22 ตุลาคม 1999
Makuhari Messe จังหวัด Chiba ประเทศญี่ปุ่น

เพียง 1 ปี หลังจากเริ่มก้าวเข้าสู่วงการบรรณภิภพ ขณะที่อายุ 19 ปี ผมก็ได้มายืนอยู่ในพื้นที่ของงานแสดงยานยนต์ขนาดใหญ่ที่สุด ในภูมิภาค ASIA อันเปรียบเสมือน เวทีประชันขันแข่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ ระดับเดียวกับงาน Frankfurt Motor Show , Geneva Auto Salon , Detroit Auto Show หรือ Paris Auto Salon ในยุคสมัยเดียวกัน

สำหรับผมแล้ว การได้บินมาถึงญี่ปุ่น เพื่อเข้าชมงานแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันออกของยุคนั้น อย่าง TOKYO MOTOR SHOW มันคือความฝันของเด็กน้อยคนหนึ่ง ที่พลันกลายเป็นความจริง

แน่นอนว่า การได้เห็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นทุกราย พร้อมใจกัน ขนรถยนต์ต้นแบบ และเทคโนโลยีใหม่ๆมาอวดโฉม จัดแสดงบนพื้นที่ในแต่ละบูธ ที่ถูกสร้างสรรค์ ตกแต่งประดับประดา อย่างตระการตา อลังการ โดยพร้อมเพรียงกัน ประชันกับบรรดาผู้ผลิตรถยนต์จากซีกโลกตะวันตก ทั้ง เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ ฯลฯ ที่ไม่ยอมน้อยหน้า ส่งรถยนต์ต้นแบบ และรถยนต์รุ่นใหม่ จากงาน Frankfurt Motor Show ที่จัดขึ้นขึ้นก่อนหน้านั้น 1 เดือน มาอวดโฉมตามติด ในงานเดียวกัน มันเป็นสัมผัสแรกที่ช่างน่าตื่นตาตื่นใจ ยิ่งนัก

ผมยืนอยู่หน้าบูธของ Toyota พื้นที่จัดแสดงใหญ่ที่สุดในงาน เหมือนเช่นในปีก่อนๆ (และทุกปีหลังจากนั้น) พวกเขาออกแบบพื้นที่จัดแสดงให้ดูคล้ายกับห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ แบ่งโซนจัดแสดง แยกเวทีแท่นหมุน (Turntable) สำหรับรถยนต์ต้นแบบทุกคัน งานนั้นเป็นครั้งแรก ที่ผมได้เห็นสารพัดรถยนต์ต้นแบบรุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น…

  • Toyota HV-M4 ร่างต้นแบบของ Toyota Estima Generation 2 ,
  • Lexus Sport Coupe ซึ่งต่อมา ออกสู่ตลาดในนาม Toyota Soarer รุ่นที่ 4 และ Lexus SC รุ่นที่ 2
  • Toyota Opa ต้นแบบของ Hatchback ขนาดกลาง แนวคิดใหม่ ที่ออกขายจริงในปีถัดมา ก่อนเลิกขายปี 2005
  • Toyota Open Deck ต้นแบของ bB Open Deck ผลิตขายจำกัด 1,000 คันในญี่ปุ่นเท่านั้น
  • Toyota FCSV ซึ่งมีบางส่วนเผยให้เห็นถึงภาพร่างของ Corolla ใหม่ในอนาคตหลังจากนั้น
  • Toyota Origin งานทำมือ ฉลองการผลิตรถยนต์ครบรอบ 100 ล้านคัน (รายละเอียด อ่านได้ Click Here)
  • Toyota Celica Cruising Deck จับเอารถสปอร์ตที่เพิ่งเปิดตัว มาทำเป็นรถกระบะ Ute ต่อรถพ่วงแบก Jetski

ในบรรดารถยนต์ต้นแบบทั้งหมด เมื่อเดินกลับออกมาที่ด้านหน้าบูธ ฝั่งขวา ผมกลับสะดุดตา รถยนต์ทรงเหลี่ยมสัน คล้ายกับรถฟักทอง ในเทพนิยาย Cinderella ที่มีจัดแสดง 2 คัน ทั้งบนแท่นหมุน และจอดอยู่บนพื้นด้านล่าง มีสัญลักษณ์แบบใหม่ สี่เหลี่ยม สีส้มสดใส ไม่คุ้นตา Staff Toyota Pretty ประจำบูธ เปิดประตู เชิญชวนให้ผมลองเข้าไปนั่งข้างในรถ

สัมผัสแรกของรถคันนั้น คือพวงมาลัยหุ้มหนัง สีน้ำตาล-ส้ม พร้อมก้านพวงมาลัยสีเงิน และแป้นแตรสีอิฐ ที่หนา แข็ง จับกระชับดูมั่นคง เบาะนั่งแบบ Bench Seat หุ้มด้วยผ้าแนวกระสอบ สีอ่อน ผิวสัมผัส สากๆหน่อย คล้าย Sofa ที่วางขายอยู่ในญี่ปุ่นช่วงนั้น ทัศนวิสัยด้านหน้าเหมือนจะโปร่ง แต่มองไม่เห็นฝากระโปรงหน้ารถ พอหันไปมองด้านหลัง เสาหลังคาแปลกตา รูปทรงคล้าย Ford Anglia ที่หลายคนอาจพอจำได้จาก นิยาย Harry Potter

ผมลุกออกจากรถ รับรู้ได้ทันทีว่า รถคันนี้ น่าจะเน้นขายวัยรุ่น สุภาพสตรี ภายใต้แบรนด์ใหม่ ชื่อ WiLL และน่าจะกำลังเตรียมการออกสู่ตลาดหลังจากงาน Tokyo Motor Show ไม่นานนัก…

และนั่นคือครั้งแรก ที่ผมได้สัมผัส ทำความรู้จักกับ “WiLL”

เรื่องราวของ WiLL เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งกำลังพุ่งทะยานจนเป็นที่จับตาของคนทั้งโลก ตลอดปี 1986 – 1991 กลับเริ่มประสบปัญหา “ฟองสบู่แตก” (Bubble Economy)

จริงอยู่ว่าในช่วงตลอดทศวรรษที่ 1980 ก่อนหน้านั้น ชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก ทำงานหนัก ไม่มีเวลาใช้เงินจนทำให้ปริมาณเงินฝากในทุกธนาคาร อยู่ในระดับเหลือล้น จนวาณิชธนกิจ จำนวนมาก ต้องผองถ่ายไปลงทุนในต่างประเทศ ไปซื้อกิจการต่างๆ หรือก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ มากมาย

อย่างไรก็ตาม ประชาชนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย เลือกที่จะเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ กู้เงินเพื่อซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียม เพื่อการลงทุน ทำให้ราคาบ้านและที่ดินพุ่งพรวดสูงโด่ง จนเริ่มยากที่คนทั่วไปจะเข้าถึงเพื่อครอบครอง และเข้าลงทุนในตลาดหุ้น กันเยอะมาก

เมื่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นเริ่มดิ่งลงอย่างรุนแรงในปี 1990 ผนวกกับ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ : Banks Of Japan) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อทางสินทรัพย์ ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบหดตัวลงอย่างฉับพลัน สถาบันการเงินหลายแห่งต้องเผชิญกับ หนี้เสีย (Bad Loans) จำนวนมหาศาลจากการปล่อยกู้ในช่วงฟองสบู่ ซึ่งหลักประกัน (ที่ดินและหุ้น) มีมูลค่าลดลงอย่างมาก

เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก รัฐบาลญี่ปุ่นในตอนนั้น ก็เริ่มสร้างหนี้มากขึ้น โดยในปี 1990 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 65% ต่อ GDP และเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 1995 แต่ในเมื่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในการเติบโต ทำให้การใช้จ่ายและการลงทุนลดลง GDP ของญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

ไม่เพียงแค่นั้น ในปี 1995 ญี่ปุ่น ยังเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมือง Kobe ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจในระยะสั้น หลายปี

ขณะนั้น ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของแดนอาทิตย์อุทัย อย่าง Toyota ก็กำลังเผชิญปัญหาสำคัญ นั่นคือ ส่วนแบ่งการตลาดในญี่ปุ่น บ้านตัวเอง ลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 40% เพราะลูกค้าเริ่มไม่มีกำลังซื้อรถยนต์ใหม่มากเท่าสมัยก่อน ขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดรถยนต์ของญี่ปุ่น ปัญหาอีกประการหนึ่งก็ปรากฏชัดเจนขึ้น นั่นคือ คนรุ่นใหม่และกลุ่มลูกค้าผู้หญิง มีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงแบรนด์ Toyota เนื่องจากมองว่า บรรดารถยนต์รุ่นใหม่ของ Toyota ในตอนนั้น เริ่มไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป อันเป็นผลมาจากการแพร่หลายของอุปกรณ์ใหม่ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ และการเข้ามาของ Internet

ช่วงปี 1995 ความนิยมในรถยนต์อเนกประสงค์ เพื่อการพักผ่อน (RV : ReCreation Vehicle) เริ่มมากขึ้น สวนทางกับการเติบโตของตลาดรถยนต์ในภาพรวม Toyota เองก็กำลังพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ทั้ง RAV4 , Hilux SURF / 4RUNNER ไปจนถึง รถตู้ LiteAce NOAH / TownAce NOAH และรถตู้รุ่นใหญ่อย่าง Granvia ไปจนถึง Minivan รุ่น IPSUM ฯลฯ แต่ในระหว่างนั้น พวกเขาก็ยังจำเป็นต้องทำตลาดรถยนต์ตระกูล Sedan ที่มีเต็ม Lineup ไปหมด แถมงานออกแบบในช่วงนั้น ยังต้องอยู่ในช่วงรัดเข็มขัด ทำให้งานออกแบบของรถยนต์แต่ละรุ่น ดูเรียบๆ และไม่ดึงดูดใจผู้บริโภคยุคใหม่เลยแม้แต่น้อย

