิเมตร กว้าง 1,720 มิลลิเมตร สูง 1,130 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,300 มิลลิเมตร วางขุมพลัง 4 สูบ
DOHC 16 วาล์ว 1.6 ลิตร (ก็จาก Toyota อีกนั่นแหละ) ขับเคลื่อนล้อหลังด้วยเกียร์ Sequential แบบ Robotise
Manual Transmission ขับได้ทั้งโหมดเกียร์ธรรมดา หรืออัตโนมัติ และตกแต่งภายในใหม่ ให้ดูสปอร์ต เรียบง่าย
ดูดีขึ้น

คันสุดท้ายคือ Lotus Elise S เปลี่ยนมาใช้ขุมพลังใหม่ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.8 ลิตร พ่วง Supercharger
แรงขึ้นเป็น 220 แรงม้า (PS) ปรับการตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อ (ลิ้นเร่ง) ให้ไวขึ้น ทั้ง 4 คัน มีกำหนดออกสู่
ตลาดญี่ปุ่นในปี 2012
————————————————————–

Mazda
(East Hall)

รูปแบบบูธ ของ Mazda มาในแนวเรียบง่าย คล้ายกับการจัดวางในงาน Tokyo Motor Show 2009
ไม่มีผิด จะมีความแตกต่าง ก็ตรงที่ โทนสี และการจัดวางตำแหน่งรถยนต์ที่จอดแสดงในงานเพียง
เท่านั้นเอง

กระนั้น ปีนี้ Mazda ทุ่มทุนมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์เทคโนโลยีใหม่ SKYACTIV อันเป็นกลุ่ม
เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพจากระบบเครื่องยนต์สันดาป แบบเดิมๆให้
ลดทอนการเสียดทานและการสูญเสียกำลังในระบบให้ลดน้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ งานนี้
มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G เครื่องยนต์ Diesel SKYACTIV-D ระบบส่งกำลัง
SKYACTIV-DRIVE มาจัดแสดงกันให้เห็น

แต่ เพื่อไม่ให้น้อยหน้าใคร Mazda จึงนำรถยนต์ต้นแบบมาจัดแสดง 2 คัน โดยมีทั้ง Mazda
SHINARI ที่อวดโฉมสายตาสาธารณชนไปก่อนหน้านี้แล้ว กับรถยนต์ต้นแบบรุ่นใหม่ล่าสุด
Mazda TAKERI ซึ่งเผยโฉมสู่ชาวโลกครั้งแรกในงานครั้งนี้

Mazda SHINARI
เผยโฉมครั้งแรกในงาน LA Auto Show 2010 และถูกจับตามองในฐานะ รถยนต์ต้นแบบคันแรก
ที่ Mazda ใช้ในการเปิดตัวแนวทางการออกแบบใหม่ล่าสุดของตนที่ชื่อ “KODO – Soul of Motion”
ภายใต้การนำของ Ikuo Maeda , Global design Director คนใหม่ ของ Mazda ผู้เคยรับหน้าที่เป็น
หัวหน้าทีมออกแบบรถสปอร์ต RX-8 และ Mazda 2 / Demio รุ่นปัจจุบัน ถือเป็นการสานต่อภาพ
ความสำเร็จของแนวทางการออกแบบ Nagare (Flow) ในช่วงตลอดทศวรรษ 2000 ที่ผ่านมา

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ ทีมออกแบบ Mazda พยายามค้นหารูปแบบในการอธิบายคำว่า “Motion”
หรือ การเคลื่อนไหว แนวทางการออกแบบ KODO จะได้แรงบันดาลใจจากพละกำลัง ความสวย
งามสง่าและจิตวิญญาณ อันเป็นสิ่งที่ มีอยู่แล้วทั้งในมนุษย์ และสัตว์ โดย KODO จะสื่อออกมา
ได้เป็นคำว่า ความเร็ว (Speed) , ความตึง (Tension) และ เสน่ห์ชวนดึงดูด (alluring) นี่คือ 3 สิ่งที่
จะต้องมีอยู่ในแนวเส้นสายของ รถยนต์ Mazda รุ่นใหม่ๆนับจากนี้ไป

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Mazda นำ Shinari มาลดทอนเส้นสายให้ใกล้เคียวกับการผลิตจริงมากขึ้น
จนกลายเป็น Mazda TAKERI ที่เปิดตัวครั้งแรกในโลก ณ Tokyo Motor Show ปีนี้

Mazda TAKERI
ปฏิกิริยาของผู้คนเกือบจะทั้งหมดที่เห็น Takeri จะอ้าปากค้าง และรู้สึกอยากกรี๊ด เพราะมันเป็น
รถยนต์ Mid-Size Sedan 4 ประตู ที่สวยมาก และปราศจากข้อกังขาด้านการออกแบบใดๆ คันหนึ่ง
เท่าที่ Mazda เคยสร้างมา โดนใจคนส่วนมาก แบบไม่ต้องคิดอะไรอีก

ทั้ง Shinari และ Takeri คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนในฐานะ รถยนต์ต้นแบบ ที่จะบอกกับชาวโลก
ว่า Mazda 6 / ATENZA รุ่นต่อไป ซึ่งมีกำหนดจะคลอดในปี 2013 (พร้อมๆกับ Mazda 3 กับ
MX-5 รุ่นต่อไป) จะมีหน้าตา ไม่แตกต่างไปจาก Takeri มากนัก!!!

ตัวรถยาว 4,830 มิลลิเมตร กว้าง 1,870 มิลลิเมตร สูง 1,430 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,830 มิลลิเมตร
เห็นจากขนาดตัวถัง ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่า คราวนี้ Mazda ต้องการ ทำ Mazda 6 / Atenza
รุ่นต่อไป ให้มีขนาดตัวถังใหญ่พอที่จะบุกตลาดสหรัฐอเมริกา ปะทะกับ Toyota Camry ,
Nissan Altima , Chevrolet Malibu ได้เต็มที่ โดยยอมลดความสำคัญของตลาดญี่ปุ่น และยุโรป
ซึ่งกำลังอยูในภาวะตลาดรถยนต์ขนาดกลางและใหญ่ (ไม่ใช่แบรนด์ระดับ Premium) ซบเซา
อย่างหนัก ต่อเนื่องกันมา 2 ปีแล้ว เส้นสายภายนอกออกแบบตามแนวทาง KODO : Souls of
Motion ด้วยการนำรถต้นแบบ Shinari มาลดทอนความล้ำยุค ให้ดูใกล้เคียงกับปัจจุบันมากขึ้น
ส่วนภายใน ก็ใช้วิธีการเดียวกันกับภายนอก

Takeri เป็นรถยนต์รุ่นถัดไปที่ Mazda จะจับเทคโนโลยีขุมพลัง ระบบส่งกำลัง โครงสร้างตัวถัง
ยุคใหม่ที่เรียกรวมกันว่า SKYACTIV มาประจำการไว้เต็มพิกัด เริ่มจากขุมพลังใหม่ล่าสุด ในชื่อ
SKYACTIV-D Diesel บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.2 ลิตร Common Rail พ่วง Turbocharger
แบบ 2 Stage ซึ่งยังไม่เปิดเผยตัวเลขสมรรถนะ แต่มีข้อมูลออกมาแล้วว่า จะปล่อยก๊าซไนโตรเจน
อ็อกไซด์ ในระดับต่ำ จนผ่านมาตรฐานมลพิษ EURO 6 ที่กลุ่ม Tier2 Bin5 อย่างแน่นอนแล้ว แถม
ยังจะปรับปรุงการตอบสนองของ ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า ให้ Linea Response มากขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญ
mazda ตั้งใจพัฒนาให้ขุมพลังใหม่นี้ สามารถแล่นได้ไกลถึง 1,500 กิโลเมตร ต่อการเติมน้ำมัน
เต็มถัง เพียง ครั้งเดียว อีกด้วย!!! (นี่คือสิ่งที่ Mazda ไม่เคยทำได้มาก่อน และถ้าทำได้จริง Mazda
ก็แทบไม่จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยี Hybrid อีกต่อไป เจอกันอีกที EV หรือ Fuel Cell ไปเลย!)

จุดเด่นของ Takeri คือ เป็นรถยนต์คันแรกของ Mazda ที่ใช้ระบบ i-ELOOP มาช่วยเสริม
การทำงานของระบบ i-Stop (Auto Start-Stop ดับและติดเครื่องยนต์ได้เองในช่วงรถติด แบบ
รถยนต์ Hybrid) ด้วยการติดตั้ง Variable Voltage Alternator ทำงานร่วมกับ DC/AC Converter
เป็นระบบช่วยปั่นพลังงานไฟ ขณะชะลอรถ หรือเหยียบเบรก แปลงไปเป็นไฟฟ้า ไปเก็บไว้
ใน Electric Double Layer Capacitor (EDLC) ซึ่งจะนำพลังงานนี้ ไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ
ในรถได้ต่อไป เป็นลิขสิทธิ์ทางเทคโนโลยีของ Mazda ที่นำวิธีการปั่นไฟไปเก็บ จากช่วงเบรก
หรือชะลอรถยนต์แบบ Hybrid มาใช้กับรถยนต์ที่ไม่มีมอเตอร์ไฟฟ้า ในการขับเคลื่อนเลย

ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัต หลังแบบ Multi-Link ดิสก์เบรกพร้อมรูระบาย
ความร้อนครบทั้ง 4 ล้อ พวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน แบบ EPS (Electric power assisted steering
column type) ล้ออัลลอย ขนาด 20 นิ้ว x 9J สวมยาง Bridgestone ขนาด 245/40 R20

อดใจรอกันถึงปี 2013 Mazda จะส่ง เวอร์ชันจำหน่ายจริงของ Takeri ออกมาขายในฐานะ
รุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคันของ Mazda 6 / Atenza ซึ่งเราก้ได้แต่รอดูว่า เมืองไทย จะมีโอกาส
ได้สั่งรถรุ่นใหม่ เข้ามาผลิตที่โรงงาน AAT หรือไม่?

นอกเหนือจาก 2 รถต้นแบบรุ่นสำคัญประจำปีนี้แล้ว Mazda ยังใช้โอกาสนี้ เปิดผ้าคลุมเวอร์ชัน
พร้อมจำหน่ายจริงของ Mazda CX-5 Crossover SUV ขนาดกลาง รุ่นแรกที่ Mazda พัฒนาขึ้น
ด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวสู่ตลาดญี่ปุ่น หลังงาน Tokyo Motor Show ครั้งนี้เลย
นั่นเอง

และที่สำคัญไปกว่านั้น CX-5 ยังถือเป็นรถยนต์แบบแรกของ Mazda ที่ถูกติดตั้งงานวิศวกรรมซึ่ง
พัฒนาภายใต้เทคโนโลยี SKYACTIV ใหม่ “ครบทั้งคันรถ” (ต่างจาก Mazda 2/DEMIO และ
Mazda 3 / AXELA ซึ่งยังติดตั้งเทคโนโลยี SKYACTIV เฉพาะเครื่องยนต์และระบบติดหรือดับ
เครื่องยนต์ได้เอง i-Stop (หรือ Auto Start Stop)

ตัวถังยาว 4,540 มิลลิเมตร กว้าง1,840 มิลลิเมตร สูง 1,705 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,700
มิลลิเมตร เวอร์ชันญี่ปุ่น จะมีเครื่องยนต์ตระกูลใหม่ SKYACTIV ให้เลือก 2 ขนาด ทั้ง
แบบเบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,997 ซีซี 155 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด
สูงสุด 196 นิวตันเมตร หรือ 19.9 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที และ Diesel 4 สูบ DOHC
16 วาล์ว 2,184 ซีซี Common Rail พ่วง Turbocharger กับ Intercooler 175 แรงม้า (PS) ที่
4,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร หรือ 42.79 กก.-ม.ที่ 2,000 รอบ/นาที ถือ
เป็นการกลับมาเปิดตลาดขุมพลัง Diesel สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ในตลาดญี่ปุ่น เป็น
ครั้งแรกของ Mazda ในรอบ 15 ปี

ทั้งคู่จะเชื่อมต่อกับระบบขับเคลื่อนทั้งล้อหน้า FWD และ 4 ล้อ อัตโนมัติ AWD ด้วยเกียร์อัตโนมัติ
6 จังหวะ แบบใหม่ล่าสุด SKYACTIV-DRIVE พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์
ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า ระบบกันสะเทือนหน้า แม็คเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังแบบ มัลติลิงค์ ดิสก์เบรก
4 ล้อ คู่หน้ามีรูระบายความร้อน พร้อมตัวช่วยทั้งระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรง
เบรก EBD และระบบเพิ่มแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน Brake Assist

หลังจากขึ้นไปลองนั่งทั้งเบาะหน้า และเบาะหลังมาแล้ว ตำแหน่งเบาะคนขับ ทำได้ค่อนข้างดี
ตำแหน่ง เบาะนั่งต่างๆ ลงตัว และเอาใจคนชอบขับรถได้ดี แถมชายประตูด้านล่าง ยังออกแบบ
ให้เป็นแบบเดียวกับทั้ง CX-7 CX-9 และ Audi Q3 ใหม่ คือมีชายล่างของประตู คลุมปิดทับเสา
กรอบประตูทั้งหมด ข้อดีก็คือ เวลาไปลุยโคลนมา แล้วคุณจะต้องเข้าไปนั่งในรถ ขากางเกงก็จะ
ไม่ต้องเปื้อนเศษโคลนที่ติดอยู่บริเวณชายล่างของตัวรถ จุดนี้ ดีกว่า BMW X5 และ X6 ใหม่!!

ส่วนเบาะหลัง แม้จะนุ่มกว่า CR-V แต่ก็ต้องทำใจนิดนึงว่า เบารองนั่ง สั้นใกล้เคียงกัน เหมือนว่า
เป็นข้อจำกัดด้านการออกแบบรถยนต์ประเภทนี้อย่างไรก็ไม่ทราบได้

ทั้งหมดนี้ พอจะสรุปคร่าวๆในเบื้องต้นได้ว่า ถ้าคุณเป็นคนชอบ รถแนวสปอร์ต แต่ไม่รู้จะเลือก
อะไรดีระหว่าง CR-V หรือ Captiva ขอแนะนำให้รอดู CX-5 ใหม่ ที่จะมาเปิดตัวในไทย ปี 2013
ประกอบในประเทศอย่างแน่นอน รถคันนี้นอกจากทำให้คุณลืม Trtibute ไปได้แล้ว ไม่แน่นะ
บางที คุณอาจจะลืม CR-V ไปได้เลยอีกด้วยก็เป็นได้!! และที่พูดเนี่ย คือ CR-V ใหม่ล่าสุดด้วยนะ
ไม่ใช่แค่รุ่นปัจจุบัน!!!

————————————————————–

Mercedes-Benz / MAYBACH / Smart / AMG

(East Hall)

สงสัยจะอัดอั้นจากการงดเข้าร่วมงานเมื่อปี 2009 พอมาปีนี้ Daimler AG เลยสั่ง จัดเต็ม ระดม
เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบ และรถยนต์รุ่นใหม่ สู่คตลาดญี่ปุ่นกันแบบจุดพลุเลยทีเดียว ยิ่งปีนี้เป็น
ปีฉลองครบรอบ 125 ปี ของ Mercedes-Benz ด้วยแล้ว พวกเขาเลยฉลองเอาใจชาวญี่ปุ่นด้วย
2 รถยนต์ต้นแบบใหม่ล่าสุด ส่งตรงมาอวดโฉมกันถึงโตเกียว

Mercedes-Benz F125!
รถต้นแบบคันนี้ บินมาอวดโฉมในญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ 2 ในโลก หลังการเปิดผ้าคลุมครั้งแรก
ในงาน Frankfurt Motor Show 2011 รถยนต์ต้นแบบ Saloon ขนาดกลางคันนี้ เผยถึงแนวทาง
การออกแบบ ของ Mercedes-Benz ในยุคต่อไป มาพร้อมประตูปีกนก 2 บาน เปิดครั้งเดียว
ครอบคลุมทั้งคนขับและผ้โดยสารด้านหลัง

ตัวรถยาว 4,998 มิลลิเมตร กว้าง 1,980 มิลลิเมตร สูง 1,430 มิลลิเมตร ฐานล้อ 3,333 มิลลิเมตร
ภายในตกแต่งล้ำยุค จุดเด่นมากมาย โดยเฉพาะระบบสื่อสาร @your COMMAND อันเป็น
เจเนอเรชันต่อไปของระบบ COMMAND แต่เหนือสิ่งอื่นใด อยู่ที่ขุมพลังปราศจากมลพิษ
โดยสิ้นเชิง เพราะใช้เทคโนโลยี Fuel Cell เติม Hydrogen มาทำปฏิกิริยาใน Fuel Cell Stack
เกิดเป็นไฟฟ้า ไปขับเคลื่อนมอเตอร์ 2 ลูก ลูกแรกขับเคลื่อล้อหน้า 68 แรงม้า (HP) แรงบิด
สูงสุด 75 นิวตันเมตร ส่วนมอเตอร์สำหรับล้อคู่หลัง 136 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 200
นิวตันเมตร เมื่อคำนวนรวมทั้งระบบจะมีกำพลังสงสุด 231 แรงม้า (HP) และสามารถดึง
ขึ้นไปได้สุดถึง 313 แรงม้า (HP) แรงบิดที่ล้อมหาศาลถึง 350.8 กก.-ม.!! อัตราเร่ง 0 – 100
กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 4.9 วินาที จาก 80 – 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 3.2 วินาที ความเร็ว
สูงสุด 220 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ไฮโดรเจน 79 กรัม/100 กิโลเมตร
แล่นได้ไกลประมาณ 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมไฮโดรเจน 1 ครั้ง (7.5 กิโลกรัม) ขับเคลื่อน
4 ล้อ



Mercedes-Benz Concept A-Class

ชื่อก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า นี่คือต้นแบบของ A-Class รุ่นต่อไป ซึ่งจะพลิกโฉม จาก Hatchback
ทรงสูง กลายเป็น Premium Sporty Hatchback ขับเคลื่อนล้อหน้า กันอย่างเต็มตัวเสียที รถคันนี้
ถูกเผยโฉมครั้งแรกในงาน New York Auto Show เดือนเมษายน 2011 และถูกนำมาเปิดตัวใน
ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ก็งานครั้งนี้นั่นเอง

รายละเอียดขนาดตัวถัง ไม่มีการแจ้งไว้ บอกเพียงแต่ว่า จะติดตั้งขุมพลัง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
Turbocharger 210 แรงม้า (HP) ซึ่งก็คาดเดาว่า อาจจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ที่วางอยู่ใน Nissan
Juke , TIIDA ใหม่ และ L12F Sedan ที่จะเปิดตัวในปี 2012 อย่าลืมสิครับว่า เวลานี้ ทั้ง Daimler
และ Nissan กำลังเป็นพันธมิตรในโครงการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ กันอยู่ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ
Dual Clutch DCT นอกจากนี้ยังจะอุดมไปด้วยสารพัดไฟ LED ตามตำแหน่งต่างๆ ตั้งแต่ ไฟหน้า
ไฟท้าย อุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร ฯลฯ รวมทั้งยังมีระบบเตือนก่อนเกิดอุบัติเหตุ Collision
Prevention Assist และระบบควบคุมความบันเทิงในรถ COMMAND Online อีกด้วย ซึ่งเมนู
จะมีทั้งภาษาอังกฤษ และจีนกลาง! (เอาใจแดนมังกรกันขนาดนั้นเลยทีเดียว)

Mercedes-Benz B-Class
คันสีขาวที่จอดอยู่ข้างกันนั้น ถูกส่งตรงมาเปิดตัวในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ณ งานนี้ ทันทีที่การ
เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ Frankfurt Motor Show กันยายน 2011 เสร็จสิ้นลง รูปลักษณ์ยังคง
Keep Concept เดิมเอาไว้ แต่ปรับเส้นสายให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น เอาใจครอบครัวยุคใหม่
4 พ่อแม่ลูก ตัวรถยาว 4,359 มิลลิเมตร กว้าง 1,786 มิลลิเมตร สูง 1.557 มิลลิเมตร ฐานล้อ
2,699 มิลลิเมตร วางขุมพลังใหม่ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.6 ลิตร Turbocharger 156 แรงม้า
(PS) ที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,250 – 4,000 รอบ/นาที ขับล้อหน้า
ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ DSG

Mercedes-Benz SLS AMG Roadster
เปิดตัวสู่ชาวโลกครั้งแรกในงาน New York Auto Show เมษายน 2011 ที่ผ่านมา บินมาเปิดตัว
ในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ที่งานนี้ สรุปง่ายๆก็คือ เป็นเวอร์ชันเปิดหลังคาผ้าใบของ SLS AMG
ดังนั้น จากเดิมที่บานประตูเป็นแบบปีกนก ก็ต้องเกลาเสียใหม่ ให้กลายเป็น บานประตูกาง
ออกข้างตามปกติ ตัวรถยาว 4,638 มิลลิเมตร กว้าง 1,939 มิลลิเมตร สูง 1,261 มิลลิเมตร ฐานล้อ
2,680 มิลลิเมตร วางเครื่องยนต์สหกรณ์ สำหรับ Mercedes-Benz ที่แปะป้าย AMG ทุกรุ่นใน
ช่วง 2011 – 2012 นั่นคือ ขุมพลัง V8 DOHC 32 วาล์ว 6,208 ซีซี แต่ถูกปรับปรุงให้แรงกว่าปกติ
เป็น 571 แรงม้า (PS) ที่6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ที่ 4,750 รอบ/นาที
เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Dual Clutch ขับเคลื่อนล้อหลัง

Mercedes-Benz C63 AMG Coupe Black Series
เวอร์ชันร้อนแรงที่สุดในรุ่น C-Class Coupe ใหม่ ก็ถูกส่งมาเปิดผ้าคลุมกันในงานครั้งนี้ด้วย
ตกแต่งในแบบ AMG Black Series (เป็นแนวทางพิเศษ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2006) วางขุมพลัง
V8 DOHC 32 วาล์ว 6,208 ซีซี โดย AMG 517 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด
620 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหลัง เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7GTronic อัตราเร่ง 0 – 100
กิโลเมตร/ชั่วโมง ต่ำเพียง 4.2 วินาที เท่านั้น! ตกแงภายในกระเดียดไปทางรถแข่ง ด้วย
เบาะนั่ง AMG Sport Seat ฯลฯ

Mercedes-Benz CLS 63 AMG คันสีแดง จอดอยู่ใกล้กัน ขุมพลังเหมือนกัน กับ C63 AMG
Coupe แต่วางอยู่ในเรือนร่างอันใหญ่โตของ CLS 4 ประตู Coupe ตกแต่งภายในด้วยโทนสีครีม
หรูแต่ร่วมสมัย

ของแปลกในบูธ ที่เราจะลืมไม่ได้ก็คือ AMG ก็แอบไปรับจ๊อบตกแต่งสมรรถนะให้กับ
จักรยานยนต์ DUCATI รุ่นพิเศษ คันนี้อีกด้วย! เอากับเขาสิ!

