3 ธันวาคม 2022
15.00 น.
Challenger Hall Impact เมืองทองธานี
แจ้งวัฒนะ นนทบุรี
งาน Motor Expo 2022 นั้น ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ผู้คนให้ความสนใจมากพอสมควร โดยเฉพาะช่วงวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ ผู้ผลิตรถยนต์หลายราย พยายามนำ Presenter หรือ ดารา นักร้อง นักแสดง ศิลปิน มาร่วมสร้างความบันเทิงในบูธของตน เพื่อเรียกลูกค้า ให้เข้ามาชมรถยนต์ในบูธของตน
ขณะที่ผมและทีมกำลังจัดรายการ DRIVE By J!MMY ในช่วงบ่ายวันเสาร์ 14.00 – 17.00 น.ตามปกติ ที่ย่านบางนา อีกฟากของเมืองนั้น กำลังมีเหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยทั่งประเทศ หัวใจพองโต
น้อง ใบเฟิร์น Presenter ของ Nissan Kicks E-Power ใหม่ ยืนให้สัมภาษณ์ เปิดใจให้กับ “นาย ณภัทร” ดาราหนุ่มชื่อดัง กลางบูธของ Nissan โดยมีฉากหลังเป็น Backdrop พร้อมสัญลักษณ์ Kick E-Power เต็มไปหมด!
แม้ว่าหลังจากนั้น อีกไม่ถึง 1 ปี นาย ณภัทร กับ ใบเฟิร์น จำเป็นต้องถอยห่างออกจากความสัมพันธ์ ทว่า การประกาศเปิดใจในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่จะเรียกเสียงฮือฮา จนชายไทยจำนวนมาก พากันอกหักไปทั่งประเทศ แต่ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ และการรับรู้ถึงการกลับมาของ Nissan ได้อย่างดีเกินคาด!
แหงสิ…ต๊อบ กับ เจ้า Mark น้องในทีมผม ต่างก็ตัดสินใจ ถอย Kicks E-Power ใหม่ คนละคัน! ออกรถพร้อมกัน ที่โชว์รูม Nissan Mega ติวานนท์ พร้อมกันพอดีเป๊ะ! เพียงแต่ ต๊อบ เลือกรุ่น VL ส่วน Mark เลือกตัว Autech ไปเลย!!
การตัดสินใจของน้องในทีมเว็บเรา 2 คน พร้อมกันขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่า วันนี้ Kicks E-Power กลับมาได้รับความสนใจจากลูกค้าทั่วไปอีกครั้ง นั่นเป็นผลมาจากการศึกษา วิจัยตลาด จากความผิดพลาดในการเปิดตัว ครั้งก่อน ซึ่งนอกจากจะเปิดตัวผิดเวลา และไม่พร้อมส่งมอบ แถมตัวรถยังไม่ได้ดูคุ้มราคา เมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายไป (รายละเอียด อ่านได้ในบทความ Full Review ของรถรุ่นเดิม Click here)
ทีมการตลาด วิศวกร และคนทำงานใน Nissan ทั้งในเมืองไทย และ Yokohama นำรถไปปรับปรุงสมรรถนะ เพิ่มความหรูหรา ปรับวิธีคิด การตั้งราคาที่เหมาะสม รวมทั้งแนวทางในการสื่อสารด้านการตลาด ที่ถูกยกเครื่องใหม่หมด ด้วยการดึง ไบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ นักแสดงสาวสุดฮอตมาเป็น Presenter
ผลลัพธ์ที่ออกมา ก็คือ ตั้งแต่เปิดตัวในลักษณะ Re-launch เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2022 มีลูกค้าพากันให้ความสนใจกับ Kicks E-Power กันเยอะแยะมากมาย เกินความคาดหมาย ยาวต่อเนื่องตลอดปี 2022 – ช่วงต้นปี 2023 ซึ่งกระแสเริ่มแผ่ว อันเป็นปกติของวงจรอายุตลาดรถยนต์ (Product life cycle)
ไม่เพียงเท่านั้น การเปิดตัว Kicks E-Power รอบนี้ ถือเป็นครั้งแรก ที่ Nissan ตัดสินใจ นำแบรนด์ AUTECH เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ กลุ่มผู้ใช้รถยนตฺ์ Nissan ระดับแฟนพันธ์ลึก พอจะรู้จักและได้ยินชื่อมาบ้าง ซึ่งก็สร้างความแปลกใจ ให้ชาวไทย ซึ่งตามปกติ รู้จักมากสุด ก็แค่ Nismo อยู่พอสมควร เพราะในอดีต Nissan Motor (Thailand) เคยนำ Almera 1.2 ลิตร มาตกแต่ง เป็น Nissan Almera Nismo Version ออกจำหน่ายในบ้านเรามาก่อนแล้ว ทำให้ชื่อ Nismo พอเป็นที่รู้จักในหมู่ลูกค้าชาวไทยกันอยู่บ้าง แต่สำหรับ AUTECH นั้น เป็นเรื่องที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นหูกันมากนัก
AUTECH คืออะไร?
แรกเริ่มเดิมที AUTECH เป็นบริษัทลูกของ Nissan ถูกก่อตั้งขึ้นมื่อ 17 กันยายน 1986 ในรูปของบริษัท ซึ่งมีหน้าที่นำรถยนต์ของ Nissan มาดัดแปลงให้เป็นเวอร์ชันพิเศษ ในแนวหรู หรือ ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ ที่ไม่สามารถผลิตออกขายในจำนวนมากๆได้ หรือทำรถยนต์รุ่นพิเศษ เพื่อใช้ใจกิจกรรมต่างๆ พูดง่ายๆคือ Autech มาจากการที่ Nissan ต้องการสร้างบริษัทลูก เพื่อดำเนินการปรับแต่งรถของบริษัทในรูปแบบต่าง ๆ ในรูปแบบที่แปลก และหลากหลายกว่า Nismo ซึ่งเน้นไปทางการแข่งขัน Motorsports
งานหลักของ AUTECH ในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นอาจจะคุ้นเคยกันในฐานะชุดแต่งของรถ Nissan หลากหลายรุ่น แต่ในอดีตนั้น AUTECH เคยสร้างรถรุ่นพิเศษต่าง ๆ มากมาย เช่น Nissan Skyline 26 AUTECH Version อันเป็นการนำเอา Nissan Skyline R32 4 ประตู มาติดตั้งเครื่องยนต์ RB26DETT เบนซิน 6 สูบเรียง DOHC 24 วาล์ว 2.6 ลิตร 280 แรงม้า (PS) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เฉพาะของ Nissan Skyline GT-R แต่ว่าถอด Turbocharger ทั้ง 2 ลูก ออก เพิ่มอัตราส่วนกำลังอัด กลายเป็นรหัสพิเศษ RB26DE ผลิตออกมาเพียงแค่ 200 คัน เท่านั้น
หรือการนำเอาเครื่องยนต์ RB26DETT และระบบส่งกำลังของ Nissan Skyline GT-R R33 ซึ่งปกติมีแค่ตัวถัง 2 ประตู มาติดตั้งในตัวถัง 4 ประตู กลายเป็น Nissan Skyline GT-R AUTECH Version 40th Anniversary ผลิตจำนวนจำกัดในวาระฉลองครบรอบ 40 ปี ของแบรนด์ Skyline GT-R หรือการนำเครื่องยนต์เดียวกันนี่ไปติดตั้งกับรถแวนคันใหญ่ Nissan Stagea ออกมาเป็นรุ่น Nissan Stagea AUTECH Version 260RS ไปจนถึงการนำ Nissan Silvia รุ่น S15 มาดัดแปลงเป็นรถเปิดประทุนหลังคาไฟฟ้า ออกมาเป็น Nissan Silvia Varietta ฯลฯ
ล่าสุด 17 ธันวาคม 2021 ที่ผ่านมา Nissan ประกาศ ได้ประกาศ ควบรวมกิจการของ 2 บริษัทตกแต่งรถยนต์ในเครือ ทั้ง AUTECH ซึ่งเป็นผู้ผลิตชุดแต่ง ให้กับ Nissan ในแนว “หรู Premium” และ NISMO (Nissan Motorsports International Co. Ltd.) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและตกแต่งสมรรถนะรถยนต์ Nissan ในแนว “Sport” แล้วจัดตั้งบริษัทใหม่ในนาม Nissan Motorsports & Customizing – NMC โดยการควบรวมดังกล่าวเสร็จสิ้นไปแล้ว เมื่อ 1 เมษายน 2022 ที่ผ่านมา โดยต่อจากนี้ NMC ทำงานร่วมกับฐานการผลิตของ Nissan ในประเทศต่าง ๆ เพื่อออกแบบชุดแต่ง ให้ตรงกับความต้องการและรสนิยมของลูกค้าในแต่ละตลาดที่แตกต่างกันไป เพื่อรถยนต์ Nissan รุ่นพิเศษ ตระกูล AUTECH มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นที่ถูกใจของลูกค้าในแต่ละภูมิภาคมากยิ่งขึ้น และ ผลงานล่าสุดของ AUTECH ในเมืองไทย ก็คือ Nissan Kicks e-Power AUTECH ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในบ้านเราไปหมาดๆ นี่เอง
พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ
– ถ้า Toyota มีชุดแต่ง GR (Gazoo Racing) “แนว Sport” และชุดแต่ง Modelista แนว “หรู Premium” แล้ว
– Nissan ก็มี ชุดแต่ง NISMO “แนว Sport” และ AUTECH เป็นชุดแต่งแนว “หรู Premium” นั่นเอง!
Kicks e-Power AUTECH ถือเป็นรถยนต์ Nissan รุ่นแรก ที่ทาง AUTECH ยอมให้มีการผลิต และประกอบขึ้น นอกประเทศญี่ปุ่น ทั้งเพื่อจำหน่ายในเมืองไทย และส่งออกกลับไปขายในดินแดนอาทิตย์อุทัย (แต่จริงๆแล้ว รุ่นแรกที่แท้ทรู นั่นคือ Nissan March Bolero เพียงแต่ว่า ถูกส่งออกไปขายเฉพาะญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่มีขายในเมืองไทย) ทุกขั้นตอนการผลิตถูกควบคุมคุณภาพโดยทั้งทาง Nissan และ AUTECH เป็นพิเศษ ดังนั้น นอกเหนือจากลายของเบาะนั่งที่แตกต่างกันแล้ว Kicks AUTECH เวอร์ชันไทย และญี่ปุ่น ก็แทบจะเหมือนๆกัน เกือบทุกประการ
ภายนอก / Exterior
Nissan Kicks e-POWER MY 2022 รุ่นมาตรฐาน ยังคงมีมิติตัวถังเท่าเดิม ตัวรถมีความยาว 4,290 มิลลิเมตร คือมีความกว้าง 1,760 มิลลิเมตร สูง 1,615 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,615 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,520 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหลัง 1,535 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ Ground Clearance 175 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 41 ลิตร
น้ำหนักตัวรถเปล่า ตามที่ Nissan ระบุเอาไว้ในโบรชัวร์ นั้น มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมเล็กน้อย เมื่อเทียบกันรุ่นต่อรุ่น โดย รุ่น E มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10 กิโลกรัม เป็น 1,350 กิโลกรัม ส่วนรุ่น V เพิ่มมาอีก 9 กิโลกรัม เป็น 1,355 กิโลกรัม และรุ่น VL เพิ่มอีก 8 กิโลกรัม เป็น 1,358 กิโลกรัม
ส่วนรุ่น AUTECH จะมีความยาวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อีก 40 มิลลิเมตร มาอยู่ที่ 4,330 มิลลิเมตร อันเป็นผลมาจากชุดแต่งที่เพิ่มเข้ามา และมีน้ำหนักตัวเปล่าเพิ่มขึ้นจากรุ่น VL อีก 11 กิโลกรัม เป็น 1,361 กิโลกรัม นอกนั้น ตัวเลขความกว้าง ความสูง ระยะฐานล้อ ฯลฯ ยังคงเหมือนกันกับรุ่นเดิม
รูปลักษณ์ภายนอก ของรุ่น E และ V นั้น ถ้าจอดเปรียบเทียบกันกับ Kicks รุุ่นเดิม คุณจะแยกไม่ออกเลย ว่าคันไหนเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ เพราะมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น ในขณะที่รุ่น VL นั้น ถูกตกแต่งเพิ่มเติม ด้วยแผงทับทิมตกแต่งฝาท้าย เพื่อช่วยเชื่อมต่อชุดไฟท้ายทั้งสองข้าง ให้เกิดความต่อเนื่องกัน ถ้าเจ้าของรถรุ่นเดิม อยากได้แผงทับทิมชุดนี้ ทำใจนะครับ ว่าคุณไม่สามารถจะซื้อเฉพาะแผงทับทิม มาติดตั้งได้เลยในทันที เพราะในรุ่น VL ถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยนฝาท้ายใหม่ทั้งแผง เพื่อรับกับงานออกแบบแผงทับทิมดังกล่าวนี้โดยเฉพาะ!