เดือนสิงหาคม 1995 Hiroshi Okuda ผู้ซึ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง President ของ Toyota Motor Corporation แทนที่ Tatsuro Toyoda ทายาทลำดับที่ 2 ของตระกูล Toyoda ซึ่งหมดวาระไป ได้เรียกร้องอย่างจริงจังให้ทุกคนใน Toyota ท้าทายทุกแง่มุมของธุรกิจของบริษัทเช่นเดียวกับที่พนักงาน Toyota รุ่นบุกเบิก เคยทำเมื่อยุคก่อตั้งบริษัท และกระตุ้นให้เกิดเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของรสนิยมผู้บริโภค

ประธาน Okuda รู้สึกอย่างแรงกล้าถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถานะที่อ่อนแอลงของ Toyota ในตลาดญี่ปุ่น และได้วางเป้าหมายสำคัญให้กับบริษัท ดังนี้

1) เร่งขยายธุรกิจนอกประเทศญี่ปุ่น
2) พัฒนาและขยายธุรกิจใหม่
3) เสริมสร้างความสามารถในการวางแผนผลิตภัณฑ์และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเป็นพื้นฐาน และ
4) ฟื้นคืนส่วนแบ่งการตลาดของ Toyota ในญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุและปัจจัยทั้งหมดนี้ Toyota จึงแถลงข่าวออกมา เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 1997 ว่าพวกเขาจะก่อตั้ง หน่วยงานใหม่ ในชื่อ Virtual Venture Company (VVC) โดยจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 1997 เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในช่วงอายุ 20-30 ปี

VVC ประกอบด้วยพนักงานรุ่นใหม่ที่ได้รับการคัดเลือกจากภายในองค์กรอย่างเปิดเผย และนำวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนผลิตภัณฑ์และการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ ไปจนถึงการทำตลาด

หลังจากเฝ้าศึกษาอยู่พักใหญ่ Toyota ก็เกิดแนวคิดว่า ถ้าจะจับมือกับบรรดา บริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆแห่ง เพื่อร่วมกันผลิตสินค้าและบริการ หลากหลายรูปแบบ ตามความถนัดของตน แล้วนำมาทำตลาดร่วมกัน ภายใต้แบรนด์เดียวกัน น่าจะพอช่วยเรียกความสนใจในหมู่ลูกค้าวัยรุ่น โดยเฉพาะกลุ่มสตรี ได้แน่ๆ

เพื่อให้ภาพในความคิด กลายมาเป็นความจริง Toyota Motor Corporation จึงจับมือกับ พันธมิตร ต่างอุตสาหกรรม เพื่อสร้างสินค้ารูปแบบใหม่ มากมาย ดังมีรายนามต่อไปนี้

  • Asahi Breweries, Ltd., ผู้ผลิตเบียร์ และเครื่องดื่ม Asahi
  • Kao Corporation ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ (ผงซักฟอก แอทแทค ,ไฮเตอร์ แชมพูแฟซ่า ฯลฯ)
  • Kinki Nippon Tourist Co., Ltd. (บริษัท จัดทัวร์ และการท่องเที่ยว) ปัจจุบันใช้ชื่อ KNT
  • Matsushita Electric Industrial Co., Ltd. ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า National / Panasonic / Technics

หลังจากนั้น เมื่อช่วงปี 2000 พันธมิตรใหม่ อีก 2 ราย ก็ตามมา นั่นคือ

  • KOKUYO CO.,Ltd. ผู้ผลิตเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน
  • Ezaki Glico CO.,Ltd. ผู้ผลิต ขนม ลูกอม อาหาร ฯลฯ ในแบรนด์ กูลิโกะ

ทุกบริษัทข้างต้น ต่างตกลงร่วมันในการ สร้างแบรนด์ใหม่ข้ามอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก ในประเทศญี่ปุ่น โดยใช้ชื่อ “WiLL” ซึ่งสื่อถึง “อนาคต” แบรนด์นี้จะนำเสนอ Solution ด้าน Life Style สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่และกลุ่มสุภาพสตรี โดยแต่ละบริษัท ก็จะผลิตสินค้า และบริการ ออกมา ให้สอดรับกับแนวคิดพื้นฐานของแบรนด์ WiLL

Toyota เริ่มปล่อยความเคลื่อนไหวของแบรนด์ WiLL ออกสู่สายตาสาธารณชนครั้งแรก ใรูปแบบการแถลงข่าวผ่าน เอกสารสำหรับสื่อมวลชน Press Release ซึ่งออกมาร่วมกัน และมีแต่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 1999 โดยแต่ละบริษัท จะพัฒนา และผลิตสินค้า ที่ตนถนัด ออกจำหน่าย แตกไลน์จากแบรนด์ปัจจบุันของแต่ละราย โดยใช้ชื่อ WiLL เพื่อให้เข้าใจได้ว่า เป็นสินค้าที่ถูกสร้างขึ้นมา ภายใต้แนวคิด แนวทาง กลุ่มเป้าหมาย และรสนิยม ที่สอดคล้องหรือเหมือนกัน

บริษัท Asahi Breweries, Ltd., ผลิตเครื่องดื่มออกมาจำหน่าย ภายใต้แบรนด์ WiLL 3 รายการ ดังนี้

  • WiLL Smooth Beer – Lightly colored draft beer, ออกสู่ตลาดเมื่อ วันที่ 28 ตุลาคม 1999 
  • WiLL Sweet Brown Beer – Mid-dark draft beer ออกสู่ตลาดเมื่อ วันที่ 23 มีนาคม 2000 
  • WiLL Beside – Draft Beer 
  • WiLL Be Free – Soft drink, ออกสู่ตลาดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2001

(การนำเสนอข้อมูลข้างต้น ในย่อหน้านี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบบทความ เพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ในอดีต ของแคมเปญการตลาดนี้ เท่านั้น Headlightmag ไม่สนับสนุน การดื่มอย่างปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราขอประณามพฤติกรรม เมาแล้วขับ อย่างรุนแรง และการจำหน่าย แอลกอฮอลล์ ให้กับผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย สินค้าที่เห็นในภาพข้างบน ปัจจุบัน ยุติการทำตลาดไปนานหลายสิบปีแล้ว) 

Kao Corporation ผู้ผลิตสินค้าอุปโภค ชั้นนำที่คนไทยรู้จักกันดี กับแชมพูสระผม แฟซ่า (Feature) เอสเซ็นเชียล (Essential) ผงซักฟอกแอทแทค (Attack) หรือ ผ้าอนามัย ลอริเอะ (Laurie) ส่งสินค้าออกสู่ตลาดภายใต้แบรนด์ WiLL รวม 3 รายการ ดังนี้

  • WiLL Clear Mist – Deodorant for clothing, ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 1999 
  • WiLL Air-washing Mist – Fragrance and Deodorant, ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 8 เมษษยน 2000 
  • WiLL OneWeek Aroma – Air Freshener, ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2000

บริษัท Kinki Nippon Tourist Co., Ltd. (บริษัท จัดทัวร์ และการท่องเที่ยว) ปัจจุบันใช้ชื่อ KNT ออกโปรแกรมการท่องเที่ยว ในรูปแบบที่ ช่วยให้ลูกค้า ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น สามารถกำหนดแผนการเดินทาง แผนการขึ้นเครื่องบิน โรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยวได้เอง ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

  • WiLL TOUR (OVERSEAS) เปิดขาย Package เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 1999
  • WiLL Tour City and Resort Hotel
  • WiLL TOUR SPORTS เปิดขาย Package เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2000 
  • WiLL Tour City and Resort
  • WiLL Tour Culture
  • WiLL Tour Free Plan
  • WiLL Tour Relax

บริษัท Matsushita Electric Industrial Co., Ltd. ผู้ผลิตเครื่องไฟฟ้า National / Panasonic (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Panasonic Corporation) พัฒนาเครื่องไฟฟ้า ทั้งหมวด เครื่องใช้ภายในบ้าน หมวดเครื่องไฟฟ้า ด้านภาพและเสียง (Audio Visual) และจักรยาน ภายใต้แบรนด์ WiLL ออกมา สินค้าในตระกูล WiLL มักมีดีไซน์แบบ Retro-futuristic (ย้อนยุคแต่ดูล้ำสมัย) โดยเฉพาะตู้เย็น WiLL FRIDGE mini ที่กลายเป็นของสะสมยอดฮิตมาจนถึงปัจจุบัน

รายการสินค้า ตั้งแต่ปี 1999 – 2004 มีดังนี้

Launch Date Name Product Model
1 พฤศจิกายน 1999 WiLL PC Desktop Personal Computer CF-E1
1 กุมภาพันธ์ 2000 WiLL FRIDGE Refrigerator NR-B26B1
1 กุมภาพันธ์ 2000 WiLL RANGE Microwave Oven NE-R1
10 กรกฎาคม 2000 WiLL MD Portable MiniDisc Player SJ-MW1, 2, 3
14 กรกฎาคม 2000 WiLL PC Desktop Personal Computer CF-E1XV
20 กรกฎาคม 2000 WiLL BIKE Bicycle B-PWS27
1 ตุลาคม 2000 WiLL THEATER DVD Micro Component SC-PM08
20 มิถุนายน 2001 WiLL TELEVIDEO TV with Video Player TH-21VFA20
5 มกราคม 2002 WiLL CLEANER Vacuum Cleaner MC-U33A
1 กุมภาพันธ์ 2002 WiLL FRIDGE mini Refrigerator NR-B16RA
1 กุมภาพันธ์ 2002 WiLL BIKE A Compact Bicycle B-WA21
1 กุมภาพันธ์ 2002 WiLL A-PURE Alkaline Pure Water Maker PJ-A301
1 กุมภาพันธ์ 2002 WiLL CLEANER Vacuum Cleaner MC-U100XD
1 มิถุนายน 2002 WiLL FAX FAX KX-PW100CL
15 กันยายน 2002 WiLL ION CONDITIONER ION Conditioner F-AS1
2 ธันวาคม 2002 WiLL D-snap SD Multimedia Camera SV-AV30
1 กุมภาพันธ์ 2003 WiLL LAUNDRY Washing Machine NA-F50XD
1 เมษายน 2003 WiLL CLEANER F Vacuum Cleaner MC-BF1
21 สิงหาคม 2003 WiLL CUSHION HEATER Cushion with Heater DB-CH1
19 กันยายน 2003 WiLL FAX FAX KX-PW110CL
22 พฤศจิกายน 2003 WiLL D-snap SD Multimedia Camera SV-AV35
10 มกราคม 2004 WiLL FRIDGE mini Refrigerator NR-B162R
20 มกราคม 2004 WiLL CLEANER Cyclone Vacuum Cleaner MC-U35M / A
1 กุมภาพันธ์ 2004 WiLL A-CUBE Alkaline Pure Water Maker PJ-A303
1 กุมภาพันธ์ 2004 WiLL LAUNDRY Washing Machine NA-F50XD2
15 กุมภาพันธ์ 2004 WiLL ELECTRIC BIKE Electric Bicycle BE-EHF07
15 พฤษภาคม 2004 WiLL BIKE SWEETS Bicycle B-PWSS27+

