สวัสดีกันอีกครั้งสำหรับเดือนนี้กับ Fart & Furious และ ถือโอกาสสวัสดีปีใหม่กับผู้อ่านทุกท่านครับ และขออวยพรให้ทุกท่านที่อ่าน มีชีวิตที่มีความสุขตลอดปี มีเงินดีๆ และขับรถดีๆให้ชีวีปลอดภัยทั้งกายใจ ทั้งตัวและครอบครัว

หรืออีกทีหนึ่ง..สำหรับคนอีกบางกลุ่ม ก็ต้องอวยพรกันว่า “ขับรถแรงๆนะครับ” แทนที่จะเป็น “ขับรถดีๆนะครับ” เป็นคำอวยพรก่อนกลับบ้านแบบแปลกๆที่ผมมักได้ยินจากปาก พี่หนู แห่งสำนักโมดิฟายเครื่อง Honda ที่ชื่อ Zero Start ซึ่งผมไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันมากว่าปีแล้ว ทำไมต้องขับรถแรง? ทำ ตัวเป็นศัตรูทางธรรมชาติของคนบนท้องถนนส่วนใหญ่หรือเปล่า อันนี้ก็แล้วแต่จะคิด แต่เนื่องจากคอลัมน์นี้คนเขียนออกจะเป็นพวกเท้าหนัก ก็จะเขียนในเรื่องรถแรงซะส่วนมาก และอาจจะไม่เป็นที่ชอบ..ที่ชอบของบางท่าน ก็ต้องขออภัย
เรื่อง ของเรื่องที่จะเขียนกันวันนี้มันมีต้นเหตุมาจากโทรศัพท์สายหนึ่งที่เข้ามาหา ผมในช่วงดึกวันหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครหรอก มาจากเจ้าเพื่อนสมัยก่อนๆที่ห่างหายกันไปนานมาก และทุกครั้งที่มันโทรมา ไม่เคยมีครั้งไหนวางสายได้ภายใน 5 นาที บริษัทที่ทำโทรศัพท์แบบเติมเงินน่าจะรักไอ้หมอนี่เอามากๆ

 

“ข้ามีเงินอยู่นิดหน่อย อยากทำรถแรงๆไว้ขับเล่นสักคันว่ะแพน เอ็งพอจะช่วยแนะนำอะไรให้ข้าหน่อยได้ไหมวะ?”

นี่คือโจทย์ ผมเลยถามกลับไปว่า “แล้วมีงบสักเท่าไหร่ล่ะท่าน?” เพราะส่วนมากเพื่อกันความปวดกบาลในอนาคตผมมักจะยิงคำถามเรื่องงบไปก่อนเลยเพื่อตัดตัวเลือกที่เป็นไปไม่ได้ออก (ทำนองขี้เกียจอธิบายน่ะครับ)

“ก็..สามสี่แสน ขืนมากกว่านี้เมียข้าทุบข้าตายแน่ แต่ข้าอยากได้แรงๆ แรงแบบไม่ธรรมดา”

“งั้นเอ็งก็เอาซาเล้งไปวาง V8 เด่ะวะ แรงด้วย ถูกด้วย ไม่ธรรมดาด้วย” ผม ตอบ แล้วก็โดนด่ากลับมาว่าต้องเอารถที่มันใช้งานได้จริงด้วย ถ้าเมียฮุบรถอีกคันไป คันนี้ก็ต้องใช้เป็นรถขับไปทำงาน ไปรับส่งของตามกิจการส่วนตัวที่มันทำอยู่ได้อีกต่างหาก

อืม เพื่อน…ถ้าเป็นอย่างนี้นะตัวเลือกมีไม่ใช่น้อยๆเลย แต่เนื่องจากเพื่อนผมไม่ใช่นักเลงรถที่เจนจัดศึกอะไรนัก มีความรู้เรื่องรถบ้างแต่พอรักษารถให้อยู่รอดไปได้ แต่ครั้งล่าสุด 200SX ของ มันที่ไม่ได้แรงอะไรมากก็ลงข้างทางหวิดดับมาแล้วรอบนึง และเป็นเหตุให้การขอใบอนุญาตซื้อรถจากภรรยาในครั้งนี้ของมันเป็นเรื่องที่ เครียดมากกว่าปกติ จนต้องโทรมาปรึกษาผม (ยังกะว่าตูรู้อะไรอย่างนั้นแหละ)
ผม เริ่มต้นด้วยการให้มันถามตัวมันเองก่อนว่าใจจริงแล้วตัวมันเองอยากได้รถแบบ ไหน หรือควรจะใช้รถแบบไหนกันแน่ ซึ่งแน่นอนว่ามันเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน เอ้า ว่ากันง่ายๆเรามาลองดูองค์ประกอบส่วนต่างๆที่จะพิจารณากันก่อนคร่าวๆ

ชอบบอดี้แบบไหน

1. ขนาดเล็ก ตัวเบา โยกซ้ายย้ายขวาคล่องตัว ไม่ต้องใช้เครื่องแรงมากๆก็วิ่งได้เร็ว
2. ขนาดกลางๆ หรือกลางค่อนไปทางใหญ่ ดูมีราศีดี บางทีน่ากลัว แต่ตัวก็หนัก อาจต้องพึ่งเครื่อง 6 สูบ

อย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงเงินไม่เกิน 3-4 แสน กับรถที่ขับมันส์ๆ ดังนั้นพยายามอย่านึกถึงรถยักษ์หนักสองตัน เพราะมันเปลืองแรงเครื่องและจะทำให้คุณต้องจ่ายเงินค่าบำรุงรักษามากกว่าปกติด้วย

เครื่องยนต์ ชอบแรงประมาณไหน

1. 4 สูบ ไม่มีเทอร์โบ เน้นการตอบสนองที่ดี บำรุงรักษาไม่ยาก เหมาะกับคนชอบอัดไม่ดูมิเตอร์ใดๆนอกจากวัดรอบเครื่องยนต์ เช่นเครื่องตระกูล B16, B18 ของ Honda หรือ SR20DE/VE ของ Nissan และ 4A-GE ของ Toyota

2. 4 สูบ เทอร์โบ สำหรับคนที่รักในพลังแต่อาจมีข้อจำกัดที่ขนาดห้องเครื่องหรือรูปแบบของรถ เช่น SR20DET ของ Nissan หรือ 4G93, 63 ของ Mitsubishi หรือแม้กระทั่งเครื่องตระกูล A ของ Toyota ที่นำมาเล่นกับเทอร์โบเอง

3. 6 สูบ ไม่มีเทอร์โบ สำหรับคนที่ชอบแรงบิดดี ขับง่าย แรงพอ แต่หน้ารถจะหนักขึ้นมาหน่อย เช่น 2JZ-GE

4. 6 สูบเทอร์โบ บ้าพลัง เอาแรงบิดแรงม้ากันสุดๆไปเลย เช่น 1JZ-GTE, 2JZ-GTE, RB25DET และ RB26DETT

ระบบขับเคลื่อน จะDrift, Grip หรือ Whip?

1. ขับหน้า เหมาะสำหรับคนที่กลัวท้ายปัด แต่ถ้าไม่กลัวก็ดึงเบรคมือให้ท้ายออกเล่นก็ได้ (แต่ถ้าจะดริฟท์มันคงไม่สวยเนียนเท่าไหร่) รถ ขับหน้าส่วนมากการพยศแต่ละครั้งสามารถแก้กลับคืนได้ง่ายกว่า สามารถทำให้เกาะโค้งได้ดีขึ้นมากด้วยยางดีๆและช่วงล่าง สำหรับคนที่ค่อนข้างมุทะลุ ผมมักจะแนะรถขับหน้าก่อนเสมอ บางคนขับจนเก่งเป็นมืออาชีพ ก็ยังยึดติดรถขับหน้าอยู่

2. ขับหลัง ถ้าคิดจะหัดดริฟท์ต้องมาทางนี้ หรือถ้าจะเล่นควอเตอร์ไมล์ก็ย่อมได้ รถขับหลังยังไม่ตายในทุกวันนี้เพราะล้อที่ขับเคลื่อน ก็ขับเคลื่อนไป ล้อที่ใช้เลี้ยว ก็เลี้ยวไป ถ้าเครื่องยนต์กับช่วงล่างสัมพันธ์กันดี ก็จะพบความสนุกในการใช้คันเร่งเพื่อช่วยแต่งรถให้เข้าที่เข้าทางได้

3. ขับสี่มันซะเลย! อันนี้ถ้ารู้ตัวว่าถนัด แต่เรื่องเหยียบ ระบบขับสี่ก็ให้การยึดเกาะโค้งที่ดีโดยเฉพาะในตอนออกโค้งแล้วกระแทกคันเร่ง ส่วนการเข้าโค้งนั้นแล้วแต่นิสัยของรถบางคันจะมีอาการหน้าบานออกนอกไลน์ตอน เข้าโค้ง ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าขับสี่เอาไว้สำหรับคนปอดแหก เพราะถ้าคิดจะเรียกความเร็วในสนามออกมาอย่างเอาจริงเอาจัง เทคนิคที่ใช้ ความกล้าที่จะต้องใช้นั้นสูงกว่ารถแบบอื่น

 

นำส่วนผสมของตัวรถ เครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนมารวมกัน

แล้วถ้าว่าในงบ 3-4 แสน เราสามารถทำรถออกมาเป็นรูปแบบไหนได้บ้าง? จริงๆ แล้วการจับผสมระหว่างบอดี้ เครื่องยนต์ และระบบขับเคลื่อนนั้นสามารถทำออกมาได้หลายแบบ แต่ผมขออนุญาตลองยกตัวอย่างให้ฟังเผื่อคุณผู้อ่านจะนึกภาพรถในใจของตัวเอง ได้ง่ายขึ้น

 

1. รถขับหลังประเภทเน้นการบังคับควบคุม

รูปแบบของรถ ควรจะหารถที่น้ำหนักตัว 900-1ตันนิดๆ และเลือกใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเพื่อให้บาลานซ์น้ำหนักระหว่างหน้ากับหลังใกล้เคียง 50:50 มาก ที่สุด และการที่ให้เลือกตัวรถซึ่งมีน้ำหนักเบาก็จะทำให้ไม่ต้องใช้พละกำลังมหาศาล เพื่อสร้างอัตราเร่งที่ว่องไว แต่ต้องมีแรงให้พอให้อยู่ในระดับที่สามารถนำความขับสนุกในแบบรถขับเคลื่อน ล้อหลังออกมาได้เมื่อโอกาสอำนวย รถแบบนี้จะเหมาะกับคนที่อยากลองเริ่มกับเทคนิคการควบคุมรถขับหลัง การกดคันเร่งให้ท้ายปัด การแก้อาการท้ายปัด แต่ไม่อยากลงทุนหมดเงินไปกับรถมากจนเกินไป

2. รถขับหลังที่เน้นพละกำลังทางตรง

เหมาะสำหรับคนที่สนใจเรื่องพลัง แต่ต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นด้วย เพราะเครื่อง 6 สูบ เรียงบล็อคยอดนิยมส่วนมากที่วางกัน ยังเป็นเสื้อสูบที่ทำมาจากเหล็กหล่อซึ่งมีน้ำหนักมาก การเข้าโค้งและการบังคับควบคุมจะให้ผลที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงโดยแลกกับพละ กำลังในทางตรงที่มากขึ้นตามความจุของรถ และที่สำคัญก็คืออย่ามาพูดกันเรื่องค่าน้ำมัน ในเมื่อคุณตัดสินใจมาแนวนี้ นั่นหมายถึงว่าแรงม้าที่คุณต้องการนั้นมีมาก ถ้าคุณลงทุนวางเครื่อง 6 สูบ ก็คงไม่มองอะไรที่มันต่ำกว่า 200 แรงม้าแล้วล่ะ ฉะนั้นเวลาที่เรียกมาใช้ก็ป้อนหญ้าให้มันเยอะๆหน่อยแล้วกัน