ส่วนรุ่น AUTECH นั้น จะถูกตกแต่งเพิ่มเติม ในแนวเรียบหรูดู Premium ติด Sport นิดๆ มากขึ้น โดยใช้สีเอกลักษณ์ AUTECH Blue อันมีที่มาจาก แรงบันดาลใจของนักออกแบบ ซึ่งกำลังหยอนใจไปกับ สีน้ำเงินของสายน้ำและท้องฟ้า ที่เมือง Shigasaki จังวัด Kanagawa อันเป็นเมืองที่ AUTECH ถูกก่อตั้งขึ้น เป็นสีตัวถังพิเศษ สำหรับ Kicks E-Power รุ่นย่อยนี้
เพื่อให้ตัดกับสีน้ำเงิน AUTECH Blue ได้ลงตัว ทีมออกแบบจึงเลือกใช้ โทนสี Silver Metallic ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากประกายของเกลียวคลื่นที่กระทบแสงอาทิตย์ยามอัสดง มาประดับตกแต่งตัวรถ ทั้ง กรอบกระจกมองข้าง และชุด Skirt รอบคัน ติดตั้งทั้งบริเวณใต้เปลือกกันชนหน้า บริเวณชายล่าง ฝั่งซ้าย – ขวา และบริเวณใต้เปลือกกันชนหลัง
นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้ง สัญลักษณ์ AUTECH บริเวณกระจังหน้า เพิ่มวัสดุตกแต่งช่องติดตั้งไฟตัดหมอกคู่หน้า และเพิ่มชุด Spoiler ด้านหลัง ออกแบบขึ้นใหม่ ติดตั้งไว้บริเวณด้านบนของฝาประตูห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง รวมทั้ง เปลี่ยนมาใช้ล้ออัลลอย สีดำเงา ลายใหม่ ขนาด 6.5J x 17 นิ้ว สวมด้วยยาง Continental Ecocontact 6 ขนาด 205/55 R17
รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงต่าง คลิกอ่านต่อได้ ที่นี่ Click Here
ภายใน / Interior
ระบบกลอนประตู ของทุกรุ่นย่อย ยังคงเป็นกุญแจรีโมท Intelligent Key System หน้าตาเหมือนรีโมทกุญแจสหกรณ์สำหรับ Nissan แทบทุกรุ่น ทั้งในเมืองไทย และเมืองนอก ตั้งแต่รถเล็กอย่าง March ยัน GT-R ตามเดิม
แม้ว่าคู่แข่งหลายรุ่น ทั้ง Honda HR-V, Mazda CX-30 และ Toyota C-HR หรือ Corolla Cross ใหม่ นั้น ใช้ระบบเปิดประตู ที่สะดวกสบายและทันสมัยขึ้นไปอีกระดับหนึ่งกันเกือบหมดแล้ว คือแค่พกกุญแจรีโมทไว้กับตัว เดินเข้าใกล้รถ คุณสามารถเอื้อมมือไปดึงมือจับแล้วเปิดประตู หรือสั่งล็อกประตูได้ทันที
แต่ สำหรับ Kicks คุณยังจำเป็นต้องใช้วิธีการดั้งเดิม กล่าวคือ เมื่อพกกุญแจรีโมท แล้วเดินเข้าใกล้รถ ยังคงต้องเอื้อมมือไปกดปุ่มสามเหลี่ยมสีดำบนมือจับเปิดประตูคู่หน้า (ซึ่งมีมาให้บนมือจับทั้ง 2 ฝั่ง) เพื่อให้ระบบปลดล็อกรถโดยอัตโนมัติ และเมื่อต้องการล็อกรถ ก็ต้องกดปุ่มสีดำบนมือจับเปิดประตูอีกครั้ง หรือถ้าต้องการกลับไปใช้วิธีพื้นฐานคือการกดสวิตช์บนรีโมท เพื่อสั่งล็อก – ปลดล็อกประตูรถ ก็ได้เช่นกัน
สิ่งที่เพิ่มเข้ามา เป็นพิเศษ สำหรับรุ่น AUTECH คือ มีไฟส่องสว่าง Welcome Light ใต้แผงประตูคู่หน้า (ครบทั้งฝั่งซ้าย – ขวา) เป็นสัญลักษณ์ชื่อรุ่น KICKS สามารถเปลี่ยนสีได้ถึง 7 สี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสว่างให้กับพื้นที่รอบพื้นรถ โดยจะมองเห็นได้เฉพาะในยามค่ำคืน
การเข้า – ออก บานประตู ทั้งคู่หน้า และด้านหลัง รวมทั้งสัมผัสจากเบาะนั่งทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ยังคงเหมือน Kicks รุ่นเดิม แต่สิ่งที่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมคือรายละเอียดการตกแต่งภายในที่ทางทีมงานของ Nissan ในเมืองไทย ใช้ความพยายามในการปรับปรุงให้ดูพรีเมี่ยมขึ้น หลังจากที่พวกเค้าต้องทนรับฟังเสียงก่นด่าจากผู้บริโภคว่าภายในของรถรุ่นเดิม ดูลุค cheap และดูเหมือน Nissan Almera จนเกินไป
รายละเอียดการปรับปรุง เริ่มจาก
แผงประตูคู่หน้าเป็นวัสดุพลาสติกขึ้นรูปตามเดิม แต่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเยอะขึ้นชัดเจน มือจับเปิดประตูจากด้านใน ของรุ่น E จะเป็นวัสดุสีดำ ส่วนรุ่น V , VL และ AUTECH จะเป็นวัสดุชุบโครเมียม
พนักวางแขนบนแผงประตูคู่หน้า ของรุ่น E จะบุด้วยฟองน้ำ และหุ้มด้วยผ้าสีดำมาให้ตามเดิม ขณะที่รุ่น V และ VL จะเปลี่ยนวัสดุหุ้ม จากผ้า มาเป็นหนังสังเคราะห์สีดำแทน ตามเดิม อย่างไรก็ตาม รุ่น AUTECH จะเพิ่มความแตกต่างยิ่งขึ้น ด้วย แผงประตูบุนุ่มหุ้มหนัง สีดำ ตัดสลับกับสีน้ำเงิน แทน ให้สัมผัสที่ดูหรูหรา Premium ขึ้นจากเดิม
พนักวางแขน ออกแบบมาให้ลาดเอียงลงมาจากแผงสวิตช์กระจกไฟฟ้า มีตำแหน่งวางท่อนแขนได้สบายพอดี แต่แอบเตี้ยไปนิดๆ เฉพาะบริเวณช่วงวางข้อศอก นอกจากนี้ ผมยังตั้งข้อสังเกตว่า Nissan ให้ความสำคัญกับความกว้างของพนักวางแขนมาก จนทำให้การล้วงมือลงไปที่คันโยกปรับระดับสูง – ต่ำ ของเบาะคนขับ ทำได้ยากลำบาก ในลักษณะเดียวกับ Nissan หลายๆรุ่น
ส่วนแผงประตูส่วนล่างเป็นช่องวางของ พร้อมช่องวางขวดน้ำ ขนาด 7 บาท ฝั่งละ 1 ตำแหน่ง อันที่จริง ก็พอจะยัดได้ 2 ขวดเลยด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ยังเป็นตำแหน่งติดตั้งลำโพง Sub Bass ด้วย
ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยโทนสีดำ ตัดกับสีน้ำเงิน ในแทบทุกจุด หนังหุ้มเบาะนั่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในรุ่น AUTECH เปลี่ยนมาเป็นสีดำตัดกับน้ำเงิน
-
หนังหุ้มเบาะ สีดำ ตัดสลับกับสีน้ำเงิน
- ภายในโทนสีดำตกแต่งด้วยสีน้ำเงิน
- แดชบอร์ด และแผงประตู เดินตะเข็บด้วยด้ายสีน้ำเงิน
- พวงมาลัยตกแต่งด้วยสีน้ำเงิน
เบาะนั่งคู่หน้าของทุกรุ่น ยังคงใช้โครงสร้างด้านใน แบบ Zero Gravity Seat ร่วมกับเบาะนั่งของ Almera 1.0 Turbo ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจว่า เมื่อสังเกตดูดีๆ จะเห็นเค้าโครงของตัวเบาะ ฐานคันโยกของเบาะ รวมทั้งกลไกเลื่อนเบาะ ยกชุดมาจาก Almera Turbo ทั้งยวง เพียงแต่ว่า ฟองน้ำในบางจุด อาจจะมีความหนาบางต่างกันนิดเดียว
เบาะนั่งคู่หน้า สามารถปรับพนักพิงหลังให้เอนนอน เลื่อนตัวเบาะทั้งชุดขึ้นหน้า – ถอยหลังได้ ด้วยคันโยกที่ติดตั้งอยู่ด้านข้างและด้านหน้าของเบาะรองนั่ง ส่วนคันโยกปรับระดับสูง – ต่ำ ได้ สงวนไว้สำหรับเบาะนั่งฝั่งคนขับเท่านั้น วัสดุหุ้มเบาะในรุ่น S และ E จะหุ้มด้วยวัสดุผ้าสีดำ แต่รุ่น V จะหุ้มด้วยวัสดุหนังสีดำ ใขณะที่รุ่นท็อป VL จะเป็นวัสดุหนังสีดำ และสีทูโทน ดำ – ส้ม ขึ้นอยู่กับสีตัวถังภายนอก เหมือนเวอร์ชันญี่ปุ่น เปี๊ยบ!
พนักพิงหลัง มาในแนวเดียวกับ Almera 1.0 Turbo ไม่ผิดเพี้ยน คือ ใช้ฟองน้ำแบบนุ่มเกือบแน่น ให้สัมผัสเหมือนนั่งอยู่บน เก้าอี้ม้านั่งเหล็ก สำหรับคนไข้ รอหน้าห้องตรวจ ในโรงพยาบาลของรัฐ โซนกรุงเทพฯ คือ ร่างกายจะจมลงไปกับเบาะ ออกแนวตั้งชันเสียด้วยซ้ำ หากปรับเบาะให้ถูกต้อง ปีกเบาะด้านข้าง ค่อนข้างสูง ช่วยโอบกระชับสรีระช่วงด้านข้างลำตัว ไว้ได้ดีพอสมควร ด้านบนของเบาะ รองรับช่วงหัวไหล่แค่เพียงครึ่งหนึ่งของสะบักเท่านั้น
หมอนพนักศีรษะ ปรับระดับสูง – ต่ำได้ 3 ระดับ ขึ้นรูปด้วยวัสดุฟองน้ำ ที่นุ่ม ไม่ดันกบาล และถ้าสังเกตดีๆ มันถูกออกแบบให้ Support ช่วงท้ายทอย ลงไปจนถึงต้นคอทั้งหมดได้ดีเลยทีเดียว ถ้ายกขึ้นใช้งานในตำแหน่งสูงสุด ระดับ 3 มันจะนุ่มสบายหัวพอใช้ได้ ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะ ไม่ต้องห่วงครับ หลังคารถสูงขนาดนี้ รับประกันความโปร่งโล่งสบายแน่ๆ
เบาะรองนั่ง ใช้ฟองน้ำสไตล์ นุ่มเกือบแน่น พอประมาณ มีมุมเงยเหมาะสม มีความยาวเกือบจะถึงขาพับของผมแล้วเชียว ขาดอีกนิดเดียวจริงๆ นั่งขับนานๆ ก็ยังรองรับได้ดี ไม่เมื่อยก้น
ภาพรวมของเบาะคู่หน้า ยังคงไม่แตกต่างจาก Almera 1.0 Turbo คือ เหมือนจะโอบกระชับสรีระ ทุกส่วน แต่พอนั่งขับขี่เป็นระยะเวลานานๆ แอบเกิดอาการเมื่อยล้าแผ่นหลัง ค่อนข้างมากอยู่ ดังนั้น จุดที่ควรปรับปรุง จึงอยู่ที่การออกแบบพนักพิงหลังเสียใหม่ ลดความโค้งเว้าลงนิดนึง และเสริมฟองน้ำ บริเวณกลางแผ่นหลัง และด้านหลังของตัวพนักพิงหลัง ให้มากขึ้นกว่านิด แต่เพิ่มแบบลดหลั่นกันไป ตามพื้นที่รองรับกระดูกสันหลัง รวมทั้งเสริมการรองรับช่วงสะบักให้ดีกว่านี้อีกนิด
เข็มขัดนิรภัยสำหรับคนขับเป็นแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ 2 ทิศทาง (Double Pretensioner & Load Limiter) ส่วนฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าเป็นแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติทิศทางเดียว (Pretensioner & Load Limiter) สายเข็มขัดสามารถปรับระดับสูง – ต่ำได้ ทั้ง 2 ฝั่ง
การเข้า – ออก จากบานประตูคู่หลัง ยังคงสะดวกสบายเหมือนเดิม เช่นเดียวกัน เนื่องจากช่องประตูท่อนบน มีความกว้างกว่า Crossover SUV แทบทุกรุ่นในตลาด อย่างไรก็ตาม ความกว้างของช่องประตู ช่วงตั้งแต่ซุ้มล้อคู่หลังลงไป แทบจะเท่าๆกันกับ คู่แข่งในตลาดคันอื่นๆ โดยเฉพาะ Toyota Corolla Cross เลยด้วยซ้ำ ดังนั้น แม้การก้าวเข้าไปนั่งในรถ อาจยังไม่มีปัญหาใดๆ แค่เพียงอาจต้องก้มศีรษะลงเล็กน้อย ไม่ให้ศีรษะไปโขกกับโครงสร้างด้านบนของช่องกรอบประตู แต่ตอนก้าวลงจากรถ ก็ต้องระมัดระวัง ไม่ให้ขอบรองเท้าไปเบียดเสียดก่อความสกปรกให้กับแผงพลาสติกคลุมโคนเสาหลังคาคู่กลาง B-Pillar และขอบล่างของแผงประตูคู่หลัง
แผงประตูคู่หลังของทุกรุ่นจะเป็นพลาสติกขึ้นรูปทั้งบาน แต่สำหรับรุ่น AUTECH จะถูกปรับปรุงด้วยการตกแต่งไปในทิศทางเดียวกับแผงประตูคู่หน้า คือมีแผงบุนุ่มหุ้มหนังเสริมเข้ามาให้บริเวณครึ่งท่อนบน กระจกหน้าต่างไฟฟ้าคู่หลัง สามารถเลื่อนลงมาได้จนสุดขอบแผงประตู ส่วนพนักวางแขนบนแผงประตู มีการบุนุ่มหุ้มหนังมาให้ เสริมความสบายในการวางท่อนแขนได้อย่างดี เพียงแต่ว่า ตำแหน่งวางข้อศอกจะแอบเตี้ยไปเพียงนิดเดียวจริงๆ เหมือนแผงประตูคู่หน้าไม่มีผิด นอกจากนี้ บริเวณด้านล่างของแผงประตูคู่หลัง ยังมีช่องวางขวดน้ำ ฝั่งละ 1 ตำแหน่ง