หลังจากนั้น เมื่อช่วงปี 2000 พันธมิตรใหม่ อีก 2 ราย ก็ตามมา นั่นคือ

– บริษัทผลิตเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน KOKUYO
– บริษัทผลิตขนบขบเคี้ยว Eizaki Glico (กูลิโกะ)

ผู้ผลิตขนม และอาหาร Eizaki Glico ส่งสินค้าออกจำหน่าย ภายใต้แบรนด์ WiLL รวม 4 รายการ ดังนี้

  • WiLL On Time Chocolate ออกสู่ตลาดเมื่อ วันที่ 19 กันยายน 2000
  • WiLL RELAX TABLET ออกสู่ตลาดเมื่อ วันที่ 19 กันยายน 2000
  • WiLL ICE FOR RELAX ไอศครีม ออกสู่ตลาดเมื่อ วันที่ 5 มีนาคม 2001
  • WiLL NIGHT CAFE ไอศครีม ออกสู่ตลาด เมื่อ วันที่ 22 เมษายน 2002
  • WiLL REFRESH CAPSULE ออกสู่ตลาด เมื่อ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2002

 

บริษัท KOKUYO CO.,LTD. เข้าร่วมโปรเจกต์ WiLL ด้วยการ ผลิต ชุดเครื่องเขียน และ Furniture ทั้งในบ้าน และในสำนักงาน ออกสู่ตลาด ภายใต้แบรนด์ WiLL หลายรายการด้วยกัน ดังนี้

  • WiLL COSFI ZZ STATIONERY – ชุดเครื่องเขียน ออกจำหน่ายเมื่อ วันที่ 10 กรกฎาคม 2000
  • WiLL COSFIZZ FURNITURE – ชุดเฟอร์นิเจอร์ ออกจำหน่ายเมื่อ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2000
  • WiLL STATIONERY COOL – ชุดเครื่องเขียน ออกจำหน่ายเมื่อ วันที่ 26 มิถุนายน 2001 
  • WiLL STATIONERY ACTIC – ชุดเครื่องเขียน ออกจำหน่ายเมื่อ วันที่ 10 มิถุนายน 2002

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดข้างต้นนั้น คือ ผลจากความร่วมมือกันระหว่าง บริษัทชั้นนำระดับประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการ WiLL โดยนอกจากแต่ละแบรนด์ จะยังคงจำหน่ายสินค้าแบรนด์ WiLL ผ่านช่องทางการทำตลาดดั้งเดิมของตนแล้ว ยังมีการตั้งโชว์รูมพิเศษ ขึ้นมารองรับด้วย เช่น WiLL V’S SQUARE AOYAMA ในย่าน Omotesando (Kita-Aoyama) ซึ่ง Toyota เช่าพื้นที่ไว้ทำโชว์รูมพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 1999 ถึง 30 ตุลาคม 2001

ขณะเดียวกัน Matsushita Electric ยังแบ่งพื้นที่ ของศูนย์นิทรรศการ Panasonic Center ที่ ARiAKE ในเขต Tokyo New Port (ปลายสายรถราง Monorail Yurikamome) ให้มีพื้นที่จัดแสดงสินค้าแบรนด์ WiLL ภายใต้ชื่อ WiLL SQUARE ARiAKE ขึ้นมาเป็นพิเศษ อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น KOKUYO เข้าร่วมโปรเจกต์ WiLL ด้วยการ เปิดโชว์รูม WiLL’s M Square เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2000 และ WiLL Shop Shibuya เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2002 เพื่อจัดแสดงทั้ง ผลิตภัณฑ์ของตนเองรวมทั้ง สินค้าแบรนด์ WiLL จากทั้ง Ezaki Glico และ Matsushita Electric Industrial Co., Ltd. อีกด้วย

แล้ว TOYOTA ละ?

ตามแผนการแล้ว Toyota จะพัฒนารถยนต์ออกมา เพื่อทำตลาดในแบรนด์ WiLL เบื้องต้น 3 รุ่น โดยกำหนดให้ มี รถยนต์ 2 รุ่น ที่พัฒนาขึ้นจากพื้นฐานโครงสร้างวิศวกรรม NBC (New Basic Car) Platform ร่วมกับ Toyota Vitz/Yaris 1st generation , Toyota FunCarGo, Toyota Soluna VIOS รุ่นปี 2002 ,Toyota bB (Scion xB) , Toyota ist (Scion xA), Toyota RACTIS ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์อีก 1 รุ่น ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานโครงสร้างวิศวกรรม NCV (New Compact Value / New Century Value) Platform ร่วมกับ Toyota COROLLA / Corolla FIELDER / Corolla ALTIS / Corolla SPACIO

โดยรถยนต์ทุกคัน จะทำตลาด ผ่านช่องทาง On-Line บน Website Willshop.com ที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกัน ยังคงสงวนช่องทางจำหน่ายตามปกติ ให้กับเครือข่ายจำหน่าย VISTA Dealer Channel ทั่วประเทศญี่ปุ่น

หลังจาก Toyota และพันธมิตรทุกราย แถลงข่าวเปิดตัวแบรนด์ WiLL และทะยอยนำสินค้าเริ่มออกวางจำหน่ายไปก่อนแล้ว Toyota จึงเริ่มส่ง WiLL Vi รถยนต์คันแรกภายใต้แบรนด์นี้ ออกอวดโฉมเป็นครั้งแรก ในงาน Tokyo Motor Show ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 3 พฤศจิกยน 1999

TOYOTA WiLL Vi
January 17th,2000 – December 2001

ผลผลิตแรกสุดจากโครงการ WiLL ถูกเผยโฉมครั้งแรก สู่สายตาสาธารณชน ชาวญี่ปุ่น ในงาน Tokyo Motor Show วันที่ 22 ตุลาคม 1999 หลังจากนั้น อีกเพียง 2 เดือน Toyota ก็ใช้พื้นที่โชว์รูมขนาดใหญ่ของตนในตอนนั้น อย่าง MEGA WEB ที่ เขตเมืองใหม่ริมอ่าว Tokyo อย่าง Odaiba (ตอนนี้ ถูกรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่เป็น Toyota ARENA Tokyo) เป็นสถานที่จัดงานเปิดตัว WiLL Vi และออกสู่ตลาดวันแรก 17 มกราคม 2000 โดยโรงงาน Miyagi Ohira ของ บริษัท Central Motors อันเป็นบริษัทในเครือของ Toyota รับหน้าที่ดูแลการผลิตทั้งหมด

WiLL Vi คือรถยนต์ที่ได้รับการวิจัยมาเป็นเวลานานแล้วก่อนหน้านี้ ภายใต้แนวคิด “รถยนต์ต้นแบบรุ่นใหม่ในประเภทที่ Toyota ยังไม่เคยมี” และด้วยการที่ Toyota ตัดสินใจ เปิดตัวแบรนด์ WiLL แยกออกมาใหม่ เพื่อเน้นเอาใจกลุ่มลูกค้าสมัยใหม่ ทำให้ WiLL Vi ถูกเลือกให้เป็นรุ่นรถที่เหมาะสม สำหรับการเป็นรถยนต์รุ่นประเดิมของแบรนด์ WiLL โดยปริยาย

ชื่อรุ่น Vi นั้น ตัว V หมายถึง Vehicle หรือยานพาหนะ ส่วน i หมายถึง “identity” (ตัวตน) “independence” (ความอิสระ) และ “individuality” (ความแตกต่าง) ซึ่งหมายรวมถึงการเป็นตัวของตนเอง (หรือ I) แนวคิดของรถคันนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งเป็น สุภาพสตรี โสด อายุ 20 ปีขึ้นไป

WiLL Vi ใช้รหัสรุ่น NCP19 ถูกสร้างขึ้น บนพื้นตัวถัง และโครงสร้างวิศวกรรม NBC (New Basic Car) สำหรับรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่ ร่วมกับ Vitz/Yaris Platz/Echo รวมทั้ง Soluna Vios ในตลาดบ้านเรา เพียงแต่ว่า มีการออกแบบโครงสร้างตัวถังภายนอก ให้ดูแปลกตา แหวกแนว

รูปลักษณ์ภายนอกของ WiLL Vi เป็นผลงานการออกแบบของ Michio Tada และ Jiro Goto จากทีมออกแบบของ Toyota ในสำนักงาน Tokyo Design Department

Michio Tada กล่าวว่า “ผมออกแบบตัวรถ ให้มีความเป็นสากล ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูโดดเด่น” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ด้วยบุคลิกเฉพาะตัวที่ชัดเจน เราตั้งเป้าที่จะสร้างความประทับใจที่ไม่เหมือนใคร”

Jiro Goto กล่าวว่า “ผมรู้สึกประหม่าเพราะเป็นประสบการณ์ที่ไม่คุ้นเคยในการนำเสนอข้อมูลและงานออกแบบของ Toyota ต่อบริษัทอื่นๆ ที่เข้าร่วมในโครงการแบรนด์ WiLL ในระหว่างการพัฒนา”