3. รถขับเคลื่อนล้อหน้า น้ำหนักเบา ไม่มีเทอร์โบ

รูปแบบนี้น่าจะเหมาะกับคนที่ไม่อยากมีชีวิตที่ต้องเข้าอู่ออกอู่เป็นประจำ เพราะสามารถเลือกเอารถรุ่นที่ไม่ค่อยมีปัญหาจุกจิกเป็นทุนอยู่แล้ว อย่างเช่น Corolla AE101 มาเป็นตัวตั้งได้ การที่น้ำหนักตัวเบาในพิกัด 1 ตัน บวกลบนั้น เมื่อบวกกับเกียร์ธรรมดาแล้วก็ทำให้คุณไม่ต้องใช้เครื่องยนต์แรงบิดมหาศาล เพื่อที่จะเรียกอัตราเร่งที่ว่องไว ดังนั้นจึงสามารถใช้เป็นรถขับประจำวันได้โดยอาจไม่ต้องห่วงเรื่องค่าน้ำมัน เลย ที่สำคัญคือ ถ้าเป็นเครื่องประเภทที่วางแล้วไม่ได้ทำอะไรต่อนอกจากองค์ประกอบภายนอก เครื่อง มันก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะประหยัดในเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาลงไป นี่เป็นสาเหตุว่าทำไม Honda กับ VTEC ถึงได้รับความนิยมจนทุกวันนี้

4. รถขับเคลื่อนล้อหน้า มีเทอร์โบ

ถ้าเทียบกับรถในรูปแบบที่ 4 การ มีเทอร์โบเข้ามาจะเพิ่มความยุ่งยากนิดหน่อยสำหรับกรณีเป็นการนำรถมาวาง เครื่องเอง เพราะรถขับเคลื่อนล้อหน้าหลายรุ่นมีพื้นที่ใต้ฝากระโปรงไม่มาก บางรุ่นโชคร้ายหน่อยก็เรียกได้ว่าจะต้องหล่อกันชนหน้าใหม่กันทั้งชิ้น หรือเจาะฝากระโปรงหาที่อยู่ให้อินเตอร์คูลเลอร์ หนำซ้ำเมื่อโมดิฟายจนพละกำลังสูงแล้วก็ต้องใช้ทักษะรู้ใจรถพอสมควรจึงจะออก ตัวจากเส้นสตาร์ทได้เร็ว ออกตัวด้วยการเหยียบคันเร่งมากไปแล้วล้อก็จะฟรีทิ้งระเบิดระเบ้อ เสียเวลา หรือใช้รอบออกตัวน้อยเกินไป คุณจะออกตัวไปและชะงัก รอให้บูสท์จากเทอร์โบเข้ามารับใช้ (และต้องมาไม่มากจนเกินยางจะรับไหวด้วย) แต่ กระนั้นข้อดีของมันก็มี คือความเบาของรถ และระบบส่งกำลังที่พาแรงจากเครื่องไปสู่ล้อได้มาก พวกรถขับหน้าเทอร์โบจึงมักไม่ค่อยมีอะไรในช่วงพุ่งออกตัว แต่ทันทีที่ยางสามารถยึดเกาะได้ ก็จะพุ่งไปอย่างรวดเร็วมาก

5. รถขับสี่ มีหอยโข่ง

แทร็คชั่นในการออกตัวเป็นจุดเด่นของรถพวกนี้ ซึ่งสามารถจับม้าลงสี่ล้อได้ครบถ้วนหมด แถมบนพื้นเปียก หรือบนถนนที่คาดเดาสภาพได้ยาก ก็ยังมีเสถียรภาพที่น่าไว้ใจกว่า รวมไปถึงการตะกายออกจากโค้งด้วยการกดคันเร่งเต็มที่ ก็สามารถทำได้เย็นใจกว่า แต่ไม่มีของฟรีในโลก เพราะการขับเคลื่อนสี่ล้อหมายถึงแรงที่จะต้องสูญเสียในระบบส่งกำลังไปก็เยอะ รถขับสี่จึงมักจะเร็วตอนออกตัว และตอนอยู่ในสนามแข่ง แต่ยิ่งความเร็วสูงขึ้นเท่าไหร่ อัตราเร่งก็จะเริ่มช้าลง อีกทั้งต้องใส่ใจกับระบบส่งกำลัง คลัทช์ของรถขับสี่จะสึกหรอเร็วกว่ารถรูปแบบอื่น หรือถ้ากระแทกมิดแล้วออกตัวบ่อยๆเข้า เกียร์ก็กลับบ้านเก่าได้เหมือนกัน

 

ใน ที่สุด มันก็คือตัวคุณเองที่ต้องถามใจตนเองก่อนว่า งบประมาณพร้อมแค่ไหน เตรียมพร้อมจะใช้ชีวิตแบบมือเปื้อนคราบน้ำมันหรือไม่ อยากได้รถที่ตะบี้ตะบันขับไปได้เรื่อยๆโดยไม่กินเงิน? หรือแคร์เรื่องเงินน้อยแต่ขอพรจากเทพแห่งพลังม้ากันแบบสุดๆ? ความเท่ห์ของรถสำคัญแค่ไหน (ตามที่งบประมาณจะเอื้ออำนวยได้)? จะ เล่นรถเก่าแล้วเอาส่วนต่างไปโมดิฟายให้แรง หรือเล่นรถแพง แต่ใหม่กว่าแล้วยอมเร่งช้าลงหน่อย ไปเลือกมาให้ถูกกับนิสัยตัวเองก่อนแล้วค่อยมาดูว่ามีรถคันไหนเข้าข่ายเป็นวิ นเนอร์บ้าง

 

คิดว่าให้ Scope เพื่อเลือกรถไปเท่านี้แล้วผมน่าจะขอตัววางสายแล้วไปให้เพื่อนมันคิดต่อในขณะที่ผมพยายามข่มตาให้หลับ

แต่….

 

“เมิงก็ช่วยกรูนึกหน่อยสิว้า”

แน่ นอน เพื่อนตัวดีของผมขี้เกียจมานั่งนึกว่าจะจับอะไรผสมกับอะไรให้มันออกมาเป็น อย่างไร สงสัยงานนี้ราตรีมียาวถึงผับปิดแน่ถ้าจะแจงแถลงไขกันหมด งั้นก็ลองยกตัวอย่างจากที่เราสามารถเห็นกันได้ตามท้องถนนทั่วไปมาก่อนเลยดี กว่า

 

ขอบอก ไว้ก่อนว่ารายการที่ยกตัวอย่างขึ้นมานี้ ไม่ใช่เพราะว่าผมเลือกให้มันเป็นรถที่ดีเด่นสุดขีดนะครับ ที่เลือกมาพูด เพราะอยากเขียนแค่นี้ จบ!เลย!จ้า! แต่คุณสามารถเลือกรถรุ่นอื่นในใจมาลองทำในแบบฉบับของตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องตามรถตัวอย่างที่ผมเลือกมาคุยให้ฟังในวันนี้หรอกนะครับ

BMW 3-Series E30

เรียกได้ว่าเป็นรถแห่งตำนานไม่มีวันตายอีกรุ่นหนึ่งที่มีชีวิตยืนยาวจนบัดนี้ก็ 24-25 ปีแล้ว จุดเด่นของมันอยู่ที่การเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังซึ่งตัวไม่ใหญ่ และน้ำหนักไม่มาก สำหรับประเทศที่ไม่มี AE86 ขายอย่างไทยเรานั้น E30 ถือได้ว่าเป็นพระเอกในโลกของรถขับหลังน้ำหนักเบาที่สามารถรองรับการโมดิฟายดัดแปลงได้หลากหลาย

ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาเราได้เห็น E30 ถูกนำไปวางเครื่องหลากหลายแบบ บางคนที่ชอบเครื่องสไตล์ NA (ไม่มีระบบอัดอากาศ) รอบจัด ก็พบความสุขกับบล็อค F20C ของ Honda S2000 หรือ 3S-GE จาก Toyota Altezza บางคนแหวกแนวไปคบกับโรตารี่ 13B ของ Mazda ซึ่งมีแรงม้าสูงและมีน้ำหนักเครื่องเบาหวิว บางคนที่เป็นจอมพลังก็คบกับ 1JZ-GTE หรือเครื่องหกสูบเรียงเทอร์โบรุ่นอื่นๆ แต่ถ้าพูดถึงเครื่องญี่ปุ่นที่นำมาวางแล้วถือว่าเหมาะสมลงตัว ก็ต้องเป็น SR20DET ซึ่งมีมิติไม่ใหญ่ น้ำหนักเบา ส่วนคนที่อยากรักษาความคลาสสิคด้วยการวางเครื่อง BMW เครื่อง M20 2.5 ลิตร 170 แรง ม้าก็เข้าท่า และเมื่อวางเสร็จก็เร็วพอไปไล่รถซิ่งยุคใหม่ได้ไม่น้อยหน้า ถ้าหาเครื่องสภาพดีได้ หรือลงทุนซื้อเครื่องเก่านำมาฟิตใหม่ก็ไม่เลว แต่ต้องแน่ใจว่าจะไม่คิดเรียกร้องหาม้า 200-300 ตัวในภายหลัง เพราะถ้าจะขุน M20 ให้ได้ม้าระดับนั้น อัตราส่วนแรงม้า/บาท สู้วางเครื่องญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ถ้าอยากทำจริงๆ ก็ขยายท่อนล่างเป็น 2.7 ลิตร และแต่งฝาสูบเสียหน่อย จำรถ 5-Series ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า S5 ซึ่งขายอยู่ในช่วงปี 90-91 ได้ไหม? นั่นล่ะครับเครื่อง M20 ขยายความจุท่อนล่างเป็น 2.7 ลิตร และปรับแต่งฝาสูบกับเรกูเลเตอร์ แค่นั้นม้าก็แตะ 190 แล้ว

ดังนั้นมันจึงเป็นรถที่สามารถนำไปทำแรงได้ตั้งแต่ระดับพอเพียงจนถึงแรงชนิดอย่าได้ประมาท ถ้าจะวางเครื่อง 6 สูบเทอร์โบที่มีน้ำหนักมาก บอกได้เลยว่าต้องยอมเสียเรื่องการควบคุมไป แม้ว่าจริงๆแล้วในสเป็คโรงงาน E30 จะมีรุ่นที่เป็นเครื่อง 6 สูบจำหน่าย แต่นั่นเป็นเครื่อง 6 สูบ 12 วาล์ว แค็มชาฟท์เดี่ยวยุคเก่า น้ำหนักตกบนด้านหน้ารถจึงไม่ควรนำมาเทียบกับเครื่องทวินเทอร์โบบล็อคโต แถมมีอินเตอร์คูลเลอร์แขวนอยู่ที่กันชนหน้าอีก

 

ส่วนใครที่คิดว่าจะจับ E30 มาแล้วทำเป็น M3 E30 สุดยอด BMW 4 สูบในตำนานนั้น ผมคงต้องเตือนก่อนว่านี่ตกลงคุณจะทำรถขับเล่นภายใต้งบจำกัด หรือจะทำรถคลาสสิคไปประกวด? เพราะเม็ดเงินที่ลงมันต่างกันมาก และถึงคุณทำจริงๆ M3 รุ่นนี้ก็มีแต่พวงมาลัยซ้าย คุณจะยอมแปลงกันขนาดนั้นเลยหรือเปล่า?

