(Video Clip version of this Full Review is now available at the end of this article)
(วีดีโอคลิปทดลองขับของรถคันนี้ อยู่ด้านล่างสุดของบทความนี้)

———————————————–

28 พฤศจิกายน 2025
Motor Expo 2025
Challenger Hall เมืองทองธานี
กรุงเทพฯ ประเทศไทย

“399,000 บาท!!”

พลันสิ้นเสียงประกาศราคาของพี่ ณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท THONBURI NEUSTERN (ธนบุรีนอยสเติร์น) จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ Geely จากจีน ในประเทศไทย สิ้นสุดลง เสียงปรบมือ พร้อมกับเสียงโห่ร้องดีใจ จากผู้คนที่รายล้อมรอบเวทีในบูธของ Geely (ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นพนักงานขาย ของ บรรดาตัวแทนจำหน่าย Dealer และคนในบริษัท) ดังข้ามฟาก อาคาร Impact Challenger Hall เมืองทองธานี มาไกล

ผม ซึ่งกำลังคุยอยู่กับแหล่งข่าว ในอีกฟากของ Hall ได้ยินเสียงประกาศดังลอยข้ามฝั่งมา ถึงกับประหลาดใจ ว่า ราคาขายมันถูกได้ขนาดนี้เลยเหรอ?

ต่อให้ได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ราคาของ น้องเล็กคันใหม่คันนี้ จะอยู่แถวๆประมาณนี้ แต่พอได้ยินกับหู ก็ยังประหลาดใจ ว่านี่คือเรื่องจริงใช่ไหม?

ครั้งสุดท้าย ที่เราได้เห็นรถใหม่ป้ายแดง ติดป้ายราคาในวันเปิดตัว ถูกขนาดนี้ มันเมื่อไหร่กันนะ?

ถ้าย้อนกลับไปนับกันตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา แทบจะนับได้ด้วยนิ้วมือเพียงข้างเดียว

– Daihatsu Mira ในปี 1991 นำมาประกอบในประเทศไทย โดยกลุ่มพระนครยนตรการ จับมือกับ Daihatsu ญี่ปุ่น  เปิดตัวด้วยราคาที่ถูกจนทั้งวงการอ้าปากค้าง ที่ 185,000 บาท (ก่อนจะโดนภาษีสรรพสามิต ย้อนหลัง หลักพันล้านบาท จนต้องปิดบริษัทกันไป)

– Honda Civic 3 Door ประกอบในไทย ณ โรงงานบางชันเยอเนอรัลแอสเซมบลี เหมือนกับ Mira คันข้างบนนั่นแหละ เปิดตัวเมื่อ 1 สิงหาคม 1993 ช็อกกันทั้งประเทศ ด้วยค่าตัวเพียง 361,000 บาท ในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ 381,000 บาท ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ HondaMatic 3 จังหวะ กวาดยอดสั่งจอง 3 วัน 9,000 คัน จนกระแสการซื้อขายใบจอง กลับมาอยู่หลายเดือนหลังจากนั้นเลยทีเดียว

– ต่อให้เป็น Suzuki Celerio ซึ่งหมดสต็อกไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2025 ราคาขายหน้าโชว์รูม ต่ำสุดที่เคยมีมาก็คือ 318,000 – 427,000 บาท

ดังนั้น ณ วันนี้ เราน่าจะพูดได้เต็มปากว่า Geely EX2 กลายเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ที่ตั้ง “ราคาในวันเปิดตัว” ถูกที่สุดในตลาด ณ ปี 2025 – 2026 (ต้นปี) แม้ว่า ตอนนี้ โควต้า ราคาเปิดตัวดังกล่าว ดูเหมือนว่าจะถูกจับจองไปจนหมดแล้ว ดังนั้น ค่าตัวก็จะต้องกลับมาอยู่ในระดับเดิม ที่ควรเป็นเสียทีก็ตาม

ย้อนกลับไปราวๆ 30 กว่าปีก่อน สำหรับผู้บริโภคชาวไทย ที่กำเงิน 400,000 บาท ไว้ในมือ และต้องการจะซื้อรถยนต์สักคัน เรามีทางเลือกไม่มากนัก ในยุคนั้น ด้วยเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาไปไม่มาก และข้อจำกัดของภาครัฐบาลไทย และคุณภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในตอนนั้น ส่งผลให้มีการจำกัดจำนวนรุ่นรถยนต์เพื่อประกอบในประเทศ คนไทยเลยได้ใช้รถยนต์ที่เราพอจะประกอบเองได้ อย่าง Mazda Familia กระบะ ,Nissan Sunny FF หรือ Mitsubishi Lancer CHAMP

คนทั่วไป ที่ไม่รู้ความเป็นมาของอุตสาหกรรมยานยนต์ เลยพากันเข้าใจไปว่า “ญี่ปุ่นแม่งกั๊กสเป็กรถ” ทั้งที่จริงๆแล้ว มันมาจากต้นเหตุของเรื่องที่ว่า รัฐบาลต้องการส่งเสริมและปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ ซึ่งกำลังตั้งไข่ เลยตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสูงพรวด 617% ตั้งแต่ปี 1978 (ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์นั่งสำเร็จรูปเป็น 150% จากเดิม 80% แต่เมื่อรวมภาษีทั้งองคาพยพ มันปาเข้าไป 617%) แถมยังมีการกำหนดให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ Local Content ด้วย ผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยตอนนั้นมีไม่มาก และยังทำผลงานไม่ได้คุณภาพดีพอตามมาตรฐานชาวต่างชาติ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ในบ้านเราตอนนั้น เลยต้อง Set Spec รถ ออกมา จนดู Look cheap กว่า เวอร์ชันต้นตำรับที่ขายในญี่ปุ่น (ส่วนการกั๊กสเป็ก ก็มีส่วนจริง แต่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด)

พอเข้าสู่ยุคปัจจุบัน เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ เติบโตขึ้น คุณภาพผู้ผลิตชิ้นส่วนเริ่มดีทัดเทียมสากล บวกกับการยกระดับข้อกฎหมายด้านความปลอดภัย และการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ในอัตราใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงมาตามยุคสมัย ตลอด 30 กวาปีที่ผ่านมา คนไทยเริ่มได้ใช้รถยนต์ที่มี Spec ดีขึ้น

ทว่า การมาถึงของผู้ผลิตชาวจีนนั้น Shock ความรู้สึกของตลาดมาก ว่า ทำไมพวกเขาทำรถยนต์ราคาถูกได้ แต่ให้ข้าวของมากกว่า ผิดกับฝั่งญี่ปุ่นเลย คำตอบก็เพราะ “ต้นทุน ฝั่งจีน กับ ญี่ปุ่น ไม่เท่ากัน” ฝั่งญี่ปุ่น แพงกว่า ทั้งค่าวิจัยและพัฒนา (ซึ่งก็ใช้เวลานานกว่าที่รถรุ่นหนึ่งจะคลอดออกมา) กับจำนวนผลิต ที่ไม่เยอะเท่าจีน ทำให้ต้นทุนต่อคันสูงกว่า

ส่วนจีน ในเมื่อพวกเขาผลิตได้เยอะ เพื่อป้อนตลาดในประเทศ รวมทั้งการอัดฉีดจากภาครัฐบาลของเขา ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการอุดหนุนและช่วยเหลือ ทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ในการยกระดับตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ (New Energy Vehicle) โดยเฉพาะรถยนค์ไฟฟ้า หรือ Hybrid เพื่อพาให้จีนพุ่งขึ้นเป็น ผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของโลก ดังนั้น เขาจึงระดมสรรพกำลังทุ่มตลาดได้มากกว่าที่ ญี่ปุ่น ยุโรป เกาหลีใต้ หรือสหรัฐอเมริกาเคยทำมา

ดังนั้น ในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจ ถ้าคุณจะพบว่า Geely EX2 ซึ่งมีค่าตัว 4 แสนกว่าบาท ถึงมีอุปกรณ์มาให้ ล้ำยุคสมัย ไปกว่ารถยนต์ที่คนไทยเคยซื้อหามาขับขี่กันเมื่อหลายสิบปีก่อน

Geely เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของประเทศจีน ก่อตั้งโดย หลี่ ซูฝู (Li Shufu) หรือที่รู้จักในชื่อ Eric Li ในปี 1986 โดยเริ่มต้นจากการผลิตชิ้นส่วนตู้เย็น ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ ในฐานะ ผู้ผลิตรถยนต์เอกชนรายแรกของจีนในปี 1996

ปี 1996 Geely ได้พัฒนารถยนต์รุ่นแรก “Geely Number 01” ซึ่งเป็นรถที่มีรูปร่างหน้าตายกมาจาก Mercedes – benz E-Class W210 แต่สร้างขึ้นบนพื้นฐานจาก Audi 100 และ Hongqi CA7200 ออกมาเป็นผลสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม Geely Number 01 ไม่ได้ถูกวางจำหน่ายจริงแต่อย่างใด

ต่อมาในปี 1997 Geely ได้เริ่มต้นการผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ด้วยการเข้าควบรวมรัฐวิสาหกิจผลิตรถจักยานยนต์ และนั่นก็ทำให้ Geely กลายเป็นผู้ผลิตยานยนต์ยนต์จากภาคเอกชนรายแรกของจีน

อีก 1 ปีถัดมา ในวันที่ 8 สิงหาคม 1998 Geely ก็ได้ผลิตรถยนต์คันแรก “Geely HQ” ในโรงงานที่เมืองหลินห่าย (临海) มลฑลเจ้อเจียง (浙江) แต่กว่าจะวางจำหน่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายก็ล่วงเลยไปจนถึงปี 2001 ซึ่งเป็นช่วงที่ Geely ได้รับใบอนุญาตในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์

ในช่วงแรก Geely มีภารกิจคือการทำรถยนต์ที่ดี ให้ประชาชนคนธรรมดา สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย เหตุผล เนื่องจากบริบทสังคมจีน ณ ตอนนั้น ประชาชนชาวจีน เพิ่งจะเริ่มจะเข้าถึง และเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ หลังจากต้องฝากชีวิตไว้กับจักรยาน และจักรยานยนต์มาเป็นเวลานาน

ด้วยพันธกิจนี้ ทำให้ Geely ในช่วงเริ่มต้น ก็จะประพฤติตัว เหมือน ๆ กับผู้ผลิตรถยนต์จากจีนรายอื่น กล่าวคือจะเริ่มต้นด้วยการผลิตรถยนต์ที่อาศัยชิ้นส่วนมาจาก ชิ้นส่วนของรถยนต์ยี่ห้ออื่นและมีรูปลักษณ์คล้ายกับรถยนต์จากค่ายอื่น เช่น Geely CK ที่มีกลิ่นอายของ Mercedes C-Class W203 อย่างเห็นได้ชัด หรือไม่ก็ Geely Leopard ที่มีท้ายรถยกมาจาก Toyota Supra

ก่อนที่จะเริ่มต้นมีพัฒนาการทำรถยนต์ที่เริ่มมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และมีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดขึ้นอีกขั้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 2000 – 2010 ทำให้สามารถ ถีบตัวเองขึ้นมาเป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าใหญ่ได้ในท้ายที่สุด และได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งแบรนด์ที่เป็นของตัวเองและแบรนด์ที่เข้าซื้อกิจการ เช่น Volvo Polestar Lotus Lynk & Co และ Zeekr ล่าสุดในปี 2024 ที่ผ่านมา Geely ได้ผลิตรถยนต์ไปว่า 2,176,567 คัน

พัฒนาการที่สำคัญของ Geely Auto (โดยสังเขป) สามารถสรุปได้คร่าว ๆ ดังนี้

  • 1997 : เริ่มต้นการผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์
  • 1998 : Geely HQ รถยนต์รุ่นแรกออกจากสายพานการผลิต
  • 2001 : ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีนให้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ภายใต้ชื่อ Geely
  • 2002 : กลายเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ระดับ Top Ten ในประเทศจีน
  • 2005 : เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
  • 2010 : สร้างตำนานด้วยการ ซื้อกิจการ 100% Volvo Cars จาก Ford มูลค่ากว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • 2017 : เข้าซื้อกิจการ 49.9% ของ Proton และเข้าถือหุ้นใน Lotus Cars (มีอำนาจควบคุมใน Lotus 51%)
  • 2018 : เข้าถือหุ้น 9.69% ใน Daimler AG (บริษัทแม่ของ Mercedes-Benz)
  • 2019 : เปิดตัวแบรนด์ Geely Geometry อันเป็นต้นกำเนิดของรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดจาก Geely ในปัจจุบัน และเป็นแบรนด์ต้นกำเนิดของ Geely EX2 ในจีน

Geely Geometry คือแบรนด์อะไร ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร?