จุดเด่นในการออกแบบภายนอกของ WiLL Vi อยู่ที่ลักษณะรูปลักษณ์ภายนอกตัวรถ ที่คล้ายกับการเอา วงกลมมาผ่าครึ่ง เสาหลังคาคู่หลัง C-Pillar มีลักษณะ ตัดเฉียง คล้ายกับได้แรงบันดาลใจจากรถยุโรป ในช่วงทศวรรษ 1960 เช่น Citroen ami และ Ford Anglia (รถยนต์ใน Harry Potter ซึ่งเป็นต้นตระกูลของ Escort และ Focus ในกาลต่อมา) นอกจากนี้ ยังเสริมความพิเศษ ด้วย Option อย่าง หลังคาผ้าใบเปิด-ปิดได้ “Canvas Top” ให้ลูกค้าได้เลิอกสั่งซื้อติดตั้งอีกด้วย

เมื่อดูโดยรวมแล้ว เหมือนการนำรถฟักทองในนิยายเรื่อง Cinderella กลับมาตีความใหม่ให้ดูร่วมยุคสมัยในขณะนั้น

อย่างๆไรก็ตาม งานออกแบบลักษณะนี้ เมื่อนำมาใช้งานกับโลกในยุคปัจจุบัน ก็ก่อให้เกิดปัญหาได้ เมื่อมีการรายงาน โดยเว็บไซต์ Response.jp เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2001 ว่า ผู้เขียนบทความชิ้นนั้น บังเอิญไปเติมน้ำมัน ที่สถานีบริการแห่งหนึ่ง แล้วพบคำเตือนสำหรับเจ้าหน้าที่ว่า ห้ามนำ WiLL Vi เข้าเครื่องล้างรถอัตโนมัติ โดยเด็ดขาด เพราะตัวลูกกลิ้งล้างรถ อาจหมุนและเคลื่อนตัวผิดจังหวะ จากรูปทรงของรถ จนก่อให้เกิดความเสียหายกับตัวรถได้ (รายละเอียดเป็นภาษาญี่ปุ่น คลิกอ่านต่อได้ที่นี่ Click Here)

ตัวถังมีความยาว 3,760 มิลลิเมตร กว้าง 1,690 มิลลิเมตร สูง 1,575 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,370 มิลลิเมตร น้ำหนักตัว 940 กิโลกรัม

กุญแจเป็นแบบ Remote Control กดปุ่มสั่งล็อก หรือปลดล็อกได้จากตัวกุญแจ แต่ยังไม่มีระบบ Smart Entry และ Push Start ใดๆ มาให้ ยังคงต้องติดเครื่องด้วยการเสียบตัวกุญแจบริเวณคอพวงมาลัยฝั่งขวา เหมือนรถยนต์ทั่วไปใยุคนั้นตามเดิม ด้านหลังของตัวกุญแจ ติดสัญลักษณ์ WiLL สีส้ม เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นรถ

แผงหน้าปัด ออกแบบในสไตล์ Modern Retro สีส้ม ชวนให้นึกถึง ขนมปัง Hot Dog ด้านบนใช้โทนเข้ม ด้านล่างใช้โทนอ่อน ช่องแอร์เป็นแบบวงกลม สีเทาเข้ม ทั้ง 4 ตำแหน่ง ใต้ช่องแอร์ด้านข้างทั่งฝั่งคนขับและผู้โดยสาร มีลิ้นชักวางแก้วน้ำ เลื่อนเปิด-ปิดได้ มาให้ทุกคัน ขนาดของมัน แค่เพียงพอให้วางเครื่องดื่มกระป๋องขนาดมาตรฐาน

พวงมาลัยสีส้มอ่อน จับกระชับมือดีประมาณหนึ่ง ก้านพวงมาลัยทั้ง 3 เป็นสีเงิน วัสดุที่ใช้ค่อนข้างแข็ง มีน้ำหนักมากเอาเรื่อง แป้นแตรตรงกลาง สีส้มเข้ม ค่อนข้างแข็ง กดยาก ปรับระดับได้แค่สูง – ต่ำ เท่านั้น แถมยังปรับได้ไม่เยอะนัก ไม่สามารถปรับระยะใกล้-ห่างจากตัวผู้ขับขี่หรือ Telescopic ได้

คันเกียร์ ติดตั้งบนคอพวงมาลัยแบบ Column shift หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “เกียร์มือ” หัวเกียร์เป็นลูกปิงปองสีส้ม มีปุ่มกดปลดล็อกตำแหน่งเกียร์ จาก P ไป R หรือ D ไป R เป็นสีดำ อยู่ด้านบน ส่วนเบรกมือ ออกแบบให้เป็น เบรกจอด ใช้เหยียบลงไปจนสุด เพื่อล็อกรถ และเหยียบจมสุดอีกครั้ง เพื่อคลายล็อก แบบเดียวกับ Toyota Corolla Cross เวอร์ชันไทย ในปัจจุบัน ก่อน Minorchange

ชุดมาตรวัด ติดตั้งไว้ตรงกลางแผงหน้าปัด เช่นเดียวกับ Toyota Vitz/Yaris และ Vios รุ่นแรก กระนั้น ก็ยังมีความแตกต่างจากเวอร์ชันต้นแบบเล็กน้อย เพราะในเวอร์ชันต้นแบบที่จัดแสดงในงาน Tokyo Motor Show นั้น มาตรวัดความเร็วอยู่ตรงกลาง แต่ในรุ่นจำหน่ายจริง มาตรวัดความเร็ว ถูกย้ายมาอยู่ฝั่งขวา ตรงกลาง เพิ่มไฟบอกตำแหน่งเกียร์ ฝังซ้ายเป็นไฟสัญญาณเตือนต่างๆ และจอแสดงข้อมูลการขับขี่ อัตราสิ้นเปลือง ฯลฯ เพิ่มเข้ามาให้จากเวอร์ชันต้นแบบ

กระจกหน้าต่างทุกบานเป็นแบบ UV Cut Glass กรองแสง UV มาให้ทุกคัน หน้าต่างคู่หน้า เลื่อนขึ้นลงได้ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto One Touch เฉพาะฝั่งคนขับ ส่วนกระจกหน้าต่าง คู่หลัง ยังคงต้องหมุนคันโยกเลื่อนขึ้น – ลง แบบรถยนต์ยุคโบราณ เนื่องจากทีมออกแบบมองว่า ด้านหลัง ไม่ค่อยมีผู้โดยสาร มานั่งบ่อยๆ จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งระบบไฟฟ้ามาให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

ภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งเป็นแบบ ม้านั่ง Bench Seat เชื่อมเข้าด้วยกัน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยเบาะหน้า สามารถแยกฝั่ง ปรับเลื่อนขึ้นหน้า-ถอยหลัง หรือปรับพนักพิงเอนลงได้ ทั้งซ้าย – ขวา ส่วนเบาะหลังไม่สามารถแบ่งพับเพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของได้เลย

ตัวเบาะบุด้วยผ้าแบบสาก คล้ายกับผ้าทำกระเป๋าย่าม (แต่ไม่ใช่ผ้ายีนส์) ตัวฟองน้ำ ค่อนข้างหนาและแน่นกว่า เบาะคู่หน้าของ Nissan Cube Gen 2 อยู่สักหน่อย พนักศีรษะเป็นแบบแน่นแข็ง ด้านข้างเบาะรองนั่งคู่หน้า มีคันโยกหัวสีส้ม สำหรับปรบพนักพิงเอนลงไปทางด้านหลัง และมีช่องใส่เอกสารและข้าวของจุกจิก Seat Side pocket รวมทั้งช่องใส่หนังสือ นิตยสาร บริเวณฝั่งซ้ายของแผงหน้าปัด และช่องใส่เอกสาร แบบตาข่ายบริเวณแผงประตูคู่หน้า

แผงควบคุมกลางเป็นสีเงิน ตัดกับสีส้มของแผงหน้าปัดโดยรวม เครื่องปรับอากาศเป็นแบบมือหมุน มี Heater มาให้ สวิตช์ไฟฉุกเฉินและไล่ฝ้า ติดตั้งอยู่ถัดขึ้นไป มีขนาดเล็ก ใช้งานในยามฉุกเฉิน ไม่ค่อยถนัด วิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น Cassette Tape และ เครื่องเล่น CD พร้อมลำโพง 4 ชิ้น ติดตั้งมาให้จากโรงงาน หรือจะเลือกสั่งชุดเครื่องเสียงคุณภาพดีกว่านี้ได้เอง

WiLL Vi วางขุมพลัง เพียงแบบเดียว เป็นเครื่องยนต์ ในตระกูล BEAMS รหัส 2NF-FE เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,298 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 75 x 73.5 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.5 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วย หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ EFI พร้อมระบบแปรผันวาล์วที่หัวแคมชาฟต์ VVT-i กำลังสูงสุด 88 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.5 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ Super ECT อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามมาตรฐานทดสอบ 10 – 15 Mode ของรัฐบาลญี่ปุ่น 18.0 กิโลเมตร/ลิตร

พวงมาลัย Rack & Pinion พร้อม Power ผ่อนแรงแบบ ไฮโดรลิค รัศมีวงเลี้ยว อยู่ที่ 4.9 เมตร ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Strut พร้อม Coil Spring ส่วนด้านหลัง เป็นแบบ Torsion Beam พร้อม Coil Spring ระบบห้ามล้อ คู่หน้าเป็น ดิสก์เบรกแบบมีรูระบายความร้อน ส่วนด้านหลัง เป็นดรัมเบรก เสริมการำงานด้วย ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบเพิ่มแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน Brake Assist ถังน้ำมัน 45 ลิตร กระทะล้อเป็นเหล็ก พร้อมฝาครอบเต็มวง ขนาด 15 นิ้ว สวมยางขนาด 165/65R15