เบาะนั่งด้านหลังของแต่ละรุ่นย่อย จะใช้วัสดุหุ้มแบบเดียวกันกับเบาะนั่งคู่หน้าของรุ่นย่อยนั้นๆ เสริมด้วยฟองน้ำแบบ “นุ่มแน่น” ให้สัมผัสเหมือนกับการนั่งอยู่บน ม้านั่งแบนๆในสวนสาธารณะ ที่มีฟองน้ำ Support ด้านหลัง นิดหน่อย คือ แทบไม่สัมผัสถึงการมีสวนโค้งเว้าใดๆที่รองรับแผ่นหลังมากนัก ทั้งที่บริเวณกลางหลัง ก็ออกแบบมาให้พื้นผิวเบาะจมลงไปนิดเดียว กระนั้น ถ้าต้องนั่งโดยสารทางไกล หากคุณเป็นเด็ก หรือมีสรีระไม่สูงนัก เชื่อว่า ไม่น่ามีปัญหา กับพนักพิงหลังแบบนี้ แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ อาจต้องลงมายืดเส้นยืดสายบ้าง
อย่างไรก็ตาม หลังจาก Kicks e-Power เริ่มออกสู่ตลาด ลูกค้าจำนวนไม่น้อย เริ่มพบว่า พนักพิงเบาะนั่งด้านหลัง ตั้งชันประมาณหนึ่ง มีมุมเงยไม่มากพอ หากคุณเป็นเด็ก หรือมีสรีระไม่สูงนัก ยังไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ ทว่า สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปแล้ว ถ้านั่งโดยสารในระยะทางสั้นๆ ก็ยังพอรับได้ แต่ถ้าต้องนั่งโดยสารในระยะทางไกลๆ นานๆ อาจจะไม่สบายเท่าที่ควร
ประเด็นนี้ ทางโชว์รูมผู้จำหน่าย บางราย ใช้วิธี ปรับเปลี่ยนตำแหน่งสลักยึดเพียงเล็กน้อย ก็ช่วยเพิ่มองศาของมุมเอียงให้กับพนักพิงหลังได้เพิ่มขึ้นนิดนึง
พนักพิงหลัง ยังคงสามารถแยกพับได้ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ด้วยการยกตัวล็อกบริเวณด้านบนช่วงไหล่ของพนักพิงเบาะหลังขึ้น แล้วพับเบาะลงมา เพียงแต่ว่า เมื่อพับแล้ว อาจจะยังไม่ถึงขั้นเรียบยาวต่อเนื่องกับพื้นห้องเก็บของด้านหลังเป็น Flat Floor แต่อย่างใดทั้งสิ้น กระนั้น พื้นที่ก็ยังใหญ่ พอให้ใส่จักรยานเสือภูเขาเข้ามาตั้งในรถได้สบายๆ แต่ยังต้องถอดล้อหน้าออกอยู่ดี
พนักพิงศีรษะทรงตัว L คว่ำ มีมาให้ครบทั้ง 3 ตำแหน่ง และปรับระดับสูง – ต่ำได้ 1 จังหวะ ถ้าไม่ยกขึ้นใข้งานเลย ตัวพนักทั้ง 3 ก็จะทิ่มตำช่วงกลางแผ่นหลังของคุณ จนชวนให้รำคาญ สุดท้าย ก็ต้องยกขึ้นใช้งานอยู่ดี ซึ่งนั่นก็จะให้ความสบายมากขึ้น เพราะตัวพนักศีรษะ ใช้ฟองน้ำ แบบ “แน่น” และออกแบบมาให้อยูในจุดที่เหมาะสมกับการรับแรงกระแทกจากศีรษะ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ
ข้อควรปรับปรุงอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่มีพนักวางแขนแบบพับเก็บได้มาให้ อันเนื่องมาจากแนวคิดที่ได้จากผลวิจัยตลาดในอดีต ว่า อุปกรณ์นี้อาจไม่จำเป็นสำหรับลูกค้าที่มักใช้รถคนเดียวเป็นหลัก ทั้งที่ในปัจจุบันนี้ อุปกรณ์ดังกล่าว เป็นสิ่งที่ สมควรจะมีในรถยนต์ระดับราคานี้ได้แล้ว
เบาะรองนั่ง ใช้ฟองน้ำค่อนข้าง “นุ่มหนา” (ไม่ถึงกับแน่นมากนัก) แต่มีมุมเงยไม่มากนัก ถึงจะนั่งสบายก็จริงอยู่ แต่การติดตั้งในตำแหน่งที่แอบเตี้ยกว่า เบาะหลังของ Toyota C-HR และ Corolla Cross อยู่นิดหน่อย อาจไม่เป็นปัญหาสำหรับคนตัวเล็ก หรือเด็กๆ อายุไม่เกิน 15 ปี แต่ สำหรับผู้ใหญ่แล้ว อาจต้องนั่งชันขาเล็กน้อย
หากคุณตัวสูง 170 เซ็นติเมตร คุณจะเหลือพื้นที่เหนือศีรษะ ประมาณ 4 นิ้วมือวางในแนวนอน เสียบกลางระหว่างศีรษะกับเพดานหลังคาได้พอดีๆ ส่วนพื้นที่วางขานั้น เท่าที่ผมลองปรับตำแหน่งเบาะคนขับในระดับที่ตนเองถนัด แล้วย้ายมานั่งด้านหลังดู พบว่า ยังมีพื้นที่วางข เหลือพอให้ผมสามารถนั่งไขว่ห้างได้สบายๆ
เข็มขัดนิรภัยเบาะหลังเป็นแบบ ELR 3 จุด ครบทั้ง 3 ตำแหน่ง พร้อมติดตั้งจุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก มาตรฐาน ISOFIX มาให้ 2 ตำแหน่ง ส่วนมือจับศาสดาเหนือศีรษะ มีมาให้ครบทั้ง 4 ตำแหน่ง
ฝาประตูห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ค้ำยันด้วยช็อกอัพไฮดรอลิก สามารถเปิดได้ด้วยการกดสวิตช์ไฟฟ้าที่ฝาท้าย เหนือช่องสวมป้ายทะเบียน เท่านั้น ไม่มีระบบเตะเปิดใดๆมาให้ตามยุคสมัยทั้งสิ้น
เมื่อเปิดฝากระโปรงท้ายขึ้น จะพบกับ ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังทีมีขนาดใหญ่โตกว่า คู่แข่งหลายๆรุ่น แม้กระทั่ง Nissan Juke ญาติผู้พี่ ด้วยความกว้าง 980 มิลลิเมตร (วัดจาก ผนังซุ้มล้อซ้าย – ขวา) สูง 890 มิลลิเมตร ความยาวจากขอบตัวถังด้านใน จนถึงขอบล่างของเบาะแถว 2 ปกติแล้ว ยาว 900 มิลลิเมตร เพียงเท่านี้ ห้องเก็บของด้านหลังของ Kicks ก็จะมีความจุมากถึง 423 ลิตร ใหญ่พอที่จะใส่ กระเป๋าเดินทาง ขนาดกลาง (Size M) เรียงกันได้ถึง 4 ใบ!! โดยไม่ต้องพับเบาะหลัง!!
แต่ถ้าพับเบาะแถว 2 ลง ความยาวพื้นที่เก็บสัมภาระจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,730 มิลลิเมตร คราวนี้ คุณก็สามารถนำจักรยานคันเก่ง ยัดใส่ท้ายรถได้อย่างง่ายดาย โดยต้องถอดล้อหน้าออกเสียก่อน
นอกจากนี้ ทุกรุ่นยังติดตั้ง ไฟส่องสว่าง บริเวณผนังด้านขวา แต่แผงบังสัมภาระด้านหลัง พร้อมเชือกเกี่ยวยึดกับบานฝาท้าย จะมีมาให้เฉพาะรุ่น VL เท่านั้น
เมื่อยกพื้นห้องเก็บของขึ้นมา ก็จะพบว่ากับแบตเตอรี่ ขนาด 12V – L2 60Ah 510A (SAE) จาก Renault-Nissan สำหรับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในรถ ติดตั้งอยู่ด้านในสุด พร้อมชุดขอเกี่ยวลากจูง และอุปกรณ์ซ่อมยางฉุกเฉิน
แผงหน้าปัด มีการยกเลิก หนังหุ้มแผง Dashboard ท่อนกลาง สีส้ม ออกไป แล้วแทนที่ด้วยสีดำ เพียงอย่างเดียว โดยรุ่น AUTECH จะเพิ่มการเย็บตะเข็บเข้ารูปด้วยด้ายสีน้ำเงิน รวมทั้งขอบด้านล่างแบบ D-Cut ของพวงมาลัย 3 ก้าน ทรงสปอร์ต ก็จะตกแต่งด้วยหนังหุ้มพวงมาลัย สีน้ำเงิน
แผงบังแดด คู่หน้า มีกระจกแต่งหน้าพร้อมฝาปิดมาให้ ในรุ่น E และ V จะมีไฟแต่งหน้าเฉพาะฝั่งผู้โดยสารด้านซ้าย แต่รุ่น VL และ AUTECH จะมีไฟแต่งหน้ามาให้ครบทั้ง ฝั่งคนขับและผู้โดยสาร ส่วนไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร เปลี่ยนเป็นหลอดไฟสีขาว ซึ่งสว่างจ้ามากเหลือเกินในยามค่ำคืน
แผงควบคุมบริเวณบานประตูฝั่งคนขับ ประกอบด้วยสวิตช์ควบคุมการเลื่อนขึ้น – ลง ของกระจกหน้าต่างแบบ One-touch พร้อมระบบป้องกันการหนีบ (Jam Protection) เฉพาะฝั่งคนขับ มีสวิตช์ล็อกกระจก สวิตช์ล็อก – ปลดล็อกประตู รวมทั้งสวิตช์ปรับและพับกระจกมองข้าง มาให้ครบ
บริเวณใต้ช่องแอร์ฝั่งขวาคนขับ จากด้านบนลงล่าง เป็นสวิตช์หมุนปรับระดับสูง – ต่ำของชุดไฟหน้า มีมาให้ครบทุกรุ่นย่อย ถัดลงไปเป็น ช่องเก็บของแบบไม่มีฝาปิด สลักดึงเปิดฝากระโปรงหน้า และสลักดึงเปิดฝาถังน้ำมัน
พวงมาลัยยังคงเป็นแบบ 3 ก้าน ออกแบบให้ตัดขอบด้านล่าง (D-cut) เหมือนเดิม ตกแต่งก้านพวงมาลัยทั้ง 3 ก้าน ด้วยวัสดุสีเงิน มือจับของรุ่น S จะเป็นวัสดุยูรีเทน ส่วนรุ่น E, V และ VL จะหุ้มด้วยหนังแท้สีดำ เย็บตะเข็บด้ายสีเทา ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง ทั้งสูง – ต่ำ และเข้า – ออก แบบ Telescopic ด้วยคันโยกใต้พวงมาลัย ยังคงจับกระชับในระดับเดียวกับ พวงมาลัยของ Note และ Almera Turbo (แหงละ พวงมาลัยหน้าตาเหมือนกันเป็ะเลยนี่หว่า) ส่วนรุ่น AUTECH จะเปลี่ยนโทนสีหนังุ้มพวงมาลัยท่อนล่าง D-Cut จากสีดำ มาเป็นสีน้ำเงิน แบบเดียวกับสีเบาะนั่ง
สวิตช์บนก้านพวงมาลัยยังคงเหมือนเดิม ฝั่งซ้ายของทุกรุ่น สำหรับควบชุดเครื่องเสียง และปรับหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ TFT บนมาตรวัด ส่วนฝั่งขวาเป็นสวิตช์รับสายโทรศัพท์ ระบบสั่งการด้วยเสียง และสวิตช์ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ICC (Intelligent Cruise Control) เฉพาะรุ่น VL กับ AUTECH
ก้านสวิตช์ที่คอพวงมาลัยฝั่งขวา สำหรับควบคุมชุดไฟหน้า ทั้งไฟหรี่ ไฟต่ำ ไฟสูง ไฟตัดหมอก และไฟเลี้ยว ส่วนฝั่งซ้าย สำหรับควบคุมการทำงานของก้านปัดน้ำฝนกระจกบังลมหน้า พร้อมระบบหน่วงเวลา และระบบฉีดน้ำล้างทำความสะอาด
ชุดมาตรวัดของทุกรุ่นย่อย ยก Pattern มาจาก Nissan LEAF ฝั่งซ้ายจะเป็นหน้าจอแสดงผลแบบสี TFT ขนาด 7 นิ้ว คล้าย Almera Turbo สามารถเลือกแสดงผลได้ทั้ง มาตรวัดแสดงการทำงานแบบรถ Hybrid ทั่วไป (Charging / ECO / POWER) แผนผัง Energy Flow การทำงานของระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน ระบบ Forward Collision Warning และ Blind Spot Monitoring (เฉพาะรุ่น VL) มาตรวัดความเร็วแบบตัวเลขดิจิตอล อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแบบ Real Time และแบบ Average ประวัติอัตราสิ้นเปลือง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และมาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น (ซึ่งควรจะแสดงบนทุกหน้าจอตลอดเวลา ไม่ใช่เอาไปซ่อนให้ต้องเรียกหาดูกัน เหมือนกับ Almera 1.0 Turbo เป๊ะแบบนี้)
แถบด้านบนแสดงเวลา และอุณหภูมิภายนอกตัวรถ ส่วนแถบด้านล่าง แสดงปริมาณน้ำมันคงเหลือในถัง ระยะทางที่เหลือที่สามารถวิ่งต่อไปได้ ระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise Control หรือ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ICC (Intelligent Cruise Control) ในรุ่น VL ส่วนมาตรวัดระยะทาง ODO Meter และ Trip Meter สามารถเรียกแสดง หรือ reset ข้อมูลได้ ด้วยการกดก้านสวิตช์ฝั่งขวา
ส่วนฝั่งขวา จะเป็นมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อก สูงสุดที่ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง (ไม่ต้องห่วงครับ กดให้เต็มตีนยังไง ลงเนินช่วยแค่ไหน ก็ไปไม่ถึง 180 แน่ๆ) เรืองแสงตัวเลข และเข็มวัดสีขาว มีไฟบ่งบอกสถานะและความผิดปกติของตัวรถ ที่รถทั่วไปพึงมี และที่สำคัญ มีไฟสถานะเมื่อเข้าเกียร์ว่าง (N) เพื่อให้เข็นได้ ในยามที่จำเป็นต้องจอดแบบขนานช่องจอด ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทีมวิศวกรฝั่งไทย ร้องขอให้ทางญี่ปุ่นเขาจัดทำมาให้
จากฝั่งซ้าย มาทางขวา แทบทุกอุปกรณ์ ยังเหมือนเดิม ช่องเก็บของสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าฝั่งซ้าย ยกมาจาก Almera 1.0 Turbo เลยนั่นแหละ มีขนาดใหญ่โตเอาเรื่อง ถึงขั้นที่คุณสามารถวางสมุดคู่มือผู้ใช้รถ สมุดรับประกันคุณภาพ เอกสารทะเบียน ประกันภัย พร้อมกับวางกล้องถ่ายรูปแบบพกพา ได้ถึง 2 ตัว อย่างสบายๆ แถมยังเหลือพื้นที่วางข้าวของจุกจิกอื่นๆได้อีกต่างหาก!