ในอดีต Geely Geometry เคยเป็นแบรนด์ย่อยหนึ่งภายใต้ Geely Holding Group ที่มุ่งเน้นการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับ Entry level ราคาย่อมเยาว์เข้าถึงง่าย Geely Geometry เปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรก พร้อมนำรถยนต์รุ่นแรกคือ Geometry A ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า BEV ตัวถัง Sedan 4 ประตู ขึ้นอวดโฉมสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก ในงาน Beijing Auto Show เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2019

จากนั้นในเดือน กรกฎาคม 2020 Geometry C รถยนต์ Compact Hatchback พลังไฟฟ้าล้วน BEV รุ่นที่ 2 ของแบรนด์ ถูกเปิดตัวตามออกมา ก่อนที่ เวอร์ชัน Update ของ Geometry A Pro ที่ปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้า 203 แรงม้า (PS) จะถูกส่งขึ้นโชว์รูมในจีน เป็นลำดับที่ 3 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2021

เดือนพฤศจิกายน 2022 Geely Holding Group ประกาศว่า จะส่ง รถยนต์ไฟฟ้าล้วน แบรนด์ Geometry ไปเปิดตลาดใน Hungary สาธารณรัญเชค (Czech Republic) และ Slovakia

ทว่า ในเดือน มีนาคม 2023 แบรนด์ Geometry ก็ถูกควบรวมเข้ากับแบรนด์หลัก Geely Auto ในฐาน ตระกูลรถยนต์ไฟฟ้าล้วน ระดับ Entry Level และในที่สุด แบรนด์ Geely Geometry ก็ได้ถูกรวมเข้ากับ Geely Galaxy ในปี 2024 เพื่อลดการลงทุนที่ซ้ำซอน และ ลดการขัดแย้งกันเองในด้านผลประโยชน์ของแบรนด์ย่อยในเครือ Geely Holdings ดังนั้น ปัจจุบัน Geometry ก็กลายมาเป็นไลน์อัพรถยนต์ “smart boutique small car series” ภายใต้แบรนด์ Geely Galaxy ทั้งนี้ ในปัจจุบันที่ Dealer ที่ขาย Geely Galaxy กับ Dealer ที่ขาย Geely Auto ถูกแยกออกจากกัน รวมถึงหน้า Website ก็แยกต่างหากออกจากกัน

Geely EX2 หรือที่เรียกว่า Geely Xingyuan (Starwish แปลตรงตัวว่า “ขอพรจากดาว”) ในตลาดประเทศจีนเป็นรถยนต์ขนาด A0 Class ตามการจำแนกประเภทรถยนต์ของประเทศจีน แต่สำหรับตลาดโลก รถคันนี้ ควรจัดอยู่ในกลุ่ม B-Segment Sub-Compact hatchback ขุมพลังไฟฟ้าล้วน BEV และเป็นรถยนต์รุ่นหนึ่งที่ Geely Auto บริษัทในเครือของ Geely Holding Group ตั้งใจ ส่งไปบุกตลาดทั่วโลก

Geely EX2 ถูกเปิดตัวออกสู่สายตาสาธารณชน ชาวจีน เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2024 พร้อมเปิดรับจอง Pre – sale ในวันที่ 14 กันยายน 2024 ก่อนที่จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 ตุลาคม 2024 ด้วยราคา 69,800 – 98,000 หยวน เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Wuling Binguo, BYD Dolphin, AION UT เป็นรถยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นบน Geely GEA architecture เหมือนกับ GeelyEX5

Geely EX2 หรือที่เรียกว่า Geely Starwish ในตลาดประเทศจีนถูกจำหน่ายภายใต้เครือข่ายดีเลอร์ของ Geely Galaxy ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเครือ Geely Holdings เหมือนกันกับ GEELY EX5 อีกด้วย แต่ทว่า Geely EX2 จะเป็นรถกลุ่ม Geome หรือ Geely Geometry

ในปี 2025 Geely EX2 ได้ทำยอดขายในประเทศจีนไปกว่า 465,775 คัน กลายเป็นรถที่ขายดีที่สุดในประเทศจีน ตามมาด้วย Honnguang Mini EV ที่ 435,599 คัน และ Tesla Model Y ที่ 425,337 คัน

นอกจากนั้นแล้ว Geely Galaxy EX2 ยังถูกขายภายใต้แบรนด์ Proton ภายใต้ชื่อ Proton eMas 5 เปิดตัวและวางจำหน่ายวันที่ 28 ตุลาคม 2025 ในงาน 47th ASEAN Summit โดยภายนอกและภายในแทบจะไม่มีความแตกต่างจาก Geely Galaxy EX2 เลยแม้แต่น้อย ยกเว้นโลโก้หน้ารถที่จะเปลี่ยนมาใช้โลโก้ Proton แทน

สำหรับประเทศไทย Geely EX2 ถือเป็น รถยนต์รุ่นที่ 2 ที่ Geely Auto นำมาบุกตลาดในเมืองไทย ผ่าน บริษัท THONBURI NEUSTERN จำกัด ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ และถูกเปิดตัวสู่สายตาสาธารณชนครั้งแรก ในงาน Motor Expo รอบสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2025

ด้วยเหตุผลจากราคาค่าตัวที่ถูกที่สุดในตลาดตอนนั้น ทำให้ก็ได้รับยอดสั่งจองจากลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามา เยอะมาก ทำให้มียอดสั่งจองใน 3 วันแรก ทะลุ 1,000 คัน และเมื่อสิ้นสุดงาน Motor Expo มีรายงานว่า ยอดจองรวม มีถึุง 4,015 คัน ก่อนจะมียอดสั่งจองสะสม เมื่อสิ้นสุดปี 2025 ที่ระดับ 6,000 คัน ล่าสุด ทาง Thonburi Neustern กำลังเร่งทะยอยส่งมอบ EX2 ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน อย่างต่อเนื่อง การส่งมอบล็อตแรก 2,000 คัน เกิดขึ้น เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา

***** ขนาดและมิติตัวถัง / Dimension *****

Geely Ex2 มีมิติตัวถังภายนอก ยาวทั้งคัน 4,135 มิลลิเมตร กว้าง 1,805 มิลลิเมตร สูง 1,580 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า (Front Track) 1,630 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหลัง (Rear Track) 1,555 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว (Wheelbase) 2,650 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) ตัวรถเปล่า 160.8 – 162 มิลลิเมตร ตามแตต่ละรุ่นย่อย และ 130 มิลลิเมตร เมื่อบรรทุกเต็มพิกัด น้ำหนักตัวรถเปล่าอยู่ที่ 1,300 กิโลกรัม

เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง BYD Dolphin ที่มีมิติตัวถังภายนอก ยาว 4,290 มิลลิเมตร กว้าง 1,770 มิลลิเมตร สูง 1,570 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,700 มิลลิเมตร จะพบว่า EX2 จะสั้นกว่าอยู่ 155 มิลลิเมตร กว้างกว่าอยู่ 80 มิลลิเมตร สูงกว่าอยู่ 10 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อสั้นกว่า อยู่ 50 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ AION UT ที่มีมิติตัวถังภายนอก ยาว 4,270 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร สูง 1,575 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,750 มิลลิเมตร จะพบว่า EX2 จะสั้นกว่าอยู่ 135 มิลลิเมตร กว้างเท่ากัน สูงกว่าอยู่ 5 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อที่สั้นกว่า อยู่ 100 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ MG4 ที่มีมิติตัวถังภายนอก ยาว 4,287 มิลลิเมตร กว้าง 1,836 มิลลิเมตร สูง 1,516 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,705 มิลลิเมตร จะพบว่า EX2 จะสั้นกว่าอยู่ 152 มิลลิเมตร กว้างกว่าอยู่ 14 มิลลิเมตร สูงกว่าอยู่ 64 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อที่สั้นกว่า อยู่ 55 มิลลิเมตร

เมื่อเปรียบเทียบกับ Wuling Binguo ที่มีมิติตัวถังภายนอก ยาว 4,620 มิลลิเมตร กว้าง 1,900 มิลลิเมตร สูง 1,600 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,880 มิลลิเมตร จะพบว่า EX2 ยาวกว่าอยู่ 185 มิลลิเมตร กว้างกว่าอยู่ 70 มิลลิเมตร สูงเท่ากัน และมีระยะฐานล้อที่ยาวกว่า อยู่ 110 มิลลิเมตร

***** รูปลักษณ์ภายนอก / Exterior *****

งานออกภายแบบภายนอกของ EX2 มาภายใต้แนวคิด “good life, full of intelligence” (“美好生活 智感满配”) เพื่อ ด้านหน้าและด้านท้ายได้รับแรงบันดาลใจมาจากหน้ายิ้ม Smiling Face และพื้นผิวตัวถังแบบ “dynamic curved surface” ทีโค้งมน

ไฟหน้าของ EX2 เป็นโคมไฟหน้าแบบ Full LED ไฟต่ำและไฟสูงถูกส่องสว่างด้วยโคม Projector ตกแต่งพื้นผิวภายในโคมเป็นสีดำ โดยไฟหน้าเป็นไฟหน้ารูปทรงที่ GEELY เรียกว่า Feather-Flow กล่าวคือเป็นไฟหน้าที่มีรูปทรงโค้งมนแสดงถึงความเคลื่อนไหว มีไฟ DRL แบบ LED มาให้ อีกทั้งไฟหน้ายังมาพร้อมกับระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบไฟหน้า Follow-me-home ปรับระดับสูง – ต่ำ ได้ และระบบเปิด – ปิดไฟสูงอัตโนมัติ Intelligent High Beam Control ในรุ่น MAX

เปลือกกันชนหน้าสีเดียวกับตัวรถ งานออกแบบมีเส้นสายโค้งมน ที่มุมของกันปันชนฝั่งซ้ายและขวามาพร้อมช่องดักลมขนาดเล็ก พร้อมแถบตกแต่งรูปตัว C ถัดลงมาเป็นช่องดักลมด้านล่าง ซึ่งต้องรับหน้าที่เป็นเสมือนกระจังหน้าไปด้วยในตัว เพราะ EX2 ไม่มีกระจังหน้า มาตั้งแต่แรก นอกจากนี้ที่เปลือกกันชนหน้า ยังมาพร้อมกับกล้องสำหรับมองภาพด้านหน้า ทำงานร่วมกับกล้องรอบคัน อีกด้วย

งานออกแบบด้านข้างตัวรถมาพร้อมกับรูปทรงของรถ Hatchback เส้นสายเน้นความโค้งมน ไล่จากบนลงล่าง บนสุดเป็นหลังคาที่จะทำสีเป็นสีดำในรุ่น Max และเป็นสีเดียวกับตัวถังในรุ่น Pro ดีไซน์หลังคาเป็นแบบ Floating Roof ถัดลงมาเป็นกระจกหน้าต่างบานข้างตกแต่งด้วยโครเมียม กระจกมองข้างติดตั้งอยู่ที่กระจกหน้าต่างบานประตูคู่หน้า เป็นกระจกมองข้างสีเดียวกับหลังคารถ ปรับและพับไฟฟ้า พร้อมพับเก็บอัตโนมัติเมื่อล็อครถ และไฟเลี้ยวในตัว มือเปิดประตูรถเป็นไฟฟ้าเรียบไปกับตัวรถ พ่นด้วยสีเดียวกับตัวรถ ด้านใต้ มีกล้อง ทำงานร่วมกับชุดกล้อง 360 องศา รอบคัน

ถัดลงมาเป็นซุ้มล้อหน้าและซุ้มล้อหลังขนาดใหญ่มีความโค้งมน ตกแต่งด้วยแผงตกแต่งสีดำด้าน .ให้ความรู้สึกคล้ายกับรถ SUV

ล้อของ EX2 รุ่นท็อปสุด รุ่น Max เป็นล้ออลูมินั่มอัลลอยปัดเงาขนาด 16 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 205/60/ R16 ส่วนรุ่น PRO จะเป็นล้อเหล็กพร้อมฝาครอบล้อขนาด 15 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 205/65 R15 ทั้งสองรุ่นย่อยจะไม่ได้มีการติดตั้งยางอะไหล่มาให้ แต่จะมีชุดปะซ่อมยางมาให้แทน

ด้านท้ายรถของ EX2 มาพร้อมกับสปอยเลอร์สีเดียวกับตัวหลังคาที่ กระจกหน้าต่างบานหลังมาพร้อมกับไล่ฝ้าและพร้อมไฟเบรกดวงที่สาม ไฟท้ายเป็นไฟท้ายแบบ LED รูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับไฟหน้า ถัดลงมาเป็นเปลือกกันชนหลังสีเดียวกับตัวรถ ตกแต่งชายล่างด้วยแผงตกแต่งสีดำกินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของกันชน พร้อมกับเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง และมีไฟตัดหมอกด้านหลังมาให้

***** ภายใน ห้องโดยสาร / Interior *****

กุญแจรีโมทของ EX2 เป็นแบบ Keyless Entry น้ำหนักเบามาก เมื่อพกกุญแจรีโมทไว้กับตัว แล้วเดินเข้าใกล้ตัวรถ ไฟหน้า ไฟท้าย จะติดสว่างขึ้นมาเป็น Welcome light เพื่อต้อนรับคุณ เตรียมออกเดินทางจากนั้น คุณสามารถสั่งปลดล็อก – ปลดล็อกได้ทันที ด้วยการกดปุ่มสี่เหลี่ยม บนมือจับเปิดประตู ซึ่งมีมาให้เฉพาะฝั่งคนขับเท่านั้น หากต้องการล็อก – ปลดล็อก บานประตูฝั่งคนนั่งด้านหน้า ยังต้องอาศัยการกดปุ่มบนกุญแจรีโมทอยู่ดี หรือไม่ก็ต้องกดสวิตช์ระบบ Central Lock ที่แผงประตูฝั่งขวา นอกจากนี้ ตัวรีโมท ยังมีสวิตช์สำหรับกดค้างเพื่อสั่งเปิดฝากระโปรงหลัง และฝากระโปรงหน้า (Front Trunk) เพิ่มเข้ามาให้

สิ่งที่ผมกังวลก็คือ รีโมทกุญแจ ไม่มีดอกกุญแจสำรองมาให้ นั่นหมายความว่า ถ้าในกรณีแบ็ตเตอรีหมด การเปิดประตูในกรณีฉุกเฉิน อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป

ไม่เพียงเท่านั้น อีกสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย นั่นคือ EX2 ยังคงใช้วิธีติดเครื่อง เหมือนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนทั่วไป นั่นคือ เมื่อเปิดประตูเข้าไปนั่งบนเบาะคนขับ คุณต้องเหยียบเบรก แล้วจึงกดสวิตช์คันเกียร์ ได้ทั้ง D (หรือ Drive ขับไปข้างหน้า) หรือ R (หรือ Reverse เกียร์ถอยหลัง) ไฟ READY จึงจะติดขึ้นมาบนหน้าจอมาตรวัด คุณจึงจะเคลื่อนรถออกไปได้ และเมื่อจอดรถ ต้องกดปุ่ม P เท่านั้น เดินลงจากรถ จากนั้น เลือกได้ว่า จะเข้าไปใน Menu บนหน้าจอ Monitor กลาง เพื่อกดปุ่มดับเครื่องได้ หรือ ลงจากรถแล้ว กดสวิตช์บนมือจับประตูเพื่อล็อกรถได้เลย

ผมยังยืนยันว่า อยากให้ติดตั้งสวิตช์กด Power แบบเดิม ด้วยเหตุผล ที่ว่า เผื่อบ้านใครมีลูกหลาน ที่ซุกซน แต่ยังอยู่ในวัยเด็ก เข้ามานั่งเล่นในรถ แล้วเผลอเหยียบโน่น กดนี่ รถจะได้ไม่พุ่งออกไปก่ออันตรายให้ใครเดือดร้อน