ด้านความปลอดภัย Toyota พัฒนาโครงสร้างตัวถังของ WiLL Vi ตามแนวทาง GOA รวมทั้งติดตั้ง ถุงลมนิรภัยคู่หน้า Dual SRS และ เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 4 ตำแหน่ง (กลางเบาะหลัง เป็นแบบ 2 จุด คาดเอว) โดยคู่หน้า เป็นแบบ ลดแรงปะทะ พร้อมระบบดึงกลับอัตโนมัติ Pre tensioner & Load Limiter มาให้เท่าๆกับ Toyota ขนาดเล็กกลุ่ม Vitz / Yaris , Soluna Vios, FunCargo และกลุ่มรถยนต์จาก Platform NBC คันอื่นๆ

อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจก็คือ WiLL Vi จะมีสีตัวถังให้เลือก มากถึง 6 สี ในช่วงเปิดตัว ดังนี้

  • สีเงิน Silver Metallic (1CO)
  • สีดำ Black (202)
  • สีขาว Super White II (040)
  • สีฟ้า Blue Metallic (BN0)
  • สีชมพู Pale Rose Metallic Opal (3N7)
  • สีเขียวอ่อน Yellow Green Metallic Opal (6Q9)

Toyota ตั้งราคา WiLL Vi เอาไว้ที่ 1,300,000 Yen ในรุ่นปกติ และ 1,450,000 Yen ในรุ่นหลังคาผ้าใบ Canvas top ทำตลาดผ่านโชว์รูมเครือข่ายจำหน่าย VISTA ตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ระดับ 1,500 คัน/เดือน

หลังออกสู่ตลาดในญี่ปุ่นได้ 1 เดือน Toyota ก็ประกาศความสำเร็จของ WiLL Vi ด้วยยอดสั่งจอง ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำตลาด 17 มกราคม 2000 – 16 กุมภาพันธ์ 2000 รวมมากถึง 4,500 คัน ทะลุเป้าหมายยอดขาย 1,500 คัน/เดือน ที่ตั้งเอาไว้ถึง 2 เท่า! และเมื่อเวลาผ่านไป 5 เดือน WiLL Vi ก็มียอดขายสะสมรวมกันมากถึง 7,900 คัน! จนกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม 2000 ยอดขายสะสม ก็ผ่านหลัก 10,000 คันไปได้ด้วยดี!

ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ สัดส่วนเพศของลูกค้านั้น กลับกลายเป็นว่า 67% เป็นผู้ชาย ขณะที่ผู้หญิง อยู่ที่ 33% ช่วงอายุ 20 ปี อยู่ที่ 28% ช่วงอายุ 30ปี อยู่ที่ 38% และช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 34% และลูกค้าส่วนใหญ่ เลือกซื้อ สีเงิน ถึง 38% รองลงมาคือสีขาว 31% สีชมพู 9% สีดำ 8% สีฟ้า 5% และสีเขียว 4%

กระนั้น เพื่อให้เกิด Motivation ในตลาด และกระตุ้นให้เกิดความสดใหม่ของตัวรถในสายตาผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ  Toyota ก็เริ่มปรับเปลี่ยนรายละเอียดของ WiLL Vi ไปเรื่อยๆ เป็นระยะๆ

3 สิงหาคม 2000 ทีมการตลาด ปรับเปลี่ยนสีรถให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายภายใต้ Campaign การตลาดใหม่ “New Colors , New Interior” โดยถอด สีฟ้า Blue Metallic (8NO) สีชมพู Pale Rose Metallic Opal (3N7) และสีเขียว Yellow Green Metallic Pearl (6Q9) ออกจาก Catalog

แล้วแทนที่ด้วย สีโทนใหม่ 3 สี เริ่มจาก สีเขียว Dark Green Mica (6Q7) , สีเหลืองทอง Gold Metallic (581) และสีแดงเลือดหมู Bordeaux Mica (3P2) ทำให้ Lineup ของสีตัวถังเปลี่ยนไป เป็นดังนี้

  • สีเงิน Silver Metallic (1CO)
  • สีดำ Black (202)
  • สีขาว Super White II (040)
  • สีเขียว Dark Green Mica (6Q7)
  • สีเหลืองทอง Gold Metallic (581)
  • สีแดงเลือดหมู Bordeaux Mica (3P2)

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มโทนสีภายในห้องโดยสารใหม่ เป็นโทนสีดำ FA20 มาให้เลือก เข้าคู่กับ สีตัวถัง เงิน ดำ และ ขาว เท่านั้น

2 ตุลาคม 2000 เพิ่มรุ่นพิเศษ WiLL Vi “WEB VERSION” สีตัวถังภายนอก ขาว Super White II ตัดสลับกับ Strawberry Mixtone และสี Pale Rose Metallic ตัดสลับกับ Strawberry Mixtone ออกจำหน่ายผ่านทาง Website www.Willshop.com จำนวนจำกัดเพียง 100 คัน เท่านั้น โดยแต่ละคัน จะมีเลขประทับ Serial Number ให้ด้วย ลูกค้าสั่งจองได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2000 ในลักษณะ First come first serve (มาก่อนได้ก่อน)

10 มกราคม 2001 มีการเปลี่ยนสีตัวถังใหม่กันเป็นครั้งที่ 2 คราวนี้ ทั้ง 3 สี อย่าง Dark Green Mica (6Q7) , สีเหลืองทอง Gold Metallic (581) และสีแดงเลือดหมู Bordeaux Mica (3P2) ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อเดือนสิงหาคม 2000 ถูกถอดออกไปทั้งหมด

แล้วแทนที่ด้วย 3 โทนสีใหม่ สไตล์ Pastel ทั้ง สีฟ้า Cool White (069) สีขาว Vanilla White (067) และสีชมพู Vintage Lavender (947) ทุกสี ยังคงมาพร้อมกับภายใน สี Terracotta ตามเดิม โดยภายในสีดำ ก็ยังคงมีให้เลือกเฉพะ สีเงิน ดำ และ ขาว ไม่เปลี่ยนแปลง

Lineup ของสีตัวถัง ปรับปรุงใหม่มีดังนี้

  • สีเงิน Silver Metallic (1CO)
  • สีดำ Black (202)
  • สีขาว Super White II (040)
  • สีฟ้า Cool White (069)
  • สีขาว Vanilla White (067)
  • สีชมพู Vintage Lavender (947)

อีกการปรับปรุงที่สำคัญคือ การเริ่มติดตั้งระบบกระจายแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน EBD (Electronic Brake Force Distribution) มาให้ใน WiLL Vi ทุกคัน เพราะก่อนหน้านี้ มีแค่ระบบเบรก ABS และ Brake Assist เท่านั้น

20 มิถุนายน 2001 มีการออกแคมเปญเพิ่มรุ่นพิเศษ WiLL Vi “GOOD Vi Project”  หลังคาขาว Vanilla Top โดยมีให้เลือก 2 สี คือ น้ำเงิน BlueBerry ตัดกับหลังคา และฝาครอบล้อเต็มวง สีขาวครีม Vanilla และสีแดง Cassis ตัดกับหลังคา และฝาครอบล้อเต็มวง สีขาวครีม Vanilla ส่วนภายในยังคงเป็นสีเบจ Terracotta ตามเดิม แถมด้วยพวงกุญแจอัญมณี ประจำเดือนเกิดของลูกค้า และป้าย Serial Number ของรถแต่ละคัน ผลิตออกมาในจำนวนจำกัด ลูกค้าสั่งจอง On Line ได้ตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2001 จนถึง 31 สิงหาคม 2001 เท่านั้น

คราวนี้ เพื่อเป็นการทดลองตลาด และเอาใจลูกค้าและแฟนๆของแบรนด์ WiLL  Toyota ประกาศให้รถยนต์รุ่นนี้ สามารถสั่งซื้อได้ผ่าน Internet Website www.Willshop.com เท่านั้น วิธีการก็คือ โชว์รูม WiLL V’s SQUARE ใน เขต AOYAMA กรุง Tokyo ซึ่งเป็นโชว์รูมเพียงแห่งเดียวของ แบรนด์ WiLL ในตอนนั้น จะติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบถ่ายภาพตัวรถแบบเต็มคัน 2 ตัว และกล้องมือถืออีก 1 ตัว เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถถ่ายภาพ Video รถแบบ Real Time และสื่อสารกับลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมบน Website ในลักษณะที่เรียกว่า”LIVE SHOWROOM” โดยจะมีลูกค้าเข้าร่วมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ได้ครั้งละ 1 คนเท่านั้น แต่การโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นได้โดย ลูกค้าหลายคนจากทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ที่ใช้กล้องมือถือจะถ่ายทอดสด ในส่วนที่ลูกค้าต้องการดู เช่น ภายในรถ ห้องเครื่อง และช่วงล่าง การสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทำได้โดยใช้ Webchat และในการเล่นวิดีโอ จำเป็นต้องใช้โปรแกรม RealPlayer

(ปัจจุบัน จากการทำ LIVE SHOWROOM ดังกล่าว Toyota ได้พัฒนาวิธีการ นำไปสู่ การ เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ โชว์รูม เพื่อดูรถยนต์มือสอง ที่ตนกำลังสนใจ ได้แบบ Real Time ในโชว์รูมตัวแทนจำหน่าย ทั่วญี่ปุ่น)

30 กรกฏาคม 2001 รุ่นพิเศษ WiLL Vi สีขาว Cinderella Pearl ออกจำหน่าย อย่างไรก็ตาม ทางเลือกของสีตัวถังปกติ ถูกตัดออกจนเหลือเพียงแค่ 3 สี คือ Silver Mettalic , Black และ Super White II

แม้ว่าในช่วงแรก ยอดขายของ WiLL Vi ดูเหมือนจะพุ่งแรงเกินความคาดหมาย ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนลูกค้าที่เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนเหลือ เดือนละหลักไม่กี่ร้อยคัน เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่า อาจจะไม่คุ้ม หากต้องผลิตออกจำหน่ายกันต่อไป

1 ตุลาคม 2001  Toyota จึงประกาศว่า จะยุติการผลิต WiLL Vi ในเดือนธันวาคม 2001 พร้อมกับออกรุ่น โทนสี ENCORE Colors เพื่อเป็นการทิ้งทวนก่อนลาจากโชว์รูม