นอกจากนี้ ยังมีการนำ Mercedes-Benz M-Class รุ่นใหม่ล่าสุด มาอวดโฉมเป็นครั้งแรกในงาน
ครั้งนี้ สู่สายตาผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นอีกด้วย มีทั้งหมด 3 รุ่นย่อย คือ ML250 BlueTec 4MATIC
ราคา 54,978 ยูโร (เพิ่มขึ้นแค่ 50 ยูโร) ตามด้วย ML350 BlueTEC 4MATIC 58,726 ยูโร และ
ML350 4MATIC Blue Efficiency 56,763 ยูโร ราคานี้ รวมภาษีโภคภัณฑ์ 19% แล้ว ทุกรุ่นใช้
ขุมพลัง V6 DOHC 24 วาล์ว 3.0 ลิตร จาก ML รุ่นเดิม แต่ถูกปรับปรุงให้ประหยัดน้ำมันขึ้นอีก

MAYBACH
ถึงแม้ว่า วันนี้ มายบัค จะยังมียศถาบรรดาศักดิ์เป็น แบรนด์ที่หรูที่สุดในกลุ่ม Daimler AG แต่
ในช่วงก่อนงาน Tokyo Motor Show จะเริ่มต้นได้ไม่กี่วัน ก็มีกระแสข่าวออกมาว่า Daimler AG
เตรียมจะยุติบทบาทการทำตลาดแบรนด์ มายบัค ลงภายในปี 2013

ดังนั้น การจัดแสดง มายบัค ในงานครั้งนี้ จึงน่าจะถือเป็นการปรากฎตัวต่อสาธารณชน ครั้ง
เกือบๆจะสุดท้าย ก็อาจเป็นไปได้

Smart
อีกแบรนด์หนึ่ง ที่มีสถานการณ์ไม่ถึงกับดีนัก ในกลุ่ม Daimler AG ก็คือ Smart มาคราวนี้
พวกเขาเปิดตัว Smart Forvision ซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่า การจับมือกับ BASF ในการพัฒนา
โครงสร้างตัวถัง และภายในรถด้านต่างๆ เพื่อให้เห็นแนวโน้มว่า เจเนอเรชันต่อไปของ
Smart For two หน้าตา จะดัดแปลงไปจากรถคันนี้ไม่มากนัก โดยรถคันนี้ขับเคลื่อนด้วย
พลังไฟฟ้า จากมอเตอร์ไฟฟ้า

อีกคันหนึ่ง เป็น Smart For Two Electric Drive จะเริ่มทำตลาดใน 30 ประเทศทั่วโลก
ปี 2012 นี้เป็นต้นไป โดยสมรรถนะคร่าวๆก็คือ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า เสียบชาร์จได้ทั้งไฟบ้าน
และตู้เสียบชาร์จสาธารณะ แบ็ตเตอรี Lithium-ion จาก ACCUmotive ขนาด 17.6 kWh
ชาร์จไฟครั้งนึง แล่นได้ 140 กิโลเมตร อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ต่ำกว่า 13 วินาที
ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง และการชาร์จไฟแบบด่วน ทำได้เสร็จแค่ 1 ชั่วโมง
————————————————————–

MITSUBISHI MOTORS

(East Hall)

กำลังถ่ายภาพของบูธ Mitsubishi Motors ในภาพรวมอยู่ดีๆ ก็มี 3 อนงค์นุ่งห่มกิโมโน เดินดุ๊กๆ
ผ่านหน้ากล้องไป แถมยังหันมายิ้มให้กล้องข้าพเจ้าอีกต่างหาก ในยามปกติ ผมคงทำหน้าเซ็งเป็ด
และภาวนาในใจว่า “ยัย 3 แม่ครัวเนี่ย ช่วยรีบๆไสเกี๊ยะของเธอ ไปเร็วๆได้ปะ” แต่เพราะโอกาส
ที่เราจะได้เห็นคนญี่ปุ่นใส่ชุดกิโมโน เดินตามสถานที่สาธารณะทุกวันนี้ มันยากเย็นเต็มทีแล้ว
(และนี่ก็คือครั้งเดียวตลอด 5 วันที่ผมได้พบเห็น) เลยต้องขอบันทึกภาพเอาไว้สักหน่อย

ไฮไลต์ของบูธ Mitsubishi Motors ในปีนี้ อยู่ที่การเปิดตัวครั้งแรกในโลกของรถยนต์ B-Segment
Hatchback ขนาดเล็ก Mitsubishi MIRAGE

ทำไมถึงต้องใช้ชื่อนี้ ก็เพราะว่า ย้อนกลับไปเมื่อเดือน มีนาคม 1978 Mitsubishi เคยเปิดตัวรถยนต์
Mirage รุ่นแรก ซึ่งมีแนวคิด ลดการใช้เชื้อเพลิง ประหยัดพื้นที่ แต่มีประสิทธิภาพสูง ในพื้นที่รถ
ขนาดกระทัดรัด มาวันนี้ แนวคิดในการสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ ก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมเลย นั่นคือ
เหตุผลที่ทำให้พวกเขาเลือกใช้ชื่อ Mirage กับรถยนต์คันใหม่รุ่นนี้ ที่ไม่ได้มีรากฐานด้านวิศวกรรม
ใดๆร่วมกับตระกูล Mirage / Lancer เอาเสียเลย

เพียงแต่ว่า เป้าหมายของการพัฒนา Mirage ในยุค 2011-2012 คือการมุ่งหน้า เพิมความประหยัด
น้ำมันให้ได้ถึง 30 กิโลเมตร/ลิตร ตามมาตรฐานของรัฐบาลญี่ปุ่น และให้ได้ตามมาตรฐาน ระดับ
20 กิโลเมตร/ลิตร ของรัฐบาลไทย เพราะ Mitsubishi ตั้งใจจะส่งรถคันนี้ มาเป็นขุนศึก บุดตะลุย
ตลาด ECO Car Sub B-Segment 1.0 -1.4 ลิตร ในบ้านเรา โดยเปิดตัวออกสู่ตลาดครั้งในโลกที่
เมืองไทย ในเดือนมีนาคม 2012 ที่จะถึงนี้

ในเบื้องต้น จึงมีเฉพาะรายละเอียดของ เวอร์ชันญี่ปุ่นมาให้ได้รับรู้กันว่า ในตลาดญี่ปุ่นนั้น จะ
มีตัวถังยาว 3,710 มิลลิเมตร กว้าง 1,665 มิลลิเมตร สูง 1,490 มิลลิเมตร วางเครื่องยนต์บล็อก
3 สูบ 12 วาล์ว 1,000 ซีซี พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC และระบบ Auto Stop & Go ดับ
และติดเครื่องยนต์เอง เมื่อจอดติดไฟแดง ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์ได้
ขับเคลื่อนล้อหน้า เกียร์อัตโนมัติ CVT ระบบกันสะเทือนหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัต ด้านหลัง
ทอร์ชันบีม ระบบห้ามล้อ หน้าดิสก์ หลังดรัม สวมยางขนาดเล็ก 165/65R14

รายละเอียดเพิ่มเติมของรถคันนี้ ผมอยากจะขอเก็บเอาไว้พูดคุยกันทีเดียว เมื่อถึงเวลาของการ
ทำรีวิว แบบ First Impression และ Full Review ในอีกไม่นานเกินรอ!

ด้านรถยนต์ต้นแบบ ปีนี้ มีเพียงคันเดียว คือ Mitsubishi PX-MIEV-II ซึ่งเป็น มีรูปลักษณ์ที่สื่อ
ให้เห็นว่า นี่แหละ คือต้นแบบ ของ Mitsubishi Outlander เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งใกล้จะเปิดตัวใน
ปี 2012 นี้แล้ว

แต่เทคโนโลยีในรถคันนี้ ก็ไม่ถือว่า ไกลจากการใช้งานจริงในอนาคตแต่อย่างใด เป้าหมายของ
Mitsubishi Motors คือ ความพยายามในการยกระดับศักยภาพของขุมพลังระบบ Plug-in Hybrid
ให้เหนือชั้นกว่ารถยนต์ PHV โดยทั่วไปในปัจจุบัน

ตัวถังมีความยาว 4,660 มิลลิเมตร กว้าง 1,830 มิลลิเมตร สูง 1,680 มิลลิเมตร ติดตั้งเครื่องยนต์
ภสูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC 95 แรงม้า (PS) เชื่อมกับ
มอเตอร์ไฟฟ้า ทั้งหน้าและหลังรถ แบบ Twin Motor ช่วยกันขับเคลื่อนสี่ล้อ จนได้กำลังสูงสุด
163 แรงม้า (PS) สามารถวิ่งระยะทางไกลสูงสุดมากกว่า 800 กิโลเมตร สามารถวิ่งในแบบรถ
ไฟฟ้าได้มากกว่า 50 กิโลเมตร ส่วนอัตราสิ้นเปลือง ตั้งเป้าจะทำให้ได้ถึง 60 กิโลเมตร/ลิตร
และจุดเด่นที่สำคัญก็คือ สามารถการใช้ไฟจากแบตเตอรี่ เสียบต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อออก
ไปตั้งแคมป์พักแรมนอกบ้านได้

การชาร์จไฟนั้น Mitsubishi Motors นำตู้ชาร์จไฟ แบบติดตั้งตายตัว มาจัดแสดงควบคู่กันไปด้วย
แต่ถ้าจอดรถอยูในบ้านแล้วละก็ ลองดูตัวอย่างการชาร์จไฟจากบ้าน MiEV House ซึ่งเป็นบ้านที่
ถูกสร้างขึ้นโดยเน้นการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าในบ้านอย่างดี นี่ดูสิครับ

นี่คือระบบ HEMS (Home Energy Management System) ซึ่งผสานการจัดการด้านไฟฟ้าในบ้าน
ควบคู่กับระบบ EIS (Electric Vehicle Integration System) ที่จะช่วยไม่ให้การใช้เครื่องไฟฟ้า
ในบ้าน รบกวนการชาร์จไฟของรถ ที่สำคัญ ดูที่พื้นบ้าน ใต้ท้องรถสิครับ มีระบบการชาร์จไฟ
แบบ Wireless แล้ว ฝังไว้ที่พื้นบ้านนั่นละ ไม่ต้องใช้ปลั๊กแต่อย่างใด! แค่ต้องมีแท่นชาร์จแบบ
ที่เห็นนี้ เรียกว่า Power Transmitter receiver module และมี Power Inverter แปลงไปเป็น
กระแสไฟส่งไปให้แบ็ตเตอรีที่ติดตั้งบริเวณพื้นตัวถังรถ และมี Wireless Charging Controller
คอยควบคุมการชาร์จไฟจนเต็ม ส่งสัญญาณสื่อสารกับตัวรถ

ไม่เพียงแค่นั้น ในงานนี้ Mitsubishi Motors ยังถือโอกาส เปิดตัว รถตู้ขนาดเล็กพลังไฟฟ้า
Mitsubishi MINICAB MiEV สามารถเสียบปลั๊กชาร์จเข้ากับปลักไฟบ้านได้ทันที ตัวรถ
ก็อยู่บนพื้นฐานรถตู้เล็กพิกัด K-Car 660 ซีซี รถุ่น MINICAB ที่ยาว 3,395 มิลลิเมตร กว้าง
1,475 มิลลิเมตร สูง 1,915 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,390 มิลลิเมตร นั่นเอง เพียงแต่ถอดขุมพลัง
เบนซิน 660 ซีซี ทิ้งไป แล้วใส่มอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมแบ็ตเตอรี Lithium-ion เข้าไป กำลัง
ขับเคลื่อน 41 แรงม้า (PS) แรงบดสูงสุด 20.0 กก.-ม. ความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ชาร์จไฟ 1 ครั้ง แล่นได้ 150 กิโลเมตร ออกจำหน่ายในญี่ปุ่นแล้วด้วยราคา 1,730,000 เยน

การจัดบูธ มีทั้ง รถขนเครื่องดนตรี หรือรถขายกาแฟเคลื่อนที่ แสงไฟที่ตั้งบนโต๊ะในภาพ
ข้างบนนี้ คือกำลังไฟที่ออกมาจากแบ็ตเตอรีของ MINICAB-MiEV นะครับ

ส่วนรถยนต์ที่จัดแสดงในพื้นที่บธูของ Mitsubishi ปีนี้ มีรวมทั้งสิ้น 15 คัน นอกจากรถที่จะ
จัดแสดงบนเวทีแล้ว ยังมี Mitsubishi Mirage ใหม่อีก 1 คัน จอดบนพื้นบูธ Mitsubishi i-MiEV
อีก 2 คัน รถตู้เล็กเพื่อการพาณิชย์ Mitsubishi MINICAB-MiEV 2 คัน Mitsubishi RVR / ASX /
Outlander Sport พร้อมขุมพลังใหม่ MIVEC เชื่อมระบบ Auto Stop & Go รถยนต์ Mitsubishi
Galant Fortis หรือ Lancer EX ในบ้านเรา พร้อมขุมพลังใหม่ MIVEC เชื่อมระบบ Auto Stop
& Go / Mitsubishi Pajero ขุมพลังใหม่ Clean Diesel Turbo Mitsubishi Outlander SUV ขนาด
กลาง 1 คัน รถ Minivan ขนาดเล็ก Mitsubishi Delica D:2 และ Mitsubishi Delica D:3 รุ่นละ 1 คัน
รถตู้ Mitsubisgi Delica D:5 รุ่นธรรมดา 1 คัน และรุ่นขุมพลังใหม่ MIVEC เชื่อมระบบ Auto Stop
& Go อีก 1 คัน
————————————————————–

MITSUBISHI FUSO
(East Hall)

หลังจากที่ แผนกรถบรรทุกของ Mitsubishi ในชื่อ Mitsubishi FUSO เกิดปัญหาวิกฤติศรัทธา
ร่วมกับ Mitsubishi Motors ในกรณีไม่ยอม Recall รถ จนเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิตในญี่ปุ่น
FUSO ก็ย่ำแย่มาเรื่อยๆ พอถูกทาง Damiler AG เข้าถือครองหุ้นใหญ่ และกลายเป็นเจ้าของ
กิจการ จนต้องแยกตัวจาก Mitsubishi Motors ออกมา ทาง Daimler AG ก็พยายามจะนำแนว
เทคโนโลยี ที่ใช้อยู่ในรถยนต์กับรถบรรทุก Mercedes-Benz ไปจนถึง ผู้ผลิตเครื่องยนต์ราย
ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาอย่าง Detroit Diesel ที่ตนถือครองอยู่ มาใช้ในรถบรรทุกตระกูล Canter
(ขนาดเล็กและกลาง) กับ FUSO (รถบรรทุกตระกูลใหญ่) และรถบัสตระกูล Aero Queen

งานในครั้งนี้ Mitsubishi FUSO นำรถบรรทุก Canter E-Cell EV Truck รถบรรทุกพลังไฟฟ้า
ล้วนๆ แบบแรก ที่เตรียมจะนำมาขึ้นสายการผลิตจริง ด้วยมอเตอร์กำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ ที่
8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร ใช้แบ็ตเตอรี Lithium-ion รวมทั้ง รถบรรทุก
Canter ECO HYBRID พร้อมเทคโนโลยีระบบส่งกำลัง DUONIC (Dual Clutch) อันเป็น
เจเนอเรชันที่ 2 ในการพัฒนา รวมทั้งรถบรรทุก Super Great ECO HYBRID มาจัดแสดง
ร่วมกับ รถบัส Aero Queen รุ่นใหม่ พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 6R10 เทคโนโลยี BlueTec
จาก Mercedes-Benz มาจัดแสดง

————————————————————–

NISSAN
(East Hall)

พื้นที่บูธของ Nissan ในปีนี้ ก็มีความยาวเฟื้อย เหมือนปีก่อนๆ นั่นละครับ ยาวพอให้ทำเวทีสำหรับ
การจัดแสดงรถยนต์ 4 คัน ในระยะห่างๆกัน ได้อย่างโล่งสบาย แถมเวทียังใหญ่พอให้ รถไฟฟ้า
ต้นแบบอย่าง PIVO 3 วิ่งเลี้ยวเล่นลัดเลาะ ไปมา ได้อย่างอิสระบนเวที ต่อหน้าคุณผู้ชมอีกต่างหาก!
มาดูกันดีกว่า ว่าปีนี้ Nissan ขนอะไรมาอวดชาวโลกกันบ้าง

NISSAN PIVO 3
เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ขนาดเล็ก นั่งได้ 3 คน ที่พัฒนาต่อเนื่องจากรถต้นแบบสำหรับ Tokyo Motor
Show ทั้งรุ่น PIVO 1 ในปี 2005 และ PIVO 2 ในปี 2007 แต่มาคราวนี้ Nissan กลับออกแบบรถ
คันนี้ให้ใกล้เคียงกับรถยนต์ปัจจุบันมากกว่าที่จะล้ำยุคถึงขั้นหมุนตัวถังกลับหลังหันได้อย่าง
ทั้ง 2 คันก่อนหน้านี้

ตัวรถยาว 2,850 มิลลิเมตร กว้าง 1,650 มิลลิเมตร สูง 1,520 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์
ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ In-Wheel-Motor (นั่นละ เคล็ดลับที่ทำให้ล้อทั้ง 4 สามารถแยกหมุนอิสระ
จากกันได้ขนาดนี้ไงละ) ส่วนแบ็ตเตอรี เป็นแบบ Lithium-ion

จุดเด่นที่น่าสนใจมากๆ คือระบบนำพารถไปจอดให้เองโดยอัตโนมัติ AVP (Automated Valet
Parking) แตกต่างจากระบบช่วยจอดอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องเหยียบคันเร่ง ที่ติดตั้งในรถยนต์
ปัจจุบันทั้ง Toyota Prius , Lexus LS, Mercedes-Benz หรือแม้แต่ Skoda Superb เรายืนยันว่า
เป็นคนละระบบกัน เพราะ PIVO 3 สามารถพาเราไปหาที่จอดรถให้เองโดยอัตโนมัติ เหมาะ
สำหรับการจอดบนห้างสรรพสินค้า ที่มีลูกค้ามากมาย ระหว่างจอดก็มีการชาร์จแบตเตอรี่ด้วย
ตัวเอง หากเจ้าของรถต้องการให้ ขับออกมาจากช่องจอดเองโดยอัตโนมัติ เพื่อมารับที่หน้าห้างฯ
ก็แค่เรียกคำสั่งจากโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone ได้

ภายในใช้วัสดุชั้นดี ตำแหน่งนั่งขับอยู่ตรงกลาง ไม่มีพวงมาลัยฝั่งซ้ายหรือขวา เพราะย้ายมาอยู่
ตรงกลางทั้งหมด การควบคุมจึงทำได้ง่าย ผู้โดยสารด้านหลัง จะนั่งเยื้องไปทางฝั่งซ้ายหรือขวา
(ตำแหน่งนั่งแบบเดียวกับ รถสปอร์ต McLaren F1 ประตูปีกนกนั่นเอง) กระจกมองข้าง ใช้กล้อง
CCD แสดงผลผ่าน มอนิเตอร์ ติดไว้ที่เสาคู่หน้าทั้ง 2 ฝั่งแทน ประตูรถเป็นแบบบานเลื่อนถอยหลัง

แล้ว Nissan จะทำ PIVO 3 ออกมาขายหรือไม่ Francois Bancon , Deputy divisional General
Manager for product strategy กล่าวโดยสรุปว่า PIVO 3 ยังไม่มีแผนในการผลิตขายในตอนนี้
เพราะรถคันนี้เป็นเพียงหนึ่งในตัวเลือกที่ Nissan มีอยู่เท่านั้น ตลอดช่วงที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้
พวกเขาศึกษากันอย่างหนัก ถึงรูปแบบรถไฟฟ้าที่เป็นไปได้ต่อเนื่องจาก กลุ่มรถไฟฟ้าล็อตแรก
ทั้ง LEAF NV200 EV และ Infiniti Compact EV ดังนั้น ถ้ารถคันนี้มีเสียงตอบรับที่ดี เราอาจ
ต้องรอกันจนถึงปี 2016 – 2017

NISSAN ESFLOW
รถสปอร์ตคูเป้ต้นแบบขนาดเล็ก รุ่น Esflow เคยอวดโฉมไปแล้วครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2011
ในงาน Geneva Motorshow 2011 แต่โผล่มาอวดโฉมอีกครั้งในงาน Tokyo Motorshow 2011

ตัวรถยาว 3,780 มิลลิเมตร กว้าง 1,780 มิลลิเมตร สูง 1,245 มิ ลลิเมตร ฐานล้อ 2,470 มิลลิเมตร
หากสังเกตดี ๆ พบว่า ตัวรถมีดีไซน์ที่เริ่มรู้สึกถึงความกระชับได้สัดส่วนลงตัว มีมัดกล้าม และให้
ความรู้สึกพร้อมจะพุ่งทะยานไปข้างหน้า ติดตั้งเทคโนโลยีขุมพลังรถไฟฟ้าจาก Nissan Leaf
เพียงแต่มีการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็น รถสปอร์ตไฟฟ้าขนาดเล็กที่วางมอเตอร์ไฟฟ้าไว้กลางลำตัว
ขับเคลื่อนล้อหลัง พ่วงแบตเตอรี Lithium-ion ห่อหุ้มด้วยลามิเนตไว้บริเวณด้านหน้าและท้าย
ให้สมดุลกัน เกียร์อัตโนมัติ ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร / ชั่วโมง ทำได้ต่ำกว่า 5 วินาที
แล่นได้ไกล 240 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง ภายในห้องโดยสาร ใช้สีเหลือง ตัดด้วยสี
น้ำเงิน แผงหน้าปัด เป็นรูป 2 ภูเขา 2 เต้านม เหมือนรถสปอร์ตยุค 1920 พร้อมต่อการสลับ
สับเปลี่ยนฝั่งของพวงมาลัย ตามประเทศพวงมาลัย ซ้าย หรือ ขวา มาตรวัด 3 วงกลม และ
หน้าจอระบบนำทาง Navigation System เป็นแบบ LCD

ถ้าจะบอกว่า Esflow คือทิศทางสำหรับ Nissan Silvia รุ่นต่อไปที่กำลังจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อมาต่อกรกับ Toyota 86 ใหม่ คุณจะเชื่อหรือไม่?