ภายในห้องโดยสารนั้นมีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ถ้าเป็นรุ่น PRO จะมีเพียงสีเดียวคือ เทา Horizon Grey แต่สำหรับรุ่น MAX จะเพิ่มสีภายใน ขาว Skyline Whiteมาให้เลือกอีก 1 โทนสี 

แม้ว่าช่องประตูคู่หน้า อาจดูเหมือนเล็ก แต่เอาเข้าจริงแล้ว การก้าวเข้าไปนั่ง และลุกออกจากช่องประตูคู่หน้า ทำได้สะดวกสบายมาก แม้ว่าคุณจะมีรูปร่างสูงใหญ่ หรืออ้วนท้วน เพียงแค่ก้มศีรษะเพียงเล็กน้อย ก็สามารถหย่อนบั้นท้ายลงไปนั่งบนเบาะได้อย่างง่ายดาย ยิ่งการลุกออกจากรถ ก็ทำได้สะดวกไม่แพ้กัน เพราะระยะห่างจากพื้น จนถึงตำแหน่งเบาะรองนั่งฝั่งคนขับนั้น อยู่ในระดับที่เหมาะสมมาก แค่หมุนตัว หย่อนขาลงวางบนพื้น ก็สามารถลุกขึ้นยืนได้เลย โดยไม่ต้องออกแรงมากมายนัก

แผงประตูด้านข้าง ออกแบบมาให้ดูเหมือนเชื่อมต่อเนื่องจากแผงหน้าปีด Dashboard หลัก ขึ้นรูปด้วยพลาสติก HDPE เกรดเดียวกับรถยนต์ขนาดกลางทั่วไป ที่แน่ๆ ผิวสัมผัสดูดีกว่า รถจีนทั่วไปในระดับราคาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มือจับดึงเปืดประตู สีเงิน Metallic ที่ติดตั้งอยู่บนแผง Trim สีดำ Piano black มีลายตึกรามบ้านช่อง ประดับมาให้เปืดหรือ ปิดการเรืองแสงได้ยามค่ำคืน จากหน้าจอมอนิเตอร์กลาง

พนักวางแขนบนแผงประตูคู่หน้า ออกแบบให้เป็นมือจับเปิดประตู ซ่อนมาให้ในคราวเดียวกัน ใช้วัสดุบุนุ่มหุ้มหนังสังเคราะห์ หนังที่ใช้ เนียนใกล้เคียง Geely EX 5 มาก ตัวพนักวางแขนมีความสูงพอเหมาะ จึงวางท่อนแขนได้พอดีตั้งแต่ข้อศอก แต่นั่นเป็นแค่ฝั่งคนขับ เพราะเมื่อเปลี่ยนมาลองนั่งบนเบาะด้านหน้าฝั่งซ้าย ซึ่งติดตั้งตัวเบาะสูงกว่า กลายเป็นว่า พนักวางแขบนแผงประตูหน้าซ้าย แอบเตี้ยไปเล็กน้อย

ด้านล่างของแผงประตูคู่หน้า มีช่องใส่ขวดน้ำดื่ม ขนาด 7-10 บาท ได้ พร้อมพื้นที่เหลือสำหรับวางของจุกจิก หรือสมุดบันทึกเล่มบางๆ ฝั่งละ 1 ตำแหน่ง

เบาะนั่งคู่หน้า ปรับเอนนอน – ตั้งชัน เลื่อนขึ้นหน้า – ถอยหลังได้เหมือนกัน ทุกรุ่นย่อย แต่ เบาะนั่งผู้โดยสารด้านซ้าย จะปรับได้ด้วย คันโยกรวม 4 ทิศทาง ขณะที่เบาะนั่งคนขับนั้น หากเป็นรุ่น PRO จะปรับด้วยคันโยก ได้ 6 ทิศทาง คือ เพิ่มการปรับความสูง – ต่ำ มาให้ แต่สำหรับรุ่น MAX เบาะคนขับ จะถูก Upgrade เปลี่ยนมาเป็นระบบปรับด้วยสวิตช์ไฟฟ้า ทั้ง 6 ทิศทาง

พนักพิงหลัง ใช้ฟองน้ำแบบ แน่นแอบนุ่ม ออกแบบให้ดูโค้งเว้า ในตำแหน่งคล้ายกับเบาะของ Mercedes-Benz บางรุ่น ให่การโอบรองรองรับสรีระได้ดีตั้งแต่ช่วงสะบักหัวไหล่ ไล่เรื่อยไปจนถึงปีกเบาะช่วงกลาง และลงไปถึงก้นกบเลยทีเดียว

พนักศีรษะ ใช้ฟองน้ำ แน่นแอบนุ่ม (แต่ถ้าเอามือบีบตรงๆ จะเข้าใจว่าเป็นฟองน้ำนิ่มๆ) ปรับความสูงได้ 5 ระดับ ถูกออกแบบให้รองรับช่วงต้นคอได้พอดี แอบดันกบาลเพียงนิดเดียวเท่านั้น แต่พอยอมรับได้ ให้การพักพิงของแผ่นหลัง และศีรษะ อยู่ในระดับสบายดี ใกล้เคียงรถยุโรปราคาแพงกว่ากันเลยละ!

เบาะรองนั่ง มีมุมเงย และมีความยาวเหมาะสม ไม่ยาว ไม่สั้นไปกว่ารถยนต์ปกติ แต่หุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราห์ เสริมด้วยฟองน้ำแบบ นุ่มแอบแน่น นั่งสบายพอสมควร

ภาพรวมแล้ว ถ้าจะบอกว่า นี่คือเบาะนั่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในรถยนต์ใหม่ป้ายแดง ระดับราคา ช่วง 400,000 บาท ก็คงไม่เกินเลยความจริงแน่ๆ!

จุดที่ต้องตำหนิ ก็คือ เข็มขัดนิรภัยแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบดึงกลับ และผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pretension & Load Limiter) สำหรับทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ด้านหน้า ยังคงไม่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ผู้ผลิตรถยนต์ ทั้งญี่ปุ่น และจีน หลายๆค่าย จะงกกันไปนักหนากับเรื่องความปลอดภัยขั้นพื้นฐานแบบนี้

การเข้า – ออก ช่องประตูคู่หลัง ทำได้สะดวกสบาย และไม่ต้องก้มศีรษะเยอะ เรียกว่า ทำได้ดีไม่แพ้ช่องประตูคู่หน้าเลยทีเดียว เพียงแต่ว่า ตอนลุกออกจากรถ คุณอาจต้องก้าวขายื่นออกไปไกลกว่าตอนลุกออกจากเบาะหน้าสักนิด เพราะขากางเกงหรือชายกระโปรงอาจจะติดกับขอบซุ้มล้อคู่หลังด้านในได้

แผงประตูด้านข้าง ออกแบบในแนวทางเดียวกับแผงประตูคู่หน้า มีลายตึกรามบ้านช่องเหมือนกับแผงประตูคู่หน้า แต่เรืองแสงไม่ได้ ส่วนพนักวางแขนแนวยาว ออกแบบและใช้วัสดุบุนุ่มหุ้มหนัง เหมือนกับแผงประตูคู่หน้า ทว่า ด้วยความสูงของเบาะหลังที่เพิ่มขึ้นจากเบาะหน้านิดนึง ทำให้ผู่โดยสาร ยังคงวางท่อนแขนได้สบาย แต่ข้อศอกจะชนกับแผงพลาสติกบุผนังเหนือซุ้มล้อคู่หลัง แบบเดียวกับ Honda Civic ทั้งรุ่นที่แล้ว และรุ่นปัจจุบัน เป๊ะ!

ด้านล่างของแผงประตูคู่หลัง มีช่องวางขวดน้ำดื่มขนาด 7 – 10 บาท มาให้ ซึ่งดูจากพื้นที่แล้ว น่าจะใส่ของจุกจิกได้อีกเล็กน้อย แค่นั้น ส่วนบนเพดานหลังคา มีมือจับ “ศาสดา” ไว้ “ยึดเหนี่ยวจิตใจ” รวม 3 ตำแหน่ง (เหนือช่องประตูคู่หน้า 1 ตำแหน่ง และเหนือช่องประตูคู่หลัง 2 ตำแหน่ง)

พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง ดูใหญ่กว่าที่คาดคิดไว้นิดหน่อย เบาะนั่งด้านหลังนั้น ตัวพนักพิงเบาะ ใช้ฟองน้ำ ตรงกลาง แบบ “นุ่มแอบแน่น” ส่วนด้านข้าง เป็นแบบ “แน่น” มีมุมเอียงในองศาที่เหมาะสม ออกแบบให้พื้นที่รองรับแผ่นหลังตรงกลาง มีส่วนเว้าลึกเข้าไปเพียงนิดเดียว จึงให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับ ม้านั่งที่นุ่ม เกือบจะแบน แต่พิงหลังพอสบายได้อยู่

พนักศีรษะของเบาะหลังทั้ง 2 ตำแหน่ง ติดยึดกับพนักพิงหลังเป็นชิ้นเดียวกัน ใช้ฟองน้ำแบบนุ่มแอบแน่นเหมือนพนักศีระคู่หน้าก็จริง แต่ฟองน้ำแอบนุ่มกว่านิดๆ ทำให้การยุบตัวดีกว่า จึงพิงศีรษะได้สบายกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่มีพนักวางแขนแบบพับเก็บได้มาให้ทั้งสิ้น

เบาะรองนั่ง ใช้ฟองน้ำแบบนุ่มแอบแน่น ให้การรองรับที่ Firm กำลังดี มีความยาวเหมาะสม คือไม่ยาว ไม่สั้น เกินไป แต่มุมเอียงน้อยไปนิดนึง

พื้นที่เหนือศีรษะ Headroom สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เหลือเยอะถึง 4 นิ้วมือในแนวนอน ส่วนพื้นที่วางขา หรือ Legroom ก็มีเหบือพอให้นั่งไขว่ห้างได้สบายๆ 1 ห้าง กระนั้น ด้วยเหตุที่แบ็ตเตอรีระบบขับเคลื่อน ติดตั้งอยู่ใต้พื้นรถ ทำให้ผู้โดยสารด้านหลังอาจต้องนั่งชันขา ขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังพอจะสอดนิ้งเท้าเข้าไปวางใต้เบาะคู่หน้าได้ แต่อาจต้องระวังรางเบาะคู่หน้า ที่ “คมพอสมควร” อาจะเกิดการบาดเจ็บได้ หากคุณใส่แค่รองเท้าแตะฟองน้ำธรรมดา

ใต้เบาะรองนั่ง มีช่องเก็บของแนวยาว ขนาด 28 ลิตร สำหรับวาง ร่ม หรือ ข้าวของทรงกระบอกแนวยาว ได้ ส่วนเข็มขัดนิรภัย สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เป็นแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบดึงกลับ และผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pretension & Load Limiter) ให้มาครบ 3 ตำแหน่ง

เบาะนั่งด้านหลัง สามารถแบ่งพับได้ ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ด้วยวิธี ดึงเชือกที่บริเวณบ่าของพนักพิงหลัง ทั้ง ฝั่งซ้ายและขวา แล้วพับตัวพนักพิงฝั่งที่ต้องการ ลงมา อย่างในรูป

ฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง เปิดยกขึ้นได้ ด้วยสวิตช์กลอนไฟฟ้า “พร้อมระบบปลดล็อกฝ้าท้ายฉุกเฉิน” เชื่อมต่อสัญญาณกับ รีโมทกุญแจ Keyless Entry ฝาประตูค้ำยันด้วยช็อกอัพไฮโดรลิค 2 ต้น มีแผงบังสัมภาระ ทำจากวัสดุ Recycle ที่ยกออกมาเก็บข้างนอกได้ ด้านใน มีมือจับเพื่อดึงประตูลงมาปิด ติดตั้งอยู่ฝั่งขวาของกลอนไฟฟ้า ด้านหลังของบานฝาท้าย บุพลาสติกที่ผนังด้านใน เพื่อความเรียบร้อยสวยงามเป็นหลัก

ช่องทางเข้า-ออกของสัมภาระด้านหลัง มีขนาดไม่หนีไปจากรถยนต์ Hatchback ขนาดเล็กทั่วไป กวางขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม เพิ่มความสะดวกในการขนย้ายข้าวของที่มีความกว้างกว่าปกติ เข้าไปยังด้านหลังของรถ ง่ายดายขึ้น

ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง มีปริมาตรความจุ 375 ลิตร แต่เมื่อพับเบาะหลังลงทั้ง 2 ฝั่ง ความจุจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,320 ลิตร สามารถบรรจุกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง (ย้ำว่าขนาดกลาง) แบบ Hard Case ได้ 3 ใบ พร้อมกระเป๋าเดินทางแบบสะพายไหล่ อีก 1-2 ใบ

ผนังด้านข้าง ฝั่งซ้าย และขวา ขึ้นรูปเพื่อให้เพิ่มพื้นที่วางของ แต่ไม่มีไฟส่องสว่างในห้องเก็บของ ส่วนพื้นล่าง ไม่สามารถยกขึ้นมาได้ เพราะเป็นที่อยู่ของมอเตอร์ระบบขับเคลื่อน ดังนั้น ชุดปะยางฉุกเฉิน พร้อมสเปรย์ฉีด จึงถูกใส่ถุง Zip มาให้ และวางเอาไว้ ดื้อๆอย่างที่เห็น แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่น่าชมเชยคือ มีการแถม สามเหลี่ยมสีแดงสะท้อนแสงมาให้ สำหรับการตั้งเอาไว้ด้านหลังรถ ในกรณีจำเป็นต้องจอดรถฉุกเฉินข้างทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ที่ยานพาหนะอื่นอาจมาพุ่งชนด้านท้าย ในยามวิกาล นี่คืออุปกรณ์ที่อยากเห็นผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งญี่ปุ่น แถมมาให้กับลูกค้าบ้าง เพราะรถยุโรป เขามีมาให้กันหมดแล้ว!