สวิตช์ไฟฉุกเฉิน (Hazard Light) ก็ยังคงติดตั้งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างช่องแอร์กลาง เหมือน Almera อันที่จริง ตำแหน่งติดตั้ง เหมาะสมกับการใช้งานในภาวะฉุกเฉิน ก็จริงอยู่ แต่การออกแบบช่องแอร์ให้มีฐานลึกเว้าเข้าไปแบบนี้ มีส่วนทำให้การกดเปิดไฟฉุกเฉิน ทำได้ไม่สะดวกขึ้นนิดหน่อย โดยเฉพาะคนที่ไว้เล็บยาว แทนที่จะกดปุ่มลงไปด้วยนิ้ว กลับกลายเป็นว่า ต้องใช้เล็บช่วย เสียอย่างนั้น ต่อให้ออกแบบสวิตช์ ให้ยื่นออกมาเล็กน้อยแล้ว ก็ยังมีขนาดเล็ก และกดไม่สะดวกอยู่ดี
ชุดเครื่องเสียง ของรุ่น E เป็นวิทยุ AM/FM แสดงผลบนหน้าจอดิจิตอลขนาดเล็ก มีช่องเสียบ USB Port สำหรับเล่นเพลง และ AUX-In รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย Bluetooth ติดตั้งลำโพงมาให้ 4 ตำแหน่ง
แต่ในรุ่น V , VL และ AUTECH จะถูกอัพเกรดเป็นเครื่องเสียง ชุดเดียวกับ Almera 1.0 Turbo รุ่น VL ประกอบด้วย วิทยุ AM/FM สั่งการผ่านหน้าจอสัมผัส Touch Screen ขนาด 8 นิ้ว พร้อมช่องเสียบ USB Port สำหรับเชื่อมต่อกับระบบ Nissan CONNECT และช่อง AUX-In รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย Bluetooth และ Apple CarPlay (สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS) แต่คราวนี้ เพิ่มการรองรับระบบ Android Auto มาพร้อมลำโพง พร้อม Tweeter 6 ตำแหน่ง และรองรับ ระบบสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ คุณภาพเสียง จัดว่า ฟังได้ ดีพอประมาณ เสียงใสชัดเจน แต่เสียงเบสอาจบวมและคลุมเครือนิดๆ
อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ก็คือ คันเกียร์ (Shift selector) ซึ่งเดิมออกแบบมาเป็นแค่แป้น วงกลม ยกมาจาก Nissan Leaf คราวนี้ ถูกออกแบบใหม่ ให้มีลักษณะคล้ายกับ Mouse Computer ทรงสี่เหลี่ยม เพื่อให้จับถนัดมือมากขึ้น ด้านในส่วนลึก มีช่องวางโทรศัพท์มือถือ ขนาดพอประมาณ เพิ่มเติมมาให้
บริเวณรอบคันเกียร์ Shift Selector ก็ถูกออกแบบใหม่ด้วย ติดตั้ง สวิตช์ติดเครื่อง Power On/Off สวิตช์เบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) พร้อมสวิตช์ระบบ Auto Brake Hold รวมทั้ง สวิตช์เลือกการขับขี่แบบ EV Mode และสวิตช์ เลือก โปรแกรมการขับขี่ Drive Mode ติดตั้งร่วมกัน
เพื่อให้สอดรับกับคันเกียร์แบบใหม่ แผงคอนโซลที่คั่นกลาง ระหว่าง ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า จึงถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อเพิ่มความสะดวกในการวางแก้วน้ำทุกขนาด ทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่ง แก้ว Yeti หรือ แก้ว Stanley อีกทั้งยังมีตัวล็อกแก้ว ที่สามารถยกถอดออกได้ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เป็นช่องวางข้าวของสัมภาระจุกจิกได้ทันที ส่วนด้านหลังกล่องคอนโซลกลาง จะเป็นช่องเสียบ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง รวม 2 ตำแหน่ง แยกกัน
กระจกมองหลังของรุ่น E และ V จะเป็นแบบตัดแสงด้วยการดึงสลักด้านหลังกระจก แต่รุ่น VL กับ AUTECH จะติดตั้งกระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติมาให้ แถมยังมีฟังก์ชันแสดงภาพมุมมองท้ายรถ IRVM (Intelligent Rear View Mirror) ซึ่งรับสัญญาณจากกล้องที่ติดตั้งอยู่กับกระจกบังลมหลัง ช่วยให้มองเห็นด้านหลังอย่างชัดเจน แม้บรรทุกสัมภาระเต็มคัน คุณสามารถเลือกเปิด – ปิด การใช้งานระบบ IRVM ได้ ด้วยการกดเลือกที่สวิตช์ ด้านใต้กระจกองหลัง
เมื่อใช้งานจริง ภาพจากกล้อง จะมองเห็นรถคันที่แล่นตามมาได้ชัดเจนพอสมควร แต่อาจต้องใช้ความเคยชินสักนิด เพราะตำแหน่งของรถคันที่แล่นตามมา เหมือนจะอยู่ใกล้กว่าความจริง เล็กน้อย แถมในบางสภาพแสง ยังอาจหลอกสายตาได้อยู่เหมือนกัน
ด้านทัศนวิสัย รอบคัน จากตำแหน่งผู้ขับขี่ ยังคงเหมือน Kicks E-Power รุ่นเดิม สามารถคลิกเข้าไปอ่านและดูภาพเพิ่มเติม ได้ที่บทความ Full Review Nissan Kicks E-Power MY 2020 Click Here
********** รายละเอียดด้านวิศวกรรม และการทดลองขับ **********
************ Technical Information & Test Drive ************
นอกเหนือจากการปรับปรุงรายละเอียดการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในรถแล้ว อีกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ Kicks E-Power MY 2022 อยู่ที่การ Upgrade ขุมพลัง และระบบขับเคลื่อน ให้มีสมรรถนะที่แรงขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันมากขึ้นอีกเล็กน้อย เมื่อขับขี่ทางไกล ไปพร้อมกับความพยายามรักษาความประหยัดน้ำมันเมื่อขับขี่ในเมือง อันเป็นจุดเด่นสำคัญของ Kicks E-Power
ขุมพลังที่รับหน้าที่ปั่นไฟ ยังคงเป็น เครื่องยนต์รหัส HR12DE เบนซิน 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 1.2 ลิตร 1,198 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 78.0 x 83.6 มิลลิเมตร ซึ่งลูกค้าชาวไทยคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ใน Nissan March K13 (2010 – 2022) Nissan Almera N17 (2011 – 2019) และ Nissan Note (2017 – 2022)
ทว่า ความแตกต่างจาก Kicks E-Power รุ่นเดิม ก็คือ คราวนี้ มีการปรับปรุงรายละเอียดทางเทคนิคให้มีความเหมาะสมกับขุมพลัง E-Power มากขึ้น ดังนี้
- เพิ่มอัตราส่วนกำลังอัด จาก 10.2 : 1 เป็น 12.0 : 1
- ระบบหัวฉีด ควบคุมด้วยกล่องอีเล็กโทรนิคส์ ECCS 32 Bit มีการเปลี่ยนจากหัวฉีดเดี่ยว เป็นหัวฉีดคู่ ปลายหัวฉีดเล็กลง ฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ละเอียดขึ้น การเผาไหม้สะอาดหมดจดกว่า
- ปรับการทำงานของระบบแปรผันวาล์ว CVTC (Continuously Variable Valve Timing Control) ให้เหมาะสม
- ถอดสายพานคอมเพรสเซอร์แอร์ ออก เพราะใช้คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศแบบไฟฟ้า เป็นระบบ Inverter เหมือนเครื่องปรับอากาศตามบ้าน จึงไม่จำเป็นต้องใช้สายพาน
- ปั้มน้ำ เปลี่ยนมาใช้แบบไฟฟ้า
- ปรับสมดุลย์ ล้อช่วยแรง (ฟลายวีล : Flywheel) ให้เหมาะสมกับการหมุนของตัวปั่นไฟ Generator ที่ติดตั้งแทนชุดเกียร์ ในรถยนต์ทั้ง 3 รุ่นก่อนหน้านั้น
- ถอด มอเตอร์สตาร์ท ออกไป เพราะวิธีติดเครื่องยนต์ จะใช้ตัวปั่นไฟ Generator หมุนเพลาข้อเหวี่ยงย้อน แล้วฉีดน้ำมันทันที ส่งผลให้ ไม่ต้อง Crank Start ทำให้แรงสั่นสะเทือนตอนติดเครื่องยนต์ลดลงด้วย
เวอร์ชันญี่ปุ่น กำลังสูงสุด 82 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตันเมตร (10.5 กก.-ม.) ที่ 3,600 – 5,200 รอบ/นาที
ส่วนเวอร์ชันไทย กำลังสูงสุด 79 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตันเมตร (10.5 กก.-ม.) ที่ 3,600 – 5,200 รอบ/นาที (น่าแปลกว่า ตัวเลขจาก Catalog ระบุว่า แรงบิดอยู่ที่ 11 กก.-ม. ที่ รอบเท่ากัน) เติมน้ำมันเบนซิน 95 , Gasohol 95 E10 และสูงสุด คือ Gasohol E20 เท่านั้น ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อยู่ที่ 100 กรัม/ 1 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการทดสอบ เพื่อขอรับ ECO Sticker ของรัฐบาลไทย
ระบบขับเคลื่อนที่เชื่อมต่อด้วยกันกับเครื่องยนต์ เป็น Motor ไฟฟ้า แบบไร้แปรงถ่าน AC3 Synchronous พร้อมเกียร์อัตโนมัติในตัว Single Speed Gear reduction แต่ถูกเปลี่ยนใหม่ จากเดิม รุ่น EM57 อัตราทดเฟืองท้าย 7.333 : 1 มาเป็นรุ่น EM47 เกียร์อัตโนมัติ Single Speed Gear reduction
ให้กำลังสูงสุดเพิ่มจากเดิม 95 กิโลวัตต์ (kW) หรือ 129 แรงม้า (PS) ที่ รอบมอเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่ 4,000 – 8,992 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร (26.5 กก.-ม.) ที่รอบมอเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่ 500 – 3,008 รอบ/นาที
เป็น 136 แรงม้า ที่ 3,410 – 9,697 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 0 – 3,410 รอบ/นาที
ส่วนแบตเตอรี่ของระบบขับเคลื่อน เป็นแบบ Lithium-ion ที่ถูกปรับปรุงใหม่ ประกอบด้วย เซลล์แบตเตอรี่ รวมทั้งสิ้น 96 เซลส์ หรือ 4 Module มีขนาดรวมกันเพิ่มจาก 1.57 kWh แรงเคลื่อนไฟฟ้า 292 Volt เป็น 2.06 kWh ติดตั้งไว้บนพื้นรถ ใต้เบาะคนขับและเบาะผู้โดยสารด้านหน้า มีพัดลมระบายความร้อน ในยามปกติ เสียงของพัดลมก็ไม่ได้ดังมากนัก แต่ถ้าคุณเค้นสมรรถนะตลอดเวลา จนแบ็ตเตอรีระบบขับเคลื่อน ตัวร้อน พัดลมก็จะหมุนเร็วขึ้น เสียงก็เริ่มดังขึ้น จนคุณอาจเข้าใจผิดได้ ทั้งที่จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรให้น่ากังวล
การบำรุงรักษา ก็จะยังคงเหมือน Kicks E-Power รุ่นเดิม คือ ยังคงต้องเข้ารับบริการเช็คตามระยะประกันคุณภาพ ทุกๆ 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อนกัน เพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เช็คน้ำในระบบหล่อเย็น ซึ่งแยกออกจากกันเป็นเอกเทศ ระหว่าง น้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ สำหรับเครื่องยนต์ และน้ำหล่อเย็น สำหรับ Motor ขับเคลื่อน ตัวปั่นไฟ Generator และ ตัว Inverter
Kicks e-Power จะไม่มี ระบบส่งกำลังแบบรถยนต์ทั่วไป เพราะเป็นระบบ Single Speed Gear Reduction หรือ Motor Direct Drive หมุนล้อโดยตรง แต่ เพื่อให้สะดวกต่อการขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงมีการออกแบบ คันเกียร์ หรือ Shift Selector สำหรับ เปลี่ยนจากเดินหน้า – ถอยหลัง เกียร์ว่าง หรือ จอด ให้เหมือนกับคันเกียร์อัตโนมัติแบบปกติ
การใช้งาน Shift Selector ก็เหมือนเกียร์อัตโนมัติทั่วไป แต่ต่างจาก Kicks E-Power รุ่นแรกนิดเดียว ดังนี้
- เมื่อติดเครื่องยนต์มา รถจะอยู่ในตำแหน่ง P (Park = จอด)
- ถ้าจะออกตัว เหยียบเบรก แล้วเลื่อนคันเกียร์ลงล่าง คือ D (Drive) : ขับไปข้างหน้า
- ดันซ้ำ D ลงข้างล่างอีกครั้ง จะเปลี่ยนเป็น B สำหรับช่วยเพิ่มแรงหน่วง หลังถอนคันเร่ง เพื่อขึ้นลงทางลาดชัน
- ดันคันเกียร์ขึ้นข้างบนจนสุด R (Reverse) : ถอยหลัง
- ส่วน N (Neutral : ว่าง) ทำหน้าที่เหมือนเกียร์ว่าง (แต่ถ้าอยู่ในตำแหน่ง N และไฟในแบ็ตเตอรีเหลือน้อย ระบบ จะไม่ชาร์จไฟกลับเข้าไปแบ็ตเตอรีให้)
- ถ้าต้องการจอดสนิท กดปุ่ม P อีกครั้ง ก่อนดับเครื่องยนต์
Kicks e-Power มีโปรแกรมการขับขี่ (กดปุ่ม Drive Modes ที่ฐานคันเกียร์) ให้เลือกเพิ่ม 3 เป็น 4 รูปแบบ และมีการปรับปรุงจาก Smart Mode มาเป็น Sport Mode ดังนี้
- Normal Mode : การขับขี่แบบปกติ เครื่องปรับอากาศทำงานปกติ คันเร่งเบาและไว แต่เมื่อถอนคันเร่ง รถจะหน่วงความเร็วแบบปกติ เหมือนรถยนต์ Hybrid ทั่วไป คือ หน่วงไม่มากนัก พอให้ไหลต่อไปได้ แต่ปล่อยไหลแล้ว ความเร็วจะหล่นลงมาเหลือ 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่หยุดสนิท
. - Eco Mode : สมองกลจะสั่งให้ลดการใช้ไฟฟ้า เหลือเท่าที่จำเป็น คันเร่งจะหน่วง ต้องกดให้ลึก รถถึงจะพุ่งเท่าเดิม เปิดระบบ One Pedal ให้อัตโนมัติ
. - S Mode (Sport Mode) เรียกพละกำลังเต็มที่ขึ้น คันเร่ง เบาและไวขึ้นอีกนิดนึง
. - EV Mode ถ้าแบ็ตเตอรีเหลือเยอะมาก ขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน เครื่องยนต์หยุดทำงาน แต่จะติดทำงานขึ้นมาปั่นไฟ ถ้าปริมาณไฟในแบ็ตเตอรีระบบขับเคลื่อนเหลือต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
อีกจุดหนึงที่มีการปรับปรุงคือ การเปลี่ยนระบบ One Pedal มาเป็น E-Pedal Step
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือถ้าคุณ กดเข้าไปอยู่ใน Sport Mode หรือ ECO Mode ถ้าคุณกดปุ่ม E-Pedal Step รถจะหน่วงความเร็วให้ค่อนข้างมากกว่าปกติ ในทันทีที่คุณถอนคันเร่ง เพื่อให้คุณสามารถเร่ง และชะลอรถได้ โดยไม่ต้องเหยียบเบรก เหมาะแก่การขับไปตามสภาพการจราจรที่ไหลคลานตามกันไปอย่างในกรุงเทพมหานคร ถ้าความเร็วชะลอลงมาก ไฟท้ายจะติดขึ้นมาเอง เพื่อเตือนรถคันข้างหลัง การหน่วงความเร็วนี้ จะช่วยชาร์จไฟกลับเข้าแบ็ตเตอรีระบบขับเคลื่อน (Re-generative / Recharge) ไปด้วย ในตัว ถ้าไม่เข้าใจ ดูคลิปโฆษณา ที่คุณใบเฟิร์น สาธิตให้ดูเลยแล้วกัน