ราคาของ E30 ผันผวนไปตามปี เพราะมีจำหน่ายอยู่ยาวนาน 7-8 ปี ว่ากันตั้งแต่ต่ำกว่าแสน จนบางคันที่สภาพดีและแต่งมาครบจะแตะ 3 แสนก็ไม่แปลก สภาพรถก็เป็นไปตามราคา คันที่ต่ำกว่าแสนส่วนมากมักต้องการการ “เพิ่มเสน่ห์”อย่าง หนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นการทำสี เคาะสนิม ทำช่วงล่าง และถ้าให้ถึงที่สุด อาจจะต้องพยายามมานั่งฟื้นฟูสภาพภายในของรถที่ต้องบอกว่าบางคันโทรมราวกับ เอาสุนัขพิตบูลไปขังให้หิวโซในนั้นนานเป็นสัปดาห์ สภาพรถนี่ไม่ใช่เรื่องเล่น มันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ยิ่งหากต้องการใช้เป็นรถขับรับสาวด้วย ก็เลือกคันที่สภาพนิ้งที่สุดเท่าที่จะหาได้ทั้งภายนอกและภายใน E30 ก็เหมือน BMW ส่วนใหญ่ที่หากไม่รักษาแล้วภายในจะโทรมเร็ว กรอบแตก พรมหลุดลุ่ยหมดตามอายุรถ

อ้อ! แล้วก็ถ้าให้ดี มองหารถบอดี้คูเป้ 2 ประตู ก่อน เพราะความที่มีจำนวนรถให้เห็นน้อย อาจจะเป็นประโยชน์เมื่อคุณคิดจะนำมันออกโชว์ตามงานต่างๆในอีกทศวรรษข้างหน้า แต่ถ้าไม่สนเรื่องรูปร่าง รุ่น 4 ประตูจะโดดเด่นขึ้นมาทันทีเพราะสามารถหาจับรถที่สภาพดีได้ง่ายกว่า มีรถปีใหม่กว่า และรสชาติการขับขี่มันส์ได้ไม่ต่างจากบอดี้คูเป้เลย

รถปีแรกๆ จะไม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์ ถ้าใครชอบเย่อด้วยแรงธรรมชาติของมนุษย์ โอกาสของท่านมาถึงแล้ว

 

 

BMW 3-Series E36

หากคุณคิดว่า E30 ดูคลาสสิกเกินไป และอยากได้รถที่มีความหล่อแบบสมัยใหม่มากขึ้น E36 ก็ สามารถตอบโจทย์คุณได้ ดีไซน์ภายนอกทุกวันนี้ยังดูดีอยู่ ยิ่งภายในโดยเฉพาะกับวิธีที่นักออกแบบจัดการกับแผงแดชบอร์ด ต้องยอมรับจริงๆว่าเป็นดีไซน์ที่เด่นและอายุยืนจริง ถ้า Cefiro A31 คือรถที่มีทรวดทรงภายนอกท้ากาลเวลาล่ะก็ ตำแหน่งแชมป์การออกแบบภายใน มันก็คือ E36 นี่ละครับ

แต่พูดถึงเรื่องเอามาขับให้สนุกดีกว่า จุดได้เปรียบของ E36 ก็คือมันเป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้รองรับกับเครื่อง 6 สูบทวินแค็มที่น้ำหนักมากอยู่แล้ว และตำแหน่งของฐานล้อก็ถูกขยับไปข้างหน้ามากจนโอเวอร์แฮงก์หน้าสั้นนิดเดียว และมีช่วงความยาวจาก Track ล้อหน้าถึงผนังห้องเครื่องมากกว่า E30 ทำให้เป็นที่สังเกตได้ว่าในขณะที่ E30 มักคบ SR20DET คนที่โมดิฟาย E36 มักจะมุ่งไปหาเครื่อง 6 สูบกันเกือบหมด ทั้งๆช่วงล่างของมันในแบบเดิมๆเวลาเลี้ยวจะมีอาการหน้าเทกระจาดมากในรุ่น 6 สูบ แต่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นจนขับได้คล่องชนิดไล่รถน้ำหนักเบากว่าในสนามแข่งได้สบาย

ที่สำคัญคือการทดสอบทางอากาศพลศาสตร์ BMW ใส่ใจกับรายละเอียดในจุดนี้มาก แม้กระทั่งความเร็วของลมตีข้างที่มีผลต่อตัวรถก็ถูกนำมาคำนวณเอาไว้ด้วยเช่นกัน 3-Series รุ่นนี้ก็เช่นกัน ขอเพียงให้ได้ช่วงล่าง Sport สักชุด ก็สามารถวิ่งทางไกล ตรง และเร็วได้อย่างมั่นคง แต่ถ้าจะเล่นในสนามจิมคาน่า อันนี้ก็ยังแนะนำว่าไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่

การเลือกรุ่น E36 เริ่มต้นกับทางเลือกที่ง่ายที่สุด (แต่ออกจะหายากหน่อย) ก็คือเล่นมันรถเดิมๆจากโรงงานเลย ไม่ต้องไปวางเครื่องอะไรใหม่ โดยเลือกรุ่น 325i ปี 94-96 โอเค..บางคนอาจจะบอกว่าเครื่อง M50 2.4 ลิตร 188 แรงม้าไม่มีอะไรหรอกถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปี ด แต่ถ้าเป็นเกียร์ธรรมดาล่ะก็ ต่างกันราวฟ้ากับเหว จังหวะเกียร์ทดมาลงตัวเหมาะสมกับการใช้งานโดยที่ไม่ได้เน้นเรื่องประหยัด น้ำมันเท่าไหร่นัก ในสภาพเดิมและสมบูรณ์ 100% มันสามารถวิ่งที่คลองห้า (402เมตร) ได้ด้วยเวลา 15.7 วินาที และท้อปสปีดระดับ 230 ขนเงินไปแลกประมาณ 3แสนกว่าบาท แต่เช็คสภาพเครื่องตอนซื้อให้ดีละกันนะครับ

ส่วนถ้าอยากไขว่คว้าหาเครื่อง M3 มาเล่น ไม่ว่าจะเป็น 3.0ลิตร 286 ม้าหรือ 3.2ลิตร 321 แรงม้า ผมคิดว่ายังไม่เหมาะกับคนที่ทำรถแรงโดยมีงบประมาณจำกัด เพราะคุณอาจต้องไปเริ่มต้นกับบอดี้ 318i ที่ราคาสองแสนกลางๆซึ่งสภาพที่ได้อาจจะไม่ดีนัก กว่าจะซื้อเครื่องมาวาง เดินสายไฟเสร็จ งบประมาณมีเสียวว่าจะไม่พอ

หรือถ้าจะคบเครื่อง 6 สูบญี่ปุ่น ก็แนะนำ 1JZ-GTE เพราะ เมื่อรวมกับค่าตัวรถที่ต้องซื้อแล้วจะยังมีเงินเหลือให้ทำช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรค และฟื้นฟูสภาพอีกบางส่วนให้เป็นรถที่ดูดี และขับสนุกได้ไม่ยาก แต่แนะนำว่าตอนซื้อ นอกจากจะดูสภาพตัวถังตามปกติแล้ว อย่าลืมตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆในรถด้วยนะครับ กระจกไฟฟ้าเอย สวิทช์ไฟต่างๆ เพราะแนวโน้มความทนทานในจุดนี้ยังสู้รถญี่ปุ่นไม่ได้ครับ ปั๊มน้ำมันเพาเวอร์ และแร็คพวงมาลัยก็ควรตรวจสอบด้วยเช่นกันเพราะสองจุดนี้ราคาอะไหล่แม้จะเป็น มือสองก็ไม่ถูกเหมือนรถญี่ปุ่นครับ  จริงอยู่ว่าจะเปลี่ยนใหม่ก็ไม่ใช่ว่าจะตาย แต่ประหยัดเงินด้วยความรอบคอบเราไว้ก่อน หรือใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองราคาตอนออกรถก็ได้ครับ

Nissan Cefiro A31

เอ้า พอพูดถึงคันนี้ล่ะก็บางคนจะรีบ scroll ผ่านไปอ่านอันอื่นต่อเลย เพราะเห็นมากันจนเบื่อแล้วใช่ไหม? แต่ลองคิดดูดีๆว่าทำไมรถรุ่นนี้จึงเป็นที่พบเห็นกันเยอะ ก็จะพบว่าในงบประมาณ 2-3 แสนนี้ Cefiro เป็นรถที่มีมาดออกไปทางดุดัน (ดังนั้นจะนำมาใช้เสริมภาพลักษณ์โหดให้เจ้าของก็ได้) ของแต่งรองรับมากมาย และสามารถดัดแปลงเพื่อรับงานได้หลายรูปแบบด้วยตัวรถที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเครื่อง 6 สูบ เรียงยาวๆโดยเฉพาะ และใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง แต่เนื้อเหล็กและโครงสร้างของรถถ้าเทียบกับรถยุโรปแล้วยังพบว่าเหล็กตามจุด ต่างๆยังไม่หนาหนักใหญ่เท่า ซึ่งมองอีกแง่หนึ่งมันก็กลายมาเป็นข้อดีเพราะน้ำหนักของตัวรถรวมกับเครื่อง 6 สูบเรียงทวินเทอร์โบสักบล็อคแล้วยังป้วนเปี้ยนอยู่ที่ราว 1.4 ตัน (เบากว่า 370Z, 350Z และ Supra JZA80) ส่วนถ้าอยากให้แข็งแกร่งกว่านี้ เชิญใช้บริการคานดักนกเขา (โรลล์เคจ) ได้เลย

สิ่งที่ต้องทำใจอยู่หน่อยก็คือ อย่าคิดว่าวัสดุและตัวถังจะทนสไตล์รถญี่ปุ่น เพราะ A31 แม้จะใช้งานในแบบปกติก็ยังมีรายการคอนโซล (เหนือช่องแอร์) ปริ แตก ส่วนถ้าไปได้รถสภาพเดิมสนิทมานั้น รับรองว่าเจอสนิมแน่นอน เล็งตรงหลังคาไว้ดีๆเดี๋ยวก็เห็น ดังนั้นเม็ดเงินอาจจะมาหมดกับการทำสีตัวถัง ซึ่งคุณเองคงต้องเป็นผู้เลือกว่าจะเอารถที่แต่งมาแล้ว ทำสีมาแล้ว แต่ต้องพินิจให้ละเอียดว่ามันมิดมาก่อนหรือเปล่า หรือซื้อรถเดิมๆมาสบายใจ แต่ถ้าจะหล่อต้องทำสีตัวถังใหม่ ซึ่งประเด็นนี้จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะแม้แต่คันที่ใหม่ที่สุดในตลาดก็อายุ 15 ปีแล้ว และรถส่วนมากที่แต่งมาคนขับก็ไม่ได้ขับแบบธรรมดา คงต้องขอลองขับเองสักรอบก่อนจะตัดสินใจซื้อครับ

พูดถึงขุมพลัง คุณสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ RB20DET ซึ่ง หลายคนมักจะมองข้าม ทั้งๆที่จริงแล้วหากแก้จุดอ่อนโดยการเปลี่ยนเอาเทอร์โบใบเซรามิคที่อ่อนไหว ต่อแรงบูสท์ออก ปรับบูสท์เพิ่มนิดหน่อยพร้อมกับจูนกล่องเพิ่ม ก็เริ่มเอามันส์ได้เหมือนกัน แต่ถ้าชอบลงเครื่องเปรี้ยงเดียวแล้วจบ เครื่อง 1JZ-GTE ของ Toyota น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะในอนาคตหากคิดจะทำต่อเป็น 400-480 แรงม้า ท่อนล่างเดิมก็รับไหว จริงๆแล้วในงบ 3 แสนกว่าๆบางครั้งคุณจะพบว่ามีรถ A31 ที่วางเครื่อง 2JZ-GTE หลุดมาให้เห็นด้วยเช่นกัน แต่มักจะเป็นเกียร์อัตโนมัติไม่ก็ประกบกับเกียร์ธรรมดา 5 สปีดจาก 1JZ-GTE ซึ่งก็ไม่ได้เสียหายอะไร ในเมื่อเครื่องเดิมสร้างแรงบิด 380Nm ได้ตั้งแต่ 1,800 รอบต่อนาที มันจึงมีความยืดหยุ่นสูงมาก และไม่ต้องเชนจ์เกียร์ลงเพื่อแซงบ่อยๆ ขับง่ายสบาย รอเงินไหลมาเยอะพอจะแต่งต่อเป็น 3-4-5-6-7 ร้อยแรงม้าก็ค่อยว่ากัน