NISSAN TOWNPOD
รถต้นแบบไฟฟ้าทรงกล่องเหลี่ยมที่ดูเผิน ๆ คล้ายหน้าหมูยิ้ม แปลกๆ เคยเปิดผ้าคลุมไปแล้วในงาน
Paris Autoshow 2010 กลับมาอวดโฉมอีกครั้ง ราวกับต้องการจะสื่อสารว่า Nissan มีความคิดจะทำ
รถรุ่นนี้ออกสู่ตลาดจริงในอนาคตอันใกล้ เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น..หวังว่านี่คงไม่ใช่ ต้นแบบ
ของ Cube รุ่นต่อไปหรอกนะ!?

ตัวรถยาว 4,230 มิลลิเมตร กว้าง 1,780 มิลลิเมตร สูง 1,640 มิลลิเมตร ออกแบบมาในแนวทางประหลาด
เป็นการผสมผสานดีไซน์แฟชั่นและการใช้งานอเนกประสงค์เข้าไว้ด้วยกัน เสาหลังคาคู่หน้า ทาสีดำ
บานประตูทั้ง 2 ฝั่ง เปิดกางออกในแบบประตูตู้กับข้าว ภายในใช้โทนสีน้ำเงิน และเหลืองตัดกัน เหมือน
ใน Nissan ESFLOW ไม่มีผิด เบาะแถว 2 เลื่อนขึ้นหน้า เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลังได้
หลังคาแบบ Moon Roof แบ่งเป็น 2 บาน เปิดกางออกแบบ ฐานปล่อยขีปนาวุธในภาพยนตร์ฮอลลีวูด

ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 109 แรงม้า (PS) ที่ 2,730 – 9,800 รอบ/นาที (ปั่นจี๋กันเลยทีเดียว แรงบิด
สูงสุด 28.6 กก.-ม. ที่ 2,730 รอบ/นาที ใช้แบ็ตเตอรี Lithium-ion ในการเก็บประจุไฟ สวมยางขนาด
214/40 R18

NISSAN LEAF NISMO RC
ใครว่า รถไฟฟ้ารักโลก จะแรงเร้าใจไม่ได้ ผู้ผลิตหลายค่าย ก็พยายามเปลี่ยนความคิดผู้คน
ด้วยสารพัดรถยนต์ต้นแบบ มอเตอร์ไฟฟ้า บ้างละ Fuel Cell บ้างละ บางคันที่ผมเคยลองขับ
อัตราเร่งก็ พุ่งปรู๊ด จนรีบเหยียบเบรกแทบไม่ทัน แต่บางคัน ก็อืดอาด เนือยจนอยากจะรีบ
จอดรถ แล้วเปิดประตูลงไปไวๆ

Nissan LEAF เอง ก็เป็นรถยนต์อีกคันที่ผมอยากจะขับชะมัด แต่สงสัยจะไม่มีโอกาส ยิ่ง
พอทำออกมาเป็นตัวแข่ง RC (Racing Competition) แบบนี้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เปิดตัวครั้งแรกในงาน 2011 New York Auto Show ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ตัวรถสั้นกว่า
รุ่นมาตรฐาน 3.9 นิ้ว กว้างกว่าถึง 6.7 นิ้ว และฐานล้อสั้นกว่า 0.8 นิ้ว ที่แน่ๆ น้ำหนักตัว
เบากว่ารุ่นปกติ ถึง 40% เพราะตัวถังทำจาก Carbon Fiber แทบจะทั้งคัน! สวมล้ออัลลอย
18 นิ้ว 6 ก้าน พร้อมยางแข่งของ Bridgestone ขนาด P225/40R18

ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 80 กิโลวัตต์ หรือ 109 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร
หรือ 28.6 กก.-ม. ใช้แบ็ตเตอรี Lithium-ion 1 แพ็ค ขนาด 48 module สามารถชาร์จไฟให้ถึง
80% ของแบ็ตเตอรีได้ ใน 30 นาที ที่สำคัญคือ ไม่มีมลพิษจากก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์เลย
และไม่มีเสียงเครื่องยนต์ให้เร้าใจด้วย เพราะไม่มีท่อไอเสีย นั่นเอง

อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาแค่ 6.85 วินาที ตัวเลขนี้ น่าจะพอทำให้ผู้การแพน
Commander CHENG แหง เว็บของเรา ตาลุกวาวได้เหมือนกัน แต่ก็คงจะตื่นเต้นได้แค่ชั่วครู่
เพราะความเร็วสูงสุดที่รถแข่งคันนี้ทำได้ คือแค่ 150 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น และแน่นอนว่า
มันจะต้องสามารถแล่นได้ 20 นาที เต็มกำลังขับเคลื่อน ก่อนที่ไฟจะหมดจากแบ็ตเตอรี (-_-‘)

NISSAN LEAF NISMO CONCEPT
ถ้าคิดว่า LEAF NISMO RC ดูห่างไกลเกินความจริงในชีวิตคุณเหลือเกิน ลองมาดู รถยนต์แบบ
Compact C-Segment Hatchback 5 ประตู พลังไฟฟ้า EV (Electric Vehicles) รุ่น LEAF ในแบบ
ที่ตกแต่ง โดย NISMO แบบ Street Legal used กันดีกว่า

นอกจากจะเปลี่ยนล้ออัลลอย จาก 16 นิ้ว เป็น 18 นิ้วแล้ว Nismo ยังติดตั้งชุด Aero Part รอบคัน
เสริมหล่อให้ดูเท่ แถมด้วยไฟหน้า LED กับไฟเบรกท้าย LED ที่น่าจะแสดงให้เห็นได้ว่า
รถไฟฟ้า ก็แต่งให้ดูดี ได้ไม่ยากเหมือนกับรถยนต์ทั่วไปนั่นแหละ

แต่กว่าจะออกขาย? สงสัยจะไม่ใช่เร็วๆนี้ เพราะแม้ว่า ทุกวันนี้ Nissan จะขาย LEAF ไป
ทั่วโลก ได้แล้วกว่า 20,000 คัน แต่นั่นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้คนทั้งโลก และ
แน่นอน มันไม่ใช่ตัวเลขที่ Nissan มองว่า เพียงพอต่อความคุ้มค่าในการลงทุนโครงการ
รถไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ดังนั้น เวอร์ชัน Nismo จึงยังอาจต้องรอให้ประชากร LEAF รุ่นปกติ
เยอะกว่านี้เสียก่อน จึงค่อยทำ Option เหล่านี้ ออกมาขาย ในราคาที่สมเหตุผลได้

จะว่าไปแล้ว นอกจากปี 2011 LEAF จะคว้าสารพัดรางวัลรถยนต์แห่งปีทั้งรางวัล 2011 World
Car of the Year กับ 2011 Car of the Year ใน Europe อันเป็น 2 รางวัลทรงเกียรติได้แล้ว ปีนี้
LEAF ก็ยังเพิ่งจะคว้ารางวัล 2011 COTY (Car of the Year ของญี่ปุ่น ไปสดๆร้อนๆ ในงาน
Tokyo Motor Show ครั้งนี้ นี่เอง! ถือเป็นปีที่ดีของ LEAF เลยจริงๆ

NISSAN New MOBILITY CONCEPT
ก็คือรถไฟฟ้า 2 ที่นั่ง จาก Renault นั่นแหละครับ เปิดตัวออกมาตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2010 แล้วก็เริ่ม
ถูกผลิต เพื่อการทดลองใช้งานจริงไปหลายสิบคันแล้ว เป็นรถไฟฟ้า สำหรับเดินทางในระยะใกล้ๆ
คือในขณะที่ค่ายอื่น เขายังทำเป็นรถต้นแบบอยู่ Nissan กับ Renault ก็ทำออกมาเป็นคันจริง และ
ใช้งานได้จริง ให้ทดลองขับจริงกันได้แล้ว

การชาร์จไฟ 1 ครั้ง จะแล่นได้ระยะทาง 100 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 75 กิโลเมตร/ชั่วโมง (ซึ่งก็
เพียงพอกับการใช้งานในประเทศญี่ปุ่นโดยทั่วไปแล้ว ทั้งการขับขี่ในเขตเมือง หรือเชื่อมต่อกับ
ระบบขนส่งมวลชนแบบราง แถมยังออกแบบให้รองรับกับระบบ Car-Sharing ซึ่งเริ่มแพร่หลาย
ในยุโรปบางประเทศอีกด้วย และยังเชื่อมต่อกับระบบสื่อสาร IT และระบบ Seamless Mobility
Service ได้อีกด้วย

อยากลองขับจังเลยแหะ!

NISSAN JUKE NISMO CONCEPT
การนำ Juke มาให้ทาง Nismo สำนักตกแต่ง In-House ของ Nissan จัดการประทินโฉมเสียใหม่แบบนี้
เป็นการส่งสัญญาณบอกแก่ชาวโลก ว่านับจากนี้ แบรนด์ Nismo จะมีทิศทางในการทำตลาดชัดเจนยิ่งขึ้น
มีสไตล์ เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น

รถคันนี้ตกแต่งด้วยชุด Aero Part จาก Nismo แท้ๆ รอบคัน ไม่เพียงแค่สวย แต่ยังส่งผลถึงการไหลผ่าน
ของอากาศ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้นอีกด้วย ช่วยในการทรงตัวย่านความเร็วสูง มีการปรับแต่ง
สมรรถนะของทั้งเครื่องยนต์ ระบบกันสะเทือน สวมล้อและยางขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อการทรงตัวที่ดีขึ้น
แถมภายในยังตกแต่งด้วยโทนสีดำ ตัดกับโครเมียมจำนวนมาก และชุดมาตรวัดพื้นสีแดงไวน์ เหมือน
กับสีของฝาพลาสติกครอบกระจกมองข้าง และตามชิ้นส่วนอื่นๆของรถ

คาดว่า Nissan น่าจะเปิดตัว Juke Nismo ออกจำหน่าย ในช่วงใดช่วงหนึ่งของปี 2012 แต่คงจะมีเฉพาะ
ในตลาดญี่ปุ่นก่อนเป็นประเดิม

ไม่เพียงแค่นี้ Nissan ยังเปิดตัว Juke รุ่นพิเศษ เอาใจลูกค้าสูงวัย ด้วยรุ่น Juke Gold สีทองทั้งภายนอก
และภายใน ตกแต่งเป็นพิเศษ รับงาน Tokyo Motor Show ครั้งนี้โดยเฉพาะและออกจำหน่ายในงาน
เป็นครั้งแรก (30 พฤศจิกายน 2011)

อีกมุมหนึ่ง ด้านในของบูธ นอกจากจะมี รถตู้ขนาด..เอ่อ..จะเรียกว่าเล็กก็ใช่ จะเรียกว่าใหญ่ ก็ไม่เชิง
อย่าง Nissan NV200 Vannett ติดตั้งอุปกรณ์ในแบบ Taxi เพื่อผู้ทุพลภาพ มาจัดแสดงด้วย ทั้งที่ในปี
2009 ก็เคยมาจัดแสดงแล้วรอบหนึ่ง เมื่อครั้งที่รถรุ่นนี้ เพิ่งจะเปิดตัวในญี่ปุ่นใหม่ๆ แต่นั่นยังไม่น่า
ตื่นตาตื่นใจ เท่ารถตู้สีน้ำตาลเข้มๆ ที่จอดอยู่ข้างๆ

NISSAN NV350 Caravan / All New URVAN
รถตู้คันนี้ เปิดตัวครั้งแรกในโลก ที่งานครั้งนี้ อันที่จริง ผมแทบไม่ต้องเขียนอะไรให้อ่านกันเพิ่มเติม
เพราะรายละเอียดทั้งหมดของรถตู้รุ่นนี้ อ่านได้จากบทความของ HOMY DEMIO คลิกที่นี่

ถ้าถามถึงความมั่นใจในการทำตลาด NV350 Caravan / Urvan ใหม่ Andy Palmer , Exectuive
Vice President ของ Nissan ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “นี่เป็นกลุ่มตลาดที่หินมาก รถคันนี้คือลูกรักของผม
มันจะแข่งขันกับคู่แข่งของเรา Toyota HiAce แบบ Head-to-Head เลยทีเดียว ผมพูดอย่างมั่นใจ
ไม่อ้อมค้อมเลยว่า รถคันนี้ เอาชนะ HiAce ได้ในทุกๆประเด็นเท่าที่คุณจะพอนึกออก ขอย้ำว่า ใน
ทุกๆประเด็น”

ซึ่งผมเองก็ขอยืนยันว่า มันเป็นเช่นนั้นจริง!

เพาะจากเท่าที่ขึ้นไปลองนั่งดู ประเด็นแรกเลยที่ผมคิดว่าดีกว่า HiAce คือ บันไดเหยียบก้าวขึ้นรถ ใน
HiAce ใหม่ แป้นพักเท้าสีดำ จะอยู่ติดกับกันชนหน้า มากจนกระทั่ง การจะปีนขึ้นรถ ยากลำบากมากๆ
แต่ NV350 Caravan ใหม่ ยังคงรักษาตำแหน่งแป้นบันไดพักเท้า เอาไว้ในตำแหน่งที่ ก้าวเหยียบเพื่อ
พยุงตัวขึ้นไปนั่งในตำแห่งคนขับได้ง่ายกว่า HiAce ใหม่ อย่างชัดเจน!

พวงมาลัย สวยมาก มาจาก Nissan Serena เป็นข้อดีของการจัดการบริหารด้านต้นทุน และการ Share
ชิ้นส่วนอะไหล่ร่วมกัน ช่องแอร์เป็นแบวงกลม อาจดูขัดตา แต่ถ้าในแง่การใช้งานแล้ว ลูกค้าที่ซื้อรถตู้
ไปใช้งานอยากได้ช่องแอร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้มาก และช่องแอร์แบบวงกลมจะตอบโจทย์
ข้อนี้ได้ดีกว่าแบบสี่เหลี่ยมดั้งเดิม แถมการตกแต่งภายใน ก็ดูดี มีโครเมียมประดับนิดๆหน่อยๆ พองาม
แถมชุดมาตรวัด ก็ดูอลังการไฮโซ แบบตั้งใจทำ งานกราฟฟิคตัวเลข อ่านง่าย แถมมีปุ่มติดเครื่องยนต์
ซึ่งต้องเหยียบเบรกก่อนกดปุ่ม ยกมาจาก Teana และ March ใหม่อีกต่างหากแหนะ! เก๋ซะไม่มีละ!
ยกเว้นคันเกียร์ซึ่งมีก้านคันเกียร์ที่ใหญ่จนชวนให้นึกว่า ทำมาเพื่อให้พร้อมชักออกมา เอาไว้ฟาดกบาล
อริร่วมวินรถตู้ด้วยกันอย่างมาก! การประกอบ ก็ทำออกมาเรียบร้อยดีมาก การเก็บขอบพลาสติกเนี้ยบ
กว่า ซัพพลายเออร์ของ Toyota ในระยะหลังๆมานี้เสียอีก!

อีกเรื่องที่น่าประหลาดใจคือ เบาะแถว 2 ริมประตูบานเลื่อนนั้น นั่งสบายมากกว่ารถตู้ญี่ปุ่นทรงกล่องติดล้อ
ขนาดกลางแบบเดียวกันทุกรุ่นทุกคัน ที่ผมเคยเจอมาตลอดชีวิต! (หมายถึงกลุ่ม HiAce , Urvan , L300
Mazda Bongo พวกนี้หนะครับ ไม่นับรถตู้โดยสารพวก Nissan Elgrand หรือ Toyota Alphard/Vellfire)
เบาะรองนั่งทำได้ดีมากกว่าที่คิด วัสดุที่ใช้หุ้มเบาะ ไม่ได้ชวนให้คิดว่าเป็นผ้าราคาถูกเลย ตรงกันข้าม มันดี
พอกันกับรถยนต์ Sedan ประกอบในไทย หลายๆรุ่นด้วยซ้ำ!

คำถามเดียวที่ผมสงสัยคือ อุปกรณ์ที่ผมเห็นแล้ว กรี๊ดแทนพี่ๆวินรถตู้ทั้งหลายนี้ พอมาถึงเมืองไทย มันจะ
ถูกริดรอนตัดทอนหดหายหน้าตากันไปเท่าไหร่ละเนี่ย? เฮ้อ..! ไม่อยากจะนึกให้เซ็งเป็ด! เอาละ เราคง
ต้องรอจนกว่าครึ่งหลังของปี 2012 ถึงจะได้เห็น รถตู้รุ่นใหม่นี้ ส่งมาทำตลาดในประเทศไทย อันเป็น
ตลาดหลักอันดับ 2 ของรถตู้ประเภทนี้ในโลก!