การปรับปรุงมอเตอร์ และแบ็ตเตอรี ส่งผลให้ตัวเลขสมรรถนะมีการเปลี่ยนแปลง แต่จะแตกต่างจากเดิมมากน้อยแค่ไหนนั้น เรายังคงใช้วิธีการจับเวลา หาอัตราเร่งกันเหมือนเดิม นั่นคือ ใช้เวลากลางคืน เปิดแอร์ และนั่ง 2 คน น้ำหนักตัวคนขับ และผู้โดยสาร รวมกัน ไม่เกิน 170 กิโลกรัม ผลลัพธ์ที่ได้ มีดังนี้
ตัวเลขในตารางจะเห็นว่า การออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ดีขึ้นกว่าเดิม 0.5 วินาที ส่วนการเร่งแซง จาก คจ – 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ดีขึ้นกว่าเดิม 0.3 วินาที โดยประมาณ แถมยังทำตัวเลข Top Speed ได้เพิ่มขึ้น จาก 164 เ้ป็น 181 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริง ตัวเลข 181 ที่ได้มา อาจต้องใช้ระยะทางยาวๆ และมีเนินส่งช่วยตอนขาลง เพราะหลังจากนั้น ตัวเลขจะค่อยๆถอยร่นกลับไปอยู่ที่แถวๆ 179 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตามเดิม
ในการขับขี่จริง ถ้าคุณคิดว่า Kicks E-Power รุ่นเดิม ก็ให้การตอบสนองที่แรงเพียงพอแล้ว ผมอยากบอกว่า รถรุ่นปี 2022 นี้ ยิ่งแรงขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน แม้ว่าแรงดึงจะเพิ่มขึ้นจากรถรุ่นเดิม นิดหน่อย แต่นาฬิกาจับเวลา ไม่โกหกทุกอย่าง เป็นไปตามความคาดหมาย แรงดึงที่เกิดขึ้น มันพอๆกันกับรถเก๋งเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร มันพาผมทะยานปรู๊ดปร๊าด ไปข้างหน้า อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง แทบจะเรียกว่าเป็น Instant acceleration
สำหรับคนที่ ไม่เคยเจอรถแรงมาก่อน รับประกันว่าคุณจะพบเจอความตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ ในระดับที่ยังพอควบคุมได้แน่นอน เพราะตัวรถ ตอบสนองตามสั่งพอสมควร อาจจะไม่ถึงขั้นแรงแบบรถสปอร์ต เพราะมันเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ทำออกมาเพื่อรถบ้านๆ ไม่ได้เอาไปแข่งกับพวก Tesla หรือ Porsche Taycan ดังนั้น ได้ตัวเลขขนาดนี้ ก็ทำได้ดีมากโขแล้ว หรือ ต่อให้คุณเป็นคนที่คุ้นเคยกับความแรงระดับรถสปอร์ตหรือ Super Car มาแล้ว ผมว่า ก็น่าจะยังรู้สึก “ประหลาดใจ” อยู่บ้างเหมือนกันนั่นละ
คันเร่ง ใน Normal Mode ตอบสนองไว ไม่ Lack ต้องการเร่งความเร็วแค่ไหน ก็เหยียบลงไปแค่นั้น การตอบสนอง เป็นไปตามทุกความคาดหวังของคุณ ไม่ว่าจะออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง หรือ กำลังเดินทาง แล้วต้องเร่งแซงรถขับช้าแช่ขวา แค่เติมคันเร่งลงไปประมาณหนึ่งกพอ ไม่ถึงกับต้องกดลงไปจมมิด รถก็เพิ่มความเร็วขึ้นมาให้อย่างทันอกทันใจแล้ว ยิ่งถ้าเปิด Sport Mode ด้วย คันเร่งจะยิ่งตอบสนองไวทันใจติดเท้าขวา สาแก่ใจพระเดชพระคุณเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
แต่ถ้าเปิด Eco Mode แน่นอนว่า คันเร่งก็จะหน่วง ตอบสนองยานๆ ลงมาให้เล็กน้อย เพื่อเน้นความประหยัดน้ำมัน ขณะขับคลานๆ ไปตามถนนในเมือง กระนั้น ถ้าต้องการเร่งแซงอย่างฉับพลัน แค่กดคันเร่งลงไปเกินครึ่งหนึ่ง หรือกดเต็มตัน ต่อให้คุณจะยังอยูใน ECO Mode แต่มอเตอร์จะถูกสั่งให้รีบส่งแรงบิดไปหมุนล้อคู่หน้าทันที ด้วยความฉับไว ทันอกทันใจ แบบเดียวกันกับใน Normal Mode
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อ พลังงานในการขับเคลื่อนรถ มาจากไฟฟ้า ดังนั้น รถจะตอบสนองกับเท้าขวาของคุณได้ดีแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับว่า ปริมาณไฟของแบ็ตเตอรีระบบขับเคลื่อนในขณะนั้น มีมากหรือน้อยเพียงใด ถ้าไฟในแบ็ตเตอรี ยังเยอะอยู่ กดคันเร่งแค่ไหน พละกำลังจากมอเตอร์ พร้อมหมุนล้อได้ตามสั่ง เท่าที่คุณต้องการ เหมือนกับคุณเพิ่งกินมื้อเช้ามาหมาดๆ ก่อนตอกบัตรเข้าทำงาน สมองก็แล่น ทำงานก็คล่องแคล่วต่อเนื่อง
แต่ถ้าในวันทีคุณเกิดตื่นสาย ออกจากบ้านไปทำงานสาย หรือใครสักคนในบ้านเกิดล้มป่วย จนคุณต้องพาไปส่ง ห้อง I.C.U. โดยด่วน คุณรีบออกจากบ้านอย่างเร่งด่วน และคุณก็เหยียบคันเร่งต่อเนื่อง เร่งๆ ถอนๆ เปิดแต่ Normal Mode โดยไม่ได้เปิด S หรือ Eco Mode จนระบบแทบไม่มีเวลาพอให้ปั่นไฟไปเก็บสำรองในแบ็ตเตอรีเลย ปั่นได้เท่าไร่ ก็ต้องถ่ายเทไปให้มอเตอร์แทบตลอดเวลา จนไฟในแบ็ตเตอรี เหลือน้อยมาก จนกระทั่ง เข้าสู่ ขีดสีเหลือง บนมาตรวัดการไหลเวียนพลังงาน
บนมาตรวัด จะมีไฟแสดงการจำกัดกำลังงานไฟฟ้า (Turtle Mode) เปลี่ยนจากสีเหลือง เป็นสีส้ม ติดสว่างขึ้นมา ในกรณี เมื่อระดับไฟในแบ็ตเตอรี ระบบขับเคลื่อน อุณหภูมิของระบบ Hybrid ต่ำหรือสูงเกินไป หรือ ไฟถูกชาร์จ กลับเข้าไป ต่ำมาก หรือเมื่อเกิดปัญหาในระบบขับเคลื่อน (System false) เพื่อแจ้งเตือนคนขับ และปรับตัวเองให้เข้าสู่การขับขี่แบบ ประคับประคอง (Safe mode)
ถึงตอนนั้น ต่อให้คุณจะเหยียบคันเร่งจมมิด จนตีนนี่แทบจะทะลุกันชนหน้า การไต่ความเร็วขึ้นไป ก็จะเชื่องช้า ยิ่งกว่าสล็อตหัดเดิน แถมความเร็วสูงสุด จะลดลงจาก 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ลงมาป้วนเปี้ยนแถวๆ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ไฟเหลือน้อย รถก็เร่งได้อืด เป็นธรรมดา ก็เหมือนกับวันที่คุณยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้า จรดเย็น แต่ถูกใช้ให้ยกอิฐ หิน ปูน ทราย แบกกระสอบข้าวทั้งวัน คุณก็ไม่มีเรี่ยวแรง จะทำงานไหว นั่นละครับ
ทางแก้ก็คือ อาจจะต้อง ถอนเท้าขวาจากคันเร่งเล็กน้อย (แต่ยังเหยียบไว้) เพื่อรอให้เครื่องยนต์ ปั่นไฟไปเก็บไว้ในระดับขั้นต่ำของแบ็ตเตอรีขับเคลื่อนให้ได้ก่อน ไฟเตือนรูปเต่า สีส้ม จะดับลงไป เมื่อไฟในแบ็ตเตอรี มีเหลือเพียงพอแล้ว เมื่อถึงตอนนั้น ไฟรูปเต่าจะดับลงเอง สมรรถนะจะกลับมาตามปกติ และสามารถไต่กลับขึ้นไปยัง Top Speed ได้อีกครั้ง
ระบบบังคับเลี้ยว / Steering Wheel
ระบบบังคับเลี้ยว ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ พวงมาลัยเป็นแบบ Rack and Pinion พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPS (Electronic Power Steering) ซึ่งใช้ Motor ไฟฟ้า แบบ Brushless Motor (ไร้แปรงถ่าน) ช่วยลดอาการ Back lash (ลดแรงต้านในการหมุนพวงมาลัย) ลงมา เพื่อช่วยให้หมุนพวงมาลัยได้ เบาและสบายมือยิ่งขึ้นในช่วงความเร็วต่ำ ชุดเพลาพวงมาลัย (Steering shaft) ถูกเพิ่มความแข็งแรง มากขึ้นจาก Nissan Note รุ่นเดิม รวมทั้งเพิ่มปริมาณของยางที่ช่วยลดการสั่นสะเทือนในแกนแร็ค อีก 30% เมื่อเทียบกับ Note รุ่นเดิม รักษาอัตราทดเฟืองพวงมาลัยไว้ตามเดิมที่ 16.8 : 1 หมุนจากซ้ายสุดไปถึงขวาสุด 2.96 รอบ รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด อยู่ที่ 5.1 เมตร
การตอบสนองของพวงมาลัย ยังคงเหมือนเดิม ถ้าให้อธิบายกันแบบเข้าใจง่ายๆ แล้ว พวงมาลัยของ Kicks E-Power นั้น เปรียบเสมือน การนำชุดแร็คพวงมาลัยของ Almera 1.0 Turbo ล้อ 15 นิ้ว ซึ่งให้ความคล่องแคล่วและความต่อเนื่องในการบังคับควบคุมได้ดีมาก เพียงแต่ว่าน้ำหนักพวงมาลัย เบาโหวงไปหน่อย มาติดตั้งให้เลย (ทั้งที่ความเป็นจริง แร็คพวงมาลัยของ Kicks เป็นอะไหล่คนละชิ้นกับ Almera 1.0 Turbo)
เพียงแต่ว่า การถอดเปลี่ยนมาใช้ ล้อขนาด 17 นิ้ว ซึ่งมีน้ำหนักมากขึ้น พร้อมกับยางที่มีหน้ายางกว้างขึ้น เพื่อเพิ่มการแรงเสียดทานอีกนิด ให้การยึดเกาะถนนดีขึ้น และการเซ็ตอัตราทดเฟืองมาค่อนข้างดี ช่วยให้พวงมาลัยที่เคยเบาโหวง ใน Almera กลับหนืดเพิ่มขึ้นมาอีกนิดนึง ดังนั้น น้ำหนัก และความหนืด รวมทั้งแรงต้านมือ ในช่วงความเร็วต่ำ จะอยู่ในเกณฑ์ “เบากำลังดี” ในระดับที่คุณสุภาพสตรี จะชื่นชอบ แถมยังรักษาบุคลิกการหมุนพวงมาลัยได้ต่อเนื่องดี (Linear ดี) ในทุกย่านความเร็ว บังคับเลี้ยว และควบคุมอันคล่องแคล่วไว้ได้เหมือนเดิม
ไม่เพียงแค่นั้น ในย่านความเร็วสูง On Center Feeling จะเหมือนกับพวงมาลัยของ Note และ Almera 1.0 Turbo ไม่มีผิด คือตั้งตรงแหน่วดีมากๆ ระยะฟรีน้อย แต่ตอบสนองเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องคัดซ้ายคัดขวา เหมือน Almera 1.2 ลิตร N17 กับ March รุ่นเดิม น้ำหนักพวงมาลัย เมื่อใช้ล้อ 17 นิ้ว แล้ว ดีขึ้นมาก หน่วงมือนิดๆกำลังดีอีกต่
ผมยังคงยืนยันว่า พวงมาลัยของ Kicks จะให้ความต่อเนื่องในการหมุนพวงมาลัย คอนข้างดี เป็นธรรมชาติ เหมือนเดิม โดยน้ำหนักและความหนืด อยู่ตรงกลาง ระหว่าง Note (หนืดกำลังดี) กับ Almera Turbo (เบาโหวงไปหน่อย) แต่แอบจะกระเดียดมาทาง Almera Turbo มากกว่า ชัดเจน
ถ้าให้เปรียบเทียบกับคู่แข่ง ผมมองว่า พวงมาลัยของ Kicks จะมาในแนวใกล้เคียงกับ Mazda CX-3 แต่เบากว่านิดหน่อย ความลื่นต่อเนื่องใกล้เคียงกับ Honda HR-V แอบหนืดกว่า Toyota C-HR นิดเดียว แต่หนืดกว่า Toyota Corolla Cross ชัดเจน
ระบบกันสะเทือน / Suspension
ช่วงล่างยังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ด้านหน้าเป็นแบบ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบกึ่งอิสระ Torsion Beam เหมือนๆกับบรรดา รถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้พื้นตัวถัง V Platform ของ Nissan ทุกรุ่น ทั้ง March Almera และ Note
รายละเอียดทางเทคนิคต่างๆ ยังคงเหมือนรถรุ่นเดิม ไม่ว่าจะเป็น เฟรม Suspension member ด้านหน้ารถ ที่มีการเปลี่ยนจุดยึดชิ้นส่วน ให้เป็นรูปทรงแบบใหม่ ที่มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น เพื่อลดเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือน (NVH : Noise Vibration & Harshness) ทั้งจากการทำงานของเครื่องยนต์ และแรงสะท้านจากพื้นถนน รวมทั้งการปรับปรุงจุดยึดช่วงล่างด้านหลัง จากแบบ Bracket Type มาเป็นแบบ Direct Fix Type นอกจากนี้ยังมีการปรับมุม Caster ให้เพิ่มขึ้นจาก ช่วงล่างของ Nissan Note รุ่นเดิม ถึง 30%
บุคลิกของช่วงล่าง มาในแนว “กระชับ นุ่มหนึบประมาณนึง ติด Firm หน่อยๆ” สไตล์คล้ายคลึงกับ Almera 1.0 Turbo อยู่บ้าง แต่มีระยะช็อกอัพที่ยาวขึ้น และหนืดไม่แพ้กัน คือ ในช่วงความเร็วต่ำ จนถึงไม่เกิน 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขณะขับขี่ผ่านตรอกซอกซอยต่างๆ ช็อกอัพและสปริง จะเคลื่อนตัวขึ้นลง ไปตาม เนินสะดุด ฝาท่อ ลูกระนาดต่างๆ ค่อนข้างน้อย ด้วยสัมผัสที่ “กระชับ” ช็อคอัพและสปริง ยุบตัวไม่เยอะ ออกจะ “ตึงนิดๆ แต่ไม่ถึงขั้นแข็งตึงตัง” ยังพอหลงเหลือความนุ่ม จากความหนืดในจังหวะที่ล้อรถเข้าปะทะกับเนินสะดุด ลูกระนาด และดันช็อกอัพกับสปริงขึ้นไปนิดหน่อย ขึ้นอยูกับลมยางด้วย
ส่วนความเร็วในช่วงเดินทาง ตั้งแต่ 50 จนถึง 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง นั้น รถจะยังคงนิ่ง ในระดับที่ “ไว้ใจได้” แต่เมื่อมาเจอกับบุคลิกของพวงมาลัย ซึ่งค่อนข้างไวนิดๆ ด้วยแล้ว ภาพรวม จะทำให้คุณสัมผัสได้ถึงความเบาและคล่องแคล่วของตัวรถอยู่หน่อยๆ
ส่วนการเข้าโค้งทั้ง 5 แห่ง บนทางด่วนเฉลิมมหานคร ในกรุงเทพฯ อันเป็นทางโค้งที่ผมใช้ในการทดลองเป็นประจำยามดึกดื่น Kicks E-Power AUTECH ก็ยังตอบสนองได้เหมือนๆเดิม เริ่มต้นด้วย โค้งขวารูปเคียว เหนือ ย่านมักกะสัน ต่อเนื่องไปยัง โค้งซ้าย ฝั่งตรงข้ามโรงแรม Eastin Kicks E-Power AUTECH ก็ยังรักษาความเร็วไว้ได้ที่ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง (บนมาตรวัด) ทั้ง 2 โค้ง แต่ตัวรถนั้นเอียงกะเท่เร่พอสมควร และนั่นก็คือขีดจำกัดสูงสุดเท่าที่ยางติดรถ Continental จะรับมือไหวแล้ว แม้ว่าตัวรถจะฟ้องว่า ยังไปต่อได้มากกว่านี้อีกนิดก็ตาม