กระนั้น สิ่งที่น่าตำหนิก็คือ เมื่อพับเบาะลงมา จะพบว่า แผงผ้าที่ฐานพนักพิงหลัง มีความยาวไม่พอ ที่จะคลุม ปิดทับ ทำให้เราเห็น แบ็ตเตอรีระบบขับเคลื่อน โผล่ออกมา อย่างไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร จุดนี้ควรปรับปรุงให้ดูสวยงามกว่านี้

อีกประการหนึ่งที่ต้องตำหนิเลยก็คือ ไม่มีใบปัดน้ำฝนและหัวฉีดน้ำล้างกระจกบังลมหลังมาให้ แม้ว่าจะมีระบบไล่ฝ้าจากเครื่องปรับอากาศ มาช่วยแล้วก็ตาม แต่ ในวันฝนตกหนักๆ บอกเลยว่า คราบฝุ่นที่ล้อหลังจะดีดขึ้นมาติดกระจกบังลมหลังนั้น อาจส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยในการขับขี่ได้ ผมยืนยันว่า รถยนต์ Hatchback สำหรับเมืองไทย “ต้องมีใบปัดน้ำฝนหลัง” อย่าทำตัวเป็น Honda Brio อันเป็นบทเรียนเจ็บช้ำของ Honda ในเมืองไทย กันอีกเลย

แผงหน้าปัด (Dashboard) ของ EX2 ทำจาก Plastic HDPE มีงานออกแบบที่โค้งมน เรียบง่าย คล้ายกับรุ่นพี่อย่าง EX5 และดูเหมือนจะรองรับการผลิตทั้งแบบพวงมาลัยซ้าย หรือขวา เพื่อการแชร์ชิ้นส่วนร่วมกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ถัดลงมาเป็นแผงตกแต่งสีดำเงา ล้อมกรอบด้วยโครเมียม อันเป็นจุดติดตั้งช่องแอร์ฝั่งซ้ายและฝั่งขวา โดยที่ในรุ่นย่อย Max ประดับด้วยไฟ Ambient Light ปรับได้ 256 ไว้ด้านใน โดยไฟจะเรืองแสงออกมาเป็นรูปตึกรามบ้านช่องในเมือง บริเวณจุดกึ่งกลางเป็น หน้าจอลอยขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว มาตราวัดเป็นหน้าจอ LCD ขนาด 8.8 นิ้ว ชั้นล่างของแผงหน้าปัด จะยื่นออกมาจากชั้นบนเชื่อมต่อไปยังที่แผงประตูและคอนโซลกลาง

มองขึ้นไปบนเพดาน สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดอีกประการหนึ่งของ EX2 คือ เพดานหลังคาเป็นโทนสีเทาอ่อน ทำให้บรรยากาศภายในรถดูโปร่ง สว่าง และกว้างขวาง โล่งสบายตา ไฟอ่านแผนที่ ส่องสว่าง แยกฝั่งซ้าย – ขวา มีขนาดใหญ่ แบบเดียวกับ Honda City Gen 3 (2008-2014) กดเข้าไปได้ง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้เวลาคลำหา นานนัก แถมหลอดไฟยังเป็น LED สีขาวนวลสบายตาใช้ได้เลย ส่วนไฟส่องสว่างอ่านแผนที่ สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ก็มีมาให้เช่นกัน

แผงบังแดด บุนุ่ม หุ้มผ้าสาก มีกระจกแต่งหน้า พร้อมไฟแต่งหน้า เรืองแสงสีขาวนวล ล้อมรอบบานกระจก คล้ายไฟแต่งหน้า ใน Studio และฝาปิดแบบเลื่อน มาให้ ทั้ง 2 ฝั่ง

จากฝั่งขวา ไปทางซ้าย

แผงประตูฝั่งคนขับ ติดตั้ง ชุดสวิตช์กระจกหน้าต่างไฟฟ้า แบบ Auto One Touch กด หรือยก ครั้งเดียว จังหวะ เดียว หน้าต่างจะเลื่อนลงสุด หรือขึ้นเองจนสุด ได้โดยอัตโนมัติ

ใต้ช่องแอร์ฝั่งคนขับ มีสวิตช์เบรกมือไฟฟ้า เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ที่ติดตั้งบนพื้นที่โล่งๆ อย่างที่เห็น

พวงมาลัย เป็นแบบ 2 ก้าน ปรับระดับได้แค่ สูง – ต่ำ ไม่สามารถปรับระยะใกล้ – ห่าง แบบ Telescopic ได้เลย แถมระยะต่ำสุดของพวงมาลัย ยังแอบจะสูงไปสักหน่อย สำหรับคนที่มีสรีระแถวๆ ไม่เกิน 160 – 165 เซ็นติเมตร ส่วนระยะสูงสุด นี่แทบจะต้องยกเบาะนั่งขึ้นไปขับ เป็นรถตู้ รถบรรทุกเล็กแล้วด้วยซ้ำ

แผงสวิตช์ บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา มีไว้ควบคุมชุดเครื่องเสียง ทั้งการเปลี่ยนเพลง หรือเปลี่ยนคลื่นวิทยุ และการเพิ่ม – ลด ระดับเสียง (Volume) แต่ ถ้ากดสวิตช์ด้านขวาสุดแช่ไว้ 2 วินาที จะเป็นการปรับเปลี่ยนหน้าจอ Monitor ให้แสดงผลตามที่เราต้องการ

ก้านสวิตช์ฝั่งขวา ไว้ควบคุม ใบปัดน้ำฝน แบบปรับระดับความเร็วใบปัด (Intermittent) ได้ พร้อมหัวฉีดน้ำล้างกระจกบังลมหน้า ส่วนก้านสวิตช์ฝั่งซ้าย ไว้ควบคุม ไฟเลี้ยว ไฟหน้า ไฟสูง แม้ว่า วัสดุจะทำจาก พลาสติกดำราคาถูก แต่ก็สะดวกต่อการใช้งานจริง มากกว่า การย้ายทุกระบบไปไว้ในหน้าจอแบบที่รถยนต์แบรนด์จีนค่ายอื่นเขาทำกัน

ชุดมาตรวัด เป็นหน้าจอ Digital Full HD Touchscreen ขนาด 8.8 นิ้วยกมาจาก Geely EX5 แสดงข้อมูล เท่าที่จำเป็น ทั้งมาตรวัดความเร็วแบบ Digital ภาพ Graphic ตัวรถ สัญญาณไฟเลี้ยว ไฟหน้า ไฟสูง ไฟตัดหมอกหลัง ตำแหน่งเกียร์ ระยะทางที่ไฟในแบ็ตเตอรี เหลือพอให้แล่นได้ การใช้ไฟขณะขับขี่แบบ Real Time ไฟเตือนเปิดประตู และคาดเข็มขัดนิรภัย นาฬิกา โหมดการขับขี่ ไปจนถึง แจ้งข้อมูล สถานะการชาร์จไฟแบบ Real Time

ส่วนฝั่งขวาของหน้าจอ แสดงข้อมูล Trip Meter หรือเปลี่ยนเป็นหน้าจอเครื่องเสียง และโทรศัพท์ ตามการใช้งาน เลือกเปลี่ยนได้จากสวิตช์บนพวงมาลัย

สิ่งที่อยากให้ปรับปรุงคือ หน้าจอมีขนาดเล็กไปหน่อย Font ตัวอักษร อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน แต่มีขนาดเล็กไป สำหรับคนมีปัญหาสายตาสั้น หรือยาว บางคน อาจจะอ่านข้อมูลบนหน้าจอได้ไม่ชัดเจนนัก 

จากฝั่งซ้าย มาทางขวา

กล่องเก็บของ Glove Compartment มีตัวเหนี่ยวการเปิดลิ้นชักแบบ Soft Opener มาให้ พื้นที่ด้านใน ค่อนข้างลึกและใหญ่เอาเรื่อง

ถัดไปทางด้านซ้ายเป็นหน้าจอ Monitor ตรงกลาง ติดตั้งแบบลอยตัว ขนาด 14.8 นิ้ว แบบสัมผัส Touchscreen ระบบปฏิบัติการ Flyme Auto operating system ของ Geely เอง ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งแสดงการทำงานและปรับ Equalizer ของชุดเครื่องเสียง รองรับระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ Carbit Link, สามารถเล่นวิทยุ FM เล่นเพลงจาก USB เชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth รองรับการ Update Software แบบ OTA (Over The Air) 

รุ่นย่อย Max ชุดเครื่องเสียงจะเป็นเครื่องเสียงแบบมาตรฐาน 6 ลำโพง ส่วนในรุ่นย่อย Pro จะมาพร้อมกับเครื่องเสียงแบบมาตรฐานจำนวน 4 ลำโพง คุณภาพเสียง ต้องทำใจเลยว่า เหมือนติดตั้งเครื่องเสียงมาให้ังแค่ข่าวภาคเช้าและข่าวภาคค่ำ กรมประชาสัมพันธ์ เท่านั้น เสียงอู้อี้ ไม่สมกับมีลำโพง 6 ชิ้นเลย วิทยุที่แถมมาให้กับรถกระบะในยุค 1990 ยังให้เสียงที่ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ! 

ขณะเดียวกัน หน้าจอ Monitor กลาง ยังใช้สำหรับการปรับตั้งค่าต่าง ๆ ของตัวรถ เช่น ระบบความปลอดภัย ADAS ต่างๆ ตั้งค่าระบบการทำงานต่างๆของตัวรถ ไฟบรรยากาศภายในห้องโดยสาร (Ambient Light) ระบบตัวช่วยการขับขี่ การแสดงผลบนหน้าจอต่างๆ เสียง Effect หรือ Sound Scheme ต่างๆ ฯลฯ ตามภาพข้างบนนี้

นอกจากนี้ ยังสามารถปรับตั้ง Mode การขับขี่ ซึ่งจะมีให้เลือก ทั้ง Mode ประหยัด (Eco) นุ่มสบาย (Comfort) และ Sport (ไม่ต้องแปลไทยกันขนาดนี้ก็ได้มั้ง) รวมทั้ง ปรับตั้ง การตอบสนองของแป้นเบรก ซึ่งมีให้เลือก  2 แบบ คือ นุ่มสบาย (Comfort) กับ Sport 

ไม่เพียงเท่านั้น หน้าจอกลาง ยังแสดงภาพจากกล้องมองภาพรอบคันรถ ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง เอามาประมวลผลเชื่อมภาพเข้าด้วยกัน อย่างที่เห็น การเคลื่อนไหวของหน้าจอ ทำได้ลื่นมือ พอสมควร

ผมยังยืนยันว่า ผมไม่โอเคนัก กับการรวมทุกการควบคุม เอาไว้บนหน้าจอกลาง อย่างน้อยๆ ระบบที่ถูกใช้งานบ่อยๆ เช่น สวิตช์พัดลม กับสวิตช์ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ สวิตช์ เปิด-ปิด รับอากาศจากภายนอกรถ และสวิตช์ปรับระดับเสียง Volume ของชุดเครื่องเสียง สำหรับผู้โดยสาร ควรจะถูกแยกออกมา เป็นสวิตช์ปุ่มแบบ Physical button เพื่อลดการละสายตาออกจากถนนของผู้ขับขี่ และช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้

กล่องคอนโซลกลาง ถูกออกแบบเป็น 2 ชั้น คล้ายกับ Honda HR-V รุ่นแรก โดยด้านล่าง เป็นช่องวางกระเป๋าสตรี ที่ไม่มีแผ่นยางปูรองพื้นกันลื่นใดๆทั้งสิ้น เมื่อคุณขับรถ ข้าวของก็จะเลื่อน กระทบกันไปมา น่ารำคาญยิ่ง บริเวณนั้น มีช่องเสียบ USB Type C มาให้ 2 ตำแหน่ง

มองขึ้นมาด้านบน จะพบ แท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือ 1 ช่อง ถัดลงมาเป็น แผงสวิตช์ปุ่มกด มีให้ใช้งานเท่าที่จำเป็น ทั้งสวิตช์เกียร์ P R N D ที่ดูละม้ายคล้ายจะยกมาจาก Porsche บางรุ่น ไปจนถึง สวิตช์ เปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศ รวมทั้งสวิตช์เปิด-ปิดการทำงานของ Compressor (สวิตช์ A/C) สวิตช์ระบบไล่ฝ้ากระจกหน้า และ สวิตช์ไฟฉุกเฉิน Hazard Light

ฝากล่องเก็บของตรงกลาง หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ บุนุ่มซ่อนไว้ด้านล่าง เพื่อเพิ่มความสบายในการวางท่อนแขน จนถึงข้อศอก เมื่อเปิดฝายกขึ้น คุณจะพบกล่องขนาดใหญ่ และมีความลึกมาก พอจะให้ใส่ข้าวของได้เยอะแยะมากมาย พอจะใส่ ลูกหมา พันธ์ Golden Retriever อายุ 1 เดือน ได้ 1 ตัว แน่ๆ

ด้านหลังกล่องคอนโซลกลาง เป็นช่องแอร์ สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง แยกปรับครีบ ไปทางซ้าย หรือขวา ได้ แต่แยกปรับขึ้น-ลง ไม่ได้ (ซึ่งจะทำแบบนี้มาเพื่อลดต้นทุนใช่ไหม?) รวมทั้งมีปลั๊กเสียบชาร์จ USB Type C มาให้อีก 1 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหลังเอาไว้ชาร์จแบ็ตเตอรี โทรศัพท์มือถือของตน

ทัศนวิสัย ในภาพรวม รอบคัน ค่อนข้างโปร่งตา และช่วยให้การควบคุมรถ ง่ายขึ้น

ทัศนวิสัยด้านหน้า ดูไม่แตกต่างไปจากรถยนต์นั่ง Hatchback B-Segment ทั่วไปมากนัก พื้นที่ความสูงของกระจกบังลมหน้า ถือว่ายังมีมากอยู่ เมื่อมองจากตำแหน่งผู้ขับขี่ การทองทางข้างหน้า ชัดเจนดี ต่อปรับตำแหน่งเบาะนั่งกดลงต่ำสุดยังคง มองเห็นขอบฝากระโปรงหน้าชัดเจนอยู่ อย่างที่เห็นในภาพนี้

เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ทั้งฝั่งซ้าย และขวา ถูกออกแบบให้มีความหนาในระดับเหมาะสม ไม่บางและไม่หนาเกินไป ช่วยเพิ่มการทองเห็น ทั้งรถที่แล่นสวนทางมา ขณะเลี้ยวกลับรถ แต่อาจบดบังรถที่แล่นสวนทางมาจากทางโค้งขวาข้างหน้าอยู่บ้าง ในบางจังหวะ

กระจกมองข้าง มีขนาดใหญ่กำลังดี แต่ขอบด้านในของทั้ง 2 ฝั่ง เบียดบังพื้นที่ของขอบนอกตัวบานกระจกไปบ้างเหมือนกัน ทำให้อาจมองเห็นภาพด้านข้างรถไม่ครบถ้วน ในบางกรณี

ทัศนวิสัยด้านหลัง แม้ว่า เสาหลังคาคู่หลัง จะมีความหนาทึบจนบดบัง ยานพาหนะที่แล่นมาขนาบด้านข้างฝั่งซ้ายของตัวรถ จนมิดคัน แต่ กระจกหน้าต่างคู่หลัง ยังมีความสูงและ โปร่ง พอเหมาะ ช่วยลดปัญหาไปได้ประมาณหนึ่ง

ขณะเดียวกัน กระจกบังลมหลัง ยังมีความโปร่ง และมีขนาดเหมาะสมกับตัวรถ การมองเห็นยานพาหนะจากด้านท้ายรถจึงยังชัดเจน อย่างไรก็ตาม การไม่มีใบปัดน้ำฝนหลัง ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าในวันฝนตกหนัก และมีฝุ่นเกาะบริเวณกระจกบังลมด้านหลังเต็มไปหมด ผู้ขับขี่จะยังมองเห็นทัศนวิสัยด้านหลัง ชัดเจนอยู่หรือเปล่า?