จากการสำรวจทางอินเทอร์เน็ต Toyota จึงนำสียอดนิยมของ WiLL Vi ตลอดอายุตลาด ทั้ง สี Pale Rose Metallic Opal (3N7), สี Bordeaux Mica และสีขาว Vanilla White กลับมาทำตลาดใหม่อีกเป็นการสั่งลา โดยจะมีให้เลือก เพียง 3 สี เท่านั้น และตัดโทนสีภายในห้องโดยสาร ดำ FA20 ออกไป เพราะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีการถอดรุ่นหลังคาผ้าใบ Canvas Top ออกอีกด้วย

(ภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ ของ WiLL Vi ในญี่ปุ่น รวม 3 เรื่อง)

หลังจากออกสู่ตลาดมาได้เพียงแค่ 2 ปี เต็ม WiLL Vi ก็ถูกปลดออกจากสายการผลิต ในเดือนธันวาคม 2001 ด้วยยอดผลิตและยอดขายสะสม เพียงแค่ 16,649 คัน เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม Toyota อ้างในเอกสาร Press Release ว่า พวกเขามองการหยุดการผลิตนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล ” เพื่อตอบสนองต่อรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่ง WiLL ตั้งเป้าไว้ ไม่เพียงเท่านั้น ในเอกสาร Press Release ดังกล่าว ยังระบุไว้ชัดเจนว่า Toyota และ VVC กำลังเตรียมจะนำรถยนต์รุ่นใหม่ ออกสู่ตลาดเป็นการทดแทน นั่นคือ WiLL VS…

——————————————————-

TOYOTA WiLL VS
April 6th, 2001 – April 2004

WiLL VS เป็นรถยนต์ลำดับที่ 2 ภายใต้แบรนด์ WiLL เรื่องน่าแปลกคือ Toyota เลือกจะเผยโฉมรถยนต์นั่ง พิกัด C-Segment Compact Hatchback 5 ประตู สู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก ด้วยการส่ง WiLL VS ไปอวดโฉมในงาน North American International Motor Show (NAIAS) หรือ Detroit Auto Show เมื่อเดือนมกราคม 2001 ด้วยเหตุผลที่ว่า พวกเขาอยากศึกษาตลาดว่า หากนำรถคันนี้เข้าไปทำตลาดในอเมริกาเหนือ ผ่านแบรนด์วัยรุ่นน้องใหม่อย่าง SCION ที่พวกเขาเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก ลูกค้าชาวอเมริกัน จะให้การตอบรับอย่างไร ผลลัพธ์ก็คือ งานออกแบบ ยังไม่โดนใจวัยรุ่นชาวอเมริกันเท่าใดนัก Toyota จึงตัดสินใจเก็บ WiLL VS ไว้ทำตลาดเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น ตามแผนเดิม

WiLL VS มีรหัสรุ่น ZZE127 สร้างขึ้นบนพื้นฐานโครงสร้างวิศวกรรม เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และ Platform NCV (New Century Value) ร่วมกับ Toyota Corolla NCV รุ่นปี 2000 – 2006 ทุกตัวถัง ทั้ง Sedan, Wagon Fielder) , Minivan รุ่น Spacio , Hatchback (Corolla RUNX และ ALLEX) รวมทั้ง Corolla Rumion หรือ Scion xB ในตลาดอเมริกาเหนือ ไปจนถึง Toyota Wish Minivan , Compact Crossover รุ่น Matrix , กับ Toyota Voltz ฝาแฝดของ Pontiac Vibe (รวมทั้ง Corolla Altis รุ่น Brad Pitt ในบ้านเรา ที่เปิดตัวเมื่อ 31 พฤษภาคม 2001)

ชื่อรุ่น VS นั้น ตัว V มาจาก “Vehicle” หรือยานพาหนะ ส่วน S มาจาก คำว่า Smart และ Sporty ซึ่งสะท้อนถึงบุคลิกของตัวรถ ที่ตรงกับกลุ่มวัยรุ่น อายุ 20 – 30 ปี อันเป็นลูกค้าเป้าหมายหลักของรถคันนี้

WiLL VS ออกสู่ตลาดญี่ปุ่น เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2001 โดยโรงงาน Miyagi Ohira ของ บริษัท Central Motors รับหน้าที่ดูแลการผลิตทั้งหมด ส่วนการทำตลาดหลัก เป็นหน้าที่ของเครือข่ายจำหน่าย VISTA Dealer Channel ซึ่งเน้นขายรถยนต์ครอบครัวแนวคิดใหม่ๆ

ตัวถังมีความยาว 4,385 มิลลิเมตร กว้าง 1,720 มิลลิเมตร สูง 1,430 – 1,440 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,600 มิลลิเมตร ระยะจากพื้นถนนถึงพื้นใต้ท้อง Ground Clearance 165 – 175 มิลลิเมตร น้ำหนักตัว 1,090 – 1,190 กิโลกรัม ตามแต่ละรุ่นย่อย มีรูปลักษณ์ภายนอก ที่ถูกออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ Stealth ของสหรัฐอเมริกา

ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยโทนสีดำ ชุดมาตรวัดเป็นแบบวงกลม เรืองแสงแบบ Optitron

WiLL VS มีขุมพลังให้เลือก 2 แบบ 3 ความแรง ให้เหมาะสมกับระบบขับเคลื่อนทั้ง 2 แบบ ทั้งหมด ยกชุดมาจาก Corolla NCV รุ่นปี 2000 – 2006 (รวมทั้ง Corolla Altis รุ่น Brad Pitt ในบ้านเรา ปี 2001) รายละเอียดมีดังนี้

  • เครื่องยนต์ รหัส 1ZZ-FE เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,794 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 79.0 x 91.5 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วย หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ EFI พร้อมระบบแปรผันวาล์วที่หัวแคมชาฟท์ VVT-i มี 2 ระดับความแรง
    • รุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า 136 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.4 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบ/นาที
    • ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ กำลังลดลงเหลือ 125 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด ลดลงเหลือ 16.4 กก.-ม.ที่ 4,200 รอบ/นาที
  • รุ่นแรงสุด เป็นเครื่องยนต์รหัส 2ZZ-GE เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,795 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 79.0 x 91.5 มิลลิเมตร กำลังอัด 11.5 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วย หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ EFI พร้อมระบบแปรผันวาล์ว VVTL-i กำลังสูงสุด 190 แรงม้า (PS) ที่ 7,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.4 กก.-ม.ที่ 6,500 รอบ/นาที

ช่วงแรกที่เปิดตัว ทั้ง 3 รุ่น ติดตั้ง เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ Super ECT เพียงแบบเดียว แต่อัตราทดเกียร์ต่างกัน และรุ่น 2ZZ-GE จะเพิ่มปุ่มเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัย Sport steer ShiftMatic (+/-) มาให้เป็นพิเศษ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามมาตรฐานทดสอบ 10 – 15 Mode ของรัฐบาลญี่ปุ่น 15.0 กิโลเมตร/ลิตร ในรุ่นขับล้อหน้า และ 13.4 กิโลเมตร/ลิตร ในรุ่น ขับเคลื่อน 4 ล้อ

พวงมาลัย Rack & Pinion พร้อม Power ผ่อนแรงแบบ ไฮโดรลิค รัศมีวงเลี้ยว รุ่นขับล้อหน้าอยู่ที่ 5.1 เมตร ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ อยู่ที่ 5.3 เมตร ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Strut พร้อม Coil Spring ส่วนด้านหลัง รุ่นขับล้อหน้า เป็นแบบ Torsion Beam พร้อม Coil Spring ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นแบบ ปีกนกคู่ Double Wishbone พร้อม Coil spring ระบบห้ามล้อ ของรุ่นขับล้อหน้า เป็น ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้านหลัง จะเป็นดรัมเบรก สวมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ถังน้ำมัน 50 ลิตร

ราคาจำหน่ายในญี่ปุ่น เริ่มต้นที่ 1,759,000 เยน ในรุ่น 1.8 VVT-i 2WD ส่วนรุ่น 4WD ราคา 1,909,000 เยน และรุ่น Top 1.8 VVTL-i 2,059,000 เยน

TV Commercial 2 version (Music : Underworld “Born Slipery”)

Product Video (Music : Underworld “Born Slipery”)

9 มกราคม 2002 : หลังจากทำตลาดมาได้ เกือบ 1 ปี Toyota ก็เริ่มกระตุ้นตลาดให้กับ WiLL VS เป็นครั้งแรก ด้วยการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ WiLL VS 1.5 Litre เพื่อกดราคาให้ถูกลง ด้วยทางเลือก เครื่องยนต์ 1NZ-FE เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.5 ลิตร 1,497 ซีซี หัวฉีด EFI พร้อมระบบแปรผันวาล์ว VVT-i บล็อกเดียวกับ Soluna Vios ในเมืองไทย แต่มีกำลังสูงสุด 110 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตร (14.6 กก.-ม.) ที่ 4,200 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ Super ECT

WiLL VS 1.5 ลิตร ตกแต่งด้วยอุปกรณ์มาตรฐานอย่าง กระจก UV Cut บริเวณ ประตูคู่หลัง และกระจกบังลมหลัง แบบ Privacy Glass ตามสไตล์รถยนต์ญี่ปุ่น กระทะล้อพร้อมฝาครอบแบบ Full Cover ภายในห้องโดยสารเป็นสีเทา ออกจำหน่าย ในราคา 1,498,000 เยน

นอกจากนี้ WiLL VS 1.8 Litre เดิม ยังมีการเพิ่มทางเลือกใหม่ เอาใจคนชอบขับรถ ด้วย รุ่น เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เชื่อมกับเครื่องยนต์ 2ZZ-GE ราคา 1,986,000 เยน และ รุ่นพิเศษ สีแดง Red Special พ่นสีตัวถังแดง และตกแต่งแผงประตูด้วยผ้าสีแดง รวมทั้งเบะนั่งคู่หน้าทรงสปอร์ต สีแดง ราคา 1,999,000 เยน จำนวนจำกัด 100 คัน ออกจำหน่ายพร้อมกันไปด้วย โดยทั้ง 2 รุ่นดังกล่าว ลูกค้าในญี่ปุ่น ต้องสั่งจองผ่านระบบ Online บน Website Willshop.com เท่านั้น