ส่วนทางโค้งรูปตัว S จากทางด่วนขั้นที่ 1 ช่วงสุขุมวิท 62 ขึ้นไปยังทางด่วนยกระดับบูรพาวิถี ผมสามารถพา Kicks เข้าโค้งขวาแรกด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง (บนมาตรวัด) ตัวรถเอียงออกทางซ้ายค่อนข้างเยอะมากเมื่อตั้งลำได้ ก็เข้าสู่โค้งซ้ายยาวๆ ผมไต่ขึ้นไปได้ถึง 115 กิโลเมตร/ชั่วโมง (บนมาตรวัด) ซึ่งนั่นก็ถึง Limit ที่ตัวรถและช่วงล่างจะทนไหวแล้ว พอตั้งลำได้อีกครั้ง ก็เหยียบคันเร่งเพิ่ม ส่งรถเข้าโค้งขวา ยกระดับ ขึ้นไป ด้วยความเร็ว (บนมาตรวัด) 125 กิโลเมตร/ชั่วโมง
เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงๆ ในขณะเลี้ยงคันเร่งไว้ให้นิ่งๆ ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมการขับขี่ Mode ไหนก็ตาม นั้น ด้านหน้ารถของ Kicks จะพยายามบานออกจากเลนในโค้งไปหน่อยๆ ถ้าไม่มีระบบ ITC มาช่วย ผมว่า หน้ารถอาจจะบานออกนอกโค้งมากกว่านี้แน่ๆ ดังนั้น ถ้าอยากจะให้ตัวรถเข้า-ออกจากโค้งได้ดี ขอแนะนำว่า ควรใช้ S (Sport) Mode เพื่อให้คันเร่งยังคงตอบสนองได้ดีเท่ากับ Normal Mode แต่เมื่อถึงหน้าทางโค้ง ด้วยความเร็วที่เหมาะสม ให้ถอนคันเร่งขึ้นมา จะแค่ 30% หรือ มากถึง ครึ่งหนึ่ง ก็ตาม (ขึ้นอยู่กับความเร็วที่คุณใช้มาเจอก่อนเข้าโค้ง) เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ใช้ประโยชน์จาก ระบบ One Pedal ให้มอเตอร์ช่วยหน่วงรถลงมา เพื่อถ่ายน้ำหนักกดลงไปที่ล้อหน้าให้มากขึ้น สวนทางกับความเร็วรถที่จะลดลง เพียงเท่านี้ คุณก็จะพบว่า รถจะจิกหน้า เข้าโค้งได้ดีขึ้น และพาคุณออกจากโค้งได้ง่ายดาย
อีกประการหนึ่งที่จะต้องบอกกันไว้สักหน่อยก็คือ ถ้าหากคุณขับขี่อยู่บนทางหลวงข้ามจังหวัด แล้วจู่ๆ เจอมอเตอร์ไซค์ หรือรถกระบะ ไปจนถึง หมาแมว ช้าง ม้า วัว ควาย หรือสรรพสิงสาราสัตว์ ใดๆ มาตัดหน้า การหักหลบด้วยพวงมาลัย ควรใช้ความระมัดระวัง และอย่าหักเลี้ยวเยอะ เอาแค่กระดิกไปทางซ้าย หรือขวา เพียงนิดเดียว ก็พอแล้ว
เพราะจากการทดลองเปลี่ยนเลนกระทันหัน ที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ของเรานั้น อากัปกิริยาของรถ ที่เสียอาการ จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ Input พวงมาลัย ที่คุณเลี้ยวหักหลบ อย่าลืมว่า พวงมาลัยของ Kicks เอง ก็ค่อนข้างจะไว และเบา ในระดับใกล้เคียงกับ Almera แต่ด้วยเหตุที่ตัวรถสั้นกว่า แถมยังยกสูงกว่ากันนิดหน่อย และมีล้ออยู่ที่มุมรถทั้ง 4 แทบจะพอดี ดังนั้น ต่อให้มีระบบ VDC มาช่วย ในเวลาที่เหมาะสม และตอบสนองได้ทันท่วงทีก็ตาม แต่ถ้าใช้ความเร็ว มากจนเกินขอบเขตที่ระบบตัวช่วยจะทำงานได้ทัน เช่นซัดมาเต็มที่ เกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไป โอกาสที่รถอาจจะเสียการทรงตัว จนเอียงตะแคงหรือพลิกคว่ำ ก็พอมีความเป็นไปได้อยู่ แต่ถ้าแค่เปลี่ยนเลนไปมา อย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามจังหวะจะโคน Kicks ก็ยังจะพร้อมเปลี่ยนเลนซ้าย – ขวา ได้อย่างคล่องแคล่ว และไว้ใจได้ประมาณหนึ่ง อย่างที่รถมันควรจะเป็น
ระบบห้ามล้อ / Brake
งานวิศวกรรมหลัก ยังคงเหมือนเดิม ดิสก์เบรก ทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าเป็นแบบมีครีบระบายความร้อน จานเบรกทั้ง 4 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 280 มิลลิเมตร เท่ากันหมด ต่างกันแค่ว่า มีความหนาไม่เท่ากัน จานเบรกคู่หน้า หนา 24 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลัง หนา 9.6 มิลลิเมตร ผ้าเบรก เป็นคนละขนาดกัน ระหว่างหน้า-หลัง ทำงานร่วมกับ หม้อลมเบรก ธรรมดาๆ บ้านๆ นี่แหละ!
ไม่ว่าคุณจะเลือกรุ่นย่อยไหนก็ตาม Kicks E-Power ทุกคัน จะมาพร้อมกับ 6 ระบบตัวช่วยหลัก เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ติดตั้งมาให้ครบจากโรงงาน ทุกคัน! ดังนี้
- ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกระทันหัน ABS (Anti-lock Braking System)
- ระบบกระจายแรงเบรกตามน้ำหนักบรรทุก EBD (Electronic Brake Distribution)
- ระบบเสริมแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน BA (Brake Assist)
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวขณะเข้าโค้ง หรือบนพื้นลื่น VDC (Vehicle Dynamic Control) ทำงานด้วยเซ็นเซอร์ ที่ล้อทั้ง 4
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA (Hill Start Assist) ซึ่งจะทำงานในกรณีที่คุณ ขับขึ้นทางลาดชัน หรือทางขึ้นอาคารจอดรถ แล้วต้องจอดค้างอยู่บนเนินลาดชัน ทันทีที่ถอนเท้าจากแป้นเบรก ระบบจะสั่งให้ค้างแรงดันน้ำมันเบรกเอาไว้อีกราวๆ 2-3 วินาที เพื่อที่จะให้คุณเหยียบคันเร่ง ส่งรถขึ้นเนินต่อไปได้ทันที เพื่อไม่ให้รถไหลขณะออกตัว (แต่ถ้าเกินกว่า 2-3 วินาที ระบบจะยกเลิกการทำงาน รถจะไหลลงมาเอง)
- ระบบ Intelligent Trace Control (ITC) ที่จะสั่งจับเบรกของล้อหน้าและหลังที่อยู่ด้านในโค้ง เพื่อช่วยรักษาทิศทางของตัวรถในโค้ง ควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ช่วยลดอาการหน้าดื้อ (Understeer) ติดตั้งเข้ามาให้อีกด้วย
แป้นเบรกในโหมดปกติ ขณะไม่ได้ใช้ระบบ e-Pedal Step จะมีระยะเหยียบในระดับปานกลาง ก็จริง แต่ในจังหวะแรกที่คุณเหยียบลงไป จะสัมผัสได้ว่าแป้นเบรกมีน้ำหนักเบา แรงต้านเท้าจะยังไม่เยอะนัก ในช่วง 20% แรกที่เริ่มเหยียบลงไป จนกระทั่ง เมื่อคุณเหยียบลึกลงไปเกินกว่านั้น จึงจะเริ่มพบแรงต้านเท้าที่มากขึ้น แป้นเบรกจะหนืดขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ยิ่งกดลึก ยิ่งต้านเท้า มาก และยิ่งต้องออกแรงเหยียบเพิ่มขึ้น จนสุดระยะเหยียบ ยังดีที่ สัมผัสจากแป้นเบรก ค่อนข้างนุ่ม และหนืดเอาเรื่อง ช่วยให้ง่ายต่อการควบคุมน้ำหนักเท้า เพื่อให้รถสามารถชะลอหรือหยุดได้ตามใจคุณต้องการ ในสภาวะการขับขี่ปกติทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ถ้าจู่ๆ มีเหตุให้ต้องเบรกกระทันหัน ถ้าคุณเหยียบลงไปเต็มๆสุดแป้นเบรก ตัวรถจะมีอาการหน้าทิ่มอย่าง นุ่มนวล แต่ ตัวรถจะเป๋ออกทางขวา ชัดเจนมากๆ ซึ่งอาจะเกิดจาการกระจายแรงเบรกที่ยังไม่สมดุลในช่วงขณะนั้น ดังนั้น หากคุณขับรถด้วยความเร็วสูง ควรใช้ความระมัดระวังสักหน่อย
ระบบหน่วงความเร็ว e-Pedal Step ทำงานได้ค่อนข้างดี ทำให้คุณสามารถเร่ง และชะลอรถ ได้เหมือน รถไฟฟ้าสำหรับสนามกอล์ฟ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการคลานไปตามสภาพการจราจรในเมืองได้มากก็จริง แต่คุณต้อง ระลึกไว้เสมอว่า ระบบจะไม่ได้ช่วยชะลอจนรถหยุดนิ่งสนิท แต่จะช่วยเบรกให้จนความเร็วลงมาต่ำแถวๆระดับ 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง บวก-ลบ เท่านั้น
********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********
******************** Fuel Consumption Test ********************
ผมเชื่อว่า ทั้งลูกค้าเก่าที่เป็นเจ้าของ Kicks E-Power รุ่นเดิม รวมทั้งลูกค้าใหม่ที่กำลังจะตัดสินใจ น่าจะอยากรู้เหมือนกับผมว่า การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของมอเตอร์ไฟฟ้า แบ็ตเตอรี และการปรับจูนต่างๆ จะช่วยให้ Kicks E-Power ใหม่ ประหยัดขึ้นกว่ารุ่นเดิม มากน้อยเพียงใด
เพื่อให้หายข้องใจ เราจึงทำการทดลองตามมาตรฐานดั้งเดิมของเว็บเรา โดยการนำรถไปเติมน้ำมันเบนซิน 95 Techron ณ สถานีบริการน้ำมัน Caltex ริมถนนพหลโยธิน ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ ในช่วงกลางคืน ตามมาตรฐานเดิม
ถังน้ำมันของ Kicks e-Power ทั้งเวอร์ชันไทย และตลาดโลก มีขนาดเท่ากันคือ 41 ลิตร ส่วนผู้ร่วมทดลอง ในคราวนี้ เป็นน้อง Mark Pongswang จาก Headlightmag Team ของเว็บเรา น้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม
หลังจากเติมน้ำมันจนเต็มถัง หัวจ่ายตัด กันแล้ว เราคาดเข็มขัดนิรภัย กดปุ่ม Power ติดเครื่อง เปิดเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส พัดลมเบอร์ 1 เข้าเกียร์ D ตามปกติ ไม่เข้า Mode S หรือ Eco ทั้งสิ้น เราขับออกจากปั้มน้ำมัน เลี้ยวกลับที่ถนนพหลโยธิน เข้าซอยอารีย์ เลี้ยวขวาลัดเลาะไปออกซอยโรงเรียนเรวดี ถนนพระราม 6 ขึ้นทางด่วนที่ด่านพระราม 6 แล้วก็ ขับรถกันไปยาวๆ จนถึงปลายสุดของระบบทางด่วน สายอุดรรัถยา เลี้ยวกลับมาขึ้นทางด่วนสายเดิม มุ่งหน้าย้อนกลับเข้ากรุงเทพฯ โดยใช้ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ และนั่ง 2 คน ตามมาตรฐานเดิม
เมื่อเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ มาถึง ทางลง ของทางด่วน ที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เราเลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนพหลโยธิน เลี้ยวกลับที่ใต้สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสถานีบริการน้ำมัน Caltex พหลโยธิน กันอีกครั้งเพื่อเติมน้ำมัน เบนซิน 95 Techron ให้เต็มถัง เหมือนครั้งแรกที่เราเริ่มต้นทดลอง ณ ตู้หัวจ่ายเดียวกัน ทั้งหมด
ตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดการทดลองของเรา จะมีเฉพาะช่วงออกจากปั้มน้ำมัน ไปจนถึงด่านเก็บเงินทางด่วน ที่พระราม 6 รวมทั้งช่วงขากลับ หลังจากลงทางด่วนที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เรื่อยมาจนกลับถึงปั้มน้ำมัน เท่านั้น ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากพลังงานไฟฟ้า ได้อย่างเต็มที่ หลังจากเข็มความเร็วไต่ขึ้นพ้นจากระดับ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไป หน้าจอของรถ ก็แสดงข้อมูลให้เห็นชัดเจนว่า เครื่องยนต์ ติดขึ้นมาทำงานตลอดทาง ต่อเนื่อง ไม่ได้หยุดเลย
มาดูตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกันดีกว่า
ระยะทางที่แล่นไปทั้งหมดบนมาตรวัด 92.0 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 4.83 ลิตร
หารออกมา ได้ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 19.04 กิโลเมตร/ลิตร
ตัวเลขที่ออกมา แอบประหยัดขึ้นกว่ารุ่นเก่าที่ทำได้ 17.57 กิโลเมตร/ลิตร แหะ! ก็แน่ละ ถ้าแบ็ตเตอรีใหญ่ขึ้น ระยะทางแล่นด้วยไฟฟ้าล้วน ก็ไกลขึ้น ใช้น้ำมันลดลง แม้เพียงนิดหน่อยก็ตาม
สิ่งที่คุณควรรู้ไว้ก็คือ ถ้าเหยียบคันเร่งต่อเนื่องยาวๆ หรือทำ Top Speed แช่ยาวๆ เครื่องยนต์จะติดตลอดเวลา เพื่อจะปั่นไฟไปเก็บในแบ็ตเตอรี อย่างต่อเนื่อง หมายความว่า ต่อให้คุณเติมน้ำมันมาเต็มถังก็จริง แต่แล่นไปเพียงแค่ ประมาณ 100 กิโลเมตร น้ำมันในถังก็จะหล่นฮวบ ลงไปเหลือเพียงแค่ 60% จากความจุของถัง
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณขับใช้งานในเมืองเป็นหลัก เจอการจราจรติดขัดเป็นระยะๆ มีช่วงจังหวะให้กดคันเร่ง และถอนเท้าจากคันเร่ง ค่อนข้างบ่อย Kicks E-Power จะประหยัดน้ำมันมากกว่า และได้ระยะทางแล่นภาพรวม ไกลกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปเพียวๆ
***** ค่าบำรุงรักษา / Cost of Ownership *****
ตามปกติแล้ว นานทีปีหน เราจะเห็น Nissan ทำตารางค่าบำรุงรักษา ตลอดอายุ 5 ปี ออกมาให้ได้รับทราบกัน แต่สำหรับ Kicks แล้ว หากดูเผินๆ เหมือนว่าจะไม่แพงเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้ว หากพ้นจากระยะรับประกันคุณภาพไปแล้ว เท่าที่พอจะทราบมา แบ็ตเตอรีระบบขับเคลื่อน ยังมีราคาสูงอยู่ น่าจะหลักแสนบาท โดยประมาณ แต่กว่าจะถึงเวลาเปลี่ยน ก็น่าจะใช้เวลานาน และตลอดระยะเวลา 10 ปี ถ้าแบ็ตเตอรี เกิดเสื่อมตามอายุการใช้งานปกติ ก็สามารถเปลี่ยนได้ฟรี ซึ่งก็พอจะช่วยลดทอนค่าใช้จ่ายของลูกค้าลงไปได้มากอยู่ และเมื่อถึงเวลานั้น ราคาของแบ็ตเตอรี น่าจะถูกลงมามากแล้ว เพราะมีการผลิตแบ็ตเตอรี ของระบบ E-Power ในประเทศไทยแล้ว
********** สรุป / Conclusion **********
เปลี่ยนมอเตอร์ใหม่ แบ็ตเตอรีใหม่ แรงขึ้น ประหยัดขึ้น ปรับลดราคาลง
กลายเป็นว่า คุ้มค่า น่าใช้ขึ้น และเปลี่ยนความคิดของคนที่ไม่เคยมอง Nissan
ให้หันมาลองเป็นเจ้าของกันเสียที!