แน่นอนว่าต้องมีบางคนที่เป็นสาวกนิสสันชนิดเหนียวแน่นและปฏิเสธไม่ยอมใช้เครื่อง JZ และยังรู้สึกว่า RB20 นั้นความจุเล็กไป ต้องเอามาทำต่อเยอะถึงแรง เอ้า! ถ้าอย่างนั้นจะลองยกตัวอย่างให้ว่ารถ A31 คันนึงที่เพื่อนผมจูน ใช้เครื่อง RB25DET ซึ่งไม่ได้ทำแบบเต็มขั้น เทอร์โบเดี่ยวใหญ่กว่าปกตินิดหน่อย สามารถปั่นม้าไดโน่ 430 ตัวได้โดยที่เครื่องไม่กระจายแน่นอน…เพียงแต่พอผมถามว่าทำยังไงให้เครื่องมันทน..มันก็บอกว่า เอาลูกสูบเครื่อง 2JZ ใช้แทนลูกสูบเดิม อืม สูตรนี้ไม่ได้ใช้แค่กับเครื่อง RB เท่านั้น เพราะ SR ก็สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่เอามาโชะ!ใส่กันได้เลย ต้องมีการดัดแปลงที่ลูกสูบกันหน่อย ลูกสูบ JZ แข็งแรงทนทาน ราคาลูกละพัน! และปะเก็นลูกสูบขายเป็นเซ็ตก็แค่ 3 พันบาท คุมงบ และคุ้มงบดีไม่หยอก

Honda Civic EG

แม้จะเปิดตัวมาในฐานะรถยนต์นั่งธรรมดาเครื่อง 90กว่าม้าที่ไม่น่ามีอะไร แต่ทุกวันนี้ Civic EG เป็นรถที่มอบพื้นฐานการขับขี่ในสไตล์จิมคาน่าและเซอร์กิตให้คนงบน้อยอย่างเราๆท่านๆได้ใช้กัน น้ำหนักเบา ช่วงล่างอิสระ 4 ล้อแบบดับเบิลวิชโบน แต่สิ่งที่พิเศษที่สุดน่าจะเป็นความโชคดีของมันที่ Honda มอบเครื่อง VTEC มาให้

ราคารถในทุกวันนี้เริ่มลงมากว่าแต่ก่อน ว่ากันที่ 2 แสนก็มีสภาพรถบ้าน 100% ให้เห็นกันแล้ว หากชอบลงมือแต่งรถด้วยตัวเอง สามารถหารถสภาพเดิมทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติมาทำต่อได้ (รถที่เป็นเครื่อง 1.5ลิตรและเกียร์ธรรมดาจะไม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์ เวลาวางเครื่องต้องหามาใส่เพิ่มด้วย) หรือจะจับคันที่แต่งมาแล้วก็มีให้เลือกเยอะ แต่ก็ต้องดูสภาพตัวถังกันหน่อย ตะเข็บรอยเชื่อมต่างๆโดยเฉพาะในส่วนท้ายของรถบอดี้ 3 ประตูนั้นหากถูกใช้งานอย่างรุนแรงอาจจะมีรายการตะเข็บปริให้เห็น (แต่ก็ยังทนกว่าตะเข็บของ Nissan NX Coupe)

บางท่านมีแนวคิดที่น่าฟังดี คือตอนที่เขาซื้อรถ เขาเลือกรถที่แต่งมาแล้ว แต่เป็นรุ่น 4 ประตู โดยให้เหตุผลประกอบว่ารถ 4 ประตูมักจะไม่ค่อยมีคนนิยมเอาไปทำรถแข่ง ใครจะลองเลือกตามแนวคิดนี้ก็ได้

ในด้านของความแรง มีทั้งเครื่องบล็อค D15B 130 แรงม้า หรือจะคบกับ B-Series ทั้งหลายก็ได้ ผมแนะให้เล่น B-Series ไปเลยเพราะเท่าที่ได้สังเกตมา เครื่อง D15B ที่ลงทุนเปิดฝาขัดพอร์ท โมดิฟายกล่อง ลดน้ำหนักและลดลมยางแล้ว ก็เพิ่งวิ่งควอเตอร์ไมล์ได้เร็วเท่ากับรถเครื่อง B16A เดิมๆทำท่อเท่านั้น ตัวการหลักอยู่ที่เกียร์ครับ เนื่องจากเกียร์ D15B นั้นทดยาวมาก เน้นประหยัด ดังนั้นมันจะพุ่งตัวสู้ B16A ได้ใน250 เมตรแรก แต่ยิ่งความเร็วสูง ยิ่งเห็นความต่าง คุณอาจจะเห็นได้ว่าราคาเครื่องมือสองต่างกันอยู่ราว 2-25,000บาท แต่เอามาโมดิฟายเพิ่ม แถมยังต้องเรียงอัตราทดเกียร์ใหม่ ลงท้ายแล้วจบที่งบต่างกันไม่มาก แต่ B16A ยังทำแรงต่อได้อีกไกล

เริ่มต้นกับเครื่อง B16A ธรรมดา 170 แรงม้า ถ้าวางในบอดี้ 3 ประตู แค่ปลดกล่องลากรอบเพิ่ม และเดินท่อไอเสียตรง ก็สามารถวิ่งในระดับ 15.1-15.4 วินาทีที่คลอง 5 ได้แล้ว ถ้าจะจูนเพิ่มด้วยกล่อง Piggyback สักใบ เปลี่ยนเฮดเดอร์ใหม่ และนำแค็มชาฟท์จากเครื่อง Civic Type-R (แค็มฝาแดง) มาใส่ ตัวเลขก็จะหดลงเหลือ 14.7 วินาทีได้ (จริงๆแล้วมีลุ้น 14.4 ด้วยซ้ำ) เร็วเทียบชั้นกับเครื่อง 2.0 ลิตรเทอร์โบ 200 แรงม้ากว่าๆได้สบาย

ถ้ายังไม่พอ สูตรคลาสสิคที่ปฏิบัติกันคือการนำเสื้อสูบของเครื่อง B20 (CR-V รุ่นแรก) มาประกบแทน ปาดเสื้อสูบลงเล็กน้อย และเจาะทำท่อทางเดินน้ำมันสำหรับระบบ VTEC จากนั้นสิ่งที่เสียไปก็คือรอบเครื่องที่เคยแตะ 9,000 ได้ก็จำต้องลดลงมาหน่อย เนื่องจากเครื่อง B20 เป็น เครื่องแบบช่วงชักยาว ถ้าลากรอบสูงมาก แรงกดดันที่ก้านสูบจะสูงจนเสี่ยงจะบินกลับบ้านเก่า แม้ว่าช่างทำเครื่องบางท่านรับรองกับผมว่า 9,000 รอบไม่ใช่ปัญหา แต่ผมกับเพื่อนเวลาจูนกัน มักจะขอเล่นแบบเซฟไว้ที่ 8-8,500 รอบต่อนาทีดีกว่า แล้วก็เครื่อง B20 จะไม่มีหัวสเปรย์น้ำมันฉีดเลี้ยงใต้ลูกสูบเหมือน B16A, B18C นะครับ ถ้าอยากได้ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มเอา

แล้วสิ่งที่ได้มาล่ะ? ลองนึกถึงคาแร็คเตอร์แรงบิดเป็นกองแบบ SR20DE แต่สามารถทะยานปี๊ดไปจนทะลุ 8,000 รอบได้สิครับ ในสเต็ปนี้ผมได้ลองมาแล้วกับ บอดี้ 3 ประตู บรรทุกน้ำหนัก 250 ก.ก. และออกโดยล้อฟรีทิ้งอย่างยาวที่เกียร์ 1 อัตราเร่ง 0-100 ยังทำได้ 7.26 วินาที ลองนึกดูละกันว่าถ้าเอาน้ำหนักออก และใช้ยางดีๆจะขนาดไหน ควอเตอร์ไมล์ 13 วิปลายนี่ไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าจะยอมออมเงินเพิ่มอีกสักเดือนสองเดือน

Nissan ตระกูล FWD  Sentra & NX (B13), Sunny B14, and Primera

ต้องจับรวบเอาไว้ด้วยกันแล้วเขียนบรรยายแบบยาวพรืดไปเลย เพราะรถทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นแท่นยึดอย่างดีให้กับเครื่อง 4 สูบที่มีให้เลือกหลายรุ่นหลายแบบอย่างบล็อค SR แต่ การจะเลือกรถรุ่นไหนนั้นขึ้นอยู่กับความชอบและการเลือกบริหารงบว่าจะเทให้ กับความใหม่ของตัวรถ หรือเทให้กับความแรง ถ้างบประมาณจำกัด

B13 มีราคามือสองที่ถูกมาก แทบไม่น่าเชื่อว่าในขณะที่รถอย่าง Civic และ Corolla ปีใกล้เคียงกันจะยันราคาแสนกลางๆกันไว้ได้ Sentra B13 ในชั่วโมงนี้สามารถควานหากันได้ด้วยตัวเลข 5 หลักเท่านั้น! และเป็นสภาพที่อยู่ในขั้นยอมรับได้ ไม่ใช่เศษเหล็กเคลื่อนที่แน่นอน ความทนทานของตัวรถนั้นถ้าไม่นับเรื่องตัวถังผุ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของ Nissan ในยุคนั้น ช่วงล่างและวัสดุภายในเรียกได้ว่าทนน้องๆ Corolla 3 ห่วง แถมซ่อมบำรุงก็ไม่ได้แพงกว่ากันเลย เพียงแต่ชื่อชั้นของ Toyota ได้เปรียบเรื่องความทนเท่านั้น จับรถมาในราคาหย่อนแสน แล้วคุณสามารถตกแต่งต่อได้ด้วยการหาพาร์ทรุ่น GT-S จากญี่ปุ่นมาใส่ อันประกอบไปด้วยกันชนหน้า สเกิร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์ หาล้อขอบ 15-16 สวยๆใส่ก็เสกสบู่ก้อนนี้ให้เริ่ดได้ไม่แพ้ใคร ในส่วนของช่วงล่างในปัจจุบันมีทางเลือกของใหม่ค่อนข้างจำกัด นี่คือจุดหนึ่งที่สู้ Honda ไม่ ได้ ในตลาดอะไหล่มือสองก็มีให้เลือกน้อยกว่าเช่นกัน รูปแบบของช่วงล่างที่เป็นแม็คเฟอร์สันสตรัท แม้ว่าวิ่งตรงๆหรือสาดโค้งเล่นอาจจะพอพูดได้ว่าไม่ต่างจาก Honda แต่เมื่อระดับของถนนเริ่มต่าง หรือมีบั๊มพ์ขึ้นกลางโค้ง จะคอนโทรลตัวรถได้ไม่ดีเท่า

ถ้าใครต้องการทุกอย่างที่เหมือน B13 แต่อยากได้รถที่ทรงไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน ก็ลองมองหา Nissan NX Coupe ดูก็ได้ (แล้วก็มาจอยกับผม ฮิฮิ) ราคาค่าตัวในวันนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับ Sentra นัก ป้วนเปี้ยนอยู่ที่แสนบวกลบ หลักหมื่นก็มี แต่จำเอาไว้อย่างว่ารถรุ่นนี้มันประกอบในประเทศนะครับ ไม่ใช่รถนำเข้าอย่างที่บางคนบอก ไม่งั้นตรา มอก.ที่กระจกจะไปเอามาจากญี่ปุ่นหรือไง? อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกและช่วงล่าง สามารถใช้ร่วมกับ B13 ได้ ถ้ามือขึ้นจริงๆ คุณสามารถหาลิ้นหน้ารุ่นสปอร์ต สเกิร์ตข้าง และหางหลังเล็กจากรุ่น Type-S Sport Package มาใส่ ว่าแล้วก็จ่าย 15,000 ซื้อหลังคาทีบาร์มาใส่ สั่งยางขอบประตูใหม่อีก 20,000 แล้วยังทำสีอีก (โว้ว!) แค่นี้ขับไปปายกับหวานใจก็หวานสมอยาก แต่อย่าได้ไปชนกับอะไรเข้าเชียวเพราะชิ้นส่วนตัวถังทุกวันนี้หาไม่ง่ายแล้วนะครับ