Nissan FUGA Hybrid
เดินย้อนขึ้นมาทางด้านหน้าบูธอีกนิด ด้านหลังบูธแจกแค็ตตาล็อก ก็จะพบกับ เวอร์ชัน HYBRID ของ
Sedan ขับเคลื่อนล้อหลังขนาดใหญ่ ซึ่งทำตลาดแทนตระกูล Cedric / Gloria มาได้หลายปีแล้ว ในงาน
Tokyo Motor Show ปี 2009 ก็มาจัดแสดงไปรอบหนึ่ง ในฐานะรถยนต์ที่รอจะเปิดตัวออกจำหน่ายจริง
ในอีกไม่กี่เดือนหลังจากนั้น แต่วันนี้ ก็ถูกนำกลับมาจัดแสดงอีกครั้ง เน้นย้ำว่า Nissan ก็มี เทคโนโลยี
ระบบ HYBRID กับเขาเหมือนกัน แถมเป็นแบบ ขับเคลื่อนล้อหลังด้วย

ตัวรถยาว 4,945 มิลลิเมตร กว้าง 1,845 มิลลิเมตร สูง 1,500 มิลลิเมตร ฐาล้อยาวถึง 2,900 มิลลิเมตร
จุดเด่นที่ทำให้แตกต่างจาก FUGA รุ่นมาตรฐานอยู่ที่ การนำขุมพลังรหัส VQ35HR บล็อก V6 DOHC
24 วาล์ว 3,498 ซีซี EGI ECCS 306 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 35.7 กก.-ม.ที่ 5,000
รอบ/นาที มาเชื่อมต่อกับมอเตอร์ไฟฟ้า HM34 กำลังขับ 68 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 27.5 กก.-ม.
เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีแบ็ตเตอรี Lithium-ion เก็บประจุ ราคาขายในญี่ปุ่น 5,775,000 เยน ในรุ่นปกติ
และ 6,300,000 เยน ในรุ่น VIP Package อัดอุปกรณ์สำหรับเอาใจผู้โดยสารด้านหลังเต็มพิกัด

สิ่งที่ผมอยากให้ดู ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีขุมพลัง หรือความหรูหราและนั่งสบายของห้องโดยสาร แต่
อยากให้ดูชิ้นงานของวัสดุในการตกแต่งฐานรองเกียร์ แผงหน้าปัด และแผงประตู ซึ่งเป็นลวดลาย
ที่ดูหรู มีคุณค่า น่าสัมผัส และทำให้ ลืมลายไม้อันตกยุคสมัยไปแล้ว ได้อย่างไม่ต้องคิดมาก ผม
อยากเห็น Trip แบบนี้ ในรถยนต์ประกอบในเมืองไทยบ้าง รุ่นใดก็ได้ อยากเห็นจริงๆนะ มันดูดี
มากๆเลยละ เมื่อเจอกับชิ้นงานจริงแล้ว

NISSAN X-TRAIL Clean Diesel 2.0 GT
หน้าตาก็ดูเหมือน X-Trail เวอร์ชันไทย แต่ที่ถ่ายภาพมาให้ชมกัน ก็เพราะว่า นอกจากตัวรถดูเหมือน
จะดูดีกว่าเวอร์ชันไทย ที่ผลิตใน อินโดนีเซียแล้ว X-Trail คันนี้ ยังใช้ขุมพลัง Clean Diesel ซึ่งถือว่า
เป็นรถยนต์นั่ว Passenger Vehicle ของ Nissan แบบแรกในรอบ 15 ปี ที่ใช้ขุมพลัง Diesel ในญี่ปุ่น
(หลังจากที่ รัฐบาลญี่ปุ่น เพิ่งเริ่มเปิดใจกับมาเปิดโอกาสให้เครื่องยนต์ Diesel เมื่อไม่นานมานี้)

ตัวถังยาว 4,635 มิลลิเมตร กว้าง 1,790 มิลลิเมตร สูง 1,600 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร วาง
ขุมพลัง Renault รหัส M9R Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,995 ซีซี Common-Rail Turbochaerger
พร้อม Intercooler มีตัวกรองอนุภาค DPF (Diesel Particular Filter) กำลังสูงสุด 173 แรงม้า (PS) ที่
3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร (36.7 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ
หรือ อัตโนมัติ 6 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยระบบ All Mode 4×4 เลือกปรับระบบขับเคลื่อนได้เอง
หรือให้ระบบเลือกแบบอัตโนมัติ มีระบบ ASCD (Auto Speed Control) ซึ่งก็คือ Cruise Control นั่นละ
สวมล้ออัลลอย 18 นิ้ว x 7J พร้อมยาง 225/55R18 98H ไฟหน้าแบบ Xenon พร้อมไฟตัดหมอกหน้า
ออกขายในญี่ปุ่น เมื่อช่วงปี 2011 นี้เอง

เห็นขุมพลังแบบนี้แล้ว รู้ว่ายากจะเข้ามาขายในบ้านเรา แต่ถ้ามาได้ และแก้ปัญหาเรื่องของความ
ละเอียดของตัวกรองน้ำมันดีเซล ให้มันไม่ต้องละเอียดมากได้ เครื่องยนต์ตัวนี้ จะมีอนาคตใน
บ้านเราดีเลยทีเดียว

ขบวนรถตู้โดยสารแบบ Minivan ก็มีมาจัดแสดงกันครบ ทั้งพี่ใหญ่คันสีม่วง Nissan Elgrand (ขายใน
สหรัฐอเมริกา จะถูกปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนด้านหน้าจนแปลกตา ขายในชื่อ Nissan Quest เจเนอเรชัน 4)
คันที่นำมาจัดแสดง เป็นรุ่น LV สำหรับผู้ทุพลภาพ

อีกคันในรปข้างบนนี้คือ Nissan Serena คันสีขาว เป็นเจเนอเรชันที่ 4 รุ่นก่อนๆ เคยมาขายในบ้านเรา
อยู่พักหนึ่ง ที่เห็นอยู่นี้คือ รุ่นมาตรฐาน High-Grade มีระบบนำทางมาให้ มาตรวัดแบบ Digital พยายาม
ลดการละสายตาจากผู้ขับขี่ให้มากที่สุด ทำให้ตำแหน่งมาตรวัดเลยย้ายขึ้นไปอยู่ข้างบนกันแบบที่ชวน
ให้นึกถึง Hinda Civic FD เสียอย่างนั้น Serena ถือเป็นรถตู้ขนาดกลางคู่รักคู่แค้นกับ รถตู้ Honda
StepWGN มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว สลับกัน แย่งกันเป็นแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ในญี่ปุ่น ตีคู่สูสีพลาดท่า
ให้แก่กันและกัน มาโดยตลอด (ทำไมปุ่มติดเครื่องยนต์ ไปไว้ซะข้างคันเกียร์แบบนั้นหนอ?)

ส่วนรถยนต์ที่จัดแสดงในงานนอกเหนือจากนี้ มีทั้ง Nissan March , Nissan MOCO , Nissan LEAF
รุ่นมาตรฐาน Nissan GT-R ,และ Nissan LAFESTA Highway Star Minivan ที่ Nissan สั่งซื้อ Mazda
Premacy มาขายเอง แข่งกับ Toyota Wish
————————————————————–

PEUGEOT

(West Hall)

ค่ายสิงสำอางค์จากฝรั่งเศส ส่งรถยนต์มาจัดแสดงรวมทั้งสิ้น 3 คัน เริ่มจาก Peugeot 508 รถยนต์นั่ง
Sedan ขนาดตัวถังพิกัด D-Segment มีการจัดวางอุปกรณ์ที่ดีขึ้น เน้นคุณภาพในการประกอบที่ดีเด่น
กว่า Peugeot รุ่นใดๆ ก่อนหน้านี้แต่ยังสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดที่ปรากฎให้เห็นในด้าน
รายละเอียดการตกแต่งอยู่บ้าง รุ่นที่โชว์ในงานคือรุ่น Griffe ตกแต่งในแนวหรู

ตัวถังยาว 4,792 มิลลิเมตร กว้าง 1,853 มิลลิเมตร สูง 1,456 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,817 มิลลิเมตร 508
เวอร์ชันญี่ปุ่น มีเฉพาะขุมพลัง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,598 ซีซี พ่วง Turbocharger 156 แรงม้า (PS)
ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร (24.5 กก.-ม.) ที่รอบตั้งแต่ 1,400 – 3,500 รอบ/นาที
ขับเคลื่อนล้อหน้า เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ราคาขายในญี่ปุ่น 3,740,000 เยน และยังมีตัวถัง SW
หรือ Station Wagon ราคา 3,940,000 เยน ให้เลือกอีกด้วย

ตามด้วย รถสปอร์ต Peugeot RCZ ที่เปิดตัวในไทยล่วงหน้ามา ปีเศษแล้ว (คันสีขาว) ตัวถังยาว
4290 มิลลิเมตร กว้าง 1,845 มิลลิเมตร สูง 1,360 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,610 มิลลิเมตร วางขุมพลัง
4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,598 ซีซี พ่วง Turbocharger มีให้เลือก 2 ระดับความแรง คือ 156 แรงม้า
(PS) เท่ากับ 508 และเวอร์ชันแรงสุด 200 แรงม้า (PS) ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.0 กก.-ม.
(275 นิวตันเมตร) ที่ รอบตั้งแต่ 1,700 – 4,500 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ค่าตัวในญี่ปุ่น
3,990,000 เยน ในรุ่น 156 แรงม้า (PS) และ 4,230,000 เยน ในรุ่น 200 แรงม้า (PS)

และปิดท้ายด้วย Peugeot 3008 HYBRID 4 ซึ่งเตรียมจะออกสู่ตลาดโลกในเร็วๆนี้ ใช้พื้นฐานจาก
SUV รุ่น 3008 ตัวถังยาว 4,365 มิลลิเมตร กว้าง 1,837 มิลลิเมตร สูง 1,610 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว
2,613 มิลลิเมตร ขุมพลังหลัก เป็นเครื่องยนต์ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร พ่วง Turbo
ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ Sequential 6 จังหวะ กำลังทั้งระบบรวมแล้วจะอยู่ที่
200 แรงม้า (PS) ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 1,580 รอบ/นาที น้ำหนักรถ
1,400 กิโลกรัม ขับเคลื่อน สี่ล้อ ด้วยมอเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ระหว่างล้อคู่หลัง พร้อมแบ็ตเตอรีเก็บไฟ
แบบ Lithium-ion

————————————————————–

PORSCHE

(East Hall)

ปีนี้ บูธของ Porsche ใหญ่โตอลังการเอาเรื่องกว่า Tokyo Motor Show ปีก่อนๆเลยทีเดียว ดูเหมือนว่า
บริษัทแม่ จะมาทำตลาดกันเอง โดยไม่ต้องพึ่งพา ผู้จำหน่าย MIZWA รายเดิมมากมายเหมือนก่อน

เพื่อเอาใจลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ Porsche ขายดี 10 อันดับแรกเสมอมา Porsche
ก็เลยหอบเอา 911 Carrera รุ่นใหม่ล่าสุด ในรหัสรุ่น 991 มาจัดแสดงที่เพิ่งเปิดผ้าคลุมกันในงาน
Frankfurt Motor Show เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาแล้ว

ตัวรถยาว 4,491 มิลลิเมนตร กว้าง 1,808 มิลลิเมตร สูง 1,303 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,450 มิลลิเมตร
เครื่องยนต์ สูบนอน DOHC 3.4 ลิตร 350 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 390 นิวตันเมตร เกียร์ธรรมดา
7 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง ความเร็วสูงสุด 289 กิโลเมตร/ชั่วโมง

นอกจาก 911 Carrera ใหม่แล้ว อีกรุ่นหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลต์สำหรับบูธ Porsche ในงานครั้งนี้ ก็คือ
การเผยโฉมรุ่นย่อยใหม่ของตระกูล Saloon 4 ประตู Panamera นั่นคือ เวอร์ชันร้อนแรงภายใต้ชื่อ
Porshce Panamera GTS

ชื่อ GTS ที่ตามต่อท้าย มาจากคำว่า Grand Turismo Sport เป็นชื่อที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ให้กับ
Porsche มาแล้วมากมาย อาทิรุ่น 904 คาร์เรร่า จีทีเอส (904 Carrera GTS) เมื่อปี 1963 นั่นเอง

ขุมพลังเป็นบล็อก V8 DOHC 4.8 ลิตร ยกระดับความแรงขึ้นจาก Panamera S อีก 30 แรงม้า (PS) เป็น
ที่มีขุมพละกำลังถึง 430 แรงม้า (PS) ที่ 6,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด ก็เพิ่มขึ้นจาก 520 นิวตันเมตร
เป็น 550 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ Porsche Doppelkupplungsgetriebe (PDK) ส่งกำลังลงสู่ระบบ
ขับเคลื่อน 4 ล้อ (PTM) พร้อมระบบ Sport Chrono package ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ทำให้
การส่งกำลังไม่สะดุด อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 4.5 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุด
อยู่ที่ 288 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่เพียงเท่านี้ Panamera GTS ยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ 10.9 ลิตร
ต่อ 100 กิโลเมตร และหากติดตั้งยางแบบ Low-friction แรงเสียดทานต่ำด้วยแล้วจะเหลือเพียงแค่
10.7 ลิตร/ 100 กิโลเมตรเท่านั้น

อีกจุดเด่นของอีกเวอร์ชันแรงในตระกูล Panamera อยู่ที่การลดความสูงลงจากเดิม 10 มิลลิเมตร
ปรับระบบกันสะเทือนหรือช่วงล่างแบบถุงลม (Air-suspension) แผ่นโลหะรองล้อ (Wheel spacers)
หนา 5 มิลลิเมตร ที่ได้รับการติดตั้งช่วยเพิ่มความกว้างของเพลาด้านหลังให้มากขึ้น เสริมด้วยระบบ
จัดการช่วงล่าง PASM จนทำให้สามารถนำไปขับใช้งานในชีวิตประจำวันได้ และยังเอาไปลงแข่ง
ได้อีกด้วย อีกทั้งภายในห้องโดยสาร ยังเปลี่ยนเบาะนั่งและพวงมาลัยเป็นแบบสปอร์ต มีก้านเปลี่ยน
ตำแหน่งเกียร์ Shift paddles และหนังหุ่มเบาะกับแผงประตู Alcantara สวมล้อ 19 นิ้ว พร้อมยางขนาด
255/45 (ด้านหน้า) และ 285/40 (ด้านหลัง) ระบบเบรกสปอร์ต ยกมาจาก Panamera Turbo

Porsche พร้อมจะส่ง Panamera GTS ออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 ที่จะถึงนี้

ที่เหลือ บนพื้นที่บูธของ Porsche ก็ยังมีรถสปอร์ตตระกูล Cayman และ รถยนต์ SUV รุ่น Cayenne
อีกหลายรุ่น จัดแสดงอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่โต ให้เลือกทดลองนั่งได้ตามอัธยาศัย

————————————————————–

RENAULT

(East hall)

ในฐานะพันธมิตรกับ Nissan ปีนี้ Renault จึงเป็นค่ายรถยนต์จากฝรั่งเศส อีกค่ายหนึ่ง ที่ตัดสินใจ
กลับมาเช่าพื้นที่บูธจัดแสดงรถยนต์ของตนกันอีกครั้ง หลังจากเว้นไปในปี 2009 และมาคราวนี้
พวกเขาก็ยังคงโชว์ศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าเทคโนโลยีรถยนต์ฝรั่งเศสเอาไว้เช่นเดิม ด้วยรถยนต์
รุ่นใหม่ๆ และรถยนต์ต้นแบบสั่งตรงจากเมืองน้ำหอม

Renault Capture
รถต้นแบบคันแรกในรอบ 4 ปี ที่ Renault สั่งมาจัดแสดงที่ญี่ปุ่น เป็นรถยนต์ Crossover Coupe
SUV 2 ประตู เปิดกางแบบปีกนก ยกขึ้น เผยโฉมครั้งแรกในโลก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2011
และจัดแสดงในงาน Geneva Auto Salon เดือนมีนาคม 2011 ที่ผ่านมา ออกแบบขึ้นภายใต้
การดูแลของ Laurens van den Acker หัวหน้าทีมออกแบบคนใหม่ของ Renault ซึ่งกำหนด
แนวทางการออกแบบยุคต่อไปของ Renault ให้สอดคล้องกับ วัฎจักรแห่งชีวิตมนุษย์ ในเมื่อ
รถต้นแบบ DeZir ที่เผยโฉมไปก่อนหน้านี้ หมายถึงการตกหลุมรัก ของคนสองคน Capture
จะเป็นตัวแทนที่สื่อถึง การออกเดินทางค้นพบโลก ของคนสองคน ภายในเล่นแนวเส้นสีส้ม
กันอย่างสะดุดตา สร้างความรู้สึกถึงการต้อนรับที่เป็นมิตรและอบอุ่น

ตัวรถยาว 4,223 มิลลิเมตร กว้าง 1,950 มิลลิเมตร สูง 1,586 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,624 มิลลิเมตร
หนัก 1,300 กิโลกรัม วางเครื่องยนต์ใหม่ dCi Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.6 ลิตร ฉีดจ่าย
เชื้อเพลิงตามราง Common Rail ด้วยปั้มแรงดันสูง พร้อม Turbocharger 160 แรงม้า (PS)
แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch EDC ความเร็ว
สูงสุด 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ต่ำมาก เพียง 99 กรัม / กิโลเมตร
เท่านั้น!!

นอกจากนี้ ยังมีระบบ RX2 ซึ่งช่วยส่งแรงบิดขับเคลื่อนในช่วงความเร็วต่ำ ให้ดีขึ้น และมีระบบ
เฟืองท้ายแบบ Mechanical self-locking differential เหมาะกับเส้นทางลูกรัง หรือดินโคลน และ
ระบบ Visio-system ซึ่งใช้เทคโนโลยีระบบกล้อง Facing Camera ติดตั้งด้านบนสุดของหน้าจอ
บนแผงหน้าปัด เพื่อช่วยการควบคุมของผู้ขับขี่ โดยจะช่วยผสานภาพเคลื่อนไหวสด เข้ากับ ภาพ
เสมือนจริงของถนน เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นภาพพื้นถนนภายนอกชัดเจนยิ่งขึ้น

คันต่อมา ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในรถที่ผมชื่นชอบในงาน Megane Renault Sport สีเหลืองอ๋อยนั่นเอง
เป็นรุ่นที่แรงสุดในตระกูล Megane อันเป็นรถยนต์นั่งพิกัด C-Segment Compact Class รุ่นยอดนิยม
ที่ปรับแต่งสมรรถนะให้ดุดันขึ้น พร้อมกับปรับเปลี่ยน เบาะนั่งใหม่ เป็นแบบรถแข่ง ตัวผมลงไป
นั่งแล้ว คับพอดีกับช่วงเอวเลย และทัศนวิสัยในภาพรวม ค่อนข้างทึบไปนิดนึง

ตัวรถยาว 4,320 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร สูง 1,435 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร วาง
ขุมพลังเบนซินรหัส F4R บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,998 ซีซีพ่วง Turbocharger แรงสุดถึง
250 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 34.7 กก.-ม. 3,500 รอบ/นาที จับเคลื่อนล้อหน้า
ด้วยเกียร์ธรรมดา ดิสก์เบรก 4 ล้อพร้อมรูระบายความร้อน ครบทุกล้อ

นอกจากนี้ ในบูธ ยังมี Megane 5 ประตู และ Megane GlassRoof- Cabriolet เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น
มาจัดแสดงควบคู่กันอีกด้วย

ส่วนคันที่ผม ไม่โปรดปรานเอาเสียเลย ก็คงหนีไม่พ้น Renault Kangkoo รถยนต์นั่งอเนกประสงค์
กึ่งตู้ส่งของ รวม 5 ที่นั่ง หลังคาสูง อันเป็นรูปแบบรถยนต์ เพื่อการพาณิชย์ มาดัดแปลงให้เป็นรถเก๋ง
ที่เห็นอยู่นี้ เป็นเจเนอเรชันที่ 2 แล้ว ออกสู่ตลาดเมื่อ 2 ปีก่อน

ปัญหาก็คือ พวงมาลัย เงยเกินไป เบาะนั่งคู่หน้า ก็ไม่สบายตัว ไม่รองรับสรีระอะไรทั้งสิ้น ส่วน
เบาะหลัง ยิ่งแย่ใหญ่ ต่อให้นั่งได้ แต่ถ้าคิดจะยกถาดรองเขียนหนังสือ และช่องวางแก้วน้ำในตัว
ที่ติดตั้งไว้ด้านหลังพนักพิงเบาะคู่หน้า คุณอาจต้องถึงขั้น ชะลอ แล้วหยุดรถ เพื่อปรับเบาะให้
นั่งสบายขึ้นกว่านี้ ส่วนพนักศีรษะ ทำใจได้เลย นี่เป็นรถยนต์อีกรุ่น ที่นั่งโดยสารไม่น่าสบาย
เอาเสียเลย ผิดหลัก Ergonomics Design เต็มไปหมด ดีอย่างเดียวคือมีประตูคู่หลังเป็นแบบ
บานเลื่อน กับหลังคาที่สูงโปร่ง เอาใจคนนั่งแถว 2 เท่านั้นเลย

ตัวรถยาว 4,215 มิลลิเมตร กว้าง 1,830 มิลลิเมตร สูง 1,810 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร
วางขุมพลัง รหัส K4M 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,598 ซีซี หัวฉีด 105 แรงม้า (PS) ที่ 5,750 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 15.1 กก.-ม.ที่ 3,750 รอบ/นาที สเป็ก ชวนให้นึกถึงเครื่องยนต์ HR16DE ของ Nissan
ใน TIIDA ขึ้นมาพิกลๆ

คันสุดท้าย คือ Renault Wind รุ่นตกแต่งพิเศษ Gordini เป็นรถยนต์แนว Roadster เปิดประทุนได้
2 ที่นั่ง สร้างขึ้นบนพื้นตัวถังของ Renault Clio / Lutecia ออกสู่ตลาดมากได้ 1-2 ปีแล้ว มีรูปทรง
คล้ายกับรถยนต์ต้นแบบ Mitsubishi Mr.1000 ในงาน Tokyo motor Show เมื่อปี 1999 ราวกับ
ตั้งใจกันเลยทีเดียว

ชื่อรุ่น Gordini ถ้าแปะอยู่บน Renault คันไหน แสดงว่า นั่นคือรุ่นตกแต่งพิเศษแนวสปอร์ต
สืบทอดตำนานจากสนามแข่งในยุโรป (เหมือนกับที่ MINI มี John Cooper นั่นละครับ)
ตัวรถจะต้องมีสีฟ้าแบบที่เห็น คาดด้วย Strip สีขาว 2 เส้น แบบฟันกระต่ายบนฝากระโปรง
ด้านหน้า ใส่ล้อลายพิเศษ และปรับปรุงการตกแต่งภายในให้พิเศษกว่ารุ่นธรรมดาทั่วไป

บรรยากาศภายใน เมื่อเข้าไปนั่ง เหมือนกับ อยู่ในรถยนต์ City Car คันเล็ก แต่เปิดประทุน
ตำแหน่งเบาะนั่งยังถือว่า พอกันกับ รถบ้านๆของ Renault รุ่นอื่นๆอยู่ แต่เสาหลังคาคู่หน้า
น่าจะมีแนวโน้มบดบังทัศนวิสัยตอนเลี้ยวกลับรถอยู่เอาเรื่องพอสมควรเลยทีเดียว