******* รายละเอียดด้านวิศวกรรม และการทดลองขับ *******
******** Technical Information & Test Drive *********

เมื่อเปิดฝากระโปรงหน้า ด้วยการดึงคันโยกใต้แผงหน้าปัดฝั่งคนขับ คุณอาจตกใจว่า พื้นที่ ด้านหน้ารถ มีแค่ ช่องวางของ Front Trunk ขนาด 70 ลิตร เท่านั้น ด้านข้าง มีช่องสำหรับ เติมน้ำในหม้อพัก ฝั่งซ้าย และ สำหรับแบ็ตเตอรี 12V อยู่ฝั่งขวา นอกเหนือจากนี้แล้ว ไม่มีอะไรวางสักหน่อยเลยเหรอ?

ไม่ต้องงงครับ Geely EX2 เป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าล้วน BEV ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง นั่นหมายความว่า ชิ้นส่วนงานวิศวกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบขับเคลื่อน และงานวิศวกรรมต่างๆ ถูกซ่อนไว้ด้านใต้ท้องรถ ใต้ Front Trunk และใต้พื้นห้องเก็บของด้านหลัง ในแบบที่ว่า ถ้าไม่รื้อออก ก็จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

Geely EX2 ถูกพัฒนาขึ้น บนพื้นฐานโครงสร้างวิศวกรรม GEA (Global Intelligent New Energy Architecture) ซึ่งเป็น Modular Platform ที่ Geely พัฒนาขึ้่นเอง ต่อเนื่องจาก Platform เดิม CMA (Compact Modular Architecture) ซึ่งเป็นพื้นตัวถังที่ VOLVO และ LYNK & CO ใช้กับรถยนต์ขนาดเล็กของตนอยู่ในปัจจุบัน โดยผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งด้าน ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า สมรรถนะสูง ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ และ เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) รวมเข้าไว้ด้วยกัน Geely แนะนำ Platform GEA ออกสู่สาธารณชนครั้งแรก เมื่อปี 2024

จุดเด่นหลักของแพลตฟอร์ม Geely GEA:
  • Structural Safety โครงสร้างความปลอดภัย : ใช้เทคโนโลยี Cell-to-Body (CTB) ซึ่งผสานแบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของตัวรถโดยตรง ช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแกร่ง ทนการบิดตัวได้ถึง 31,000 Nm/deg  เพิ่มความปลอดภัยในการชน และขยายพื้นที่ภายในห้องโดยสาร
  • Electronic Architecture โครงสร่างสถาปัตยกรรมระบบอีเล็กโทรนิคส์ (GEEA 3.0): รวมการควบคุมทั้ง 14 Control Module มาไว้เข้าด้วยกันเหลือเพียงกล่องควบคุม 2 ใบ ทำหน้าที่เป็น “central super brain”หรือ สมองกลาง ของตัวรถยนต์ 
  • ระบบขับเคลื่อน 11-in-1 (e-Drive) : ควบรวม มอเตอร์ไฟฟ้าที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา แต่ให้สมรรถนะสูง กับ ระบบควบคุมและระบบส่งกำลังเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อลดน้ำหนัก และลดจุดศูนย์ถ่วง (center of gravity)
  • Short Blade Battery : แบตเตอรี่เทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน (ลดโอกาสการเกิดไฟไหม้/ลัดวงจร) เดินทางได้ไกลขึ้น และรองรับการชาร์จที่รวดเร็ว
  • รองรับหลากหลายขุมพลัง (Multi Energy Support) : ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) แต่สามารถรองรับระบบ Plug-in Hybrid (PHEV) , Range-extender (EREV), และ methanol-electric powertrains (Hybrid) ได้ 
  • ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ ADAS L2 : มาพร้อม ระบบความปลอดภัยสูงสุด 13 Function
  • ฟังก์ชันการจ่ายพลังงาน (V2L & V2V) : สามารถจ่ายไฟให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอก (Vehicle-to-Load) หรือชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้าคันอื่นได้ (Vehicle-to-Vehicle)
  • สมรรถนะและการควบคุม : โครงสร้างมีความแข็งแรงสูงและมีการกระจายน้ำหนักที่สมดุล ทำให้การเข้าโค้งและการขับขี่มีเสถียรภาพมากขึ้น
  • AI Digital Chassis: Platform นี้ถูกออกแบบให้รองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น พวงมาลัยแบบ steer-by-wire, ระบ wheel-side drives, และ AI algorithms เพื่อเพิ่มการบังคับควบคุม และลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ 

สำหรับ Geely แล้ว GEA Platform ไม่ใช่แค่ถูกนำมาใช้กับเฉพาะรถยนต์จากแบรนด์ในเครือ Geely อย่าง EX5 และ EX2 เท่านั้น เพราะล่าสุด มีรายงานว่า RENAULT รัฐวิสาหกิจผลิตยานยนต์จากฝรั่งเศส กำลังอยู่ในระหว่างการ หาทางนำ Platform นี้ไปใช้ในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆของตนเอง โดยจะสร้างโครงตัวถังเป็นของตัวเอง เชื่อมเข้ากับตัว Platform ด้วยเป้าหมายที่จะนำไปเจาะตลาดประเทศที่กำลังมียอดขายเติบโตขึ้น ทั้ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เกาหลีใต้, ละตินอเมริกา และแอฟริกาเหนือ ส่วนรูปแบบของตัวรถยนต์ อาจเป็นตัวถัง SUV และอาจมีสองขุมพลังให้เลือกระหว่าง EV และ PHEV ด้วยเป้าหมายที่จะลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนา และเร่งกระบวนการพัฒนา ทั้งนี้ ยังไม่มีการระบุว่ากรอบเวลาในการเปิดตัวอยู่ในช่วงใด แต่มีการคาดการณ์ว่า รถยนต์รุ่นนี้ น่าจะอยู่ในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก

Geely EX 2 ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD (Rear Wheel Drive) ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor กำลังสูงสุด 85 กิโลวัตต์ 116 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร

แบตเตอรี่ของระบบขับเคลื่อน เป็นแบบ Lithium-ion Phosphate (LFP) ความจุ 39.4 kWh ติดตั้งไว้ที่พื้นรถ รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 6.6 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 70 kW พร้อมระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าออกสู่ภายนอกตัวรถ (Vehicle-to-Load)

ตัวเลขสมรรถนะเคลมจากโรงงาน

  • อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 11.5 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด Top Speed ทำได้ 130 km/h
  • ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ทำได้ 395 กิโลเมตร (NEDC)
  • ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ทำได้ 325 กิโลเมตร (WLTP)
  • ชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ DC 70 kW จาก 30-80 % ใช้เวลา 25 นาที

สมรรถนะจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น เรายังคงทำการทดลองจับเวลาหาอัตราเร่ง  ตามมาตรฐานเดิม คือทดลองในเวลากลางคืน เปิดแอร์ นั่ง 2 คน คือ ผู้ขับขี่ (J!MMY) น้ำหนักตัว 100 กิโลกรัม และ น้อง Mark Pongswang สมาชิกในทีมเว็บของเรา น้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ตัวเลขที่ออกมา เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง มีดังนี้

เห็นตัวเลขอยู่ท้ายตารางขนาดนี้ ก็เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง คนที่ดูแบบผิวเผิน ก็คงมองว่า มันอืดกว่าชาวบ้านเขา ซึ่งก็จริง ถ้าคุณเทียบกับบรรดารถยนต์ไฟฟ้า BEV ล้วนด้วยกัน
แต่เรื่องตลกก็คือ อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่เราจับเวลาหาค่าเฉลี่ยได้ กันเร็วกว่าตัวเลขจากโรงงานเนี่ยสิ! เร็วกว่ากันเกือบ 1 วินาที แหนะ! ตลกดีเหมือนกัน นานๆทีถึงจะเจอรถที่ทำตัวเลขได้เร็วกว่า ตัวเลขโรงงานเคลมไว้ แบบนี้ และถ้ามองภาพรวม EX2 ยังทำอัตราเร่ง ทั้ง 0-100 และ 80-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ไวกว่า BYD Dolphin รุ่น Standard Range เฉยเลย
ถ้าพูดกันตรงๆ…ตัวเลข แบบนี้ มันก็พอกันกับรถยนต์ ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป พิกัด 1.6 – 2.0 ลิตร ที่เคยมีจำหน่ายในบ้านเรามาตลอด 10 กว่าปีให้หลังนี้เลยนะ  ดังนั้น ผมมองว่า จากตัวเลข ถ้าคุณเข้าใจว่า นี่คือ รถยนต์ EV ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อเน้นการใช้งานในเมือง และเน้นทำราคาให้ถูกเป็นหลัก ผมมองว่า ตัวเลขที่ออกมา ก็สมเหตุสมผล อยู่ในระดับยอมรับได้อย่าง ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรเลย
การไต่ความเร็วสูงสุดขึ้นไป ทำได้อย่างต่อเนื่อง  ไล่ขึ้นไปรวดเดียวจบ อาจจะมีช่วงไต่ขึ้นช้าหลังจาก 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่บ้าง แต่ก็ไม่นานนัก และตัวเลขก็ไปจบบนมาตรวัดที่ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้น ซึ่งก็มากกว่าตัวเลขที่โรงงานเคลมไว้ แค่ 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง อีกเช่นกัน
ผมมองว่า ความเร็วสูงสุด ระดับนี้ อาจจะเพียงพอสำหรับการใช้งานในประเทศจีน ซึ่งมีกล้องจับความเร็ว อยู่เต็มไปหมด เพื่อควบคุมไม่ให้ประชากรของตน ใช้ความเร็วบนถนน หรือทางหลวง เกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่เมื่อ EX2 ถูกส่งมาขายในเมืองไทย ผมว่า เพดานดังกล่าว ต่ำเตี้ยเรี่ยพื้นไปหน่อย เพราะตัวรถนั้น รองรับได้ในระดับถึง 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง ดังนั้น ผมมองว่า ปลดล็อกให้สามารถแล่นได้ถึงระดับ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง เผื่อไว้ในกรณีที่ลูกค้าจะนำรถไปใช้งานเดินทางไกล ออกต่างจังหวัด
จากการขับขี่จริง ต้องเข้าใจก่อนว่า นี่คือ รถยนต์ไฟฟ้าล้วน ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก ซึ่งต้องการอัตราเร่งที่ดีพอประมาณ ไม่จำเป็นต้องแรงเวอร์วังอลังการอะไรนัก แต่ก็ไม่อืดอาดเป็น Slot คลาน พอๆกับ ECO Car เครื่องยนต์ เบนซิน 1.2 ลิตร

ถ้าคุณเข้าใจในโจทย์ และวัตถุประสงค์ของการสร้างรถยนต์คันนี้แล้ว คุณก็จะยอมรับได้เองแหละว่า อัตราเร่งที่มีมาให้ เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ออกตัวกำลังดี ไม่อืด และไม่ไว แต่ดีกว่า BYD Dolphin Standard Range ส่วนอัตราเร่งแซง ถือว่าทำได้ดี เร่งแซงได้ตามต้องการ ตามสั่ง โดยเฉพาะ ช่วง 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง อันเป็นช่วงที่คุณจะได้ใช้งานบ่อยๆในการขับขี่ กลางใจเมือง ท่ามกลางสภาพการจราจรติดขัด หมุนพวงมาลัยปุ๊บ แตะคันเร่งปั๊บ เลี้ยวออกเปลี่ยนเลนฟ้าบบบบ อย่างรวดเร็ว

คันเร่งใน Mode Eco จะถูกหน่วง จนยาน ต้องเหยียบลงไปลึกเอาเรื่อง จึงจะเริ่มรู้สึกว่ารถเคลื่อนไปข้างหน้า ส่วน Mode Normal นั้น มีหน่วงหน่อยๆ กำลังดี คล้ายๆกับคันเร่งไฟฟ้า ของรถยนต์ทั่วไป ส่วน Mode Sport จะไวขึ้นมาแค่เพียงกระจึ๋งเดียว ไม่ได้รู้สึกแตกต่างมากมายอย่างที่คิด

ภาพรวมแล้ว ผมมองว่า อัตราเร่งของ EX2 ดีเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ไม่จำเป็นต้องแรงไปกว่านี้ เพียงแต่ต้องบอกก่อนว่า คำว่าดี นั้น อยู่บนพื้นฐานของการใช้งานจริง ไมใช่บนพื้นฐานความคิดของเกรียนคีย์บอร์ดตามโลก Social Media ที่คิดไปว่า รถยนต์ไฟฟ้า ต้องแรงกว่าชาวบ้านเสมอไปเป็นสรณะ

การเก็บเสียงรบกวน การสั่นสะเทือน และอาการสะท้าน
***** NVH (Noise Vibration & Harshness) *****

ตั้งแต่เริ่มเคลื่อนรถออกจากจุดหยุดนิ่ง ไปจนถึงความเร็ว ประมาณ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เสียงรบกวนต่างๆ ยังน้อยอยู่ ให้บรรยากาศ สงบ รื่นรมณ์ ในแบบเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วๆไป แน่นอนว่า มีเสียงสังเคราะห์ ให้ผู้ทุพพลภาพทางสายตา ที่กำลังเดินบนถนน รับรู้ว่า รถไฟฟ้าของคุณกำลังแล่นเข้ามาใกล้แล้วนะ ถ้าไม่ชอบ ก็สามารถสั่งเปลี่ยนเสียง หรือปิดทิ้งไปได้เหมือนรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ

แต่เสียงกระแสลมไหลผ่านตัวรถ จะดังขึ้น หลังความเร็วระดับ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไป และมันจะมาจาก กระจกบังลมหน้า (เพราะไม่ใช่กระจก Acoustic) รวมทั้งจากซุ้มล้อคู่หลัง ที่มีกระแสลมหมุนวนด้านใน ส่งเสียงขึ้นมาให้ได้ยินดังพอสมควร แต่เสียงตรงยางขอบประตู มีเล็ดรอดเข้ามาน้อยมากๆ

พวงมาลัย ยังให้สัมผัสแบบ Robotic หน่อยๆ ไม่เยอะ แต่สัมผัสได้ว่า มีความพยายามที่จะปรับเซ็ตโปรแกรมให้การตอบสนอง เป็นไปอย่างใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พวงมาลัย มีระยะฟรีที่เหมาะสม สมดุล และมีน้ำหนักเบาในย่านความเร็วต่ำ แต่เริ่มหนืดขึ้นในย่านความเร็วสูง ให้การบังคับเลี้ยว ที่เกือบจะ Direct feeling ไวกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป แต่ยังมีจังหวะ เผื่อไว้หน่อยๆ ประมาณ เศษเสี้ยววินาที กว่ารถจะเปลี่ยนเลน จะใช้เวลา ประมาณ 0.02-0.03 วินาที อาจยังไม่ถึงขั้นดี แต่ใกล้เคียงกับรถสปอร์ตบางรุ่น

ในฐานะคนชอบขับรถ ผมรับได้กับพวงมาลัยแบบนี้ แต่สำหรับคนที่เป็นมือใหม่หัดขับ อาจจะรู้สึกเหวอกับการตอบสนองของพวงมาลัยแบบนี้อยู่บ้าง เพราะมันดูเหมือนจะไวไปสำหรับคนที่มีประสบการณ์ในการขับรถมาได้ไม่นาน พออยู่ไปด้วยสักพัก จะพบว่า พวงมาลัย จะไว และคล่อง เข้ากับบุคลิกของตัวรถ On Center feeling ถือว่า ดีแล้ว สำหรับรถยนต์ระดับพิกัดนี้

แน่นอนว่า พวงมาลัย ดีกว่า Neta V ดีกว่า Suzuki Ciaz , Suzuki Hustler ดีกว่าแม้กระทั่ง Toyota Vios เห็บหมา 2007 และ Mitsubishi Mirage / Attrage ก่อน Minorchange รวมทั้ง Nissan March / Almera ปีิ 2010 – 2011 ผมว่า Geely เซ็ตพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า รอบนี้มาได้ดีพอสมควร

ระบบกันสะเทือน / Suspension

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ อิสระ MacPherson Strut พร้อมคอยล์สปริง ส่วนด้านหลัง เป็นแบบ สระ Multi-link

ช่วงล่าง ตึงเล็กๆ ในช่วงความเร็วต่ำ แต่นุ่มนวล แอบยวบยาบเล็กๆในย่านความเร็วสูง ถึงแม้มีการปรับแก้ให้ Firm ขึ้นแล้ว แต่ก็อาจก่อให้เกิดอาการเมารถได้ ในรายบุคคล กระนั้น ก็ยังให้ความ Firm และมั่นใจได้มากกว่า ช่วงล่างญาติผู้พี่ อย่าง Geely EX5 ในย่านความเร็วเดียวกันเสียด้วยซ้ำ

ภาพรวมของช่วงล่าง ตอบสนองดีกว่าที่คิด การดูดซับแรงสะเทือนในย่านความเร็วต่ำ ทำได้ดีสมตัว เน้นความกระชับและติดนุ่มจากระยะยุบยืดของช็อกอัพ เป็นหลัก มีอาการ ตึงเบาๆ ไม่เยอะ และยางติดรถ Ling Long นั้น อาจเป็นตัวหลอกที่ทำให้เข้าใจผิด ว่าอาการจากช่วงล่าง มันติดตึงๆนิดๆ คล้ายๆพวก Honda Civic Dimension รุ่นปี 2000 (ES) แต่ในบางจังหวะ อาจมีอาการช็อกอัพคืนตัวไม่ทัน หลังจากผ่านลูกระนาดในบางรูปแบบ และบางจังหวะความเร็วรถ

ทว่า ในช่วงความเร็วสูง แม้ว่าตัวรถจะนิ่ง ตรง พอจะมีอาการแกว่งข้างนิดๆ อาจมีอาการยวบยาบอยู่บ้าง อันเป็นผลมาจากระยะยึด – ยุบตัว ของช็อกอัพที่เยอะ การโยนขึ้น – ลง ของช่วงล่าง อาจก่อให้เกิด อาการเมารถ (Motion Sickness) ซึ่งเป็นอาการที่มักพบได้ในรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน อาการดังกล่าว พอจะมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่น้อยกว่าที่คิด และน้อยกว่า Chanag Deepal L07 กับ S07 รุ่นแรก สำหรับผม ยังพอจะเจออาการเมารถอยู่บ้างนิดๆ ไม่เยอะนัก แต่ถ้าใครที่เมารถง่าย และต้องนั่งบนเบาะหลังของ EX2 บนทางด่วน อาจมีสิทธิ์เจออาการเมารถได้บ้างนิดๆเหมือนกัน

การเปลี่ยนเลนกระทันหัน ที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง แอบมีอาการเหวอ แต่เอาอยู่ เพราะระบบตัวช่วยทำงานไวมาก แต่ตัวรถมีอาการเอียงเยอะ ถ้าคุณต้องหักหลบ หมา แมว หรือ มอเตอร์ไซค์ตัดหน้า มีเหวอแน่ๆ แต่ยังดีกว่า Changan Deepal L07 และ S07 แน่ๆ

ส่วนการเข้าโค้งนั้น เมื่อใช้ความเร็วปานกลาง ตัวรถจะเอียงไม่เยอะอย่างที่คิด แต่มีอาการหน้าดื้อ Understeer นิดหน่อย เรียกได้ว่า ถ้าเปลี่ยนยางติดรถจากทิ้ง แล้วสวมยางใหม่ที่ดีกว่าเข้าไปแทน ตัวรถน่าจะตอบสนองดีขึ้นชนิดผิดหูผิดตาแน่ๆ

ความเร็วบนมาตรวัด ขณะเข้าโค้งมาตรฐานทั้ง 5 จุด บนพื้นแห้งๆ บนระบบทางด่วนเฉลิมมหานคร ขั้นที่ 1 ต่อเนื่องไปยังทางยกระดับบูรพาวิถี ฝั่งบางนา เริ่มต้นจาก โค้งขวารูปเคียว ย่านมักกะสัน รถยนต์ทั่วไป ควรเข้าโค้งนี้ได้ในช่วง 80 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ EX2 ทำได้ที่ 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง (บนมาตรวัด) ซึ่งก็ไม่แย่ เพราะความเร็วตอนออกจากโค้ง ดันอยู่ที่ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง

เราพารถเข้าโค้งต่อเนื่องไปยัง โค้งซ้าย ฝั่งตรงข้ามโรงแรม Eastin ก็ยังรักษาความเร็วไว้ได้ในระดับเดียวกันคือ 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ ยางติดรถ ยังไม่ร้องเสียงหลงแต่อย่างใด เพียงแต่ว่า อาการจากบั้นท้ายรถ จะดิ้นดุกดิกๆหน่อยๆ บั้นท้ายออกง่าย อาจต้องระวังนิดนึง มีอาการแกว่งในโค้งหน่อย ก็เป็นผลมาจากการให้ตัวของยางติดรถนั่นแหละ ถ้าเปลี่ยนยาง Ling Long ถอดทิ้ง แล้วใส่ยางที่ดีกว่านี้ อาการของรถในโค้งจะดีขึ้นกว่านี้ได้อีก Ling Long ไม่ได้แย่ แต่ยังไม่ใช่ยางระดับ World Class

ส่วนทางโค้งรูปตัว S จากทางด่วนขั้นที่ 1 ช่วงสุขุมวิท 62 ขึ้นไปยังทางด่วนยกระดับบูรพาวิถี EX2 เข้าโค้งขวาแรกด้วยความเร็ว 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง (บนมาตรวัด) ตัวรถเอียงออกทางด้านข้าง แต่ไม่มากอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก เพียงแต่ว่า พอเลี้ยงพวงมาลัยค้างไว้ รถดูเหมือนจะเลี้ยวมากเกินไป ต้องแอบคืนพวงมาลัยนิดๆ

ถัดมา โค้งซ้ายยาวๆ ผมไต่ขึ้นไปได้ถึงแค่ 106 กิโลเมตร/ชั่วโมง (บนมาตรวัด) เจอพื้นผิวเป็นลอนคลื่นเข้าไป ตัวรถมีอาการแกว่งซ้าย-ขวา หน่อยๆ พอเข้าสู่ช่วงท้ายด้วยโค้งขวายกระดับ  EX2 เข้าโค้งดังกล่าวได้ที่ 116 กิโลเมตร/ชั่วโมง (บนมาตรวัด) และทำได้แค่นั้น  อาการด้านท้าย ยังแอบโยนนิดๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นหนักหนาเมื่อเทียบกับชาวบ้านจากเมืองจีนคันอื่นๆ

ภาพรวมของช่วงล่าง นั้น EX2 ให้การทรงตัวที่ดี นิ่ง นุ่มกำลังดี Rebound ปานกลาง เข้าโค้งใช้ได้ แต่ด้านหลังจะดีดดิ้นสักหน่อย ถ้าเปลี่ยนยางติดรถ ทุกอาการจะดีขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้ว BYD Dolphin จะทำช่วงล่างมาได้ดีกว่าชัดเจน

ระบบห้ามล้อ / Braking System

Geely EX2 ติดตั้ง ดิสก์เบรก 4 ล้อ มาให้ทั้ง 2 รุ่นย่อย โดยด้านหน้า เป็นจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อน Ventilated Disc ส่วนด้านหลัง เป็นจานเบรกธรรมดา (Solid Disc) ทำงานด้วย ปั้มเบรกไฟฟ้า เฉกเช่นเดียวกับบรรดารถยนต์ EV ทั่วไป เสริมตัวช่วยด้านความปลอดภัย ดังนี้

  • ระบบช่วยป้องกันล้อล็อก ABS (Anti Lock Braking System)
  • ระบบช่วยควบคุมการกระจายแรงเบรก EBD (Electronics Brake Force Distribution)
  • ระบบช่วยเสริมแรงเบรก BAS (Brake Assist System)
  • ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESC (Electronics Stability Control)
  • ระบบช่วยป้องกันการลื่นไถลขณะขับขี่ G-TCS (G-Traction Control System)
  • ระบบช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ ARP (Anti Roll Preotection)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill Assist Control)
  • ระบบช่วยควบคุมความเร็วลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control)

แป้นเบรก มีน้ำหนักเบามาก แต่ ระยะเหยียบ สั้น ตื้น จนถึงปานกลาง ไม่ได้ยาว แต่ไวเหมือนฟองน้ำ ในช่วงแรก เหยียบเบาๆลงไปเพียงแค่ 2-3% คุณก็จะเริ่มสัมผัสการทำงานของคาลิเปอร์ ได้แล้ว พอเหยียบลงไปสักครึ่งทาง แป้นจะเริ่มหนืดขึ้น และต้านเท้าพอสมควร

เมื่อลองเหยียบเบรกกระทันหัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง พบว่า ตัวรถจะเป๋ออกนอกเลนไปทางซ้าย  ประมาณครึ่งคันรถ และจับสังเกตได้ว่า เบรกฝั่งซ้าย จับตัวเยอะกว่าฝั่งขวา ดังนั้น อาจต้องหลีกเลี่ยงการเบรกระทันหัน ถ้าไม่จำเป็น

ถ้าเป็นไปได้ อยากขอให้แป้นเบรก หนืดเท้าขึ้นกว่านี้อีกสักนิด ไม่ว่าจะอยู่ใน Mode Comfort หรือ Sport เพราะ ความแตกต่างใน 2 mode นี้ กลับไม่ได้อยู่ที่น้ำหนักตอนเบรก หากแต่อยู่ที่ความไวในการตอบสนองของคาลิเปอร์มากกว่า

ระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือการขับขี่
Safety Features & Driving Assistance

ADAS มีดังนี้

  • ระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง RCW (Rear Cross Warning)
  • ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา BSD (Blind Spot)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน LCA (Lane Center Assist)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยตรวจสอบรถก่อนเปิดประตู DOW (Door Open Warning)
  • Redar ช่วยตรวจจับวัตถุด้านหลัง
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) พร้อมระบบ Auto Hold
  • ระบบช่วยตรวจสอบแรงดันลมยาง TPMS

ส่วนอุปกรณ์ความปลอดภัย เชิงปกป้อง (Passive Safety) มีดังนี้

  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า , ด้านข้าง และม่านลมนิรภัย)
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าและด้านหลัง แบบ PreTentioner & Load Limiter รังผ่อนแรงและดึงรั้งกลับอัตโนมัติ
  • ระบบยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็กเบาะนั่งแถวหน้า
  • ระบบยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็กเบาะนั่งแถวหลังแบบ ISOFIX
  • ระบบช่วยป้องกันการโจรกรรม พร้อมสัญญาณกันขโมย
  • ระบบช่วยแจ้งเตือนคนเดินถนนด้วยความเร็วต่ำ AVAS
  • ระบบปลดล็อกฝาท้ายฉุกเฉิน

********** การชาร์จไฟ และ การวัดอัตราใช้ไฟโดยประมาณ **********
********** How to charge & Electricity Consumption ***********

การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านั้น แตกต่างจากการหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เนื่องจาก รถยนต์ไฟฟ้า ส่วนใหญ่ มีแบ็ตเตอรี ขนาดแตกต่างกัน ทำให้มีระยะทางวิ่งสูงสุด ไม่เท่ากัน และมักแล่นได้ไม่ไกลเท่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