ถ้างบพอและอยากได้รถใหม่ขึ้นมาหน่อย Sunny B14 ก็น่าสน อย่างน้อยพื้นที่ใต้ฝากระโปรงหน้าก็มีความเมตตากรุณาต่อการโมดิฟายมากกว่าฝากระโปรงเตี้ยลาดกับห้องเครื่องสั้นๆของ NX Coupe ละกัน อีกส่วนหนึ่งที่ B14 มี ดีจริงก็คือช่วงล่าง ผมพบว่าการที่เปลี่ยนช่วงล่างหลังเป็นแบบคานแข็งมัลติลิงค์บีมนั้นแทบไม่ได้ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขับขี่แบบรุนแรงเท่าไหร่เลย อีกทั้งยังมีโช้คอัพแต่งให้เลือกมากกว่าเพราะอายุรถที่ยังไม่ถือว่าแก่มาก นัก แต่ลักษณะการบังคับควบคุมพวงมาลัยจะยังมีเอกลักษณ์ของ Nissan อยู่คือค่อนข้างไปทางเฉื่อยนิดๆ เหมือนจะเน้นเอาไว้ให้วิ่งทางตรง ไม่ไวและบิดนิดเดียวไปอย่าง Honda การเลือก B14 นั้นพยายามเล่นรถที่เป็นเครื่อง 1.6 จะ ได้อุปกรณ์ติดตัวมาเยอะกว่า โดยถ้าเป็นรุ่นแรกๆท้ายแดงยาวจะมีราคาแสนกลางๆ แต่ถ้าขยับมาหาไมเนอร์เชนจ์ตัวสุดท้ายที่เป็นไฟท้ายแยก มีเลข 2 แสนกลางๆ ทั้งๆที่ตัวรถจริงๆแล้วมีความต่างกันในด้านอุปกรณ์ และรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น ดังนั้นถ้าอยากเก็บงบไว้แต่งแรงเยอะๆ ก็ให้เลือกรุ่นแรกแล้วเก็บเงินหลายหมื่นตรงนั้นไว้ทำเครื่องกับช่วงล่างจะดี มาก

อีกคันหนึ่ง ผมเก็บไว้ให้สำหรับคนที่ชอบรถที่แต่งได้แบบญี่ปุ่น แต่มีนิสัยยุโรปเข้าไปปน แถมราคาทุกวันนี้ต่ำกว่าสองแสนก็เล่นได้แล้ว มันคือ Nissan Primera P11 นั่นเอง แม้ในทางเทคนิคจะดูเหมือนว่ามันไม่ต่างอะไรจาก “พี่ชายใหญ่ของ B14” แต่ต้องไม่ลืมว่า Primera เป็น รถที่ทำออกมาเอาใจตลาดยุโรปซึ่งบางแห่งคนขับรถกันเร็ว จึงมีการออกแบบที่ค่อนข้างจะผสมบุคลิกสปอร์ตเข้าไปในแชสซีส์ พวงมาลัย และช่วงล่างมากกว่า B14 ขนาดคุณเนย ผู้กำกับแห่งเว็บของเราที่เป็นคนช่ำชองในทาง Mazda ยังยกย่องเลยว่า Primera ในสภาพเดิมๆนั้นเกาะถนนดีจน Mazda ยังมีเสียว แต่สิ่งที่แลกมาด้วยการขับขี่ที่ดีนั้นก็อยู่ที่น้ำหนักของตัวรถที่หนักกว่า B13 ประมาณ 100 กิโลนิดๆ และอะไหล่บางส่วนเช่นชุดสตรัทที่ไม่สามารถแชร์กันใช้กับรุ่นอื่นได้ (Sentra และ NX ใช้โช้คร่วมกันได้ และโช้คหน้ายังสามารถใช้ร่วมกับ B14 ได้)

 

ทางเลือกทางด้านเครื่องยนต์ที่ขับสนุก คุณสามารถเลือกได้ตั้งแต่ SR20DE 2.0 ลิตรธรรมดา ซึ่งรถอย่าง Primera จะเป็นเครื่องที่ติดรถมาอยู่แล้ว ใน Primera P11 สเป็คไทยจะมี 130 แรงม้าเพราะแค็มฝั่งไอดีมีองศาน้อยกว่าเครื่องจาก Primera P10 รุ่นเก่าที่มี 150 แรงม้า ก็เอาแค็มชาฟท์ฝั่งไอดีมาใส่ก็ได้ (แต่คงไม่มีใครสนจะทำ) ด้วยคาแร็คเตอร์เครื่องที่มีแรงบิดดีในช่วง 3-6.5 พันรอบ ทำให้ประกบกับเกียร์ธรรมดาแล้วขับสนุกพอไล่ VTEC B16A เดิมๆได้ ส่วนถ้าใครชอบเครื่องแบบตัวเล็กรอบจัด ก็มี SR16VE NEO VVL 175 แรงม้า ซึ่งเกียร์ที่มาพร้อมเครื่องนั้นจะมีอัตราทดจัดกว่าของ SR20DE มาก ทำให้เลี้ยงรอบยามสับเกียร์ได้ดีกว่า จากนั้นก็เขยิบขึ้นเป็น SR20VE 190 แรงม้า ซึ่งเป็นเครื่องจาก Primera P11 รุ่น 2.0Te-V มีแต่เกียร์อัตโนมัติ CVT ให้ เลือก ซึ่งถ้าจะใช้เกียร์นี้ต้องเอาเรือนไมล์มาเพื่อให้กล่องอ่านสัญญาณด้วย แต่ถ้าจะใช้เกียร์ธรรมดาก็ไม่ต้องกลัวอะไร อย่าแปลกใจว่าทำไมรอบเครื่องตัดแค่ 7,100 ทั้งๆที่เป็นเครื่องที่น่าจะลากได้มากกว่านั้น

เครื่องเทอร์โบ มีรหัสเดียวคือ SR20DET แต่จะมาจากรุ่นไหนก็เลือกเอา รถอย่าง NX Coupe ที่มีพื้นที่ภายในกันชนหน้าน้อยจนต้องตัดหั่นเพื่อวางอินเตอร์คูลเลอร์ อาจจะเหมาะกับเครื่อง SR20DET ที่มีอินเตอร์คูลเลอร์อยู่ด้านบนอย่างเครื่องจาก Bluebird U12 ฝาครอบวาล์วสีแดง (ยกเว้นว่ายอมตัดกันชนหรือหล่อกันชนใหม่) หรือถ้ามีที่ให้ใส่อินเตอร์คูลเลอร์ด้านหน้าได้ ก็มองหาเครื่องที่มาจาก Nissan Avenir W11 ฝาครอบวาล์วสีเงิน ซึ่งเดิมๆมาก็มี 220 แรงม้าแล้ว รถบอดี้ Sunny B14 ที่วางเครื่องตัวนี้และใช้เกียร์ธรรมดาจาก SR20DE จะวิ่งควอเตอร์ไมล์ได้ราว 14.5-14.7 วินาที ที่ไม่เร็วเท่าที่ควรเพราะอัตราทดเกียร์ค่อนข้างยาว แต่ถ้าลองเอาเกียร์ SR16 มาใส่ เวลาน่าจะลดลงมาแตะ 13วิปลายได้ แต่ระวังเกียร์กระจายก่อนวัยอันควรเพราะเป็นเกียร์ลูกเล็กที่ไม่หนาหนักใหญ่เท่าเกียร์ SR20 ลูกใหญ่ พื้นที่หน้าจับคลัทช์ก็น้อยกว่าเช่นกัน
ส่วนเครื่อง SR20DET จาก Pulsar นั้น ถ้าหาในสภาพดีได้ มันจะเป็นขุมพลังที่แรงแบบสุดขั้ว 13 วิเลยเพราะทนและถึกกว่า SR20DET ทั่วไป แต่เครื่อง Pulsar นั้นสมัยนี้หาสภาพดีๆยากแล้ว และถึงแม้จะทน แต่ถ้าพังขึ้นมาก็เรื่องใหญ่เหมือนกันเพราะชิ้นส่วนหลายชิ้น ไม่สามารถใช้ร่วมกับ SR20 รุ่นธรรมดาได้

 

Toyota Corolla AE101, AE111

Corolla เป็น รถที่ทำมาเน้นความทนทาน ใช้งานง่ายและทนแดดฝนได้ดี อีกทั้งยังมีค่าบำรุงรักษาต่ำ อะไหล่ยังสามารถเดินหาได้ตามเชียงกง หรือเบิกของเทียบ/ของแท้จากวรจักรก็ยังได้ ดังนั้นหากรู้ตัวว่าเป็นคนที่เท้าหนัก แต่ไม่ค่อยมีเวลามีดูแลรักษารถ ผมมักจะเลือกให้เล่น Corolla ก่อนเสมอ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของ Corolla ก็คือเครื่องยนต์ ซึ่งคุณสามารถเลือกตามรสนิยมของตัวเองได้หลากหลายกว่า Honda อยากได้เครื่อง NA แบบขับสนุก? หรือว่าจะทำเป็นเครื่องสไตล์มอเตอร์สปอร์ตรอบจัดเกียร์หลายจังหวะ? หรือจะลองเทคนิคการเซ็ตเทอร์โบใส่เครื่องเดิม? หรือช่างหัวมันเอาเครื่องเทอร์โบทั้งตัวยัดลงไปเลยก็ได้? อะไรนะ?? ชอบซูเปอร์ชาร์จ เอ้า! จัดไปเว้ยจัดไป!

 

ความหลากหลายของเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกนี่ล่ะคือจุดเด่น หากคุณไม่แน่ใจในความชอบของตัวเอง คุณอาจเริ่มต้นง่ายๆกับเครื่อง 4A-GE 20 วาล์ว 160 แรงม้าซึงแม้รอบต่ำแรงบิดจะไม่ค่อยดี แต่ในรอบสูงแล้วใช้ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรุ่น 4A-GE 20 วาล์วฝาดำ 165 แรงม้า เกียร์ 6 สปีดสำหรับคนที่ชอบฟีลลิ่งรถแข่งทางเรียบ (ขั้นเริ่มต้น) จะเอามาลองกันก่อนก็ได้ เครื่องรุ่นนี้หากได้รับการจูนที่ดีและวางในบอดี้เบาๆอย่าง AE101 จะวิ่งดีกว่าที่คาด ดีขนาดไหน? ก็เอาเป็นว่ากัด 2ZZ-GE ใน Celica ได้ไม่หลุดละกันครับ

คนที่ชอบเครื่อง NA ความจุโตขึ้นมาหน่อย สามารถขยับมาเล่น 3S-GE ได้ มีตั้งแต่รุ่นธรรมดา 180 แรงม้ายกมาจาก Celica ปี 93-97 ไปจนถึงของแรง 3S-GE BEAMS จาก Celica เช่นกันแต่เป็นเครื่องปี 97 ท้ายปีเป็นต้นมา รุ่นนี้จะพกแรงมา 200 แรงม้า พอไหม?