ตัวรถยาว 3,835 มิลลิเมตร กว้าง 1,690 มิลลิเมตร สูง 1,380 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,365 มิลลิเมตร
หนัก 1,190 กิโลกรัม วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.6 ลิตร 134 แรงม้า (PS)
ที่ 6,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.3 กก.-ม.ที่ 4,400 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยเกียร์
ธรรมดา 5 จังหวะ รถรุ่นนี้จะออกสู่ตลาดญี่ปุ่น ในปี 2012 นี้

————————————————————–

SUBARU

(East Hall)

ปีนี้ Subaru ไม่ยอมน้อยหน้าใคร พวกเขาเลือกจะใช้เวทีนี้ เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่สำหรับตลาดโลก
1 รุ่น รถยนต์รุ่นใหม่ ที่เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ 4 รุ่นรวด รวมทั้งรถยนต์ต้นแบบ
รุ่นใหม่ Subaru Advance Tourer Concept

SUBARU ADVANCED TOURER CONCEPT
FHI นำรถคันนี้มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในโลก ณ งานนี้ แนวคิดของการสร้างรถต้นแบบคันนี้ก็คือ
“Revolutionary Sports Tourer”

ตัวถังยาว 4,580 มิลลิเมตร กว้าง 1,840 มิลลิเมตร สูง 1,430 มิลลิเมตร ออกแบบเน้นเส้นสายที่เฉียบคม
โดยยึดแนวคิดหลัก Revolutionary Sports Tourer บนพื้นฐานของตัวถังที่ถูกกำหนดให้อยู่ในพิกัด
C-Segment Sports Wagon 5 ประตู แต่มีบุคลิกบางอย่าง ที่ชวนให้นึกถึงรถยนต์ Coupe 2 ประตู

ภายในห้องโดยสารออกแบบโดย เน้นให้มนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง หลังคาทำจากกระจก เพื่อเพิ่มความ
ปลอดโปร่งโล่งสบายในการเดินทาง นอกจากนี้ ยังออกแบบให้ มีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ ติดตั้งฝังไว้
กับพวงมาลัย แสดงข้อมูลจากแผนที่ โทรทัศน์ และระบบเชื่อมต่อ Internet ได้โดยตรง

Subaru Advance Tourer Concept ติดตั้งเครื่องยนต์เจเนอเรชันใหม่ 4 สูบนอน BOXER DOHC 16 วาล์ว
1.6 ลิตร พร้อมระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตรงสู่ห้องเผาไหม้ Direct Injection พร้อมTurbocharger อัดอากาศ
ทำให้เราได้เห็นแนวทางของ Subaru ในอนาคต ว่าจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการทำเครื่องยนต์ให้
เล็กลง แต่นำระบบอัดอากาศมาช่วย และปรับปรุงการจุดระเบิดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้สามารถ
ลดความจุกระบอกสูบลงจาก 2,000 – 2,500 ซีซี ได้โดยยังคงได้กำลังจากเครื่องยนต์เท่าเดิม

ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ Lineartronic CVT ที่พัฒนาให้รองรับแรงบิดสูงๆ จากเครื่องยนต์ Turbo
และทำงานร่วมกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าน้ำหนักเบาเพียงลูกเดียว ใช้พลังไฟจากแบ็ตเตอรี Lithium-ion
ช่วยขับเคลื่อนในแบบ HYBRID ถ่ายทอดสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Symetrical All Wheel Drive
ได้อย่างดี โดยในช่วงความเร็วต่ำ มอเตอร์ไฟฟ้าจะขับเคลื่อนรถตามลำพัง จนถึงความเร็วเดินทางปกติ
เครื่องยนต์จะเข้ามาช่วยส่งกำลังไปยังล้อ และถ้าเร่งแซง ก็จะช่วยหมุนทั้งล้อ และปั่นไฟส่งให้มอเตอร์
เมื่อชะลอรถ หรือเหยียบเบรก ระบบจะปั่นไฟกลับไปเก็บในแบ็ตเตอรี หลักการทำงานไม่ต่างจากระบบ
Pararail Hybrid นั่นเอง

นอกจากนี้ ในด้านความปลอดภัย Subaru ยังติดตั้งระบบ Eye Sight เวอร์ชันใหม่ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่
ต่อยอดมาจาก เวอร์ชันแรก ซึ่งออกสู่ตลาดญี่ปุ่นใน Legacy เมื่อเดือนพฤษภาคม 2010 โดยคราวนี้
ระบบกล้อง Sterio Camera ช่วยให้ระบบเพิ่มศักยภาพการตัดสินใจสั่งเบรกจนหยุดรถได้ไวขึ้น ทั้ง
ในมุมกว้าง และมุมลึก

SUBARU BRZ
ผลผลิตจากความร่วมมือกันของ Toyota และ Subaru ที่ตกเป็นข่าวมาตั้งแต่ปี 2007 บัดนี้ ทั้ง 2 ค่าย
ต่างก็พร้อมแล้วที่จะปล่อยรถสปอร์ตขนาดเล็กขับเคลื่อนล้อหลัง ของตน มาให้ได้เป็นเจ้าของกัน
โดย Subaru จะใช้ชื่อในการทำตลาดว่า Subaru BRZ โดยมีการนำไปอวดโฉมเป็นครั้งแรกในโลก
ณ งาน L.A.Auto Show เมื่อ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2011 ในชื่อ Subaru BRZ Concept STi แต่ใน
งาน Tokyo Motor Show จะถือเป็นการเปิดผ้าคลุม เวอร์ชันพร้อมจำหน่ายจริงเป็นครั้งแรกในโลก

แนวคิดในการออกแบบก็คือ Pure Handling Delight หรือ “การขับขี่อันน่าประทับใจอย่างบริสุทธิ์”
ทีมวิวกรมุ่งมั่นจะสร้าง BRZ บนพื้นตัวถังสำหรับรถขับเคลื่อนล้อหลัง ให้มีจุดศนย์ถ่วงต่ำที่สุด
เท่าที่เคยมีมาในโลก เพื่อให้สมรรถนะการควบคุมรถเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ และจะสร้าง
ประสบการณ์ในการขับขี่อันน่าประทับใจให้กับทุกคนที่ได้สัมผัส บนเรือนร่างที่เหมือน Toyota 86
แบบไม่มีผิดเพี้ยน!

ตัวถังยาว 4,240 มิลลิเมตร กว้าง 1,775 มิลลิเมตร สูง 1,300 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร
ติดตั้งเครื่องยนต์บล็อก 4 สูบนอน BOXER DOHC 16 วาล์ว 1,998 ซีซี จุดเด่นของเครื่องยนต์บล็อกนี้
อยู่ที่ความตั้งใจให้ห้องเผาไหม้ เป็นแบบสี่เหลี่ยมจตุรัส Square ด้วย ความกว้างกระบอกสูบ x ช่วงชัก
86 x 86 มิลลิเมตร พร้อมระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตรงสู่ห้องเผาไหม้ D-4S Direct injection กำลังสูงสุด
200 แรงม้า (PS) ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.9 กก.-ม.ที่ 6,600 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหลัง
ด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และอัตโนมัติ 6 จังหวะ E-6AT ระบบกันสะเทือนหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัต หลัง
แบบปีกนกคู่ Double wishbone ดิสก์เบรกมีรูระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ พร้อม ABS และ EBD ตามสูตร

เมื่อลองขึ้นไปนั่งคันจริง ผมพบว่า แทบไม่ได้รู้สึกแตกต่างไปจากการขึ้นไปนั่งในห้องโดยสาร
ของ Mazda MX-5 เจเนอเรชันที่ 2 (รุ่น NB ปี 1997) เท่าใดนัก มีบรรยากาศกึ่ง Retro มาให้
สัมผัสนิดๆ ตำแหน่งนั่งขับทุกอย่าง พยายามเอาใจคนขับมากๆ แต่สงสัยว่า ทำไมต้องเอาสวิชต์
ติดเครื่องยนต์ ไปไว้ด้านล่างสุดของแผงควบคุมกลาง แถมยังไกลจากผู้ขับอีกนิดนึงด้วยซ้ำ
หรือว่า พอย้ายเป็นพวงมาลัยซ้าย จะได้สะดวกขึ้น เลยขี้เกียจทำสวิชต์สำหรับฝั่งพวงมาลัยขวา
เสียอย่างนั้น? ส่วนกระจกหูช้าง บอกตามตรงว่า ขัดตา ขัดใจมาก ทำให้รถดูกลายเป็นรถเก่า
หรือไม่ก็เป็นรถที่ยังวาดด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิค โดยนิตยสาร Best Car ในญี่ปุ่น ยังไม่เสร็จ
คงต้องเหลือแค่การทดลองขับในเมืองไทยแล้ว เพื่อจะได้ร้ว่า สมรรถนะที่แท้จริงนั้น เป็นเช่นใด

นอกจากรุ่นธรรมดาแล้ว Subaru ยังนำ BRZ เวอร์ชันปรับแต่งเป็นรถแข่งทางเรียบ มาจัดแสดง
ถือเป็นแนวทางสำหรับการแข่งขันในสนาม ของ STi หรือ Subaru Technica International
ในฤดูกาลแข่งขันปีต่อๆไป อีกด้วย

SUBARU IMPREZA G4 / IMPREZA Sport / XV
ถือเป็นการเปิดตัวสู่ตลาดญี่ปุ่นครั้งแรกในงานนี้ (30 พฤศจิกายน 2011) กันเลยทีเดียว เจเนอเรชันที่ 4
ของ Impreza นับตั้งแต่ปี 1992 นี้ มีพัฒนาการที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะถูกสร้างขึ้นบน
แนวคิดใหม่ “Redefining Value, Redefining Class” เพื่อจะให้ Impreza รุ่นมาตรฐาน กลายเป็นอีก
ทางเลือกใหม่ ที่ลูกค้าชาวญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และทั่วโลก (ประเภทที่ไม่ได้ขับรุ่น WRX และอยาก
ได้ความคุ้มค่าจาก Impreza เวอร์ชันปกติ จะชื่นชอบมากยิ่งขึ้น

ตัวถังรุ่น Sedan G4 ยาว 4.580 มิลลิเมตร รุ่น Sport 5 ประตู ยาว 4,415 มิลลิเมตร กว้าง 1,740 มิลลิเมนตร
สูง 1,465 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,645 มิลลิเมตร มีขุมพลัง 2 ขนาด ทั้งแบบ FB16 บล็อก 4 สูบนอน Boxer
DOHC 16 วาล์ว 1,599 ซีซี พร้อมระบบแปรผันวาล์ว Dual AVCS 115 แรงม้า (PS) ที่ 5,600 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 15.1 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที เชื่อมทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ อัตราทด
แปรผัน Lineatronic CVT กับ รหัส FB20 บล็อก 4 สูบนอน Boxer DOHC 16 วาล์ว 1,995 ซีซี พร้อม
ระบบแปรผันวาล์ว Dual AVCS 150 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.0 กก.-ม.ที่ 4,200
รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ Lineartronic CVT แถมในรุ่นท็อปยังมีระบบ Eye Sight Version 2
ที่ยิงคลื่นสัญญาณไปกระทบรถยนต์ หรือวัตถุข้างหน้า หากเข้าใกล้มากไป รถจะสั่งเบรกให้เองโดย
ทันที และอัตโนมัติ ระบบนี้ ถูกนำมาใส่ใน Impreza เป็นครั้งแรก หลังจากประจำการใน Legacy มา
ตั้งแต่ปี 2009 แล้ว และถูกพัฒนาการทำงานให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ระบบกันสะเทือนหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัต หลัง ปีกนกคู่ Double Wishbone ดิส์กเบรก 4 ล้อ คู่หน้ามี
รูระบายอากาศ พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD มาพร้อมเทคโนโลยี
SI Chassis ที่เน้นเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ในการบังคับรถมากยิ่งขึ้น

สัมผัสแรกที่ได้ขึ้นไปนั่งทั้งเบาะหน้าและหลังก็คือ ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งดีขึ้น น่าใช้ขึ้น
และยกระดับวัสดุจากรุ่นเดิม จนใกล้เคียง Legacy มากขึ้น อย่างชัดเจน ตำแหน่งต่ำสุดของ
เบาะนั่งคู่หน้า ยกสูงขึ้นจากรถรุ่นเดิมอยู่พอสมควร ไม่ถึงกับเท่า Nissan TIIDA แต่ก็ใกล้เคียง
อยู่เหมือนกัน ส่วนเบาะหลัง ถือว่า แก้ปัญหาพื้นที่วางขาด้านหลัง รวมทั้ง ความเมื่อยล้า นั่งไม่
สบายตัวนัก ของเบาะหลัง ได้จบ คงต้องรอการเปิดตัวในเมืองไทยก่อน จึงจะสรุปได้ชัดเจน
กว่านี้

ส่วนรุ่น XV ที่เห็น อันเป็นรุ่นยกสูงนั้น แม้จะเคยเปิดตัวในต่างประเทศมาแล้ว แต่สำหรับงานนี้
มีเพียงแค่การนำมาอวดโฉมเฉยๆ ทว่า ยังจะไม่ทำตลาดในญี่ปุ่น เพราะจะต้องรอให้เปิดตัว Impreza
ใหม่ไปได้สักพักก่อน ส่วนเมืองไทย XV จะเปิดตัวในบ้านเรา ที่งาน Motor Expo วันที่ 8 ธันวาคมนี้
ออกสู่ตลาดก่อนหน้าญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว

SUBARU WRX STi S206
เป็นรุ่นพิเศษของ WRX STi ผลงานจาก Subaru Technica International หรือ STi ที่บรรดาคนรัก Subaru
คุ้นเคยกันดี ว่าชื่อนี้ ทำแต่ของแรงๆมาใส่ให้กับรถคันเก่งของพวกเขา S206 คือการนำ WRX STi ตัวถัง
Sedan 4 ประตู Hatchback 5 ประตู มาดัดแปลงเพิ่มเติม ทั้ง

นอกจากนี้ ในบูธของ Subaru ยังมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ มาจัดแสดงกัน ไม่ว่าจะเป็น
– SUBARU LEGACY B4 2.5GT EyeSight S Package – Premium Leather Selection (display model)
– SUBARU EXIGA 2.5i spec. B EyeSight (display model)
– SUBARU FORESTER 2.0XS typeS (display model)
– SUBARU LEGACY OUTBACK 2.5i EyeSight EX Edition (production model)

รวมทั้งยังมีต้นแบบของเครื่องยนต์ BOXER เจเนอเรชันต่อไป มาผ่าเอาไว้จัดแสดงให้ชมกันด้วย
ซ้ายมือจากในรูปข้างบนนี้คือขุมพลัง Boxer Diesel ตรงกลางคือขุมพลัง D4-S 2.0 ลิตรของ BRZ
————————————————————–

SUZUKI

(West Hall)

เจ้าพ่อรถขนาดเล็กจากเมือง Hamamatsu ปีนี้ ก็ยังคงสร้างสีสันด้วยบรรยากาศของบูธที่แปลกตาไปกว่าเดิม
เพียงนิดหน่อย ไม่มากนัก บริเวณซุ้มนำเสนอ รถยนต์รุ่นใหม่ 2 คัน ก็ยังคงคล้ายคลึงกับงานในปี 2009

เพียงแต่ เวทีการจัดแสดงนั้น เล่นนำรถยนต์ต้นแบบ และจักรยานยนต์ต้นแบบ รวม 5 คัน ไปไว้บน
เวทีเดียวกัน ทุกคัน จอดอยู่บนพื้นที่แท่นหมุน Turntable ของตัวเอง ขณะที่ เวทีใหญ่ ก็เป็นแท่นหมุน
ขนาดใหญ่ Big Turntable ได้เช่นเดียวกัน และสามารถหมุนได้ แยกอิสระจากกันอีกด้วย นึกถึงพวก
ตุ๊กตาหมุน Music Box สมัยโบราณเลยแหะ ด้านหลังเป็นจอ LED ขนาดใหญ่โต แยกฉาย Video
Presentation ได้สบายๆ

ปีนี้ Suzuki มีรถยนต์ต้นแบบมาจัดแสดง 3 คัน และรถยนต์รุ่นใหม่ 2 คัน ที่เปิดตัวในงานนี้เป็นครั้งแรก
หนึ่ในนั้น ขอให้จับตาดูให้ดี เพาะจะเป็น รถยนต์รุ่นใหม่ในอนาคต ค่อนข้างแน่นอน นั่นคือ เจ้าเขียว
คันเนี้ย….

Suzuki REGINA
ถ้าจะบอกว่านี่คือต้นแบบของรถยนต์ Compact Car ระดับ Sub-B Segment รุ่นต่อไปในอนาคต
คุณจะเชื่อไหม?

เพราะในเอกสารสำหรับสื่อมวลชนของ Suzuki เขียนเอาไว้ชัดเจนเลยว่า “REGINA embodies
Suzuki’s vision of a next-generation global compact car” ด้วยแนวทางที่ชัดเจนในการมุ่งเน้น
ลดน้ำหนักตัวรถในทุกด้าน ทำให้ REGINA มีน้ำหนักเบามากเพียง 730 กิโลกรัม คือเบาเท่ากับ
รถยนต์ K-Car 660 ซีซี ในญี่ปุ่นเลยว่างั้นเถอะ! แถมยังช่วยลดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน
อากาศ (drag coefficient) ลดลงกว่า Swift รุ่นปัจจุบันถึง 10% เป็นขั้นต่ำ และทำให้ REGINA
ทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ตามมาตรฐานการทดสอบ JC08 Test Cycle ของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้
ถึง 32 กิโลเมตร/ลิตร! และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกต่ำมาก เพียง 70 กรัม / 1 กิโลเมตร
ตามมาตรฐานการทดสอบค่ามลพิษของยุโรป แบบใหม่ ทั้งที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินธรรมดาๆนี่ละ!

ตัวรถยาว 3,550 มิลลิเมตร กว้าง 1,630 มิลลิเมตร สูง 1,430 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,425 มิลลิเมตร
วางขุมพลังเบนซิน 800 ซีซี พ่วงด้วย Turbocharger ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT
ภายในออกแบบให้สัมผัสถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ แผงควบคุมเครื่องปรับอากาศและเครื่องเสียง
เป็นแบบลอยตัว Floating Interface เบาะคู่หน้า มีพนักพิงหลังค่อนข้างบาง เพิ่มพื้นที่วางขาให้
ผู้โดยสารด้านหลังได้มาก

Suzuki Q Concept
ในเมื่อรถยนต์สี่ล้อเล็กประเภท City Mobility กำลังกลายเป็นอีกเทรนด์ใหม่ที่ใกล้จะมาถึงใน
เวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้า Suzuki ก็เลยคิดที่จะทำรถยนต์ประเภทนี้ออกมาบ้าง ซึ่งพวกเขาคิดกัน
มาตั้งนานแล้ว แต่แนวทางดังกล่าว ก็ยังไม่ชัดเจนนัก และ Q-Concept ก้เป็นรถยนต์ต้นแบบ
ที่พวกเขาทำออกมา เพื่อจะสำรวจความเป็นไปได้ในการผลิตขายจริงในอนาคตอีกรุ่นหนึ่ง

Q-concept ถูกวางตัวไว้ คั่นกลางระหว่าง จักรยานยนต์ และรถยนต์ ด้วยขนาดตัวถังยาวเพียง
2,500 มิลลิเมตร ทำให้ และมีเบาะนั่ง 2 ตำแหน่ง ติดตั้งเยื้องกัน จึงเหมาะแก่การเดินทางใน
ระยะทางใกล้ๆ ประมาณ 10 กิโลเมตร จากบ้าน หรือที่ทำงาน ตัวรถยาว 2,500 มิลลิเมตร
กว้าง 1,300 มิลลิเมตร สูง 1,650 มิลลิเมตร นั่งได้ 2 คน ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า และแบ็ตเตอรี
ชาร์จไฟ 1 ครั้ง แล่นได้ 50 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ตัวรถมีความคล่องแคล่วสูง และใช้พื้นที่จอดรถน้อยกว่ารถยนต์ทั่วไป ด้วยห้องโดยสารที่ถูก
ออกแบบให้ดึงดูดใจ นั่งสบาย ด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ที่เหนือชั้นกว่าจักรยานยนต์
ทำให้ Q-concept สะดวกต่อการขับขี่ไปช็อปปิง ไปหาหมอ ไปรับส่งบุตรหลานจากโรงเรียน
หรือการเดินทางในระยะใกล้ๆบ้าน

นอกจากนี้ Q-concept ยังสามารถดัดแปลงให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการติดตั้งเบาะ
ด้านหลังสำหรับเด็หก เพิ่มอีก 1 ตำแหน่ง เป็น 3 ที่นั่ง หรือจะปรับรุปแบบให้เป็นรถส่งของ
ขนาดเล็ก เพื่อใช้ในธุรกิจร้านดอกไม้ หรือส่งพิซซ่า ไปจนถึง ส่งราเม็ง โดยปรับเบาะนั่ง
ให้เหลือตำแหน่งคนขับไว้เพียงที่เดียว แล้วปรับพื้นที่ด้านหลังสำหรับบรรทุกสัมภาระขนาด
เล็กก็ทำได้เช่นเดียวกัน

Suzuki Swift EV Hybrid
เป็นความพยายามต่อเนื่องมาจากการนำเสนอรถยนต์พลังงาน EV Hybrid ใน Tokyo Motor Show
เมื่อปี 2009 แนวคิดในการพัฒนาเกิดขึ้นจาก รูปแบบการใช้รถขนาดเล็กของขาวญี่ปุ่น ส่วนใหญ่
ขับใช้งานแค่วันละ 20 – 30 กิโลเมตร ดังนั้น Swift EV Hybrid จึงถูกสร้างขึ้นให้สามารถขับเคลื่อน
ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบ็ตเตอรีได้เพียงอย่างเดียว หรือถ้าขับขี่ในระยะทางไกลขึ้น ขุมพลังเบนซิน
Hybrid ก็พร้อมจะรับช่วงทำหน้าที่ต่อในรูปแบบ Engine-driven generator.

เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนๆที่มีขายกันในญี่ปุ่นตอนนี้ Swift EV Hybrid มีขนาด
แบ็ตเตอรี ที่เล็กกว่า น้ำหนักเบากว่า ดังนั้น จึงชาร์จไฟให้เต็มได้เร็วกว่า ใช้ไฟน้อยกว่า ลดค่าใช้จ่าย
ลงได้มากกว่า

ตัวรถยาว เท่า Swift ใหม่ รุ่นมาตรฐาน ยาว 3,810 มิลลิเมตรกว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,510 มิลลิเมตร
ฐานล้อ 2,430 มิลลิเมตร วางเครื่องยนต์ เบนซิน 658 ซีซี พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังขับเคลื่อนรวม
55 กิโลวัตต์ วิ่งด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกล 30 กิโลเมตร ทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ 28 กิโลเมตร/
ลิตร แบ็ตเตอรี เก็บไว้ที่ห้องเก็บของด้านหลัง เป็นกล่อง Battery Box

หลังจากนี้ Suzuki จะส่ง Swift EV Hybrid ไปอวดโฉมตามงานแสดงรถยนต์ต่างๆทั่วโลก ตลอดปี
2012 ในชื่อ Swift Range Extender

Suzuki Swift Sport
ถือเป็นเวอร์ชันร้อนแรงที่สุดในตระกูลที่หลายคนรอคอย สืบทอดความสำเร็จ จาก Swift Sport
รุ่นแรกที่เริ่มผลิตขายในญี่ปุ่นเมื่อปี 2005 และในฮังการี เมื่อปี 2006 และเป็นที่ถูกอกถูกใจลูกค้า
กว่า 40 ประเทศทั่วโลก วันนี้ เจเนอเรชันล่าสุด เปิดตัวในงาน Tokyo Motor Show เป็นครั้งแรก
โดยในตลาดญี่ปุ่นจะใช้ตัวถัง Hatchback 5 ประตู แต่ในตลาด ต่างประเทศ ช่วงแรกจะมีตัวถัง
Hatchback 3 ประตู ให้เลือกอีกด้วย

ตัวถังยาว 3,890 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,510 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,430 มิลลิเมตร
ขุมพลังเป็นรหัส M16A บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,586 ซีซี หัวฉีด MPI 136 แรงม้า (PS) ที่
6,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 160 นิวตันเมตร (16.3 กก.-ม.) ที่ 4,400 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้า
ด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ แต่ในตลาดญี่ปุ่นจะมีรุ่นเกียร์อัตโนมัติ CVT
ให้เลือกด้วย ช่วงล่างด้านหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังทอร์ชันบีม ดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบควบคุม
เสถียรภาพ ESP ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเพิ่มแรงเบรกในภาวะ
ฉุกเฉิน Brake Assist ภาพรวมของรถ ถูกปรับปรุงให้หนึบแน่นยิ่งขึ้น สมรรถนะดียิ่งขึ้น แต่ยังประหยัดน้ำมัน
ขับสบาย และห้องโดยสาร ที่เงียบ เทียบเท่าห้องโดยสารของ Swift ใหม่ 1.2 ลิตร ทุกประการ แถมมี
จะมีถุงลมนิรภัยมาให้มากถึง 7 ใบ (คู่หน้า ด้านข้าง ม่านลม 2 ฝั่ง และถุงลมหัวเข่าฝั่งคนขับ) ราคาขาย
ในญี่ปุ่น เกียร์ธรรมดา 1,680,000 เยน รุ่น เกียร์ CVT 1,748,250 เยน ออกขายในญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว

ส่วนรถยนต์รุ่นจำหน่ายในญี่ปุ่น ที่จะนำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ มีทั้งรุ่น Solio, Swift, Escudo
และกลุ่ม Minicars หรือ K-Car 660 ซีซี ทั้งรุ่น Wagon R, Wagon R Stingray, MR Wagon,
รถตู้มินิแวนประตูบานเลื่อน Palette กับ Palette SW, Lapin, Mini Offroad รุ่น Jimny และ
รถตู้เล็กรุ่น Every (wheelchair-friendly model)

รถคันที่อยากให้ดู มีอยู่ 3 คันครับ เริ่มจาก Suzuki Alto ECO คือต้องย้อนกลับไปในงาน
Tokyo Motor Show 2009 ตอนนั้น Suzuki เพิ่งเปิดตัว Alto ใหม่ กันในงาน แต่เริ่มขาย
กันเป็นกิจลักษณะ ก็ปาเข้าไปเดือนธันวาคม 2009 ต่อมา พอปีนี้ 2011 Daihatsu เขาออก
Mira e:S ซึ่ง เคลมว่า ทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐานการทดสอบ JC08 ของทาง
รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ถึง 30 กิโลเมตร/ลิตร Osamu Suzuki นายใหญ่ของ Suzuki เลยทุบโต๊ะ
ดังเปรี้ยง! “ไม่ยอมโว้ย!” ก็เลยให้ทีมวิศวกรไปหาทาง รีดความประหยัดเพิ่มจาก Alto
ใหม่ ออกมาให้ได้อีก ตัดทอนอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นลดลงไปพอสมควร จนกระทั่งออกมา
เป็น Alto ECO ที่เห็นนี่ละครับ ทำอัตราสิ้นเปลือง JC08 แซง Mira e:S ขึ้นไปเป็นระดับ
30.2 กิโลเมตร/ลิตร! (ขนาดแค่ 200 เมตร / ลิตร ยังเอาเลยคิดดูแล้วกัน) ออกสู่ตลาดเมื่อ
24 พฤศจิกายน 2011 ที่ผ่านมา สดๆร้อนๆ ใช้แคมเปญโฆษณา Hello! 30.2 km./L

ตัวรถยาว 3,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,475 มิลลิเมตร สูง 1,520 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,400 มิลลิเมตร
น้ำหนัก 740 กิโลกรัม วางเครื่องยนต์ R06A บล็อก 4 สูบ DOHC 12 วาล์ว 658 ซีซี หัวฉีด EPI
52 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 6.4 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ
CVT ความจุถังน้ำมันแค่ 20 ลิตร ระบบกันสะเทือนหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัต หลัง คานบิด I.T.L
ระบบเบรก หน้าดิสก์ หลังดรัม มีระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
มาให้ด้วย ยางไซส์ประหลาด 145/80R13 มี 2 รุ่นย่อย คือ ECO-L 895,000 เยน และ ECO-S
995,000 เยน เท่านั้น! ออกสู่ตลาดเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2011 ที่ผ่านมานี้เอง

คันต่อมาก็คือ Suzuki Solio มาในรูปแบบการย่อ Nissan Serena ลงมาให้เป็น รถยนต์แบบ
Minivan 5 ที่นั่ง ขนาดตัวถังระดับ Sub-Compact ความน่าประทับใจอยู่ที่การจัดสรรพื้นที่
ภายใน เพื่อหวังจะต่อกรกับ Daihatsu Tanto อันเป็นเจ้าตลาดกลุ่มนี้และแม้ว่า Suzuki จะมี
Palette และ Palette SW เอาใจลูกค้าที่อยากได้ Minivan ขนาด K-Car ออกมาอยู่แล้ว แต่
Solio เอง ก็เรียกได้ว่าเป็น Swift ในตัวถัง Minivan นั่นเอง เพราะภายใน ที่นั่งสบายมากๆ
โดยเฉพาะเบาะแถวหลัง แถมมีประตูบานเลื่อนไฟฟ้า เลื่อนได้ 1,725 มิลลิเมตรเลยทีเดียว

ตัวรถยาว 3,710 มิลลิเมตร กว้าง 1,620 มิลลิเมตร สูง 1,765 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,450 มิลลิเมตร
วางเครื่องยนต์เดียวกับ Swift รหัส K12B บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,242 ซีซี 91 แรงม้า
(PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.0 กก.-ม.ที่ 4,800 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ
ยางขนาด 165/65 R14 ราคาขายตั้งแต่ 1,382,850 – 1,747,200 เยน

และคันสุดท้าย ก็คือ Swift ใหม่ เจเนอเรชันที่ 2 ซึ่งจะมาเป็น ECO Car ประจำค่าย Suzuki
ในบ้านเราแน่นอน ตัวถังยาว 3,810 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,510 มิลลิเมตร
ฐานล้อ 2,430 มิลลิเมตร เวอร์ชันญี่ปุ่น วางขุมพลัง K12B บล็อก 4 สูบ สเป็กเหมือนกับใน
Solio ทุกประการ ยางเวอร์ชันญี่ปุ่น ขนาด 175/65 R15 ราคาขายในญี่ปุ่นตั้งแต่ 1,234,250
ถึง 1,653,750 เยน ลองแปลงเป็นเงินไทยดู (อัตราแลกเปลี่ยนตอนนี้ 40 บาท / 100 เยน)

มาตรฐานการประกอบนั้น เนี้ยบมาก เมื่อเทียบกับ ECO Car คันอื่นๆ ในตลาดบ้านเรา
และรวมทั้ง Mitsubishi Mirage ใหม่ด้วย วัสดุดีกว่า คุณภาพดีกว่า เก็บรายละเอียดดีกว่า
และเชื่อมขนมกินได้เลยว่า เวอร์ชันไทย จะมีคุณภาพ “ไม่แตกต่างไปจากเวอร์ชันญี่ปุ่น
ที่เห็นอยุ่นี้มากมายนัก” เวอร์ชันไทย จะเปิดตัวในงาน Bangkok International Motor Show
เดือนมีนาคม 2012 นี้ ตามกำหนดการเดิม ชนกับ Mirage ใหม่พอดี!

นอกจากรถยนต์แล้ว Suzuki ยังขนจักรยานยนต์มาโชว์กันหลายรุ่น มีทั้งแบบรักษ์โลก และ
เอาใจกลุ่มรักความแรง

เริ่มกันที่ Suzuki e-Let’s Scooter ขนาดเล็ก พลัง Fuel Cell ปลอดมลพิษจากท่อไอเสียโดยสิ้นเชิง
สำหรับการขับขี่ไปจ่ายตลาด ใช้มอเตอร์แบบฝังในล้อ (In-Wheels Motor) พร้อมระบบห้ามล้อ
แบบช่วยสร้างพลังงานไฟฟ้า Regenerative Braking Capability คืนกลับไปสู่แบ็ตเตอรีขนาดเล็ก
Lithium-ion และมีระบบชาร์จไฟขนาดกระทัดรัด ชาร์จไฟบ้านญี่ปุ่น 100V ได้โดยตรง การชาร์จ
1 ครั้ง สามารถแล่นได้ 30 กิโลเมตร โครงสร้างมีน้ำหนักเบา ทำให้ e-Let’s หนักพอกันกับรุ่น
เครื่องยนต์เบนซินสันดาปปกติ ให้อัตราเร่งที่นุ่มนวล ช่วยลดเสียงรบกวน และการสั่นสะเทือนลง

e-Let’s ถูกแนะนำครั้งแรกเมื่อดือนกันยายน 2010 โดย Suzki ทำการทดลองใช้งานเก็บข้อมูลจาก
ชาวเมือง Hamamatsu เองเพื่อเก็บข้อมูลนำไปปรับปรุงสู่การผลิตออกจำหน่ายจริงทั่วญี่ปุ่นในอีก
ไม่นานนี้

Suzuki Burgman Fuel-Cell Scooter ขนาดกลาง ที่เคยเปิดตัวใน Tokyo Motor Show 2009 ก็ถูก
ปรับปรุงและกำลังทำการทดสอบบนถนนจริงทั้งในญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร จนกลายเป็น
พาหนะพลังงาน Fuel Cell แบบแรกที่ได้รับการอนุมัติให้แล่นได้บนถนนในสหภาพยุโรป

Suzuki GW250 คันสีดำ เป็นจักรยานยนต์ขนาด 250 ซีซี ที่พัฒนาขึ้น และผลิตขึ้นเพื่อตลาด
เมืองจีน เพิ่งจะถูกเปิดตัวไปในงาน China International Motorcycle Trade Exhibition ที่เมือง
Chongqing ไม่นานมานี้เอง

Suzuki V-Strom 650 ABS Sport Enduro Tourer คันสีส้มทอง เป็นจักรยานยนต์แนวกึ่งวิบาก
Enduro Touring ที่ถูกปรับปรุงให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น และสะดวกต่อการเดินทาง
ทั้งในเมือง หรือในระยะไกลๆ รุ่นแรกเปิดตัวตั้งแต่ปี 2003 มีสมรรถนะสูงในรอบเครื่องยนต์
ต่ำและกลาง การออกแบบภายนอกใหม่ช่วยจัดการด้านกระแสลมได้ดีขึ้น และประหยัดน้ำมัน
มากขึ้น รถรุ่นนี้ เป็นรถสำหรับตลาดส่งออกเท่านั้น ไม่มีขายในญี่ปุ่น

และนอกจากนี้ยังมี Suzuki GSX-R1000 (คันสีฟ้า-ขาว) เจ้าของสโลแกน “Own The Racetrack”
รุ่นปี 2012 สำหรับตลาดส่งออกต่างประเทศ ที่ถูกปรับปรุงให้พุ่งทะยานดียิ่งขึ้น เข้าโค้งดีขึ้น และ
หยุดรถได้มั่นใจขึ้น ไปพร้อมกับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น มาจัดแสดงร่วมกับรุ่นอื่นๆท อาทิ
Suzuki Bandit 1250F ABS, Suzuki Gladius 400 ABS และรถไฟฟ้าสำหรับผู้สูงอายุ 4 ล้อเล็ก ET4D
จากตระกูล Senicar มาจัดแสดงด้วย

————————————————————–

TOYOTA / LEXUS

(East Hall)

ปีนี้ บรรยากาศในบูธ Toyota มาแปลกกว่าทุกปีที่ผ่านมา นอกจากจะตบแต่งอย่างเรียบง่าย และเน้น
การใช้ เทคโนโลยี พรีเซ็นเตชันผ่านเครื่องยิงโปรเจ็คเตอร์แบบกว้าง ลงไปบนผนังขาว เป็นหลักแล้ว
พื้นที่ของบูธ ยังเต็มไปด้วยพรมสีเขียว หญ้าสีเขียว และ…โดราเอมอน โนบิตะ ชิสุกะ ไจแอนท์ แถม
ซูเนโอะ ก็มากับเขาด้วย เรียกได้ว่า อยู่กันครบทีม ขโมยซีนความเด่นเด้งของ Toyota 86 รถสปอร์ต
ขับล้อหลังขนาดเล็กคันใหม่ไปหน้าตาเฉย!

การ์ตูนเอก ของ อ.Fujio Fujiko ผู้ล่วงลับ มาเกี่ยวข้องกับ Toyota ได้ ก็เพราะในช่วงนี้ Toyota Motor
กำลังทำแคมเปญรณรงค์โฆษณาครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น ภายใต้แคมเปญที่ชื่อ RE BORN

เมื่อได้คุยกับเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นของทาง Toyota แล้ว ทราบว่า แนวคิดของแคมเปญนี้ มาจากเหตุการณ์
ทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น และน้ำท่วมในประเทศไทย Toyota อยากจะทำแคมเปญอะไรสักอย่าง
ออกมาเพื่อให้หลายๆคน ในเขต Tohoku Iwate Fukushima ที่ทุกข์ และกำลังต้องต่อสู้ มีความหวัง และ
ไม่ลืมความฝันของตัวเอง (ซึ่ง แน่นอนว่า ทางอ้อมแล้ว ก็ย่อมหมายถึง ความฝันในการมีรถด้วยนั่นละ)
ก็เลยใช้ โดราเอมอน เพราะว่า เป็นตัวแทนจากโลกอนาคต เป็นมุมมอง และความฝันในแง่ดีฃ

นอกจาก โดราเอมอนแล้ว ยังมีดาราญี่ปุ่นอันดับ 1 อย่าง Takuya Kimura และผู้กำกับ/นักแสดงชั้นครู
ของญี่ปุ่นอย่าง Takechi Kitano (1 ใน คู่หูคู่ฮา ที่ช่อง 7 เคยนำมาฉายบ้านเราตอนบ่ายวันเสาร์เมื่อ
หลายสิบปีก่อน) มาแสดงเป็น Presenter ในภาพยนตร์โฆษณาอีกชุดหนึ่งด้วย โดยจะเป็นชุดที่
เน้นการให้กำลังใจชาว Tohoku อันเป็นพื้นที่ประสบภัย ภายใต้แคมเปญชื่อ Toyota Drive For
Tohoku ซึ่งจะมีกิจกรรมมากมายตามมาหลังจากนี้ การใช้ ดาราดังของญี่ปุ่นสองคน ก็เพราะว่า
ต้องการสื่อให้เห็นถึงความยากลำบากของทุกสิ่งที่ฝ่าฟันมา ยากลำบากกว่านี้ ก็ผ่านกันมาแล้ว มา
ในยุคใหม่ วีบุรุษทั้ง 2 คนของญี่ปุ่นที่มาเกิดใหม่ ก็เหมือนกับว่า จะช่วยพลิกฟื้นความฝันของผู้คน
ในอีกทางหนึ่งด้วย

นับเป็นแคมเปญโฆษณาที่ดี และถูกที่ ถูกเวลาจริงๆ

สำหรับรถยนต์ต้นแบบของค่ายสามห่วง ที่นำมาจัดแสดงกันในคราวนี้ มีเยอะพอกันกับงานใน
ครั้งก่อนๆ และล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่อยู่ในระหว่างเดินหน้าสร้างสรรค์เป็นรถยนต์คันขาย
จริงๆทั้งสิ้น ยกเว้นก็แค่ รถยนต์ประหลาดคันข้างล่างนี้…

TOYOTA FUN-Vii
คำจำกัดความสั้นที่สุดคือ “รถยนต์ต้นแบบที่สื่อถึงนิยามของอนาคตที่เชื่อมต่อผู้คนยานยนต์และ
สังคมไว้ด้วยกัน ผ่านทางระบบเครือข่ายสื่อสารอัจฉริยะต่างๆ มากมาย

ตัวรถยาว 4,020 มิลลิเมตร กว้าง 1,745 มิลลิเมตร สูง 1,415 มิลลิเมนตร ฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
มาในรูปร่างแปลกประหลาด จนชวนให้คิดว่า ได้แรงบันดาลใจจากโทรศัพท์ iPhone มาหรือไม่
เพราะเมื่อคุณออกจากบ้าน คุสามารถเลือกเปลี่ยนสีรถได้ตามใจคุณ จากโทรศัพท์มือถือแบบ
Smart Phone ไปจนถึง ระบบนำทางแบบ Virtual Navigation พร้อมระบบขับขี่เองอัตโมัติ
Auto Drive เดินทางได้ 3 คน และเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี ต่างๆได้อย่างมากมายหลายหลาก
นั่งอยู่ในห้องโดยสารหากเบื่อๆ ก็เปลี่ยน Theme ภายในห้องโดยสารได้ง่ายดาย

ทั้งหมดนี้เป็นจินตนาการ แต่จะเป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหนอย่างไร อีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เราก็จะได้เห็นกัน

TOYOTA FCV-R
รถยนต์ Sedan ต้นแบบแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานจาก Fuel Cell คันนี้ ขับเคลื่อนด้วย Hydrogen
ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสะอาด ปราศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสามารถผลิตได้
จากหลากหลายแหล่ง ทั้งยังง่ายต่อการจัดเก็บและขนย้าย

ตัวถังยาว 4,745 มิลลิเมตร กว้าง 1,790 มิลลิเมตร สูง 1,510 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร
ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งได้พลังไฟฟ้ามาจากระบบ Fuel Cell ซึ่งมีการออกแบบ แท่งเชื่อเพลิง
Fuel Cell Stack มาเป็นพิเศษโดยเฉพาะ ประกอบด้วยถังใส่ Hydrogen แรงดันสูงระดับ
70 เมกะปาสคาล (MPa) ได้รับการพัฒนาเพื่อให้แล่นได้ระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตร
หรือมากกว่า ต่อการเติม Hydrogen 1 ครั้ง (ภายใต้มาตรฐานทดสอบ JC 08 ตามข้อมูลของ
Toyota) ห้องโดยสาร มีพื้นที่กว้างขวางพอสำหรับผู้โดยสาร 4 คน พร้อม
สัมภาระขนาดใหญ่

ดูจากเส้นสายตัวถังแล้ว ผมเชื่อว่า นี่น่าจะเป็นตัวอย่างของ Prius เจเนอเรชันต่อไป ที่มีกำหนด
จะเปิดตัวสู่ตลาดโลกราวๆ ปี 2014 แต่ Toyota บอกว่า รถยนต์ Fuel Cell รุ่นนี้ จะเปิดตัวขายจริง
ได้ในปี 2015