30 กรกฎาคม 2002 : Toyota เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ WiLL VS “White Pearl Limited” บนพื้นฐานจากรุ่น เบนซิน 1.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ใช้สีตัวถัง White Pearl Mica รวมทั้งตกแต่ง แผงประตู Door Trim และ แผง Trim ฝาท้าย ด้วยสีขาว ออกสู่ตลาดในราคา 1,498,000 เยน โดยจำกัดการผลิตไว้เพียง 2 เดือน สามารถสั่งซื้อได้ ผ่านทาง Website willshop.com และโชว์รูมเครือข่ายจำหน่าย VISTA จนถึง 30 กันยายน 2002 เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มสีแดง Super Red II และสีเบจ Beige Metallic เป็นสีใหม่ให้กับสีภายนอกทั้ง 6 สีของ WiLL VS ทุกรุ่น อีกด้วย แน่นอนว่า มีการตัดสีน้ำเงิน อันเป็นสีโปรโมท Communication Color เดิม และสีเหลืองออก เนื่องจากมียอดขายไม่ดี

4 ธันวาคม 2002 :  WiLL VS รุ่น 1.5 Litre ถูกปรับปรุงให้มีค่าไอเสียลดลง 75% จากมาตรฐานปี 2000 ของกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่ง (MITI) ของรัฐบาลญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้ เมื่อรวมกับการผ่านมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงปี 2010 ขั้นสูง จึงมีสิทธิ์ได้รับส่วนลดภาษีรถยนต์ 50% ภายใต้ระบบภาษีสีเขียว ราคายังคงไม่เปลี่ยนแปลง 1,498,000 เยน

หลังจากออกสู่ตลาดมาได้ 3 ปี เต็ม WiLL VS ก็ถูกปลดออกจากสายการผลิต ในเดือนเมษายน 2004 ด้วยยอดผลิตและยอดขายสะสม เพียงแค่ 14,985 คัน เท่านั้น พูดกันตามตรงก็คือ ยอดขายไม่เข้าเป้า และไม่คุ้มต่อการผลิต

———————————————-

TOYOTA WiLL CYPHA
October 21th, 2002 – Febuary 2005

ระหว่างที่ WiLL VS เริ่มทำตลาดไปได้ไม่นาน Toyota ก็เผยโฉมโครงการพัฒนารถยนต์รุ่นที่ 3 ในตระกูล WiLL ครั้งแรก ณ งาน Tokyo Motor Show เดือนตุลาคม 2001 ในฐานะรถยนต์ต้นแบบ ชื่อ WiLL VC

Toyota ระบุไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์ ว่า รูปลักษณ์ของ WiLL VC นั้น ถูกสร้างขึ้นจากแนวคิด “a sense of fun and
authenticity” หรือ “ความรู้สึก สนุกสนาน และ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” การออกแบบภายนอกใช้แนวทาง “Cyber Capsule” ในขณะที่การออกแบบภายในพยายามสร้างความรู้สึกผูกพันโดยการใช้รูปทรงวงกลมซ้ำๆ

นอกจากนี้ Toyota ยังแสดงความตั้งใจที่จะนำเสนอ ระบบ Terminal Information “G-Book” ที่ล้ำสมัย เพื่อสร้างพื้นที่ใช้งานแบบพกพารูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับยุค IT

WiLL VC สามารถเชื่อมต่อกับบริการเครือข่าย เช่น การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต อีเมล และระบบนำทางแบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเช่น การบันทึกเสียงผ่านหน่วยความจำ SD (secure digital) และให้การสนับสนุนเสียงสองทางแบบไม่รบกวน ซึ่งช่วยให้สามารถรับคำสั่งการทำงานด้วยเสียง อ่านออกเสียงข้อมูลที่ได้รับ และใช้งานโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรีได้

แม้ว่าตัวรถต้นแบบ จะเผยรูปทรงทั้งภายนอกและภายในจนหมดเปลือก ทำให้ทุกคนรับรู้ว่า รถคันนี้พัฒนาเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และจะถูกวางจำหน่าย ในฐานะรถยนต์รุ่นที่ 3 ภายใต้แบรนด์ WiLL

ทว่า เอาเข้าจริง กว่าที่ รถคันนี้จะพร้อมเปิดตัวออกสู่ตลาดจริง กลับต้องรอจนถึง วันที่ 21 ตุลาคม 2002 หรืออีก ประมาณ 1 ปี ให้หลัง เนื่องจากต้องพัฒนาระบบ G-BOOK ให้เสร็จสมบูรณ์ เสียก่อน เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นกับลูกค้าในภายหลัง

ชื่อรุ่น มาจากคำว่า Cyber ซึ่งเป็นคำที่กร่อนมาจาก Cybernetics หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือ โลกเสมือนจริง (Cyberspace) และสารสนเทศ Digital กับคำว่า Phaeton ซึ่งแปลว่า บุตรของเทพเฮลิออส (เทพแห่งดวงอาทิตย์) ในเทพปกรณัมกรีก

โรงงาน Miyagi Ohira ของ บริษัท Central Motors รับหน้าที่ดูแลการผลิตทั้งหมด เช่นเดียวกับ WiLL Vi และ WiLL VS สายการผลิตเริ่มต้นในเดือนกันยายน 2002 ก่อนการเปิดตัว 1 เดือนโดยประมาณ

อย่างไรก็ตาม การวางแผนการตลาดของ WiLL CYPHA คราวนี้ มาแปลกสักหน่อย เพราะนอกจากจะทำตลาดผ่านเครือข่ายจำหน่าย VISTA แล้ว คราวนี้ Toyota ยังส่ง WiLL CYPHA ไปขึ้นโชว์รูมเครือข่ายจำหน่าย NetZ ซึ่งเน้นทำตลาดรถยนต์เจาะกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว อีกด้วย

ตัวถังมีความยาว 3,695 มิลลิเมตร กว้าง 1,675 มิลลิเมตร สูง 1,535 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,370 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเปล่า 990 กิโลกรัม ถังน้ำมันความจุ 45 ลิตร

รูปลักษณ์ภายนอก ถูกออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด Display Integrated Helmet หรือ หมวกกันน็อก เพื่อให้ดูแปลก แตกต่าง แต่สร้างความรู้สึกแข็งแรงและปกป้องอย่างปลอดภัย ภายใต้รูปทรงโค้งมน ดุจหมวกกันน็อค

สีตัวถังภายนอกจะมีให้เลือก 6 สี ดังนี้

  • สีเขียวอ่อนผสมเงิน GIN
  • สีน้ำเงิน KON
  • สีฟ้า AO
  • สีเหลือง KI (สีโปรโมท : Communication Color , Early phase)
  • สีเขียวเข้ม MIDORI
  • สีแดง AKA
  • สีขาว SIRO

แต่ไม่ว่าจะเลือกสีตัวถัง เป็นสีใด ภายในห้องโดยสาร ก็จะตกแต่งด้วย สีดำ KURO เพียงสีเดียวเท่านั้น

ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบให้เน้นการใช้งานอย่างอเนกประสงค์ เท่าที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายต้องการ แผงหน้าปัดถูกออกแบบในลักษณะที่เรียกว่า Circle Motive Design โดยเน้นให้แผงควบคุมกลาง เป็นแบบวงกลม ชุดมาตรวัดเป็นแบบตัวเลข Digital ครึ่งวงกลม ติดตั้งไว้ตรงกลาง เยื้องมาทางขวานิดๆ เหมือนกับบรรดารถยนต์นั่งขนาดเล็กของ Toyota ในยุคนั้น รุ่นอื่นๆ ทั้ง Vitz/Yaris ไปจนถึง Vios

สวิตช์เครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ (Auto Aircon) เป็นแบบวงกลม 3 วง วางเรียงกันในแนวโค้ง ส่วนแผงควบคุมตรงกลาง มีไว้สำหรับติดตั้งชุดเครื่องเสียง และระบบ สื่อสาร Telematics G-BOOK อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการติดตั้งระบบสวิตช์ติดเครื่องยนต์ Push Start มาให้แต่อย่างใด กุญแจรถยังคงเป็นแบบไขตามปกติ พร้อมสวิตช์สั่ง ล็อก-ปลดล็อก (Central Lock) มาให้ โดยดอกกุญแจจะมีสัญลักษณ์แบรนด์ WiLL สีส้ม มาให้เท่านั้น

เบาะนั่งยกชุดมาจาก Toyota Vitz / Yaris รุ่นแรก แล้วนำมาปรับปรุงใหม่นิดหน่อย ทั้งเบาะคู่หน้า และเบาะนั่งด้านหลัง ให้มีเส้นสายตัดเย็บในแนวโค้ง นอกจากนี้ มือจับเปิดประตูด้านในรถ ยังถูกออกแบบให้เป็นรูปครึ่งวงกลม รับกับแป้นติดตั้ง สวิตช์กระจกหน้าต่างไฟฟ้าทั้ง 4 บาน (Auto One Touch เฉพาะบานคนขับ) และสวิตช์ระบบ Central Lock รวมทั้งสวิตช์ล็อกหน้าต่างผู้โดยสารรอบคัน

ช่องใส่ของจุกจิก มีทั้ง ลิ้นชักใต้แผงควบคุมกลาง ช่องวางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง เหนือคันเกียร์ ถาดใส่รองเท้าใต้เบาะนั่งด้านหน้าฝั่งผู้โดยสาร ช่องวางแก้วแบบพับเก็บได้ บริเวณช่องแอร์ผู้ขับขี่ และฝั่งผู้โดยสาร นอกจากนี้ เบาะหลังยังสามารถแบ่งพับได้ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลังรถอีกด้วย