 

ใครชอบเครื่องแบบมีระบบอัดอากาศ จะเริ่มต้นด้วยการทำเครื่องเดิม (4A-FE, 5A-FE) เพิ่มเทอร์โบเข้าไปก็ได้ แม้จะขัดกับความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตของเครื่องยนต์บ้าง แต่เครื่องตระกูล A ในยุคนั้นชิ้นส่วนต่างๆ หนา หนัก และใหญ่กว่าเครื่องยุคใหม่อย่าง NZ มาก โดยที่ไม่ต้องการอะไรมากกว่าปะเก็นหนาขึ้น เครื่องบล็อค 4A-FE สามารถทนแรงบูสท์เทอร์โบได้ 12 ปอนด์สำหรับการแข่งระยะสั้นแบบสบายๆ ถ้าคิดจะเอาความชัวร์ ขอหม้อน้ำอย่างดี 1 ใบเพิ่มเติมเข้ามาหน่อย จากนั้นถ้าจะเล่นกันหนักจริงๆ ขอให้เปลี่ยนลูกสูบเป็นของเครื่อง 4A-GZE เสีย จากนั้นอยากจะบูสท์ทะลุบาร์สองไปเลยก็ได้ บางคนชอบความจุโตขึ้นมาหน่อยก็เล่นบล็อค 7A-FE ขนาด 1.8 ลิตร เครื่องเซ็ตเทอร์โบเองในลักษณะนี้ไม่ธรรมดา เพราะทุกอย่างสามารถขยายได้ตามงบประมาณ รถ Corolla ท่อนล่าง 7A ฝาสูบ 4A-GE ในไทยทำแรงม้าระดับ 320-330 ตัวไม่ใช่เรื่องแปลก และบางคันวิ่งกด Ferrari F360 เข้าหลัก 400 ม.ได้เลยด้วยซ้ำ (แค่นี้ก็พอนะ อย่าไปแช่ 300 ก.ม./ช.ม. เล่นกับเค้าก็แล้วกัน)

ส่วนเครื่องเทอร์โบแบบมาทั้งตัวนั้น 3S-GTE จาก Caldina ก็มีให้เลือก ในรูปแบบเดิมๆก็ปั่นม้าได้ 260 ตัวแล้วล่ะครับ แต่พื้นที่ห้องเครื่องเวลาวางลงไปก็จะเต็มกว่าบล็อคเล็กอย่าง 4A พอสมควร และต้องให้ความสำคัญกับช่วงล่างด้านหน้าและเบรคตามน้ำหนักตกหน้าที่เพิ่มขึ้น จากเครื่องยนต์ และเกียร์

ส่วนใครชอบซูเปอร์ชาร์จ ก็สามารถเลือกเครื่อง 4A-GZE ที่ยกมาจาก Levin/Trueno GT-Z ปี 91-94 ได้ แต่พลังแรงม้าและแรงบิดที่ได้นั้นหลายคนที่เล่น Toyota เขามักจะมองว่าเครื่อง 4A-FE เดิมๆนำมาขุนให้แรงเท่ากันคุ้มกว่า อย่างไรก็ตามยังมีคนที่ใช้เครื่อง 4A-GZE นำมาถอดซูเปอร์ชาร์จออกแล้วเปลี่ยนเป็นเทอร์โบแทน เพราะไม่ต้องการรื้อเครื่อง และลำพังลูกสูบของ GZE เดิมๆก็ทนทายาดเกินตัวอยู่แล้ว

สังเกตหรือไม่ว่าเมื่อเขียนถึง Corolla ผม ค่อนข้างจะเน้นไปทางเรื่องเครื่องยนต์ เพราะหากไม่นับในจุดนี้แล้ว สิ่งที่เหลืออื่นๆไม่ว่าจะเป็นแชสซีส์ พื้นฐานช่วงล่าง หรือการตอบสนองของพวงมาลัย ไม่ได้มีความได้เปรียบ Nissan เลย เว้นเสียแต่ว่าการหาของแต่งจะทำได้ง่ายกว่า Nissan อยู่บ้างด้วยความที่มีคนนำ AE มาตกแต่งเยอะ จึงมีคนนำอะไหล่เซียงกงเข้ามาเพื่อรองรับความต้องการอย่างอุ่นหนาฝาคั่งกว่า

อย่าง ไรก็ตาม หากว่าคุณมีความคิดที่จะใช้รถเพื่อสอนให้ตัวเองรู้จักเทคนิคในส่วนต่างๆโดย เฉพาะกับเรื่องเครื่องยนต์ และคุณไม่อยากใช้เงินในจุดนี้มากเกินไป งบประมาณไม่เกินสองแสนกับ AE สักคันจะช่วยให้คุณได้รถครูชั้นดีที่คุณจะไม่มีวันลืม

 

SAAB 9000 & 900

เปล่าครับ ไม่ได้เขียนผิด ผมขอแนะนำ SAAB ให้ กับท่านไว้พิจารณาในที่นี้จริงๆ เพราะในบางครั้ง บางคนต้องเจอปัญหาแน่ๆ โดยเฉพาะกับคนที่มีครอบครัวแล้ว เพราะความปลอดภัยและภาพพจน์ผู้ใหญ่ มันเป็นสิ่งที่ช่างขัดกับความรู้สึกสนุกจากการขับขี่สไตล์วัยรุ่น ในระบอบภรรยาธิปไตยนั้นผมเชื่อว่ามีสามีบางท่านที่พอคิดจะจับรถสไตล์วัยรุ่น ก็จะโดนเบรค 9 Pot พลังมหาศาลยิ่งกว่าเบรมบ้า หยุดเอาไว้แค่นั้น ถ้างั้นแล้ว SAAB มี อะไรดีนอกจากรูปทรงที่น่าจะหลอกภรรยาคุณได้ว่ามันเป็นรถผู้ใหญ่ธรรมดาๆ คันนึง และเป็นรถที่ดูแน่นหนาปลอดภัยไว้ใจได้ แถมให้อุปกรณ์ติดรถมาเพียบเทียบเท่ารถหรูๆจากเยอรมันด้วยอีกต่างหาก?

เริ่มกันที่รุ่น 9000 ก่อน ในงบประมาณเท่า Proton Savvy รุ่นที่ถูกที่สุด คุณสามารถอาศัยโชคและความขยันมองหารุ่น 9000CS Aero ตัวท้อปในยุคของมันมาใช้ได้ และมีเงินเหลือ หรือถ้าหากอยากเหลืองบไว้ทำอย่างอื่นเยอะหน่อย ก็ให้มองหา 9000CS 2.3 Full Pressure Turbo ได้ ซึ่งราคาจะถูกกว่ากันเกือบแสนบาท

SAAB 9000CS เป็น รถที่ตัวใหญ่ก็จริง แต่ลักษณะนิสัยการบังคับควบคุม แชสซีส์ และการหักเลี้ยวของมันนั้นคล่องตัวกว่าที่คาด..โอเคไม่ใช่คล่องแบบรถขับหน้า ตัวเบา 900 กิโลกรัม แต่ถ้าไปเทียบกับรถคันอื่นที่หนัก 1.4 ตันล่ะก็คล่องจริง ทั้งนี้เพราะ แม้แพลทฟอร์มจะเป็นแบบ Type Four ที่แชร์กับ Fiat Croma แต่ชาวไวกิ้งเขามีวิธีจัดการให้ทุกๆอย่างเป็นไปตามทางของ SAAB โดยลงทุนลงแรงไปกับการพัฒนาโครงสร้างตัวถังเพิ่มเติมเป็นระยะเวลาที่นานและใช้งบประมาณเพิ่มอีกมาก (นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมต้องใช้บอดี้นี้ขายให้คุ้ม ตั้งแต่ปี 1985 จนถึง 1997)
เครื่องยนต์ B234 มาพร้อมกับเทอร์โบ Garett T-25 โดยโรงงานตั้งบูสท์มาให้ประมาณ 0.7-0.8 บาร์ กับพลัง 200 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 ประมาณ 8วินาทีกลาง และควอเตอร์ไมล์ได้ภายใน 15.7-16.0 วินาทีด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด เริ่มต้นการโมดิฟายอาจขยายท่อทางเดินไอเสียจากเดิมเป็น  3 นิ้ว จากนั้นใช้ตัวปรับบูสท์แมนน่วลเพิ่มก็สามารถเพิ่มบูสท์เข้าไปใกล้ๆ 1 บาร์ได้ ณ จุดนี้ SAAB 9000CS ตัวหนัก แถมเป็นเกียร์อัตโนมัติน่าจะวิ่งที่คลอง 5 ในแบบจับมือเข้าป้ายไปพร้อมกับรถเบาอย่าง Civic วาง B16A ได้แล้วล่ะครับ

แต่ถ้าคิดจะไปให้แรงกว่านั้น วางแผนแต่เนิ่น เพราะกล่อง ECU แบบ Trionic 5 ของ SAAB จะตัดคุมบูสท์ไว้ที่ประมาณ 1 บาร์ และความที่กล่องตัวนี้เป็น ECU ที่ฉลาดมากในยุคของมัน (32 Bit- ตั้งแต่ปี 1993) การจะเล่นจูนน้ำมันกับไฟจุดระเบิดโดยใช้กล่อง Piggyback พ่วงแบบรถญี่ปุ่นจึงทำไม่ได้ เนื่องจากพอจูนเสร็จ กล่องก็จะปรับค่าชดเชยจนทุกอย่างกลับมาเหมือนก่อนจูนอีกครั้ง วิธีที่ชาว SAAB บางท่านแนะนำคือใช้กล่องสำเร็จรูป จากสำนัก Abbott Racing (ประมาณ 30,000 บาท)ซึ่งจะช่วยปลดบูสท์ให้ไหลไปถึง 1.25 บาร์ได้ ส่วนเทอร์โบเดิม T-25 นั้นสามารถนำไปขยายโข่งไอเสีย หรือเปลี่ยนทั้งลูกเอาของ Nissan มาเทียบได้ ซึ่งผลที่ได้คือรอบปลายฟาดเร็วกว่าเดิม แต่ต้องยอมทนกับการรอรอบเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มาเร็ว จะกลายเป็น 3,000 รอบแล้วค่อยมาให้ใช้ หากทำตามนี้แล้ว SAAB 9000 ของคุณก็น่าจะวิ่งกับเครื่อง 6 สูบเทอร์โบเดิมๆได้หนาวแล้วล่ะครับ

ข้อที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งคือเครื่อง 2.3ลิตรของ SAAB 9000 นั้นหาเกียร์ธรรมดามากับเครื่องยากมาก ดังนั้นหากจะเล่น SAAB รุ่นนี้ด้วยความตั้งใจอยากได้เกียร์ธรรมดาแต่แรก ก็ต้องขยันบวกกับโชคที่เข้าข้างจริงๆ ไม่งั้นแล้วยากมากครับที่จะหาเจอ

ดังนั้นถ้าชอบมาทาง SAAB และอยากสับเกียร์เองล่ะก็ ลองมองหารุ่น 900SE Turbo ที่เป็น 3 ประตู 2.0 ลิตรเทอร์โบจากโรงงานดู ลักษณะการโมดิฟายที่ใช้สำหรับรถรุ่นนี้ก็จะคล้ายกันกับ 9000CS เพราะใช้กล่อง Trionic 5 ในการควบคุมเหมือนกัน รถ 900 ตัวแรงนั้นถ้าสามารถหาได้ในตลาด ราคาจะลอยอยู่ที่ประมาณ 350,000 บาท แต่ถ้าหาไม่ได้ อย่าเพิ่งคิดมาก จับรถ 900S ธรรมดา 5 ประตูมาก่อนที่ราคา 1 แสนกลางๆ จากนั้นเตรียมหาหน้าตัดของเทอร์โบ ราคาราว 120,000 บาท (เครื่องอย่างเดียวประมาณ 5-6 หมื่นบาท) และเกียร์ธรรมดา ราคาประมาณ 20,000 บาทใส่ก็ได้

 

900 กับ 9000 ยังมีจุดที่ต่างกันอยู่อีกในเรื่องของโครงสร้างตัวถัง ซึ่งจากเท่าที่คุยกับคุณอาร์ต Signifer เจ้าของรถ 900 Draken ขาประจำในเว็บ headlightmag.com (รูปนี่ก็ยืมท่านมา..ขอบใจล่วงหน้า) นั้นก็ได้ความมาว่า 900 เป็นรถที่มีแพลทฟอร์มพัฒนากับรถในเครือ GM และดูเหมือนว่าประสิทธิภาพของโครงสร้างจะไม่ทนทานเหมือน 9000 แต่ยังอยู่ในข่ายที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้

สำหรับช่วงล่างนั้น ทั้ง 900 และ 9000 ไม่ได้มีให้เลือกมากมายเหมือนรถญี่ปุ่นแน่นอน แต่งบราว 30,000 น่าจะนำพาสปริงแต่งเช่น Eibach กับโช้คสปอร์ตของ Bilstein มา ให้คุณได้ และความหนึบที่ได้แม้จะไม่ใช่สไตล์เรซซิ่งหรือจิมคาน่า แต่ก็พอให้ขับตามภูเขาในต่างจังหวัดได้มั่นใจพอ บางคนยังบอกว่าแข็งไปด้วยซ้ำ

ถ้าตกลงใจจะมาทาง SAAB จริง อย่าลืมเผื่อค่าซ่อมบำรุงไว้บ้าง เพราะแม้อะไหล่และชิ้นส่วนของ SAAB ถ้ารู้แหล่งและมีเพื่อนที่เล่น SAAB ก็จะได้ราคาที่ไม่ถึงกับต้องขายบ้านซื้ออย่างที่บางคนชอบเปรียบเปรยกัน แต่ในภาพรวม ก็จะแพงกว่าอะไหล่รถญี่ปุ่นราว 30-40% นะครับ