TOYOTA FT-EV III
รถยนต์ไฟฟ้า ล้วน แบบ EV (Electric Vehicle) สำหรับการเดินทางในระยะสั้นๆ มาใน
แนวทางเดียวับ Mitsubishi i-MIEV ตัวถังยกมาจาก Toyota iQ ที่ขายกันอยู่แล้วในญี่ปุ่น
และยุโรป (หรือ Scion iQ ในสหรัฐฯ) ยาว 3,110 มิลลิเมตร กว้าง 1,680 มิลลิเมตร สูง
1,500 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,000 มิลลิเมตร ภายในตกแต่งโทน ขาว-ดำ เปลี่ยนชุดมาตรวัด
มาเป็นแบบ กึ่งเข็ม กึ่ง Digital ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมแบ็ตเตอรีใหม่
Lithium-ion การชาร์จไฟ ก็แค่ดึงฝาครอบบริเวณกระจังหน้ารถออก แล้วเสียบสายชาร์จ
ตรงเข้ากับตู้ชาร์จหรือปลั๊กไฟบ้านได้เลย FT-EV มีระยะทางวิ่งประมาณ 105 กิโลเมตร
ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง Toyota กำลังพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้และตั้งใจจะเปิดตัว
รถยนต์สำหรับการเดินทางระยะสั้นภายในปี 2012

Toyota PRIUS PHV (PLUG-IN HYBRID VEHICLE)
และแล้ว Prius ขุมพลัง เบนซิน HYBRD แบบเสียบปลั๊กชาร์จกับไฟบ้านได้ ก็พร้อมออกขายแล้ว!
บนตัวถังพื้นฐานจาก Prius รุ่นที่ขายในเมืองไทย พร้อมชุดเปลือกกันชนหน้าและล้ออัลลอยจาก
รุ่น Minorchange ที่เพิ่งปรับโฉมไปก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ Toyota Prius คันนี้ แตกต่างจากรุ่น
ปกติทั่วไป ตรงที่ว่า มีการเปลี่ยนแบ็ตเตอรีเป็นแบบ Lithium-ion รวมทั้งออกแบบ และจัดการระบบ
กันสะเทือนใหม่ ให้เหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุกที่เปลี่ยนไป รวมทั้ง สามารถเสียบปลั๊กชาร์จตรง
เข้ากับไฟบ้านได้ทันที

สามารถใช้งานได้ทั้งแบบรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับการเดินทางระยะสั้น (EV) แล่นได้ 23.4 กิโลเมตร
จากการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง หรือใช้งานแบบรถยนต์ Hybrid ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและมอเตอร์ไฟฟ้า
สำหรับการเดินทางระยะกลางถึงระยะยาว เหมือน Prius รุ่นปกติ ช่วยลดปริมาณการใช้พลังงาน
ฟอสซิล และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศ ประหยัดน้ำมันได้มากถึง
57 กิโลเมตร/ลิตร (ตามมาตรฐานการทดสอบ JC08 ของรัฐบาลญี่ปุ่น

งานนี้ Toyota ประกาศเปิดรับสั่งจอง และเริ่มทำตลาดจริง สู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการแล้ว (ก่อน
งานเริ่ม เพียงวันเดียว คือ 29 พฤศจิกายน 2011) แต่จะเริ่มทำตลาดจริงในช่วงไตรมาสแรก ปี 2012
เป็นต้นไป และเริ่มที่ญี่ปุ่นก่อน เป็นประเทศแรก

TOYOTA 86 / TOYOTA GT-86 (Export Market)
ในที่สุด ช่วงเวลาแห่งข่าวลือที่ว่า Toyota คิดจะนำตำนานรถสปอร์ตขนาดเล็กขับล้อหลังรุ่นดัง
ในญี่ปุ่น ทั้ง Toyota Corolla Levin และ Toyota Sprinter Trueno AE-86 รวมทั้งเวลาแห่งการ
รอคอยของคนบ้ารถทั่วโลก ก็สิ้นสุดลงเสียที ด้วยเวอร์ชันจำหน่ายจริง ที่เผยโฉมแล้วอย่าง
เป็นทางการครั้งแรกในโลกที่งานนี้ โดย Toyota เลือกใช้ชื่อ 86 ในการทำตลาดญี่ปุ่น ส่วน
ในตลาดโลกจะใช้ชื่อ Toyota GT-86

รายละเอียดของตัวรถ ทั้งขนาดตัวถัง เครื่องยนต์ งานวิศวกรรมต่างๆ เหมือนกัน กับ เวอร์ชัน
ฝาแฝดผู้น้อง Subaru BRZ ทุกประการ เราจึงคงไม่ขอยกมากล่าวถึงซ้ำอีกครั้่ง เพราะแทบ
ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากกันเลย เหมือนกันอย่างกับแกะ! ขับเคลื่อนล้อหลังเหมือนกัน
เครื่องยนต์ ก็ Boxer D4-S Direct Injection 200 แรงม้า (PS) เหมือนกันเป๊ะ

อย่างไรก็ตาม การเผยโฉมครั้งนี้ ยังเป็นเพียงแค่ การจัดแสดงอยู่ Toyota จะยังไม่พร้อมส่ง 86
ขึ้นโชว์รูม จนกว่าจะถึงช่วงต้นปีหน้า

TOYOTA AQUA / TOYOTA PRIUS-C (EXPORT MARKET)
หลังจากการแตกกิ่งก้านสาขาตระกูลรถยนต์ Hybrid รุ่น Prius ผ่านไปแล้วทั้ง Prius Alpha Minivan
เมื่อช่วงต้นปี 2011 และ Prius PHV ที่พร้อมออกจำหน่ายจริงในญี่ปุ่นแล้ววันนี้ รายการต่อไป ที่จะ
จ่อคิวตามมาเปิดตัวออกสู่ตลาดต่อเนื่องกัน ในช่วงตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป คือ Toyota Aqua หรือ
Toyota Prius-C ในตลาดส่งออก นับเป็น จิ๊กซอร์ตัวสุดท้าย ที่มาเติมแต่งภาพของโครงการ Prius
เฟสแรก ให้สมบูรณ์เป็นจริง

Aqua มาในรูปลักษณ์ Sub-Compact Hatchback 5 ประตู เอาใจวัยรุ่น ตัวรถยาว 3,995 มิลลิเมตร
กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,445 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,550 มิลลิเมตร ขนาดตัวถังไล่เลี่ยกับ Vios
ในบ้านเราอยู่เหมือนกัน วางขุมพลังเบนซิน 1NZ-FXE บล้อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,596 ซีซี
74 แรงม้า (PS) ที่ 4,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.3 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที เชื่อมกับ
,vg9viNไฟฟ้า 61 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 17.2 กก.-ม. พร้อมแบ็ตเตอรี ขนาดเล็กกว่าแบ็ตเตอรี
ของ Prius อย่างชัดเจน เมื่อทำงานร่วมกันทั้งระบบจะได้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า (PS) อัตราสิ้นเปลือง
เชื้อเพลิง ตามการทดสอบ JC08 ของรัฐบาลญี่ปุ่นเคลมไว้ที่35.4 กิดลเมตร/ลิตร (ส่วนมาตรฐาน
10 – 15 Mode เดิม ทำได้ถึง 40 กิโลเมตร/ลิตร) ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT แบบ
รวมอยุ่ในชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนแล้ว ระบบกันสะเทือนหน้า แม็คเฟอร์สันสตรัต หลัง ทอร์ชันบีม
ตามเคย ระบบห้ามล้อ หน้าดิสก์ หลังดรัม พร้อม ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรง
เบรก EBD

Aqua จะออกสู่ตลาดญี่ปุ่น หลังงาน Tokyop Motoe Show จบลง ในสัปดาห์สุดท้ายของปี 2011
ด้วยสีตัวถังให้เลือกอย่างสดใสเมามัน มากถึง 10 สี เอาใจวัยรุ่นโดยเฉพาะ

ส่วนรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่จะจดแสดงในงานนี้ ในรอบประชาชนทั่วไป มีทั้ง Toyota Camry HYBRID
ใหม่ล่าสุด Toyota Prius Alpha Minivan 5 ที่นั่ง Toyota Prius รุ่นมาตรฐาน Toyota FJ Cruiser
SUV พันธุ์ถึกร่วมสมัย รถตู้ Toyota Vellfire HYBRID ฝาแฝดของ Alphard Hybrid ที่นำมาจัดแสดง
เป็นครั้งแรก

นอกจากแบรนด์ Toyota แล้ว ในบริเวณติดกัน อันเป็นพื้นที่จัดแสดงของแบรนด์รถยนต์หรูในเครือ
อย่าง Lexus ก็มีรถยนต์รุ่นใหม่ 2 ตัวถัง 4 ทางเลือก มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น

ไฮไลต์เด่นในปีนี้ คือ Lexus LF-A Nurburgring Package อันเป็น
และถือเป็นรถยนต์คันสุดท้ายที่ Hirome Naruse นักขับทดสอบระดับตำนานมือหนึ่งของ Toyota
ขับขี่อยู่บนถนนสายรองใกล้กับสนาม Nurburgring ก่อนประสบอุบัติเหตุประสานงากับรถทดสอบ
ของ BMW จนเป็นเหตุให้ Naruse ถึงแก่กรรม

รายละเอียดอุปกรณ์พิเศษที่ติดตั้งเพิ่มเข้าไปใน LF-A รุ่นปกติ ก็คือ สปอยเลอร์ด้านหน้าทำจากพลาสติก
ผสม Carbon-Fiber และสปอยเลอร์หลังแบบปีกขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ตัวรถมีการทรงตัวตามหลักอากาศ
พลศาสตร์ ที่ดียิ่งขึ้นในช่วงความเร็วสูง นอกจากนี้ยังมีช่วงล่างที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการแข่งขัน
ในสนาม และล้ออัลลอยแบบพิเศษ ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ และการทรงตัวที่ดีขึ้นในย่านความเร็วสูง
นอกจากนี้ ยังมีการปรับแต่งพละกำลังจากเครื่องยนต์ V10 เดิมอีกหลายประกาศ โดยเฉพาะการลดแรง
เสียดทานในระบบ ช่วยเพิ่มกำลังสูงสุด จาก 560 แรงม้า (PS) จนแรงขึ้นไปอีกเป็น 571 แรงม้า (PS)

LF-A ทั้งรุ่นมาตรฐาน และรุ่น Nurburgring Package ถูกผลิตขึ้นจำนวนจำกัด รวม 500 คัน และปิดรับ
คำสั่งจองของลูกค้าแล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคม 2010 ตอนนี้ อยุ่ในขั้นตอนการผลิต และจะเริ่มส่งมอบได้
ตั้งแต่เดือนมกราคม 2012 นี้เป็นต้นไป

อีกรุ่นหนึ่ง คือ Lexus GS ใหม่ ถือเป็น เจเนอเรชันที่ 4 ของ Premium Mid-Size Sport Sedan ที่สร้างขึ้น
บนพื้นฐานงานวิศวกรรมรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังขนาดใหญ่ ที่ Toyota ตั้งใจจะเอามางัดข้อกับทั้ง BMW
5-Series และ mercedes-Benz E-Class โดยรถที่นำมาจัดแสดงนี้ คือรถที่พร้อมจะขึ้นสายการผลิตจริง เพื่อ
เตรียมออกสู่ตลาด ในช่วงต้นปี 2012 ที่จะถึงนี้ ซึ่งเราคงต้องมาลุ้นกันละครับว่า ทีม Lexus ในบ้านเราจะ
สามารถเตรียมการเปิดตัวในเมืองไทย ได้ทันที 2012 เหมือนเช่นในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ทันที เป็น
ประเทศที่ 2 หรือ 3 ในโลก เหมือนเช่นรุ่นปัจจุบันเคยทำได้ เมื่อปี 2005 หรือไม่?

GS ใหม่ มีความยาว 4,830 มิลลิเมตร กว้าง 1,840 มิลลิเมตร สูง 1,455 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,850
มิลลิเมตร ในช่วงเปิดตัว มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย เริ่มจากรุ่นแพงสุด GS450h วางขุมพลัง HYBRID
รหัสประหลาด 2GR-FXE บล็อก V6 DOHC 24 วาล์ว 3.5 ลิตร พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และแบ็ตเตอรี
ถือเป็นครั้งแรกในโลก ที่มีการผสานระบบ Hybrid เข้ากับเทคโนโลยีระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตรงเข้าสู่
ห้องเผาไหม้ D-4S (Direct Injection 4-stroke gasoline engine superior version) ทั้งที่เป็นเครื่องยนต์
แบบ Atkinson-cycle ซึ่งจะมีการหน่วงและกักไอดีให้เข้าห้องเผาไหม้ลดลงนิดหน่อย ทั้ง 2 ระบบ
ผลิตกำลังรวมกันได้สูงถึง 348 แรงม้า (PS) ขับเคลื่อนล้อหลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT (คือฝัง
ตัวอยู่ในมอเตอร์ไฟฟ้านั่นแหละ) จุดเด่นอยู่ที่ การออกแบบให้ แบ็ตเตอรีรุ่นใหม่ 2-Stage มีขนาดเล็ก
กว่าเดิม รวมทั้งการออกแบบระบบกันสะเทือนด้านหลังพร้อมตำแหน่งจุดยึดต่างๆ ขึ้นใหม่ ช่วยเพิ่ม
พื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง ให้มีขนาดใหญ่ถึง 465 ลิตร ตามมาตรฐาน VDA เยอรมัน เพียงพอสำหรับ
ถุงกอล์ฟมากถึง 4 ใบ! แถมยังสะดวกต่อการแบกถุงกอล์ฟ เข้า – ออกจากห้องก็บของด้านหลังอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบ Radar Cruise Control system with all-speed tracking ระบบแจ้งเตือน
และเตรียมพร้อมรองรับอุบัติเหตุในเสี้ยววินาที Advanced Pre-collision Safety และระบบ Night View
ส่งลำแสง Infared ไปยังวัตถุข้างหน้า เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็น ผู้คน หรือวัตถุที่มองไม่เห็นมาก่อน
ในยามค่ำคืน

รุ่นต่อมาคือ GS350 F Sport อันเป็นรุ่นตกแต่งในแนวทาง F Sport อันหมายถึงรุ่นแรงพิเศษของตระกูล
Lexus เพิ่มชุดกระจังหน้า เปลือกกันชนหน้า และสปอยเลอร์หลังออกแบบใหม่ให้ดุดันกว่า GS ใหม่
รุ่นปกติ ภายในห้องโดยสารจะใช้เบาะนั่งแบบพิเศษเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง
แผงควบคุมกลาง และแผงสวิชต์ต่างๆ ประดับด้วยอะลูมีเนียม วางเครื่องยนต์ 2GR-FE บล็อก V6 DOHC
24 วาล์ว 3.5 ลิตร 318 แรงม้า (PS) ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 38.7 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที

ขับเคลื่อนล้อหลังด้วย เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ ระบบ LDH ซึ่ง
ควบคุมพวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียนพร้อมเพาเวอร์แบบใช้อัตราทดเฟืองพวงมาลัยแปรผัน Variable Gear
Ratio Steering (VGRS) รวมทั้งระบบช่วยเลี้ยวที่ล้อคู่หลัง Dynamic Rear Steering (DRS) เพื่อช่วยแก้ไข
ปัญหาการลื่นไถลในช่วงเข้าโค้งที่ความเร็วสูง สวมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางที่มีหน้ากว้าง และ
ความหนาแตกต่างกัน คู่หน้าขนาด 235/40R19 คู่หลังขนาด 265/35R19 ดิสก์เบรก 4 ล้อ ขนาด 18 นิ้วทั้ง
คู่หน้าและหลัง พร้อมกับ aluminum hat rotor แบบ 2 ชิ้น สำหรับจานเบรกคู่หน้า

และรุ่นสุดท้าย GS250 ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน China (Guangzhou) International Automobile
Exhibition เมื่อวันที่ 21 – 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา วางขุมพลัง 4GR-FSE บล็อก V6 DOHC 24 วาล์ว
2.5 ลิตร 215 แรงม้า (PS) ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.5 กก.-ม.ที่ 3,800 รอบ/นาที ขับเคลื่อน
ล้อหลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

ข่าวดีของคนไทยก็คือ ในไตรมาสแรกของปี 2012 นี้ Toyota Motor Thailand จะเปิดตัว Lexus GS
ใหม่ ในเมืองไทย คาดว่าน่าจะเป็นประเทศที่ 3 ในโลก และพร้อมออกจำหน่ายในทันที มีให้เลือกครบ
ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร และ 3.5 ลิตร โดยค่าตัวคาดว่าคงต้องมีระดับ 3 ล้านบาท ปลาย ๆ จนถึง
5 ล้านบาทต้นๆ

ส่วนพื้นที่ด้านหลังของบูธ มีการจัดแสดงเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนแบบ HYBRID และ
เทคโนโลยีต่างๆ ของ รถสปอร์ต Lexus LF-A ในบรรยากาศ และ Mood and tone ตามแบบฉบับ
ของ Lexus แท้ๆ คือ ต้องมีสีขาว ตัดกับสีดำเข้มๆ มืดๆทึมๆ และเน้นแสงสีมาช่วยเพิ่มความน่า
ดึงดูดใจให้เดินเข้าไปชม

ไม่เพียงแค่ Toyota และ Lexus เท่านั้น ที่จะมีของดีมาจัดแสดง แม้แต่บริษัทผลิตรถยนต์ในเครือ
ของ Toyota อย่าง Kanto Auto Works เอง ก็ยังนำรถยนต์ที่เป็นผลงานและฝีมือของบริษัทตน มา
ร่วมจัดแสดงในงานนี้ด้วย มีทั้งรถสปอร์ต เปิดประทุน ต้นแบบ รุ่น GRMN เช่นเดียวกับในภาพ
ข้างบน แต่เป็นคันสีเงิน รวมทั้ง Toyota Aqua ตกแต่งพิเศษ Fun Concept อีก 2 คัน (ยังไม่ออก
จำหน่าย) กับ Toyota Ractis High Roof Concept (เวอร์ชันหลังคาสูง ดัดแปลงจาก Sub-Compact
B-Segment กึ่ง hatchback กึ่ง Minivan รุ่น Ractis) แต่ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก ทั้งที่รถคันนี้ ควร
ถูกจัดแสดงอยู่ในบูธ Toyota แท้ๆเลยด้วยซ้ำนั่นคือ Toyota FS HYBRID Concept รถยนต์นั่ง
Sedan 4 ประตู ระดับหรูที่สุด ซึ่งดูจากรูปลักษณ์แล้ว คาดว่าน่าจะเป็นงานศึกษาด้านการออกแบบ
เพื่อจะพัฒนาไปสู่ Toyota Century รุ่นต่อไป

เราต้องไม่ลืมว่า Kanto Auto Works เอง ก็รับจ้าง Toyota ผลิต Toyota Century ให้อยู่แล้วมาตั้งแต่
สมัยที่ยังเป็น Toyota Crown 8 ในปี 1964 ทุกวันนี้ รถรุ่นนี้ ยังคงหาแล่นได้ตามถนนญี่ปุ่นอยู่บ้าง
เพราะยังได้รับความนิยมในหมู่ เจ้าของธุรกิจ ลูกค้าเศรษฐีสูงวัย แม้แต่สำนักพระราชวังของญี่ปุ่น
รถยนต์รุ่นนี้ก็ยังถูกนำไปใช้เป็นรถยนต์ประจำพระองค์ ของราชวงศ์ญี่ปุ่น การนำเสนอรถยนต์
ต้นแบบ FS HYBRID Concept โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลจำเพาะตัวรถใดๆทั้งสิ้น (บอกเพียงแค่
จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน เชื่อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ในแบบ Pararell Hybrid) เท่ากับเป็นการเปิดเผย
ให้เห็นถึงความคืบหน้าในการพัฒนา Century รุ่นต่อไปในงานนี้เป็นครั้งแรก เพราะชื่อ FS นั้น
ย่อมาจาก คำว่า “Flaghship Sedan”

————————————————————–

UD Truck (Nissan Diesel เดิม)

(East Hall)

มาวันนี้ ชื่อรถบรรทุก Nissan Diesel เดิม จะถูกโละทิ้งไป และเปลี่ยนเป็นชื่อเครื่องหมายการค้าใหม่
UD Truck ปีนี้ นำเสนอใน Theme ที่ว่า “This is UD Truck” นัยว่าเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า ข้าได้
เปลี่ยนชื่อแล้วนะ โดย UD มาจากคำว่า Ultimate Dependability หรือความไว้วางใจได้สูงสุด พวกเขา
นำรถบรรทุกมาจัดแสดงเพียง 3 คันเท่านั้น และเป็นรถที่มีจำหน่ายอยู่แล้ว

โดยมีรถบรรทุกขนาดกลาง UD Condor วางเครื่องยนต์ GH5 215 แรงม้า (PS) รถบรรทุกขนาดใหญ่
รุ่น Quon เวอร์ชันญี่ปุ่น วางเคื่องยนต์ GH11 380 แรงม้า (PS) และรุ่น Quon Tractor สำหรับตลาด
ส่งออก พวงมาลัยซ้าย วางเครื่องยนต์ GH13 410 แรงม้า (PS)

นอกจากนี้ยังนำเครื่องยนต์ Diesel เพื่อการพาณิชย์ รุ่นใหม่ ทั้งรหัส GH5 GH7 GH11 และ GH13 ซึ่ง
พัฒนาขึ้นร่วมกันกลุ่มบริษัท Volvo Truck Corporation มาจัดแสดงในงานนี้อีกด้วย