ประเด็นนี้ ไม่เพียงเป็นข้อจำกัดในการใช้งาน เพียงอย่างเดียว หากยังเป็นข้อจำกัดในการทดสอบของเราอีกด้วย เพราะการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง สำหรับรถยนต์สันดาป Hybrid และ Plug-in Hybrid เราจะใช้วิธี หาปั้มน้ำมันตั้งต้น เติมน้ำมันให้เต็มถัง จากนั้น ก็ขับไปตามเส้นทางที่กำหนด แล้วกลับมาเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม เพื่อดูว่า แล่นไปกี่กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับเข้าไปใหม่กี่ลิตร เอา มาหารกัน ก็ได้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย อย่างง่ายๆแล้ว

ทว่า พอมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ผมจะเปลี่ยนไปใช้ เส้นทางทดสอบ ที่ผมกำหนดขึ้น สำหรับการทดสอบรถยนต์ไฟฟ้าล้วน โดยเฉพาะ เป็นคนละเส้นทางกับการทดลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแบบปกติ

บ้านของผม ติดตั้งแท่นชาร์จ แบบ Wall Box หรือ Wall Charge ขนาด 7.0 kWh พร้อม Meter วัดปริมาณกระแสไฟ (หน่วยเป็น kWh) ขอ ABB เพื่อให้สามารถเริ่มต้นทริปทดลองอัตราสิ้นเปลืองไฟฟ้า ได้จากบ้านผมเอง ตอนนี้ ก็ผ่านไปแล้ว 4 ปีเศษ ยังไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้นเลย

ใครที่ซื้อหรือคิดจะใช้รถยนต์ไฟฟ้า ผมขอยืนยันว่า คุณควรมี Wall Charge ติดบ้านไว้ เพื่อช่วยให้การชาร์จไฟ ทำได้เร็วขึ้น ลดเวลาชาร์จให้น้อยลง ประหยัดเวลา ไม่ต้องไปแก่งแย่งชิงหัวชาร์จไฟกันตามสถานีบริการ จนกลายร่างเป็น “นักสู้หน้าตู้ชาร์จ” เหมือนที่เขาเหน็บแนมกันในโลก Social Mediaที่สำคัญคือ กินไฟแค่ราวๆ เครื่องปรับอากาศ 1 ตำแหน่งในบ้าน

ผมตัดสินใจ ใช้เส้นทางการทดสอบ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะ ซึ่งถูกกำหนดขึ้นมาใหม่ แยกเส้นทางจากการทดลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแบบเดิม เป็นเส้นทางที่เราใช้มาตั้งแต่บทความรีวิวรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อปี 2018 โดยเปลี่ยน เส้นทางการวิ่ง จากเดิม ที่เราเคยใช้ “ทางด่วน พระราม 6 – บางปะอิน” มาเป็นเส้น “ทางด่วนบูรพาวิถี” ย่านบางนา แทน

  • เรายังใช้มาตรฐานการทดลองขับ ดั้งเดิม คือ ทดลองตอนกลางคืน เปิดแอร์ อุณหภูมิ 24 – 25 องศาเซลเซียส พัดลมแอร์ เบอร์ 1 กับ 2 ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมนั่ง 2 คน (ผู้ขับขี่ 80 กิโลกรัม กับ น้อง Mark Pongswang ทีมงานของเว็บเรา น้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม)
  • เราจะเปลี่ยนจุดเริ่มต้น มาเป็นบ้านผม ในซอยราชวินิตบางแก้ว หลัง Mega Bangna นี่แหละ เราจะเสียบปลั๊กชาร์จไฟกันจากในบ้านจนเต็มตามที่ตัวรถแจ้งไว้ คือ 100% ซึ่งระบบในตัวรถคำนวนได้ว่า เราจะแล่นได้ในระยะทางไกลจริงๆราวๆ 509 กิโลเมตร

จากนั้น เริ่มต้นจากบ้านผม ขับช้าๆ ลัดเลาะออกไปถึงริมถนนบางนา – ตราด ราวๆ 3 กิโลเมตร แล้ว เราออกสู่ถนนบางนา-ตราด กม.7 ไป U-Turn ขึ้นสะพานกลับรถ ที่ บางนา-ตราด กม.3 หน้าสำนักงานใหญ่ สุกี้ MK แล้วขึ้นทางด่วนบูรพาวิถี หน้า Central Bangna ขับไปยาวๆ ด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ นั่ง 2 คน

จนถึงปลายทางด่วนบูรพาวิถี ขึ้นสะพานกลับรถ ก่อนถึงนิคมอุตสาหกรรม อมตะ แล้วย้อนขึ้นทางด่วนเส้นเดิมกันอีกครั้ง แต่คราวนี้ เราจะลงทางด่วนที่กิ่งแก้ว แล้ววิ่งทางข้างล่าง เลาะเข้าคู่ขนาน เลี้ยวเข้า Mega Bangna เพื่อทะลุด้านหลังห้างฯ กลับเข้าซอยราชวินิตบางแก้ว อีกครั้ง แล้วมุ่งหน้ากลับเข้าบ้าน

เมื่อกลับถึงบ้าน นำรถเข้าจอดเรียบร้อยแล้ว เราก็เสียบหัวชาร์จ เข้ากับปลั๊กไฟบ้านตัวเองอีกรอบ ปล่อยให้กระแสไฟไหลเข้าไปจนเต็ม 1 คืน พอเช้าวันรุ่งขึ้น เราก็ตื่นนอน ลงมาจดตัวเลขที่ มิเตอร์วัดไฟ

ตัวเลขบนชุดมาตรวัดแสดงข้อมูลก่อนการชาร์จไว้ ดังนี้

ระยะทางที่แล่นไป ตาม Trip Meter บนมาตรวัด อยู่ที่ 115.5 กิโลเมตร

ตัวรถแจ้งว่า แบตเตอรี่ลดจาก 100 เหลือ 55%

เมื่อเสียบชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน ด้วย Wall Box ระบบแจ้งว่าต้องใช้เวลาในการชาร์จ 2 ชั่วโมง 50 นาที

พอเช้าวันรุ่งขึ้น เราก็ตื่นนอน ลงมาจดตัวเลขที่ มิเตอร์วัดไฟ และต่อไปนี้คือตัวเลขที่ได้

  • มาตรวัดไฟก่อนชาร์จ 3168.10 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง)
  • มาตรวัดไฟหลังชาร์จ 3187.55 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง)
  • เท่ากับ ชาร์จไฟไป 18.95 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง)

เมื่อคำนวนออกมาแล้ว เท่ากับว่า ตามมาตรฐานการทดลองของ Headlightmag
แล่นทางไกล ใช้ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ นั่ง 2 คน

อัตราสิ้นเปลืองไฟฟ้า เฉลี่ย 6.09 km/kWh

ถ้าเทียบกับบรรดารถยนต์ไฟฟ้า ที่เราเคยทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองไฟฟ้า มาทั้งหมด จะพบว่า EX2 แล่นได้ในระยะทางมากที่สุด ต่อกำลังไฟ 1 kWh คือ ทำได้ถึง 6.09 กิโลเมตร หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆๆคือ EX2 ประหยัดไฟมากสุด

ตอนแรก ยอมรับว่า แอบลุ้นอยู่เหมือนกัน เพราะ สัดส่วนระยะทางที่แสดงบนมาตรวัด ลดลงค่อนข้างเร็ว เนื่องจาก Geely ใช้มาตรฐานการวัดแบบ NEDC แต่พอขับขี่ใช้งานจริง กลับไม่ได้รู้สึกพารานอยด์ให้ต้องรีบหาตู้ชาร์จ กันถึงขนาดนั้น สรุปง่ายๆ คือ อย่าให้ตัวเลขบนมาตรวัด มันพาคุณหลอนและใจแป้ว ครับ

แล้วในการใช้งานจริง ชาร์จไฟเต็มแบ็ตเตอรี 1 ครั้ง จะแล่นได้ไกลแค่ไหน? 

จากที่เราใช้ชีวิตอยู่กับ EX2 มา 5 วัน 4 คืน ผมพบว่า ถ้าคุณไม่ใช่สายมุด หรือซัดสะบั้นหั่นแหละ ยังไงๆ ชาร์จไฟเต็มแบ็ตเตอรี 1 ครั้ง หากใช้ความเร็ว ไม่เกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง โอกาสที่คุณจะแล่นได้ไกลแตะระดับ 400 กิโลเมตร ย่อมเป็นไปได้แน่ แต่ถ้าคุณเป็นคนเท้าขวาหนัก ชอบมุด อัด ซัดโค้ง กดเต็มเหนี่ยว เยี่ยวเต็มกางเกง (ซึ่งอันที่จริง ก็ไม่ค่อยเหมาะกับบุคลิกของตัวรถเลยก็เถอะ) ระยะทางที่แล่นได้จริง อาจจะหล่นเหลือราวๆ 310 – 320 กิโลเมตร เท่านั้น

********** สรุป / Conclusion **********
City Car ขุมพลัง EV คันเล็ก เพื่อชีวิตในเมือง ที่ OK กว่าที่คิด ทนทาน
รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ และบริการหลังการขายมากกว่านี้

ต้องยอมรับว่า การลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า จากจีน ลงมาเหลือ 0% เปิดทางให้ผู้ผลิตหลายราย ใช้ประโยชน์จากช่องว่างนี้ สั่งนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าล้วน สำเร็จรูปจากจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาขายในบ้านเรา จนทำให้โครงสร้างราคาของรถยนต์ในประเทศผิดเพี้ยนและปั่นป่วนไปหมด เอาละ ในมุมหนึ่ง มันมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศเราอย่างรุนแรง และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในทางกลับกัน ผู้บริโภค ก็มีทางเลือกมากขึ้น

การที่ กลุ่ม Thonburi ตัดสินใจ นำรถยนต์ Geely เข้ามาเปิดตลาดบ้านเรา ก็เป็นอีกการตัดสินใจเพื่อรองรับกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจของพวกเขาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เป็นธรรมดาของโลกนี้ ที่ต้องปรับตัวกันไปตามสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอด

สำหรับผมแล้ว Geely EX2 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ขนาดเล็ก กลุ่ม B-Segment Sub-Compact Hatchback ที่เหมาะกับ คนที่เปิดใจอยากลองมองหารถยนต์ไฟฟ้าล้วนๆ มาทดลองเริ่มต้นใช้งานสักคัน ด้วยค่าตัวที่ไม่แพงเลย แทบจะเรียกได้ว่า เกือบจะถูกที่สุดในตลาด

การได้ใช้ชีวิตอยู่กับรถคันนี้ 5 วัน 4 คืน ทำให้ผมได้พบว่า ถ้าคุณกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า EV ราคาถูกสักคัน ในราคาต่ำกว่า 6 แสนบาท เพื่อเริ่มต้นทดลองใช้รถยนต์ EV เป็นคันแรกในชีวิต EX2 เป็น ตัวเลือกที่ดีมาก สำหรับการใช้งานในเมือง หรือเดินทางจากบ้าน ย่านปริมณฑล เช่น นนทบุรี มีนบุรี เพชรเกษม หรือบางนา เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ย่านใจกลางเมือง ด้วยความสบายพอสมควร ทั้งจากเบาะนั่ง ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง วัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสาร

อีกจุดเด่นสำคัญ อยู่ที่การขับขี่ นอกจากจะขับง่ายแล้ว เมื่อใช้งานไปสักระยะ ก็สัมผัสได้เลยว่า Geely ตั้งใจทำรถยนต์ในระดับเดียวกัน ดีกว่าคู่แข่งค่ายอืน สัมผัสได้ว่า พวกเขา เรียนรู้ Know-how จากพันธมิตร นานาชาติ ทั้งจาก Volvo Lotus ฯลฯ อีกมากมาย ทำให้สามารถปรับใช้เทคโนโลยี และงานวิศวกรรม ได้ในราคาที่เหมาะสมกับรถยนต์แต่ละรุ่น

รถขับดีใช้ได้ มันไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรี จนสมควรได้โล่ห์ แต่ มันขับดีในระดับที่ทำให้ผมสบายใจมากพอที่จะกล้าแนะนำรถยนต์คันนี้ ให้กับคุณผู้อ่านและคุณผู้ฟังได้โดยไม่รู้สึกกระดากปาก กระอักกระอ่วนใจ เหมือนเช่นที่เจอมาจากรถยนต์แบรนด์จีนรายอื่นๆ

ทั้งหมดนี้ มาในราคาที่จับต้องได้ง่าย ในระดับที่ คนร่ำรวย จะไม่รู้สึกเสียดายเงิน และคนที่พอมีพอใช้ จะไม่ต้องกระเบียดกระเสียดรายได้ตนเองมากนักในการวางเงิน ดาวน์ (Down Payment) และผ่อนรถคันนี้

สิ่งที่ควรปรับปรุง / What’s to improve?

แน่นอนว่า Geely EX2 ไม่ใช่รถยนต์ที่สมบูรณ์แบบ มันยังมีสิ่งที่ต้องได้รับการปรับปรุงอีกหลายประการ เพื่อให้ควรค่าแก่การเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ายิ่งขึ้นไปกว่านี้

ใบปัดน้ำฝนหลัง หายไปไหน? ใส่กลับมาด้วย!

ไม่เข้าใจว่า ทำไมวิศวกรชาวจีน ถึงเลือกตัดใบปัดน้ำฝนออกไป ทั้งที่ทุกคนก็รู้อยู่เต็มอกว่า รถยนต์ Hatchback นั้น เวลาฝนตก ล้อหลังจะดีดฝุ่นขึ้นมา ปะทะกับกระแสลมหมุนวนท้ายรถ จนเศษฝุ่นละออก หรือโคลน ก็จะตีขึ้นไปแปะบนกระจกบังลมหลัง ไม่ว่าจะอ้างอย่างไร ในเคสนี้ ผมมองว่า ฟังไม่ขึ้นครับ อยากให้ทีมวิศวกรชาวจีน ช่วยดูบทเรียนจาก Honda Brio ในปี 2012 กันบ้างเถอะ!