Mitsubishi Lancer E-Car และ CK

นี่ก็เป็นรถจากค่าย Mitsubishi ที่ มีความน่าสนใจไม่แพ้คันอื่นตรงที่จะทำแรงแบบขับหน้าก็ได้ หรือจะลงแรงแปลงเป็นขับสี่ก็ได้เช่นกัน แล้วแต่งบประมาณจะเอื้ออำนวย เริ่มต้นกันที่ E-Car ก่อน สำรวจความต้องการของตัวเองไว้แต่แรกว่าจะจับรถบ้านสภาพเดิมมาทำเอง หรือจะซื้อรถที่ทำมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในตลาดตอนนี้ E-Car ที่ราคาไม่เกินแสนกับเครื่อง 1.5 ลิตรรุ่นแรกก็มีให้เลือก แต่ถ้าชอบของประกอบนอก ให้มองหารถรุ่น 1.6GLXi ตัวแรกปี 93-94 หรือรุ่น 1.8GTi ซึ่งรถเหล่านี้ Mitsubishi ใช้วิธีการนำเข้ามาจำหน่าย และไปเริ่มประกอบในประเทศเอาในรุ่นที่ไมเนอร์เชนจ์เปลี่ยนกระจังหน้าและลายล้อไปแล้ว รุ่น 1.8GTi นั้นหายาก แต่ถ้าหาได้และสภาพยังดี ลองขับดูก่อน เผลอๆเครื่องเดิมติดรถของมันอาจจะสนุกพอสำหรับคุณแล้วก็ได้

แต่ถ้ายังไม่พอ Mitsubishi จะมีเครื่องเทอร์โบเป็นไม้ตายให้คุณเลือก ไม่ว่าจะเป็น 4G93T ที่มาจากรุ่น GSR ในญี่ปุ่น ขนาด 1.8 ลิตร หรือคบกับรุ่นใหญ่อย่าง 4G63T จาก Lancer Evolution I,II และ III ก็ได้ เครื่องเหล่านี้สามารถจับชนเกียร์ขับหน้าได้ และเกียร์ขับหน้าของ Mitsubishi เดิมๆนี่ก็ถือว่าทนดีในระดับหนึ่งทีเดียว หากเลือก 4G93 เตรียมงบไว้ 50,000 แลกกับพลัง 205 แรงม้า ส่วนถ้าเป็น 4G63 นั้นมีตั้งแต่ 250 แรงม้าใน Evolution I ไปจนถึง 270 แรงม้าใน Evolution III แต่ก็ต้องเตรียมงบเพิ่มอีกหน่อยเป็น 80,000 บาท ต้องถามตัวเองก่อนว่าแนวโน้มที่จะซนต่อในอนาคตนั้นมีสูงแค่ไหน หากมีเป้าหมายเล็งไปที่ไม่เกิน 260 แรงม้าแต่ในวันนี้ยังต้องการประหยัดงบไว้ก่อน 4G93 ก็ตอบโจทย์ข้อนี้ได้ จริงๆแล้วมี 4G93 ที่โมดิฟายเปลี่ยนเทอร์โบและจูนใหม่ที่วิ่งชนะ 4G63 เยอะแยะไม่ใช่เรื่องแปลกในโลกของรถเทอร์โบ แต่เมื่อต้องการจะเล่นกันสุดๆ เครื่อง 4G63 สามารถทำยอดต่อได้อีกมาก 4G63 นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่านอกจากข้อเสียเรื่องน้ำหนักตัวเครื่องมากกว่าเพื่อนๆ 4 สูบด้วยกัน จุดอื่นนั้นเรียกได้ว่าแทบจะหาที่ติไม่ได้ ทั้งความทนทานที่สูง ระบบกลไกในฝาสูบที่ทนกว่าเครื่อง EJ20 ของ Subaru และลักษณะการมาของแรงบิดที่มีรอบกลางดึงหน้าหงาย ตอบสนองต่อการจูนได้สารพัดแบบ อยากได้ 400 แรงม้าเหรอ..แน่ใจเหรอว่าไม่เอามากกว่านั้น?

บางท่านอาจจะบอกว่าไม่เอาเทอร์โบได้ไหม แต่ขอขับสนุกแบบลากรอบจัดๆ ก็ย่อมได้ครับ Lancer บอดี้นี้ที่ญี่ปุ่นยังมีรุ่น MR หรือถ้าเป็นบอดี้ 3 ประตูก็เรียกว่า Mirage Cyborg R ซึ่งใช้เครื่อง 4G92 พร้อมระบบแปรผันระยะยกวาล์วแบบ MIVEC และให้แรงม้าระดับ 175 ตัว บล็อคนี้ถามว่าแรงไหม จริงๆแล้วก็แรงครับ เพียงแต่ว่าเท่าที่ผมสังเกตมา เวลาออกสนามจริงๆ เมื่อต้องผ่านมือช่างหลายคนหลายแบบ โอกาสในการทำงานออกมาได้ดีและแรงมันจะไม่เท่ากับเครื่อง VTEC ของ Honda ซึ่งมีของเล่นรองรับเยอะ ดีไม่ดีก็เปลี่ยนเสื้อสูบขยายความจุได้อีกต่างหาก พูดถึงความจุ..ก็จะเล่าให้ฟังว่าบางสำนักก็ทำเครื่อง 4G63 ออกมา โดยใช้ท่อนบนของมันนี่แหละ แต่ท่อนล่างเสื้อสูบนั้นกลับเอาบล็อค 4G64 ขนาด 2.4 ลิตรมาใส่ อาศัยความจุของเครื่องเป็นตัวชักนำแรงบิดน้องๆเครื่อง 6 สูบ และจัดแจงทำฝาสูบให้หายใจได้โล่งขึ้นและใส่แค็มชาฟท์แต่ง ผมยังไม่เคยได้สัมผัสเครื่องนี้จริงๆหรอกนะครับ แต่เพื่อนผมซึ่งเป็นจูนเนอร์รับหน้าที่ปรับแต่งรถคันนี้เล่าให้ฟังว่าดึงแรง มาก และไม่มีคำว่ารีรออะไรทั้งสิ้น กดนิดเดียวรถแทบจะพุ่งผีแหก แม้รอบสูงจะไม่ปร๊าดเท่า VTEC แต่แรงบิดที่เหนือกว่ามากทำให้ ไม่รู้สึกว่าเสียเปรียบอะไรนัก ใครอยากลองสูตรนี้ดูก็ได้ถ้าชอบแรงดึงเยอะแต่ชอบการตอบสนองคันเร่งที่คมและ มาทันทีตามสั่งแบบรถเครื่อง NA

มาอีกทีหนึ่ง คุณอาจจะอยากเล่นเต็มขั้นกับแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ไม่มีปัญหา ถ้าโชคดีคุณจะสามารถหารถที่ดัดแปลงเป็น Lancer Evolution III เสร็จเรียบร้อยพร้อมวางเครื่องมาด้วยได้ในงบราว 300,000 บาท (ส่วนการจะได้รถ Evo III แท้ทั้งคันจริงๆ..ผมว่าใช้ฝันเอาจะง่ายกว่าในปีนี้) ถ้า ซื้อรถที่แปลงมาแล้ว เวลาลองขับให้ลองสังเกตบูสท์เทอร์โบว่าบูสท์ไหลขึ้นมากผิดปกติหรือไม่ ทั้งนี้เพราะช่องระบายอากาศของฝากระโปรงรถรุ่นนี้มีทางระบายน้ำซึ่งบ่อย ครั้ง น้ำมันจะไปเทลงบนตัวเวสต์เกตเทอร์โบพอดี นานวันเข้าก็สนิมกิน พัง และส่งผลให้บูสท์ไหลเกินกำหนด ขับไม่ดูตาม้าตาเรือ เครื่องที่ทนสุดๆยังไงก็พ่ายได้นะจ๊ะ

ถ้าจะจับรถบ้านเดิมมาทำเอง ก็ต้องเตรียมเงินไว้อีกราว 120,000-180,000 บาทสำหรับการนำพาร์ทชิ้นส่วนของ Evo III มา ใส่ทั้งชุดและทำสีใหม่ ราคาจะถูกจะแพงขึ้นอยู่กับว่าทำที่ไหน รถรุ่นน้องผมทำที่พี่ตู่ บางซื่อ ซึ่งเท่าที่ลองดูผลงาน เรียบร้อย สวยงาม ราคาไม่แพงครับ ติดที่ว่าพี่ตู่นั้นจากเราไปเมื่อไม่นานมานี้ เลยยังไม่ทราบว่าจะแนะนำที่ไหนให้ดี

แต่ถ้าสมมติว่าหาที่ทางทำได้ เซ็ตเครื่อง ช่วงล่าง และยางลงตัว Evo III ของคุณไม่ว่าจะแท้ไม่แท้อย่างไรก็ตาม จะเปรียบได้กับจรวดทางเรียบ ปรับบูสท์และจูนนิดหน่อย ควอเตอร์ไมล์ก็จะมี 12 วิปลายๆ มาให้เห็น อาศัยจากน้ำหนักตัวที่ไม่มากนัก แรงยึดเกาะของระบบขับสี่ และแรงบิดเครื่องยนต์ที่สูง ในทางกลับกัน หากเป็นรถที่ชนเกียร์ขับหน้า ก็ขอให้เอาใจใส่กับการปรับเซ็ตช่วงล่างให้ยางหน้าเกาะถนนได้เต็มที่ และกรุณาใช้ยางดีๆด้วย เพราะถ้าไม่งั้นจะได้พบกับ 4G63T วิ่ง 15.4 วินาที เพราะคุมคันเร่งยาก ล้อหน้าไม่ยอมเกาะพื้นเสียที

สำหรับรุ่นที่ใหม่ขึ้นมาอย่าง CK หรือที่เรียกกันติดปากว่าท้ายเบนซ์นั้น น่าจะเป็นที่ถูกใจคนที่อยากได้รถที่สภาพค่อนข้างใหม่ (และสนิมน้อย)กว่า E-Car แต่ ค่าตัวที่เพิ่มขึ้นมานั้นก็ไปเบียดบังเงินที่จะเหลือนำไปโมดิฟายพลังเครื่อง ยนต์และช่วงล่างต่อ ความเป็นไปได้ที่จะซื้อมาแล้วจัดแจงยกของจาก Evo IV, V, หรือ V ใส่ทั้งชุดนั้นอาจจะมีอยู่บ้างถ้าโชคดี แต่ผมคิดว่าคงทะลุเพดาน 400,000 บาทไปพอสมควร ดังนั้นถ้าจะมองข้อดี คงต้องมองกันที่ระยะยาวซึ่ง Evo ใน ตัวถังใหม่นี้ นอกจากจะหันเครื่องกลับหัวมาอยู่ทางเดียวกับชาวบ้านส่วนใหญ่เขาแล้ว เฟืองส่งกำลังเกียร์ก็ถูกออกแบบมาให้ทนทานกว่า และยังได้เฟืองท้ายสมองใสแสนกล Active Yaw Control (AYC) มาใช้ ดังนั้นอาการหน้าดื้อในยามเข้าโค้งแรงๆสามารถแก้ได้ง่ายกว่ารถแต่งจากบอดี้ E-Car เก่า แต่ทั้งนี้ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าคนขับก็ต้องมีความชินกับนิสัยรถจนกล้าที่จะ ลองใส่ความเร็ว คันเร่ง และสะบัดพวงมาลัยถูกจังหวะด้วยนะครับ ถ้าเป็นพวกประสาทช้าแบบผมไปขับ ต่อให้มี AYC ก็หน้าดื้อได้เหมือนกัน
รถ แต่งที่พบในตลาดสำหรับบอดี้ท้ายเบนซ์นั้น หากต้องการคุมงบให้อยู่ ยังเลือกคบกับรถที่วางเครื่องเทอร์โบประกบกับเกียร์ขับหน้าได้ ผมเคยพบรถบอดี้ท้ายเป็น แปลงรอบคันจนเหมือน Evo 6 วางเครื่อง 4G93 เทอร์โบ (ขึ้นเทอร์โบลูกใหญ่แล้ว) อุปกรณ์ภายในครบเหมือน Evolution แต่เจ้าของขายออกไปในราคาแค่ 3 แสนถ้วนเมื่อสองปีก่อน ดังนั้นลองสอดส่องหาดู เพชรในตมมีจริงครับในโลกของคนแต่งรถ

 

Subaru Legacy (BC และ BD)

อาจจะแปลกใจว่าทำไมเมื่อพูดถึง Subaru ผมกลับไม่นำคุณไปหาชื่อ Impreza?