เครื่องยนต์ GH5 4,675 ซีซี 215 แรงม้า ที่ 2,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 64 กก.-ม. ที่ 1,400 รอบ/นาที
และ GH7 7,013 ซีซี ทั้งเวอร์ชัน 245 แรงม้า (PS) ที่ 2,500 รอบ/นาที แรงบิด 73 กก.-ม. ที่ 1,400 รอบ/นาที
และเวอร์ชัน 280 แรงม้า (PS) ที่ 2,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 90 กก.-ม. ที่ 1,400 รอบ/นาที พร้อม
เทคโนโลยี “FLENDS” ใช้ระบบ SCR และยูเรีย ช่วยลดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และ PM ด้วย
การฉีดจ่ายเชื้อเพลิงด้วยแรงดันสูง

เครื่องยนต์ GH11 10,836 ซีซี มี 3 ระดับความแรง คือ 350 , 380 และ 410 แรงม้า (PS) ที่รอบเท่ากันคือ
1,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด มีทั้ง 147 175 และ 185 กก.-ม. ที่รอบเท่ากันคือ 1,200 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ GH13 12,777 ซีซี มี 2 ระดับความแรง ทั้ง 450 และ 480 แรงม้า (PS) ที่ 1,800 รอบ/นาที
เท่ากัน แรงบิดสูงสุด 220 กก.-ม. ที่ 1,200 รอบ/นาที เท่ากันทั้ง 2 ระดับ

————————————————————–

VOLKSWAGEN

(East Hall)

ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์นำเข้าที่มียอดขายสูงสุดในญี่ปุ่น งาน Tokyo Motor Show ปีนี้ Volkswagen ก็เลย
จัดเต็ม จัดหนัก ขนกองทัพรถใหม่มาจัดแสดงเต็มพิกัด ชนิดไม่ไว้หน้าผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว งานนี้
มีรถยนต์ต้นแบบ ถึง 2 คัน คันแรก เคยผ่านสายตาผู้คนมาแล้ว และอีกคันหนึ่ง เปิดตัวครั้งแรกในงานนี้แบบ
World Premier จากเดิมที่ออกข่าวลวงไปว่า จะส่งรถยนต์ต้นแบบ NILS มา ปรากฎว่า พอถึงวันแสดงจริง ดัน
ไม่มีโผล่มาให้เห็นในบูธเลย แต่กลับมีรถยนต์สีเงิน หน้าตาธรรมดา แต่มีบุคลิกประหลาดโผล่มาแทน

ครับ ผมกำลังหมายถึง Volkswagen PASSAT CROSS COUPE คันนี้นั่นแหละ เปิดตัวระดับ World
Premier กันในงานนี้ เป็นครั้งแรก ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน

Volkswagen Passat Alltrack Cross Coupe
รถยนต์ที่มีชื่อรุ่นหลักยาวเฟื้อยขนาดนี้ แม้จะยังเป็นรถยนต์ Prototype ที่ใกล้เคียงกับเวอร์ชันจำหน่ายจริง
มากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังถือว่าเป็นรถยนต์ต้นแบบอยู่ดี CEO ใหญ่ของ VW ที่ชื่อ Martin Winterkorn บอกว่า
“บางที มันอาจจะถูกผลิตขึ้นจริงก็เป็นไปได้ ถ้าการตอบรับของตลาดมีมากพอ” แน่ละ ผู้ผลิตก็ต้องพูด
แบบนี้กันทั้งนั้น

หัวหน้าทีมออกแบบของ VW อย่าง Klaus Bischoff บอกว่า รถคันนี้ มีบุคลิกที่เหมือนรถสปอร์ต คือมี
ระยะห่างจากล้อหน้า ถึงกันชนหน้า และล้อหลัง ถึงกันชนหลัง สั้น (Short Front & Rear Overhang)
อีกทั้งยังให้บรรยากาศในห้องโดยสารที่ “ผ่อนคลาย” VW บอกว่า นี่คือ รถยนต์ที่อุดช่องว่างระหว่าง
รถยนต์ 4 ประตู Coupe อย่าง Passat CC และ SUV อย่าง Tiguan

ตัวรถยาว 4,345 มิลลิเมตร กว้าง 1,868 มิลลิเมตร สูง 1,523 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,630 มิลลิเมตร
รถคันนี้ ถือว่ามีขนาดเล็กกว่า Tiguan แต่ใหญ่กว่า Golf ด้วยการออกแบบให้ มุมไต่ อยู่ที่ 24.2 องศา
มุมจากอยู่ที่ 32.5 องศา ทำให้ Cross Coupe มีพื้นที่ระยะห่างจากพื้นถนนจนถึงพื้นตัวรถค่อนข้างมาก

ขุมพลังที่ใช้ มีถึง 3 ประเภทในรถคันเดียว คือมีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.4 ลิตร
148 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 21.39 กก.-ม.นอกจากนี้ ยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับล้อคู่หน้า 54 แรงม้า
(HP) แรงบิดสูงสุด 18.35 กก.-ม.และมอเตอร์ไฟฟ้า สำหรับล้อคู่หลัง 114 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด
27.46 กก.-ม. ถ้าใช้งานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มอเตอร์ไฟฟ้า สำหรับล้อคู่หลัง จึงจะเริ่มทำงานต่างหาก
เมื่อรวมทั้งระบบแล้ว กำลังสูงสุดจะอยู่ที่ 261 แรงม้า (HP) อัตราเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน
7 วินาที ใช้พลังไฟฟ้าจากการชาร์จเต็ม 100% ได้ในระยะทางไกลถึง 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยไม่ต้อง
ให้เครื่องยนต์ทำงานแต่อย่างใด อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำมาก เพียง 2.7 ลิตร / 100 กิโลเมตร และ
ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ต่ำมากเพียง 62 กรัม / ระยะทาง 1 กิโลเมตร เท่านั้น

เท่าที่ขึ้นไปลองนั่งในระยะเวลาสั้นๆ บอกเลยว่า ผมชอบรถต้นแบบค่าย Volkswagen อยู่ประเด็นหนึ่ง คือ
ชิ้นส่วนวัสดุต่างๆภายในรถ ไม่มีคำว่าเหม็นกาว Epoxy อันเป็นกาวที่ผู้ผลิตรถยนต์ มักใช้ในการเชื่อมต่อ
ติดชิ้นส่วนต่างๆของรถยนต์ต้นแบบไว้ด้วยกัน และแน่นอนว่า อุปกรณ์ไฟฟ้า ต่างๆ ภายในรถ ทำงานได้
ในแง่ของการ Display ให้เห็น ได้แตหวังว่าเราคงจะได้เห็นเวอร์ชันจำหน่ายจริง ถ้าเสียงตอบรับออกมา
ดีมากพอจน ลุง Winterkorn พอใจ

Volkswagen Bulli
รถยนต์ต้นแบบที่ผมประทับใจที่สุดในบูธนี้ Volkswagen Bulli เป็น Minivan 5 – 6 ที่นั่ง ขนาดเล็กที่จำลอง
แนวทางการออกแบบของรถตู้ Volkswagen ยุคเก่า เช่นพวก Microbus รุ่นหัวแตงโม มาใช้ในการออกแบบ
เผยโฉมมาตั้งแต่งาน Geneva Auto Show มีนาคม 2011 ที่ผ่านมา

ตัวรถยาว 3,990 มิลลิเมตร กว้าง 1,759 มิลลิเมตร สูง 1,700 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ความแรง
115.6 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร แบ็ตเตอรีแบบ Lithium-ion 40 kWh ชาร์จไฟ 1 ครั้ง แล่นได้
ประมาณ 300 กิโลเมตร

เมื่อเข้าไปนั่งคันจริงแล้ว ภายในห้องโดยสาร โปร่งสบายมาก และการออกแบบ ดูตั้งใจราวกับว่า เอาใจคนญี่ปุ่น
ทหรือใครก็ตามที่รักความสบาย และเน้นการเดินทางไปกับเพื่อนยฝูงหลายคน บอกได้เลยว่า VW น่าจะกำลัง
เตรียมความพร้อมในการขึ้นสายการผลิตรถตู้คันนี้ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอยู่แน่ๆ

Volkswagen Passat Alltrack
D-Segment Mid-size Station Wagon ยกสูงนิดๆ คันนี้ เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งาน Tokyo Motor Show
ครั้งนี้ โดยเฉพาะ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงปลายอายุตลาดของ Passat แล้ว แต่ ก็ยังถือว่า ทันถมเถสำหรับการ
นำเวอร์ชันแวกอนยกสูง ออกสู่ตลาด แข่งกับ Subaru Legacy Outback, Volvo XC70 และ Audi Allroad

ตัวรถมีขนาดเท่ากับ Passat Varient หรือตัวถัง Station Wagon ของ Passat แทบจะเป๊ะ ทุกกระเบียดนิ้ว
ในรถคันที่จอดแสดงอยู่ วางเครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร TSI 208 แรงม้า (HP) ใช้เกียร์
อัตโนมัติ 6 จังหวะ DSG Dual Clutch ขับเคลื่อนสี่ล้อ ด้วยระบบ 4 Motion ที่จะส่งกำลังขับเคลื่อนเพียง
10% ไปยังล้อคู่หลัง เพื่อให้ประหยัดน้ำมัน แต่ในยามจำเป็น เฟืองท้ายแบบ Electro-hydraulic all-
wheel coupling จะทำงาน รับแรงบิด และกระจายสู่ล้อที่จำเป็นต้องการใช้แรงบิดมากกว่าทันที

แต่ในรุ่นจำหน่ายจริง ยังมีอีก 3 ขุมพลังที่รอให้เลือกอยู่ ทั้งแบบเบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.4 ลิตร
TSI 158 แรงม้า (HP) และ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Common Rail TDI พ่วงทั้ง Turbocharger และ
Intercooler พรต้อมระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตรงสู่ห้องเผาไหม้ Direct Injection เลือกความแรงได้ทั้งระดับ
138 แรงม้า (HP) และ 168 แรงม้า (HP) ส่วนห้องโดยสารนั้น ก็ใช้วัสดุบ้านๆ ธรรมดาทั่วไปในรถยนต์ยุค
รุ่นปีเดียวกันนี้ ห้องเก็บของมีขนาดใหญ่ จุได้ถึง 1,731 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลงมาทั้งหมด Passat แบบ
ยกสูง Alltrack จะเริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการ ในต้นปี 2012

Volkswagen New Beetles
คล้อยหลังการเปิดตัวในสหรัฐอเมริกา และยุโรป เพียงไม่นาน Volkswagen Japan ก็สั่งนำเข้า
เต้าน้อยตัวใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 มาเปิดตัว และพร้อมทำตลาดในญี่ปุ่นแล้ว เป็นครั้งแรกใน
งาน Tokyo Motor Show ครั้งนี้

ตัวรถยาว 4,278 มิลลิเมตร กว้าง 1,808 มิลลิเมตร สูง 1,495 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,537 มิลลิเมตร
ในรุ่น Design วางขุมพลัง 4 สูบ SOHC 12 วาล์ว 1,197 ซีซี Turbo Intercooler ยกมาจากพี่น้อง
ร่วมตระกูลทั้ง Polo Golf ไปจนถึง Skoda Yeti ที่ผมเคยทำรีวิวไปแล้ว 105 แรงม้า (PS) ที่ 5.000
รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.8 กก.-ม.ที่ 1,500 – 4,100 รอบ/นาที และรุ่นเครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC
16 วาล์ว 2.0 ลิตร TSI พ่วง Turbocharger 200 แรงม้า (PS) ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ
DSG Dual Clutch 7 จังหวะ ระบบกันสะเทือนหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัต หลังทอร์ชันบีมพร้อม
เทรลลิงอาร์ม ดิสกืเบรก 4 ล้อ (คู่หน้ามีรูระบายความร้อน) พร้อม ABS EBD Brake Assist ครบ

เมื่อลองเข้าไปนั่งในห้องโดยสาร ผมพบความประหลาดใจนิดหน่อย ว่า เห็นจากภายนอก
คิดว่าหลังคาน่าจะเตี้ย ที่ไหนได้ พื้นที่เหนือศีรษะ มีมากถึง 1 ฝ่ามือครึ่งในแนวตั้ง! แถม
บุคลิกตัวรถ ยังมีความทะมัดทะแมง ในแบบผู้ชาย มากขึ้นกว่ารุ่นเดิม ซึ่งเอาใจสุภาพสตรี
มากไปหน่อย โดยรวม ถือว่าน่าใช้มาก และสำหรับตลาดเมืองไทยแล้ว การรอคอยรถรุ่นนี้
พร้อมขุมพลัง 1.2 TSI หรือ 1.4 TSI นั่นก็น่าจะเพียงพอให้ทำราคาได้ไม่สูงนัก และน่าจะ
มีลูกค้ารอจ่อคิวอุดหนุนกันเพียบแน่ๆ!

นอกเหนือจากรุ่น Design และรุ่น Sport แล้ว VW ยังนำ Volkswagen Beetle Fender จากงาน
Frankfurt Motor Show เดือนกันยายน 2011 มาจัดแสดงที่ Tokyo Motor Show อีกครั้งด้วย
Fender ที่พุดถึงอยุ่นี้ มิใช่ Fender อันหมายถึงตัวถังรถ แต่หมายถึง ยี่ห้อของ กีตาร์ไฟฟ้า และ
ตู้ลำโพง สำหรับนักดนตรีมืออาชีพ!! เป็นความร่วมมือกันในการทำตลาด โดยงานนี้ VW
นำสัญลักษณ์ Fender มาแปะไว้ตามจุดต่างๆของตัวรถ โดยเฉพาะภายในห้องโดยสาร และ
ยังตกแต่งตัวรถด้วยสีดำ เปลี่ยนปลอกท่อไอเสีย ให้เป็นแบบย้อนยุคนิดๆ รวมทั้ง นำเบาะนั่ง
พร้อมหน้าจอพิเศษ มาให้ผู้เข้าชมงาน ได้สัมผัสประสบการณพิเศษกันอย่างที่เห็นด้วย

Volkswagen CROSS TOURAN
Compact Minivan 5 ที่นั่ง เวอร์ชันยกสูงนิดๆ กึ่งพอให้ลุยได้นิดเดียว ตกแต่งโป่งข้างให้พอ
ดูมีมาดพร้อมจะออกเดินทางปบนเส้นทางขรุขระ (ทั่้งที่ความจริงแล้ว เอาไว้ขับไปเที่ยว
ต่างจังหวัดบนพื้นเรียบๆนั่นแหละเหมาะที่สุด) เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น กลางงานนี้ แต่
ในตลาดอื่นๆ รถรุ่นนี้ทะยอยออกสู่ตลาดใรนแต่ละประเทศกันไปแล้ว

ตัวรถยาว 4,405 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร สูง 1,690 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,675 มิลลิเมตร
วางเครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.4 ลิตร TSI Turbochrger 140 แรงม้า (PS) สหกรณ์
พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ DSG Dual Clutch ตำแหน่งเบาะนั่งสูงพอกันกับ Minivan
ทั่วไป ไม่ได้สูงโดดอย่างที่คิดไว้

นอกจากนี้ Volkswagen ยังขนรถยนต์รุ่นที่ทำตลาดอยู่แล้วในญี่ปุ่นมาจัดแสดงกันอย่างคับคั่ง
เต็มแน่นพื้นที่บูธไปหมด ไม่ว่าจะเป็น Polo 5 ประตู TSI ใหม่, Golf 5 ประตู TSI Highline
Scirocco R, New Passat CC Minorchange ,Passat Varient TSI Hightline Bluemotion ตามด้วย
Minivan รุ่น Sharan TSI Highline Bluemotion, SUV ทั้งรุ่น Tiguan Sport & Style และ Touareg
HYBRID รวมทั้ง Golf Cabriolet เปิดประทุนคันสีขาว ในภาพข้างบนนี้ ซึ่งเมื่อขึ้นไปลองนั่งแล้ว
ตำแหน่งเบาะนั่งต่างๆ ก็เหมือนกับ Golf GTi กันที่เราโปรดปรานกันนั่นเอง

————————————————————–



17.00 น.

ท้องฟ้ายามฤดูหนาวในโตเกียว มืดมิดเร็วมาก ตั้งแต่บ่าย 4 โมงเย็น

ผมเดินออกจาก Tokyo Big Sight ตามลำพัง ด้วยความเหนื่อยล้า ปวดขามากมาย และได้แต่เดินช้าๆ
ออกมาขึ้นรถ Monorail Yurikamome เพื่อจะไปที่ สถานีรถไฟ Shibuya ให้ทันตามเวลานัด ท่ามกลาง
สายลมอันหนาวเหน็บ มาปะทะใบหน้าจนชา คำถามในใจ ที่ดูเหมือนจะยังไม่มีใครตอบได้ ก็ผุดขึ้นมา
ในห้วงความคิด

คำถามที่ว่า อนาคตของ Tokyo Motor Show จะเป็นอย่างไรต่อไป?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Tokyo Motor Show ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดสำหรับผมคือ ช่วงปี 2007 นั่นคือครั้งที่เต็ม
ไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ แต่พอล่วงเข้าปี 2009 สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ชาวยุโรป
และสหรัฐอเมริกา ถอนตัวจากงานออกไปแทบจะทั้งหมด จนเหลือแค่เพียงผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นเท่านั้น

มาปีนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ชาวยุโรปเริ่มทะยอยกันกลับเข้ามาร่วมแสดงในงานแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงกับครบถ้วน
แถมปีนี้ พื้นที่จัดแสดงในแต่ละอาคาร อยู่ห่างไกลกันพอสมควร ต้องใช้เวลาเดินกันไกลอยู่ ยังไม่มีใคร
รู้ว่า มีผลต่อความรู้สึกของประชาชนที่เข้าร่วมชมงานมากน้อยแค่ไหน

ผมมีโอกาสถาม Mr. Takeuchi Chief Engineer หัวหน้าโครงการพัฒนา Suzuki Swift รุ่นเดิม และรุ่นใหม่
ที่ใกล้จะเปิดตัวในเมืองไทย ในบูธ Suzuki ว่า “คิดเห็นอย่างไรกับ งาน Tokyo Motor Show ในปีนี้?”

Takeuchi-san ตอบว่า “ปีนี้ เป็นปีแรกที่มีการย้ายสถานที่จัดงาน ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะดีหรือเปล่า
ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตอบ คงต้องรอดูกันจนจบงาน ว่าปฏิกิริยาของผู้เข้าชมงานเป็นอย่างไรบ้าง”

ถามสื่อมวลชนไทย ที่ไปร่วมงานนี้ (บินร่วมทริปสื่อมวลชน ที่จัดโดย บริษัท Toyota Nissan และ
Mitsubishi Motors) ต่างก็ตอบได้แต่เพียงว่า เหนื่อย เดินกันขาลากเลย เมื่อยสุดๆ

แต่พอถาม Oku-san เพื่อนชาวญี่ปุ่นของผม จาก Itochu Co.,ltd ผมว่า ผมได้คำตอบที่น่าสนใจไม่น้อยเลย
Oku-san มองว่า มีโอกาสสูงมาก ที่ความน่าสนใจของ Tokyo Motor Show ในอนาคต น่าจะลดลง เพราะ
งานแสดงรถยนต์เซี่ยงไฮ้ ในประเทศจีน น่าจะเข้ามาแย่งความโดดเด่นไปพอสมควร เนื่องจากผู้ผลิต
แทบจะทุกค่าย ต่างต้องการเขาไปร่วมแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในประเทศที่ยังมีพื้นที่รองรับการเติบโต
ของจำนวนประชากรรถยนต์อีกเป็นจำนวนมาก

แต่ผมยังคงเชื่ออย่างหนึ่งว่า ในฐานะที่ Tokyo Motor Show คือเวทีสำคัญของผู้ผลิตชาวญี่ปุ่น ในฐานะ
เจ้าถิ่นเอง ก็คงต้องพยายามรักษาความโดดเด่นและน่าสนใจ ด้วยความพยายามในการเปิดตัวนวัตกรรม
และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในงานปีนี้และปีต่อๆไปให้เข้มข้นขึ้น เพื่อรักษาความดึงดูดใจ และสร้างสรรค์
แรงบันดาลใจ ให้กับผู้คนที่สนใจรถยนต์ทั้งในญี่ปุ่นเอง และทั่วโลก กันเหมือนเคย

เหมือนเช่นงาน Tokyo Motor Show ทั้ง 42 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 1954 เป็นต้นมา และตลอดไป

————————————————///————————————————-

Spacial Thanks :

บริษัท TOA Paint (ประเทศไทย) จำกัด

คุณ วนรัชต์ ตั้งคารวะคุณ
ประธานกรรมการบริหาร

คุณวิชา เจ็งเจริญ
General Manager
Automotive Bussiness Department / iTOA

บริษัท ITOCHU Corporation จำกัด
Mr.Kimio Oku
Europe & Asia Section
Automobile Department No.1
Automobile Division
Machinery Company

————————————————————————–
J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย เป็นผลงานของผู้เขียน และผู้เขียนร่วม
ยกเว้น ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย บางส่วน เป็นของ บริษัท ผู้ผลิต
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
5 ธันวาคม 2011

Copyright (c) 2011 Text and Pictures
Use of such content either in part or in a whole
without permission is prohibited.

First publish in www.Headlightmag.com
December 5th,2011


แสดงความคิดเก็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! Click here!

————————————————————————–