Top Speed ได้แค่ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตามมาตรวัด น้อยไปหน่อย

ผมมองว่า ในการใช้งานจริง ถ้าใครสักคน เกิดพา EX2 ออกต่างจังหวัด และสวนทาง มันน้อยเกินไปกว่าจะแซงรถหัวลากพร้อมตู้ Container ได้  มันควรจะอยู่ที่ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง และนั่นคือจุดที่ตัวรถยังพอจะรองรับไหว เพราะถ้ามากกว่านี้ น่าจะไม่ปลอดภัยแล้ว

ชุดเครื่องเสียง ช่วยปรับปรุงให้คุณภาพเสียงมันดีขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อยเถอะ

ลำโพงที่ให้มา มันควรค่าเพียงแค่การเก็บไว้ฟังข่าวต้นชั่วโมง พยากรณ์อากาศ หรือข่าวกรมประชาสัมพันธ์ เพราะไม่ว่าจะเป็นเพลงอะไรก็ตาม ลำโพงติดรถ ไม่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดเสียงใดๆ ได้ดีเลย ผมว่า วิทยุ ติดรถ ของ Mitsubishi Triton กระบะ ตอนเดี่ยว หรือ Isuzu D-Max กระบะส่งของ ยังให้เสียงที่ดีกว่าด้วยซ้ำ!

เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า ช่วยเพิ่มตัวล็อกปรับประดับสูง – ต่ำ มาสักทีเถอะ 

เรื่องพื้นฐานความปลอดภัยเบื้องต้น เพื่อให้เข็มขัดนิรภัย สามารถรองรับสรีระได้ทุกขนาดแบบนี้ มักเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งญี่ปุ่น จีน และฝรั่งมังค่า พากันถอดออก ด้วยเหตุผลแค่ว่า คนส่วนใหญ่ ปรับเข็มขัดกันสักกี่ครั้ง ตลอดอายุการใช้งานของรถ ถ้าคุณมองแบบนั้น มันอาจจะใช่ ไม่เถียง แต่จะดีกว่าไหม ถ้าลูกค้า ขึ้นมานั่งบนรถแล้ว ไม่พบปัญหาสายเข็มขัดบาดต้นคอ และอาจก่ออันตรายได้มาก จากความมักง่ายในการลดต้นทุนกัน นี่ถามเผื่อไปยังผู้ผลิตทุกรายเลย เป็นปัญหาที่พูดปากเปียกปากแฉะไปหลายรอบแล้ว

เลิกรวมทุกอุปกรณ์ ไปรวมศูนย์ไว้ในจอ Monitor ตรงกลาง เพียงอย่างเดียว เสียทีเถอะ! ควรทำสวิตช์แยกด้วย

ผมยังคงยืนยันว่า การทำอุปกรณ์ให้เข้าถึงการใช้งานได้ง่าย สะดวกต่อการควบคุม และลดการละสายตาจากถนน คือหนึ่งในเรื่องพื้นฐานของการทำรถยนต์ที่ดี (Fundamental of Automobiles) Function การใช้งานในบางอุปกรณ์ กว่าจะเข้าถึงได้ ยากเย็นเหลือเกิน ไม่สะดวกเท่าที่ควร โดยเฉพาะเวลาขับรถอยู่ แล้วจำเป็นต้องเลือกใช้งานบางอุปกรณ์ ต้องละสายตาจากพื้นถนนมากเกินไป อาจก่ออันตรายในการขับขี่ได้

ทำระบบ สวิตช์ Power เพื่อติดเครื่อง เพื่อความปลอดภัยเสียทีเถอะ 

ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชาวจีน มองว่า แค่เหบียบเบรก เข้าเกียร์ D ก็ออกรถได้เลย มันคือความสะดวกสบายหนะใช่ แต่ มันจะเกิดเป็นหายนะ ทันที ถ้าลูกหลานบ้านไหน ซนเป็นพิเศษ กระโดดดขึ้นรถ แล้วเผลอเหบียบเบรก กดปุ่มนั้น ดันคันเกียร์ตรงนี้ แล้วเหยียบคันเร่งจนรถพุ่งพรวดไปก่ออุบัติเหตุ เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมา อีกประการคือ สวิตช์ปิดเครื่อง มันไม่ควรถูกซ่อนเข้าไปอยู่ใน Menu บนหน้าจอกลาง เหมือนรถจีนทั่วไป เลย นี่คือรถยนต์ ไม่ใช่ โปรแกรม Windows ที่เราต้องใช้วิธีดับเครื่องรถ เหมือนกับปิด Computer มันไม่ใช่เรื่องเลย!

– ปรับปรุงช่วงล่างเพิ่มเติมอีกหน่อย เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ในการขับขี่

ช่วงล่างปัจจุบัน ถือว่าดีในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบบกับคู่แข่งจากเมืองจีน ในพิกัดเดียวกัน แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ คงต้องยอมลดทอนความนุ่มนวลลงมาอีกนิด แต่เพิ่มความกระชับขึ้น เพื่อลดโอกาสที่ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสาร บางคน อาจเกิดอาการมึนศีรษะ ได้จากการขึ้นลงของตัวรถ อันส่งผลมาจากน้ำหนักของแบ็ตเตอรีระบบขับเคลื่อน

คู่แข่งในตลาด / Competitors

จากบรรดารถยนต์พลังไฟฟ้า EV ทั้งหมด ในตลาด ที่มีราคาต่ำกว่า 600,000 บาท ในตอนนี้ และต้องเป็นตัวถัง Hatchback 5 ประตู เหมือนกัน (เราไม่นับ Jaecoo 5 เพราะนั่นคือ B-Segment EV SUV ที่กดราคาลงมาให้ต่ำเกินความจริง) ดูเหมือนจะมีทางเลือกหลากหลาย จากบรรดาค่ายผู้ผลิตชาวจีน ถ้าให้นับแบบนึกออกทันที ก็มีทั้ง BYD Dolphin , AION UT , MG4 และ Wulling Binguo 

อันที่จริง แทบทุกเจ้า ล้วนแล้วมีชนัฎติดหลัง เรื่องบริการหลังการขาย ที่ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรทั้งสิ้น แต่ Wulling นี่ผมจะตัดออกเป็นเจ้าแรกเลย เพราะมีประวัติไม่ดีในด้านความน่าเชื่อถือของผู้จำหน่าย รวมเข้ามาด้วย

ขณะที่ AION UT นั้น แม้รูปทรงจะดูกลมมนน่ารัก และตัวรถดูมีขนาดใหญ่ เมื่อมองด้วยสายตา แต่ช่วงล่าง และการขับขี่นั้น ไม่ไดีดีเอาเสียเลย ช่วงล่างยวบยาบและนิ่มเกินไปจนน่ากลัว

ด้าน BYD Dolphin นั้น ตัวรถทั้งคัน พอรับได้ แม้ว่าช่วงล่างจะออกนิ่ม และต้องเปลี่ยนยางถึงจะน่าไว้ใจ แต่บริการหลังการขาย ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ยิ่งปริมาณรถในตลาดเยอะ การอ้างว่า มีคลังอะไหล่ 1 ล้านชิ้น แต่ยังมีเสียงบ่นของลูกค้าถึงความล่าช้าในการจัดาส่งอะไหล่ ในระดับ ดังระงม ทำให้ผม ไม่กล้าไว้วางใจ

ส่วน MG4 หากมองแค่ตัวรถ รุ่นที่น่าเล่น กลับเป็น X P{ower มอเตอร์คู่ เพราะรุ่น มอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังนั้น ด้านหน้า Down Force ไม่มากพอ ที่จะกดให้รถจิกพื้นถนน ในย่านความเร็ว หลัง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไป ขณะเดียวกัน แม้ว่าตัวรถ จะประกอบในเมืองไทย และแบรนด์ MG เอง ก็ยังพยายามแก้ไขปรับปรุงตัวมาเรื่อยๆ พยายามจะอยู่ในเมืองไทยยาวๆ และถือเป็นแบรนด์จีน ที่มีบริการหลังการขายดีที่สุดในตอนนี้ ทว่า ก็ยังไม่ดีเท่ากับ ทางกลุ่ม Thonburi ที่สามารถเคลียร์ปัญหาให้ลูกค้าได้จบเร็วกว่า เสียงบ่นใน Social Media ยังน้อยกว่า

ถ้าคุณคิดว่า EX2 คือทางเลือกที่เหมาะสมกับชีวิต คำถามก็คือ ควรเลือกรุ่นย่อยไหนดี?

ปัจจุบัน Thonburi Neustern นำเข้า Geely EX2 มาเปิดตลาดในบ้านเรา 2 รุ่นย่อย ดังนี้

  • EX2 Pro : 429,990 บาท
  • EX2 Max : 459,990 บาท

EX2 เวอร์ชันไทย ทุกคัน มาพร้อมการรับประกัน ดังนี้

  • รับประกันคุณภาพตัวรถ 6 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
  • รับประกันแบตเตอรี่ High-voltage 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1
  • ฟรี Portable Charger
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี

ถ้าราคาต่างกันแค่นี้ และรายการอุปกรณ์ มีความแตกต่างกัน เพียงแค่ ล้ออัลลอย Upgrade จาก 15 นิ้ว เป็น 16 นิ้ว กล้องมองภาพ ถูก Upgrade เป็น กล้อง 360 องศา รอบคัน และเพิ่มระบบ ADAS ที่มี Function ครบครันกว่า อย่าง ระบบเตือนมุมอับสายตา Blind spot แล้วละก็ แค่ 30,000 บาท ที่ต่างกัน เมื่อคำนวนออกมาเป็นเงินผ่อน สรุปว่า เพิ่มขึ้นเดือนละไม่กี่บาท เลือกรุ่น Max ให้มันจบๆไปเถอะ!!

ทุกวันนี้ รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน เข้ามาเปิดตลาดในบ้านเราเยอะมาก เสียจนจำแบรนด์กันไม่หวาดไหว ปัญหาที่แฝงมาด้วย นั่นคือ ความเชื่อมั่นและความน่าไว้ใจ ทั้งในแบรนด์ ผู้ผลิตต้นสังกัด ที่จีน รวมทั้ง ผู้จำหน่ายในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น ความจริงใจ และตั้งใจในการทำธุรกิจ ปัญหาการไม่สต็อกอะไหล่ เน้นแต่จะขายๆๆๆๆๆ เอาเงินๆๆๆๆ กำไรๆๆๆๆๆ โดยไม่สนใจที่จะดูแลลูกค้า ในยามที่รถของผู้บริโภค ประสบอุบัติเหตุ หรือเกิดปัญหา จนต้องเปลี่ยนอะไหล่ ซ่อมแซม งานบริการหลังการขาย สำหรับการทำตลาดรถยนต์ในเมืองไทย คือสิ่งสำคัญมาก และลูกค้าชาวไทย ให้ความสำคัญ เป็นอันดับต้นๆ ในการเลือกตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคัน

จริงอยู่ว่า กลุ่ม Thonburi Panich เอง ก็สั่งสมชื่อเสียงมาตั้งแต่ที่ตระกูล วิริยะพันธ์ เริ่มนำรถยนต์ Mercedes-Benz เข้ามาจำหน่าย รวมทั้ง ตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ ที่สำโรง (ตรงพื้นที่ช้างสามเศียร ในปัจจุบัน) มาจนถึงการเป็นดีลเลอร์ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ของ Mercedes-Benz Thailand ตั้งแต่ ช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ในช่วงปี 1998-1999 แต่ด้วยสถานการณ์ในอนาคต ที่ยากต่อการประเมิณ การกระจายความเสี่ยง ด้วยการหาธุรกิจอื่น มาเริ่มต้นใหม่ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาทำกันอยู่

ดังนั้น ในมุมของผู้บริโภค การที่ Geely จะเข้ามาทำตลาด โดย ให้ Thonburi Neustern เป็นผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ ก็ถือว่า เป็นกันชนที่ดี เพราะการที่ยังมีคนไทย เป็นตัวกลางในการประสานงานด้านต่างๆ กับทางจีน ย่อมดีกว่า บริาัทรถยนต์ ที่คนจีน ตะลุยเข้ามาทำเองทั้งยวง ไม่แบ่งให้ใครกิน

ขณะเดียวกัน ก็นับเป็นโชคดีอย่างหนึ่ง ที่ ทีม Geely ที่เมืองจีนเอง ก็พยายามรับฟังคนไทยได้ดีในระดับหนึ่ง สังเกตได้จากความใส่ใจในการปรับปรุงช่วงล่างของ Geely EX5 ทั้งก่อน และหลังจากออกจำหน่ายไปแล้ว รวมทั้งการปรับเซ็ตช่วง่ล่างของ EX2 นี้ด้วย แม้ว่าคนจีน จะยังดื้อดึงขนาดไหน ทีมไทยยังคงรับมือได้ไหวอยู่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากฝากเอาไว้ก็คือ บริษัทใหม่ เพิ่งก่อตั้งใหม่ ระยะเวลาในการทำงาน ของทีมงาน อาจยังเพิ่งเริ่มต้น ไม่นานนัก ขอให้ดูแลพนักงานในองค์กรให้ดีๆ ทำงานกันเป็นทีม ด้วยใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สามัคคีกัน มีอะไรช่วยเหลือกันในทีม และระหว่างแผนก อย่าให้เกิดการแข่งขันแบ่งพรรคแบ่งพวกกันเองในองค์กร เพราะถ้าทีมงานทุกคน มีความสุขดี พวกเขาจะบริการลูกค้าได้อย่างดี และแบรนด์ก็จะดี ในสายตาผู้บริโภคตามไปด้วย

อยากเห็น Geely อยู่ในเมืองไทย ได้ยาวๆ เหมือนเช่นที่ Thonburi Panich ดำเนินธุรกิจในบ้านเรามานานหลายสิบปี เพราะท้ายที่สุด ผู้บริโภค จะได้มีทั้ง รถยนต์คุณภาพเหมาะสม และการดูแลหลังการขายที่ดี เพื่อแก้ชื่อเสียของผู้ผลิตรถจีนจำนวนมากที่ทำกันเละเทะไว้ในบ้านเราก่อนหน้านี้

ผมยังคงนั่งเฝ้าดูด้วยความหวังต่อไป

—————————///————————–

ขอขอบคุณ / Special Thanks to:

– ฝ่ายการตลาด (Marketing Department)
THONBURI NEUSTERN Co.ltd.
เอื้อเฟื้อรถยนต์ทดลองขับ

เตรียมข้อมูลโดย NAVARAT PANUTAT

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียนและ Geely Holding Group
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
22 มีนาคม 2026

Copyright (c) 2026 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
March 22nd, 2026

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE

————————–///————————–