ตอนนี้ มีสมาชิกทีมเว็บของเรา ถึง 2 คน (Mark กับ ต๊อบ) ที่ตัดสินใจจับจองเป็นเจ้าของ Kicks ใหม่ เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่พวกเขา ไม่เคยเหลียวแล รถยนต์ Nissan มาก่อนในชีวิต!
ต้องยอมรับกันตรงนี้แหละว่า ทุกข้อด้อยต่างๆ ใน Kicks E-Power รุ่นแรก ถูกนำมาปรับปรุงแก้ไขจนครบถ้วน เท่าที่พอจะเป็นไปได้ และนั่นยิ่งทำให้ตัวรถ ดูหรูขึ้น ภายในตกแต่งดีขึ้น แถมมีการ Upgrade เปลี่ยน มอเตอร์ไฟฟ้าลูกใหม่ เป็น EM47 AC3 กำลังสูงสุด 136 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร เปลี่ยน Inverter ให้มีขนาดขนาดเล็กลง 40% และน้ำหนักเบาลง 30% เปลี่ยน แบตเตอรี่ใหม่ เพิ่มความจุจากเดิม 1.57 kWh เป็น 2.06 kWh ปรับปรุง ระบบ e-Pedal step เพิ่มฟังก์ชันการแสดงสถานะไฟเบรก และเปลี่ยน คันเกียร์ไฟฟ้าใหม่
Kicks e-Power เวอร์ชันไทย แทบจะเรียกได้ว่า ยก Spec เกือบเหมือนเวอร์ชันญี่ปุ่น เป๊ะ ขาดไปเพียงแค่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ e-Force (มอเตอร์ไฟฟ้า ที่หมุนล้อคู่หลัง) ซึ่งถูกพัฒนามาเพื่อตลาดเมืองหนาว เช่นโซน Hokkaido ตอนเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งนิยมใช้รถยนต์ ที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ไว้ลุยหิมะ และระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ProPilot เวอร์ชัน 2.0 ซึ่ง วิศวกร Nissan ฝั่งญี่ปุ่น ก็จะมีข้ออ้างว่า เส้นแบ่งถนนเมืองไทย ส่วนใหญ๋ ไม่ชัดเจน กลัวจะเกิดความผิดพลาดในการทำงานของระบบได้
มองในมุมของผู้บริโภค คราวนี้ สิ่งที่ได้มา เริ่มคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายออกไป เพราะตัวเลขความประหยัดน้ำมัน ทำได้ดีขึ้น Top Speed ก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น คือ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียงพอระดับเหลือเฟือแล้ว ส่วนการตกแต่ง และวัสดุภายใน ก็ดูหรูหรา สมราคามากขึ้น กลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า สำหรับลูกค้าทั่วไป ที่ยังไม่คิดจะมองไปทางรถยนต์ไฟฟ้า EV และยังอยากได้คุณภาพการขับขี่ แบบเดียวกับที่ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ได้รับเหมือนกัน
***** ข้อความปรับปรุง / ปัญหาประจำรุ่น / Problem from customers *****
จากการเฝ้าสังเกตการณ์ในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ Nissan Kicks e-Power ในประเทศไทยมาสักระยะ พบว่า ปัญหาหลักๆตอนนี้ มีอยู่ 2 ประเด็นหลัก นั่นคือ คอมเพรสเซอร์ของเครื่องปรับอากาศ อาจลาโลกเร็วมากในบางคัน อาการเบื้องต้น คือ แอร์จะเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง ก่อนที่ความเย็นจะหายไปเลย กรณีนี้ สามารถนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อทำเรื่องเคลมเปลี่ยนอะไหล่ได้เลย เพียงแต่อาจต้องรอคิวกันสักหน่อย
นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง ที่เกิดอาการ เสียงช้างร้อง ตอนถอยรถ มาจากผ้าเบรกเสียดสีกับจานเบรกคู่หลัง วิธีแก้ สามารถนำรถเข้าศุนย์บริการตรวจเช็ค และเปลี่ยนเคลมผ้าเบรก หรือจานเบรกชุดใหม่ได้ทันที
ถัดไปเป็นกรณี เครื่องยนต์ ไม่ยอบดับหลังจากชาร์จไฟเข้าแบ็ตเตอรีระบบขับเคลื่อนจนเต็ม กรณีนี้ ให้ทางศูนย์บริการ Update Software ของเครื่องยนต์ และระบบขับเคลื่อน ก็จะมีอาการดีขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งคือ ยางติดรถ Continental มีรอยเชื่อมค่อนข้างชัดไปหน่อย แถมยังมีแก้มยางที่นุ่มไป ง่ายต่อการพบเจอปัญหายางแตก รั่วซึม ประเด็นนี้ ผู้บริหาร Nissan ชาวญี่ปุ่น ในไทย รับทราบเรื่องแล้ว และมีการปรับปรุงแก้ไขในรถรุ่นใหม่ ปี 2026
***** คู่แข่งในตลาด / Competitors *****
ท่ามกลางสมรภูมิ กลุ่มพิกัด B-Segment SUV อันหนักหน่วงนั้น ต้องยอมรับว่า การปรับปรุงสมรรถนะ เติม Option แต่ปรับลดราคาลง ทำให้ Nissan Kicks e-Power กลับมาอยู่ในสายตาของลูกค้าคนไทยมากขึ้น แต่ถ้าต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งหลากหลายรูปแบบ ทั้งเพื่อนร่วมชาติอย่าง Toyota C-HR , Toyota Corolla Cross , Honda HR-V , Mazda CX-3 กับ CX-30 ไปจนถึง คู่แข่งจากเมืองจีน อย่าง MG ZS / ZS EV / และล่าสุดอย่าง MG VS ไปจนถึง Haval Jolion ด้วยแล้ว Kicks e-Power จะได้เปรียบ หรือเสียเปรียบในประเด็นไหน อย่างไรบ้าง?
Honda HR-V : การเปิดตัวโฉมใหม่ทั้งคัน แต่มีเพียงขุมพลัง Hybrid e:HEV 1.5 ลิตร มาให้เลือก โดยไม่มีเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 Turbo ติดสอยห้อยตามมาด้วยเลยนั้น ทำให้ลูกค้าที่คิดจะอุดหนุนบางราย ถึงกับถอดใจถอยหลังไปตั้งหลักกันเลยทีเดียว นอกเหนือจากความสดใหม่ และการพับเบาะหลังที่อเนกประสงค์ รวมทั้งมีหลังคากระจก Panoramic Glass Roof ที่เปิดไม่ได้ แต่มีแผงบังแดดถอดออกเก็บได้ สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และ Feeling พวงมาลัยที่เซ็ตมาคล้ายคลึงกับ City แต่เบากว่านิดนึง แล้ว ยังหาจุดเด่นอื่นใดที่ชวนให้ควักกระเป๋าสตางค์ไม่เจอจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเร่ง ที่แอบด้อยกว่า Kicks ไปจนถึง Mazda CX3 กับ CX-30
MG ZS / MG ZS EV : ทันทีที่เปิดตัวในเมืองไทย B-SUV จากเซี่ยงไฮ้รุ่นนี้ ก็เขย่าตลาด วายป่วง แย่งยอดขายจากบรรดาคู่ต่อสู้ชาวญี่ปุ่นไปได้เยอะมาก ยิ่งพอรุ่น EV เปิดราคาช็อกทั้งประเทศ ยิ่งได้กระแสตอบรับดีมาก จากเหตุผลที่ลูกค้า MG ส่วนใหญ่ มองว่า Option ติดรถ โดยเฉพาะระบบ i-Smart (ซึ่ง อาจจะรวนๆ งี่เง่าๆ ติงต๊อง เอ๋อๆ อยู่บ้าง แต่มันก็) สัมพันธ์กับราคา ที่พวกเขาต้องการ แม้ว่ารุ่น เครื่องยนต์ เบนซิน ทำอัตราเร่ง ได้โคตรอืด และอัตราสิ้นเปลือง แย่กว่าบรรดาคู่แข่งร่วมพิกัด ซึ่งตรงกันข้ามกับรุ่น EV ที่นอกจากจะแรงสุดแล้ว ยังประหยัดน้ำมันมากสุด (แหงละ ชาร์จแต่ไฟ ไม่ใช้น้ำมันแบบ Kicks เลยนี่หว่า) เพียงแต่ระยะทางแล่น อาจยังต้องรอการปรับปรุง แบ็ตเตอรี ให้แล่นได้ไกลเพิ่มจากนี้อีก สิ่งที่หลายคนลืมคิดก็คือ พวงมาลัยที่ปรับน้ำหนักได้ ตอบสนอง ดีกว่าที่คิด และช่วงล่างที่เซ็ตมาในแนวนุ่มแน่น แม้จะยังต้องแก้กันต่อไป แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เลว กระนั้น ความน่าเป็นห่วงคือ คุณภาพการประกอบ ความทนทานไว้วางใจได้ในระยะยาว (Relability) และการดูแลลูกค้าของศูนย์บริการซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ น่าเป็นห่วงมากที่สุดในบรรดาคู่แข่งทุกคันในพิกัดนี้
Haval Jolion : ถึงตอนนี้ เรายังคงตอบไม่ได้ว่า รถคันนี้ ดีหรือไม่ มีปัญหาใดๆหรือไม่ เพราะ GWM ยังไม่กล้าส่งรถทดสอบให้เราได้ลองขับกันเลย และดูเหมือนไม่น่าจะมีโอกาสดังกล่าวแล้วแน่ๆ คาดว่า คงจะกลัว หากเรานำรถไปทดลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงออกมา แล้วทำได้ไม่ดีตามที่ควรจะเป็น
Mazda CX-3 : การเปิดตัว CX-30 เพื่อดันขึ้นไปชนกับ C-SUV อย่าง Toyota C-HR และ Toyota Corolla Cross ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า พวกเขาเลือกจะผลิต CX-3 ออกจำหน่ายในบ้านเราต่อไป โดยลดระดับ CX-3 ลงมาประกบกับ Kicks และ HR-V จุดเด่นของรถคันนี้คือ ยังคงเป็นB-SUV ที่ขับสนุกมากสุดในกลุ่ม จะเร่งจะเลี้ยวจะซัดเข้าโค้งหนักหนาแค่ไหน สั่งแล้วได้ดังใจปราถนา แต่แลกมาด้วยพื้นที่โดยสารด้านหลัง และห้องเก็บของ เล็กแคบเกือบจะที่สุดในกลุ่ม แถมช่วงล่าง ยังออกแนวตึงตังในช่วงความเร็วต่ำ มากกว่าเพื่อนพ้องเขาอีกนิดนึง ขุมพลัง เบนซิน 2.0 ลิตร ให้พละกำลัง และอัตราสิ้นเปลืองในระดับ ยอมรับได้
Mazda CX-30 : นี่คือการนำ CX-3 ที่เราคุ้นเคย มาปรับปรุงใหม่แทบทั้งคัน แก้ไขในจุดด้อยต่างๆ เพิ่มขนาดตัวรถให้ใหญ่ขึ้นอีกนิดหน่อย จนกลายเป็น CX-3 ในแบบที่มันควรจะเป็นตั้งแต่แรก และกลายเป็นหนึ่งใน Crossover SUV ที่สวยสุด น่าใช้สุด น่าอุดหนุนมากสุด หากคุณเป็นคนโสด และไม่มีปัญหาเรื่องงบ อีกทั้งการเซ็ตรถ ยังกระเดียดไปทาง Mazda 3 มากจนเราควรจะเรียกมันว่า Mazda 3 เวอร์ชัน Crossover Coupe SUV มากกว่า แน่นอนว่า CX-30 ใหม่ ถูกจัดให้ขึ้นบรรลังก์อันดับ 1 ในด้านคุณภาพงานประกอบ การเลือกใช้วัสดุ และการตกแต่งภายในห้องโดยสาร ทว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงของ CX-30 ก็คือ…ประเด็นเรื่องศูนย์บริการ เหมือนที่เขียนไว้ในย่อหน้าของ CX-3 ข้างบนนี้นั่นแหละ! ไม่ต้องเขียนซ้ำละ เหนื่อยจะพูด!