เรื่องของเรื่องก็คือเรากำลังเฟ้นหารถแรงโดยมีงบประมาณเป็นตัวค้ำหัวอยู่ Impreza ในทุกวันนี้หากคิดจะมองหารถที่วางเครื่อง EJ20 เทอร์โบมาแล้ว ก็ยังต้องเตรียมเงินไว้เฉียดๆ 400,000 เดี๋ยวนี้รู้สึกยิ่งนานวันราคายิ่งทรงตัวดีเหมือนรถ ดังนั้น มันจึงน่าจะเข้าท่ากว่าหากจะมาลองดูพี่ชายของ Impreza ซึ่งราคาค่าตัวไม่ได้สูงไปตามกระแสนิยม แต่มีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกันมากในนิสัย แล้วคุณจะพบว่านอกจากความเหมือนแล้ว ควักกระเป๋าเช็คเงินก็จะมีเงินเหลือไว้แต่งแรงต่อได้เยอะ (แต่ลึกๆแล้วผมรู้..ว่าความหล่อของ Im ยังไงก็ชนะใจหลายต่อหลายท่าน อันนี้แล้วแต่ความชอบและงบที่มีครับ)

Legacy BC คือรถที่สร้างชื่อให้ Subaru ในฐานะตำนานแรลลี่ก่อนที่ Impreza จะเกิดเสียอีก ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า DNA ของรถเครื่อง 4 สูบนอนยัน ขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือที่ศัพท์ทางโฆษณาของ Subaru พูดกันว่า Symmetrical AWD นั้น Legacy BC (หรือที่นักเลงดาวลูกไก่เรียกกันสั้นๆว่า “Old Le”) ก็มีอยู่เต็มเปี่ยม คุณสามารถเอาเครื่องอะไรก็ตามจาก Impreza GC หรือ GD วางลงไปในห้องเครื่องของมันได้ ช่วงล่างหลายส่วนสามารถใช้ร่วมกันกับ Impreza ได้ ล้อ และเบรคสามารถนำของ Subaru รุ่นใหม่ๆใส่ลงไปได้ เริ่มเห็นความน่าสะพรึงกลัวของรถราคาแสนปลายๆคันนี้แล้วหรือยัง?
ที่จริงจะว่าแสนปลายก็อาจจะไม่ถูกนัก เพราะนี่คือราคาของรถเครื่อง 2.2 ลิตรสเป็คเดิมที่คุณจะต้องเอามาซนต่ออีกพอสมควร และ Old Le ของเรานอกจากจะมีเครื่องสเป็คบ้านบล็อคนี้แล้ว สมัยที่มันเข้ามาในไทยใหม่ๆก็มีรุ่นเทอร์โบแท้ๆ 200 แรงม้า ที่นำเข้ามาโดยตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ถ้าเป็นรถแท้ 100% จริงราคาต้องยอมให้แตะเลข 2 แสนครับ แต่โบนัสที่ได้คือเครื่อง EJ20 เทอร์โบบล็อคที่ติดมากับรถรุ่นนั้นใช้เสื้อสูบแบบ Close Deck (เสื้อตัน) ที่ มีความทนต่อแรงบูสท์ได้สูงมากกว่าเสื้อสูบของเครื่องรุ่นที่ใหม่กว่าเสียอีก ลักษณะที่สังเกตได้ง่าย เปิดฝากระโปรงดูก็รู้คือเครื่องรุ่นนี้จะไม่มีอินเตอร์คูลเลอร์แปะอยู่ด้าน บนเหมือนรุ่นอื่นๆ แต่จะใช้อินเตอร์คูลเลอร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ

ส่วนเครื่องบล็อคอื่นก็ยังมีให้เลือกอีกเยอะ แม้จะมีแค่รหัส EJ20 อย่างเดียวแต่มันมีหลายรุ่น ถ้ามุ่งไปที่ราคาย่อมเยาระดับไม่กี่หมื่นและสามารถเค้นพลังออกมาได้ระดับ 280 แรงม้า ให้เลือกเครื่อง EJ20 คอขาวจาก Impreza WRX ปี 98 เดือนกันยายนเป็นต้นมา จะเป็นเครื่อง Boxer Phase II ที่ปรับแต่งจนได้แรงบิดระดับ 338Nm ในสเป็คโรงงาน เช็คเทอร์โบก่อนว่าที่ติดมากับเครื่องเป็นรุ่นไหน (ผมเคยเจอทั้งที่ให้ TD04 ลูกเล็กมา และเครื่องที่ให้เป็น IHI RHF5 ลูกขนาดใช้ได้มา) ถ้าเป็นเทอร์โบ TD04L มา ก็สามารถขยับขนาดไปเล่นเทอร์โบที่โข่งไอดีและไอเสียใหญ่เพิ่มขึ้นได้อีกหน่อย บูสท์ปรับเพิ่มได้ถึง 1.25 บาร์ หัวฉีดเดิม 470 ซี.ซี.นั้นก็พอพึ่งพาได้ในระดับหนึ่ง (SR20DET ทั่วไปให้มา 370เอง) แปะกล่องจูน 1 ใบ ผมว่าเท่านี้ บวกกับคลัทช์ดีๆ ก็วิ่งแซง Impreza 2.5WRX ตัวใหม่จากโชว์รูมแบบไม่เห็นฝุ่นแล้วครับ

ถ้างบมีแตะแสนบาท ขยับไปเล่นเครื่อง EJ20 คอแดง จาก GC8 STi เวอร์ชั่นหลังๆได้ ราคานี้จะได้แพหน้าและเบรคมาครบชุดแล้ว (น่าจะมีของแถมให้อีกมากกว่านี้ด้วย) เครื่องคอแดงแม้ในสเป็คจะมี 280 แรงม้าเท่ากัน แต่ในความเป็นจริง ทั้งเครื่องและเกียร์ของคอแดงถูกปรับปรุงให้สามารถรองรับการทรมานได้ดีกว่ามาก

ลักษณะการตอบสนองของรถการหักเลี้ยว และแข่งแบบเอาเป็นเอาตายนั้น แน่นอนว่าเสียเปรียบ Impreza ตัวแรกอยู่บ้าง เพราะน้ำหนักตัวโดยรวมต่างกันอยู่ 90 ก.ก. แต่ถ้าเป็นทางตรงหรือโค้งที่ไม่ได้แคบจริงๆ คิดว่าราคาส่วนต่างที่เป็นแสนตรงนั้นเอาไปทำเครื่องกับช่วงล่างให้กลบข้อเสีย 90 ก.ก.ตรงนั้นได้หรือไม่?

และถ้าคิดว่า Legacy BC ไม่หล่อพอ เอ้า! นับตัวอักษรต่อไปอีกเป็น BD ก็ได้นี่นา แล้วก็บวกเงินค่าตัวรถเข้าไปอีกประมาณ 70,000-100,000 บาท แลกกับหน้าตาที่ทันสมัยขึ้น ภายในที่สวยขึ้น นอกนั้นผมมองว่าความแตกต่างมีน้อยครับเพราะ Legacy รุ่นเดิมสร้างพื้นฐานตัวถังที่เหนียวและช่วงล่างที่ดีไว้ในระดับหนึ่ง Legacy รุ่นต่อมานี้จะเน้นไปที่การขับขี่ที่สร้างความรู้สึกมีคุณภาพสไตล์รถผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมเป็นหลัก
Legacy รุ่นนี้มีเครื่องแรงที่ตรงรุ่นคือเครื่อง EJ20 ทวินเทอร์โบ และรถ 4 ประตูที่วางเครื่องมาเสร็จแล้วหลายคันก็ขายกันในราคา 2 แสนกลางๆ ก็มี แต่เครื่องทวินเทอร์โบเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากแนะให้เลี่ยงเพราะนอกจากการโม ดิฟายต่อและการบำรุงรักษาจะยากแล้ว ระบบการทำงานของมันยังต้องปรับปรุงอีกมาก มีจุดอ่อนที่แรงบิดช่วงรอบกลางห้อยหายเพราะเป็นช่วงต่อการทำงานของเทอร์โบ เมื่อคุณคิดจะทำรถเทอร์โบมาขับให้สนุก ผมคิดว่ามันน่าจะดีกว่าหากคุณคบกับเครื่องเทอร์โบเดี่ยว ยอมมี Lag ที่รอบต่ำ แต่มีแรงดึงที่รอบกลางและสูงดี
……………………..

เอาล่ะ ที่จริงยังมีรถเจ๋งๆราคาน่าสนรอปล้นเงินจากกระเป๋าคุณอีกมาก แต่ถ้าให้เขียนหมด ผมว่าวาเลนไทน์ปี 2011 ผม อาจจะยังเขียนไม่เสร็จก็ได้ หวังว่ารถที่ลองยกตัวอย่างให้มานั้นอาจจะช่วยจุดประกายไอเดียของคุณทั้งหลาย ที่กำลังพยายามหารถแรงมือสองไว้ใช้เป็นคันที่สองของบ้านได้บ้าง มันไม่จำเป็นต้องเป็นรถในรายชื่อที่ผมยกตัวอย่างมาหรอกครับ

 

ตัดกลับมาที่การสนทนาในวันนั้นกับเพื่อนตัวดีของผม

“อ่ะ โอเค” เพื่อนผมเริ่มมีน้ำเสียงที่มั่นใจขึ้น “เดี๋ยวจะลองไปค้นๆหาข้อมูลเพิ่มดูละกัน”

 

ผม ก็เออๆออๆไปด้วยความงัวเงีย ตาจะหลับอยู่แล้ว รีบๆวางสายไปซะเถอะลูกพี่ ถือว่าทำบุญให้คนอดนอนเถอะ หลังจากรับคำขอบคุณแล้วก็หลับไป ฝันร้ายด้วย..ฝันว่าโดนไอ้รถที่เพิ่งคุยๆไปตะกี้พยายามวิ่งไล่ชน

 

ตัดภาพมาอีก 3 เดือนต่อมา เพื่อนผมโทรมาอีก “เห้ย เพื่อน ว่างป่าววะ”

“เออ ว่างว่ะ ว่าไง ได้รถมาหรือยังวะ” ผมถามกลับ

“เนี่ย ล่ะ ข้าแค่จะโทรมาบอกว่าข้าเปลี่ยนใจแล้ว เห็นไอ้อีโคคาร์นิสสันที่ว่ามันจะมาต้นปีหน้า ข้าจะซื้อมาแต่งเล่นสักคัน เอ็งช่วยเล่าๆรายละเอียดให้ฟังหน่อย เอาเยอะๆ ได้ไหมวะ”

 

ไอ้ผมก็มารยาทดี แทนที่จะด่าสัก 1 กระบุงเลยขอเปลี่ยนเป็นตัดสายทิ้ง แล้วปิดเครื่องหนีมันสักพัก ทุกวันนี้มันยังไม่โทรกลับมาอีกเลย…ซึ่ง ก็ดีแล้ว


บทความนี้สงวนลิขสิทธ์ถ้อยคำในการเขียนและเนื้อหาในบทความโดย Commander Cheng แห่ง headlightmag.com ยินดีให้นำไปใช้โดยให้เครดิตผู้เขียนประกอบตามปรากฏใน Creative Commons

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลดีๆจากเพื่อนให้เพื่อนนำมาเขียน

– คุณจอร์จ Gettuned
– คุณ Nod Racing รามคำแหง
– คุณ Signifer

และขอบคุณรูปถ่ายจำนวนไม่น้อยเลยจากคุณ Tee@Abuser ครับ