กระนั้น สำหรับ Mazda แล้ว จำนวนศูนย์บริการที่เยอะพอ กลับสวนทางกับปริมาณของช่างเก่งๆ ที่จะวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้ลูกค้าจนจบได้ในเคสโหดๆ แถมยังมีปัญหาไม่ยอมเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ในระยะรับประกันคุณภาพ ซึ่งเป็นคำสั่งจากญี่ปุ่นที่แปลกประหลาดมาก โชคดีที่ CX-3 เป็น Mazda ไม่กี่รุ่น ซึ่งไม่ค่อยมีปัญหาน่ากังวลใจมากนัก เลยยังพอมีลูกค้าอุดหนุนกันอยู่เรื่อยๆ แต่เรื่อง บริการหลังการขาย ยังคงน่าเป็นห่วงมาก สำหรับ Mazda ถ้าไม่แก้ไข ความดีและยอดขายที่สร้างสมกันมา เริ่มส่งผลกระทบกับพวกเขากันแล้ว
Subaru XV : อันที่จริง XV จัดอยู่ในกลุ่ม “Compact Hatchback ยกสูง (C-Segment Hatchback Crossover)” เพราะตัวรถใหญ่กว่า Kicks แต่ด้วยการตั้งราคาในเมืองไทย เพียง 970,000 – 1,015,000 บาท ทำให้ต้องถูกจับมาเป็นคู่แข่งกับ Kicks อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตอนนี้ ความสดใหม่ค่อนข้างหายไปเยอะ แม้จะมีคุณภาพการขับขี่ ทั้งพวงมาลัย และช่วงล่าง รวมทั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ดีอยู่ในอันดับต้นๆ ของกลุ่ม แต่เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบนอน Boxer 2.0 ลิตร ถูกเซ็ตมาให้เน้นประหยัดน้ำมันเป็นหลัก จนทำให้อัตราเร่งหดหายไปพอสมควร การมี ระบบ Eyesight เข้ามาให้ จึงกลายเป็นจุดขายสำคัญที่ยังพอให้ XV มีที่ว่างในใจลูกค้าได้อยู่จนถึงทุกวันนี้
Toyota C-HR : ด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวเฟี้ยวฟ้าว หวือหวาจนสร้างกระแสก่อนการมาถึงเมืองไทยได้พักใหญ่ แต่พอ Crossover Coupe SUV รุ่นนี้ เปิดตัวแล้ว เราพบว่า เส้นสายอันสวยงามของมัน ก็เป็นดาบสองคม ที่ทำให้รถคันนี้ เหมาะสำหรับคนโสด ที่มักขับรถคนเดียว อาจมีแฟน หรือเพื่อน ติดสอยห้อยท้ายตามมาโดยสารด้วยเป็นบางครั้ง เนื่องจาก เส้นสายครึ่งคันหลัง ส่งผลต่อทัศนวิสัย และความอึดอัดทางสายตาสำหรับผู้โดยสารบนเบาะหลังอย่างมาก ทั้งที่ขนาดห้องโดยสาร ก็ใหญ่โต และนั่งสบายไม่แพ้ Kicks และเหนือกว่า HR-V ด้วยซ้ำ จุดเด่นสำคัญคือ การนำ Platform TNGA มาใช้ และการเซ็ตรถให้ติดสปอร์ตนิดๆ ทำให้ C-HR ถูกอกถูกใจลูกค้าที่ชื่นชอบการขับรถ อยู่ไม่น้อย แต่แน่นอนว่า งานออกแบบที่ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่รู้สึกถึงความอเนกประสงค์ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Toyota ต้องเปิดตัวรถคันข้างล่างนี้ ตามออกมาประกบ…
Toyota Corolla Cross : ตามหลักแล้ว Corolla Cross เป็นรถยนต์อีกรุ่นที่ไม่ควรถูกจัดมาเป็นคู่แข่ง เนื่องจากพิกัดที่แท้จริงของน้องใหม่ล่าสุดคันนี้ คือ C-SUV ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า Kicks ชัดเจนในทุกด้าน แถมวัตถุประสงค์ในการออกแบบ ก็ยังเน้นเอาใจลูกค้ากลุ่มครอบครัวทีต้องการ C-HR ในเวอร์ชันที่นุ่มขึ้น สบายขึ้น โปร่งขึ้น ซึ่งแตกต่างจาก Kicks คนละเรื่องไปเลย ทว่า ในเมื่อราคาค่าตัว ของ Kicks รุ่น V กับ VL ดันไปคาบเกี่ยวกับ Corolla Cross 1.8 เบนซิน Sport และ 1.8 Hybrid รุ่นเริ่มต้น จึงถูกลูกค้าและสื่อมวลชนจำนวนมาก จับไปเปรียบเทียบกับ Kicks อย่างช่วยไม่ได้ ซ้ำร้ายคือ หลายคน ยอมทิ้งใบจอง Kicks เพื่อหนีไปหา Corolla Cross ซะงั้น!
แน่นอนว่า ทุกสรรพสิ่งที่คุณคาดหวังจาก C-SUV 1 คัน ในราคา 1 ล้านบาทต้นๆ รวมอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ ใน Corolla Cross แต่การขับขี่ ถูกเซ็ตไปในโทน นุ่มกว่า C-HR จนลูกค้าสายซิ่งอาจไม่ชอบ ตรงกันข้ามกับลูกค้าครอบครัวทั่วไป ซึ่งต่างพากันปลาบปลื้มกับพื้นที่ใช้สอยของรถทั้งคัน ที่ออกแบบมาได้ดี ในขนาดและราคาที่เหมาะสม เสียดายว่า Option บางอย่าง ควรกระจายลงมาอยู่ในตัวล่าง ให้มากกว่านี้ ด้านศูนย์บริการ ไม่ต้องห่วง แพร่หลายพอๆกับ แม่ค้าขายข้าวแกง ที่ผัดข้าวกระเพราไก่ไข่ดาว ได้ นั่นแหละ
***** ถ้าตัดสินใจจะเลือก Kicks e-Power ควรเลือกรุ่นย่อยไหนดี? / Choice to choose *****
Nissan Kicks e-Power รุ่นปี 2022 มีทางเลือกทั้งหมด ลดลงเหลือ 4 รุ่นย่อย ได้แก่
- Kicks 1.2 e-Power E : 759,900 บาท (ถูกลง 190,000 บาท)
- Kicks 1.2 e-Power V : 829,900 บาท (ถูกลง 170,000 บาท)
- Kicks 1.2 e-Power VL : 899,900 บาท (ถูกลง 150,000 บาท)
- Kicks 1.2 e-Power AUTECH : 949,900 บาท (รุ่นย่อยใหม่)
พอเป็นรุ่นปี 2023 มีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ภายใน เล็กน้อย ดังนี้
- เพิ่มเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ แบบมี Heater
- เปลี่ยนหนังหุ้มวงพวงมาลัยใหม่ เนียนและนุ่มขึ้น
- เพิ่มแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย Wireless Charger (เฉพาะรุ่น VL และ Autech)
- ปรับราคาเพิ่มขึ้น 20,900 – 30,900 บาท
ส่งผลให้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2023 ดังนี้
- Kicks 1.2 e-Power E : 779,900 บาท
- Kicks 1.2 e-Power V : 849,900 บาท
- Kicks 1.2 e-Power VL : 919,900 บาท*
- Kicks 1.2 e-Power AUTECH : 979,900 บาท*
อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สายเป็นอุปกรณ์ตกแต่งแท้ Nissan เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับการใช้งาน เลือกติดตั้งเพิ่มได้ในรุ่น VL และ AUTECH เพิ่ม 100 บาท
มาพร้อมกับการรับประกันดังนี้
- รับประกันคุณภาพรถใหม่ Warranty 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
- รับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า e-POWER 5 ปี
- รับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี
หากมองจากภายนอกแล้ว รุ่น E จะแตกต่างจาก V และ VL เพียงแค่ แผงกันกระแทกประตูด้านข้างเป็นสีดำ ไม่มีแถบสีเงิน ไม่มีระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ไม่มีไฟตัดหมอกคู่หน้า LED และวัสดุตกแต่งรอบๆไฟตัดหมอกเท่านั้น ขณะที่รุ่น V จะเพิ่มแค่ไฟตัดหมอกคู่หน้า LED มาให้ เพียงอย่างเดียว ส่วนรุ่น VL เพิ่มแผงทับทิมแนวยาวที่ฝาท้าย และรุ่น AUTECH จะเพิ่มชุดแต่งรวมทั้งล้ออัลลอยลายใหม่ (รายละเอียดอยู่ด้านบน)
ทว่า สำหรับภายในห้องโดยสาร แล้ว ความแตกต่าง ในแต่ละรุ่นย่อย มีอยู่ประมาณหนึ่ง ถ้าคุณไม่ได้แคร์เรื่อง Option มากนัก รุ่น E ถือว่ามีราคาถูกสุด คุ้มค่า และเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว เพราะ บรรดา อุปกรณ์ความปลอดภัย มีมาให้ในระดับเต็มพิกัด ทั้ง ABS EBD BA VDC HSA ITC เซ็นเซอร์ถอยหลัง แม้แต่ถุงลมนิรภัย ก็ให้มาครบ 6 ใบ แม้ว่า เครื่องเสียง จะได้แค่วิทยุ AM/FM 2 DIN เชื่อมต่อ Bluetooth ได้ และมีช่อง USB กับ AUX พร้อมลำโพง 4 ตำแหน่ง ก็ตาม
แต่ถ้าคิดจะเพิ่มเงินขึ้นมาเล่นรุ่น V ด้วยค่าตัว 829,000 บาท นั้น เพิ่มเงิน 70.000 บาท จากรุ่น E คุณได้ อุปกรณ์ เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย เพิ่ม แผงกันกระแทกสีดำพร้อมแถบสีเงิน ช่องแอร์ Piano Black ชุดเครื่องเสียง Touch Screen 8 นิ้ว พร้อมระบบ NISSAN CONNECT รองรับ Apple Car Play และ Andriod Auto ลำโพง 6 ชิ้น ระบบกล้องตรวจจับวัตถุรอบคัน MOD กล้องมองภาพรอบทิศทาง IAVM
รุ่น VL เพิ่มเงินอีก 70,000 บาท ได้ Option เพิ่มอีกจนถือว่าคุ้มค่ามาก ทั้ง ระบบ Intelligent Cruise Control ระบบ Blind Spot Warning , ระบบเตือนรถแล่นผ่านขณะถอยหลัง พร้อมเบรกให้ทันที RCTA ,ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนถนน LDW, ระบบ เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ HBA กระจกมองหลัง IRVW
ส่วนรุ่น AUTECH ซึ่งต้องเพิ่มเงินอีก 50,000 บาท จากรุ่น VL นั้น เพิ่มชุดแต่งรอบคัน ทั้งภายนอกและภายใน เหมาะสำหรับใครก็ตามที่อยากได้ความพิเศษกว่าคนอื่น และเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ถือเป็นรุ่น Top of the line-up ที่ให้ความคุ้มค่ามากพอสมควร ด้วยค่าตัวที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ลงมานิดหน่อย
การตัดสินใจ นำ Kicks E-Power กลับไปปรับปรุงแก้ไข แล้วเปิดตัวออกสู่ตลาดใหม่อีกรอบ ใน 2 ปีถัดมา ถือเป็นความพยายามที่ควรค่าแก่การชื่นชมของทีมงาน Nissan ในยุคของประธาน Isao Sekiguchi รองประธาน Masao Tsusumi Vice President ฝ่ายการตลาด อย่าง พี่น้ำ ทีมฝ่ายขาย อย่างพี่หนุ่ย รวมทั้งทีมหลังบ้านทุกๆคน ที่ช่วยกันแก้ปัญหาออกมา แล้วทำให้ Kicks E-Power กลับมามีที่ยืนได้อีกครั้ง ในตลาดรถยนต์เมืองไทย และสร้างยอดขาย ทำรายได้ให้กับ Nissan ได้ดีพอสมควร และช่วยให้บริษัทรถยนต์ ที่ผมรักมาก แต่มีเรื่องให้ต้อง “ด่า” แทบทุกวัน ยังคงมีรายได้ และผลกำไร ในระดับประคับประคองตัวบริษัทกับพนักงาน มาได้อีกพักใหญ่ๆ
เพราะสำหรับ Nissan แล้ว Kicks E-Power เป็นรถยนต์อีกรุ่นหนึ่ง ที่จะชี้ชะตาว่า อนาคตของ Nissan ในเมืองไทยนั้น จะเชิดหัวขึ้น หรือลดระดับเพดานบินลงมา แม้ว่า หลังจากนั้น ยอดขาย อาจจะค่อยๆลดลง จากการเข้ามากระหน่ำตลาด ของ ผูัผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชาวจีน ซึ่งได้รับการเปิดประตูต้อนรับอย่างดีเหลือเกิน จากรัฐบาลไทย ด้วยอัตราภาษีนำเข้า 0% ที่ใครสักคน ไปเซ็นลงนามข้อตกลง FTA ASEAN – จีน เอาไว้ นั่นแหละ แต่ Kicks E-Power ก็ยังพอจะรักษาความน่าสนใจเอาไว้ได้
ความยากต่อจากนี้คือ รุ่นเปลี่ยนโฉมในอนาคต จะเป็นอย่างไร Nissan จะยอมนำ Kicks International Version มาทำตลาดต่อเนื่อง หรือยังคง จะใช้วิธีปรับโฉม Minorchange ลากขายกันอีกต่อไป
สำนักงานใหญ่ ที่ Yokohama เท่านั้น ที่รู้….
—————-///—————
ขอขอบคุณ / Special Thanks to:
– ฝ่ายประชาสัมพันธ์ (Public Relation Department)
Nissan Motor (Thailand) Co.ltd.
เอื้อเฟื้อรถยนต์ทดลองขับ
———————————————–
J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียน
ยกเว้นลิขสิทธิ์ภาพถ่าย หรือ Computer graphic จากต่างประเทศ
เป็นของ Nissan Motor (Thailand) Co.,ltd
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
2 มิถุนายน 2026
Copyright (c) 2026 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole
without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
June 2nd, 2026
————————————————–