จุดขายสำคัญของ WiLL CYPHA อยู่ที่การติดตั้ง ระบบ Telematics ภายใต้ชื่อ “G BOOK” เป็นครั้งแรก เพื่อให้ตัวรถ สามารถเชื่อมต่อข้อมูล เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ รายละเอียดองค์ประกอบและหลักการทำงานดังนี้

1. องค์ประกอบหลัก (Core Components)
  • หน้าจอเทอร์มินัลในรถ: WiLL Cypha ติดตั้งหน้าจอสัมผัสพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อ G-Book โดยเฉพาะ แตกต่างจากระบบนำทางทั่วไปในยุคนั้น และแยกออกมาจากชุดเครื่องเสียงของตัวรถเลย 
  • Data Communication Module (DCM): Modem สื่อสารไร้สายที่ติดตั้งมาในตัวรถ ทำให้ตัวรถเชื่อมต่อ Internet ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องต่อพ่วงกับโทรศัพท์มือถือส่วนตัว
  • ศูนย์ข้อมูล G-Book (G-Book Center): Server กลางของ Toyota ที่เก็บข้อมูลแผนที่, เพลง, ข่าวสาร และโปรไฟล์ของผู้ใช้งาน รวมทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ Call Center สำหรับช่วยประสานงานให้ผู้ใช้รถอีกด้วย
  • ช่องเสียบ SD Card: ใช้สำหรับเก็บข้อมูลแผนที่และไฟล์เพลงที่ Download จากระบบลงมาในรถ โดยผู้ขับขี่ สามารถนำ SD Card ไป Update ข้อมูลผ่านตู้ Kiosk ตามร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น (เช่น FamilyMart) ได้ด้วย
2. หลักการทำงาน (How It Worked)
ระบบใช้โมเดลแบบ Client-Server (เครื่องลูกข่ายเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์กลาง) แทนการเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ในตัวรถ:
  1. การเชื่อมต่อตลอดเวลา (Always-On): เมื่อติดเครื่องรถ DCM จะเชื่อมต่อกับศูนย์ G-Book โดยอัตโนมัติผ่านเครือข่ายไร้สาย
  2. ข้อมูลแบบ On-Demand: ระบบจะไม่เก็บข้อมูลแผนที่มหาศาลไว้ในเครื่อง แต่จะดึงข้อมูลล่าสุดจาก Server เมื่อต้องการใช้งาน เช่น การค้นหาร้านอาหาร ข้อมูลจะถูกประมวลผลที่ Server แล้วส่งกลับมาที่รถ
  3. แนวคิด Thin Client: การให้เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางช่วยประมวลผลหนักๆ ทำให้ฮาร์ดแวร์ในรถไม่ต้องทำงานหนักเกินไป แต่ยังสามารถรองรับระบบที่ซับซ้อนอย่างการจดจำเสียง (Voice Recognition) หรือรายงานจราจรแบบ Real-time ได้
  4. การปรับแต่งเฉพาะตัว (Cyber Capsule): ผู้ใช้สามารถปรับแต่งหน้าจอและดาวน์โหลด “Applets” เล็กๆ เช่น เกม เครื่องคิดเลข หรือดูดวง มาไว้บนรถได้คล้ายกับสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน
3. บริการหลักที่มีให้
  • ระบบนำทางอัจฉริยะ: รายงานสภาพจราจรสดและ Update ข้อมูลแผนที่ผ่านระบบ Online 
  • บริการข้อมูล: ข่าวสาร สภาพอากาศ และระบบ “G-Station” ค้นหาสถานที่น่าสนใจ
  • บริการพนักงานช่วยเหลือ (Operator Service): มีปุ่มกดเพื่อคุยกับพนักงาน (Concierge) ให้ช่วยค้นหาจุดหมายปลายทางและส่งพิกัดมาที่จอรถได้โดยตรง
  • การช่วยเหลือฉุกเฉิน: แจ้งเตือนหน่วยกู้ภัยโดยอัตโนมัติหากถุงลมนิรภัยทำงาน
  • แจ้งเตือนการบำรุงรักษา: รถสามารถส่งเลขไมล์และสถานะความผิดปกติของเครื่องยนต์ไปยังศูนย์บริการเพื่อนัดหมายเช็กระยะได้

WiLL Cypha จึงถูกขนานนามว่าเป็น “Smart Phone ติดล้อ” ตั้งแต่ยุคที่โทรศัพท์มือถือ Smart Phone ยังไม่เริ่มต้นวางจำหน่ายเสียด้วยซ้ำ

หลังจากการเปิดตัว WiLL CYPHA ทำให้ระบบ G-Book กลายเป็นพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Telematics ยุคหลังจากนั้น รวมทั้ง ระบบ Smart G-Book ซึ่งถูกเริ่มนำมาใช้ในประเทศไทย เป็นแห่งแรกนอกญี่ปุ่น มาตั้งแต่ปี 2012 ก่อนจะ Re-Brand ครั้งใหญ่เป็น T-Connect และมีใช้มาในประเทศญี่ปุ่น กับประเทศไทย ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ด้านงานวิศวกรรม WiLL CYPHA มีให้เลือก 2 ระดับความแรง / รูปแบบระบบขับเคลื่อน ดังนี้

  • รุ่น 1.3 ลิตร FWD : วางเครื่องยนต์ รหัส 2NF-FE เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,298 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 75 x 73.5 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.5 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วย หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ EFI พร้อมระบบแปรผันวาล์วที่หัวแคมชาฟต์ VVT-i กำลังสูงสุด 87 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ Super ECT อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามมาตรฐานทดสอบ 10 – 15 Mode ของรัฐบาลญี่ปุ่น 18.0 กิโลเมตร/ลิตร
  • รุ่น 1.5 ลิตร 4WD : วางเครื่องยนต์ รหัส 1NF-FE เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,496 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 75 x 84.7 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.5 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วย หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ EFI พร้อมระบบแปรผันวาล์วที่หัวแคมชาฟต์ VVT-i กำลังสูงสุด 105 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.1 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบ/นาที พ่วงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Flex Full Time 4WD ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ Super ECT 

พวงมาลัยเป็นแบบ Rack & Pinion พร้อม Power ผ่อนแรงแบบ ไฮโดรลิค รัศมีวงเลี้ยว อยู่ที่ 4.9 เมตร ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Strut พร้อม Coil Spring ส่วนด้านหลังนั้น รุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า เป็นแบบ Torsion Beam พร้อม Coil Spring พร้อมเหล้กกันโคลง ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD จะเปลี่ยนมาเป็นแบบ Trailing Arm พร้อมเหล็กกันโคลง

ระบบห้ามล้อ คู่หน้าเป็น ดิสก์เบรกแบบมีรูระบายความร้อน ส่วนด้านหลัง เป็นดรัมเบรก เสริมการทำงานด้วย ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบเพิ่มแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน Brake Assist ถังน้ำมันความจุ 45 ลิตร เท่ากับ Will Vi และรถยนต์ในตระกูล NBC คันอื่นๆ ทั้ง Vitz/Yaris รุ่นแรก bB ไปจนถึง Soluna Vios รุ่นแรก กระทะล้อเหล็ก 14 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อแบบเต็มวง Full Wheels cover สวมยางขนาด 175/65R14S แต่ถ้าอยากได้ล้ออัลลอย ขนาดเท่ากันเป๊ะ ลายเดียวกับที่ติดตั้งใน Toyota FunCarGo สามารถสั่งซื้อติดตั้งได้ เพียงจ่ายเงินเพิ่มอีก 52,500 Yen

ราคาจำหน่ายเมื่อวันเปิดตัว เริ่มต้นที่ 1,260,000 Yen แต่เมื่อเวลาผ่านไป ราคาถูกปรับเพิ่มขึ้น ในรุ่น 1.3 ลิตร FWD จะอยู่ที่ 1,323,000 Yen และรุ่น 1.5 ลิตร 4WD อยู่ที่ 1,554,000 Yen ราคานี้ ยังไม่รวม ค่าจดทะเบียน ค่าดำเนินการต่างๆ และบริการบอกรับสมาชิกระบบ G-BOOK รายเดือน

อย่างไรก็ตาม หลังการเปิดตัว มีการปรับปรุงรายละเอียดตัวรถ น้อยครั้งมากๆ เพราะถึงแม้ว่าตัวรถจะได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ แต่ Toyota เอง ก็หมดเงินลงทุนกับโครงการ WiLL ไปค่อนข้างเยอะ อีกทั้งตัวรถเอง ก็แทบไม่ต้องมีอะไรให้ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงมากนัก

สิงหาคม 2003 ยกเลิกสีเขียว แล้วแทนที่ด้วย สีส้ม DAI DAI

กุมภาพันธ์ 2004 มีการปรับปรุง หม้อฟอกไอเสีย Catalytic Converter และการปรับปรุงชิ้นส่วนทั้ง ลูกสูบ และท่อร่วมไอเสีย ทำให้ไอเสียที่ออกมา ได้รับการรับรองว่าลดการปล่อยมลพิษลง 50% ตามข้อบังคับของรัฐบาลญี่ปุ่น

เมษายน 2004 มีการแก้ไขการบังคับใช้ จำนวนเงินรวมของภาษีในราคารถ ที่บังคับใช้ โดยอิงตามมาตรา 632 ของพระราชบัญญัติภาษีการบริโภคฉบับแก้ไข แต่ราคาจำหน่าย ยังคงเหมือนเดิม

WiLL Cypha มีอายุตลาด 2 ปี 10 เดือน และด้วยยอดขายที่ไม่สู้ดีนัก สายการผลิตจึงยุติลงในเดือน กรกฎาคม 2005 ด้วยยอดผลิตและยอดขายสะสมรวมทั้งหมด 31,856 คัน ถือว่าเป็นรถยนต์ตระกูล WiLL ที่มียอดขายสูงที่สุดในบรรดาญาติพี่น้องทั้ง 3 รุ่น

ส่วนการทำตลาดนั้น หลังจากหมดสต็อกไปแล้ว เดือนสิงหาคม 2005 WiLL CYPHA อันเป็นรถยนต์รุ่นสุดท้าย ของแบรนด์ WiLL จึงถูกแทนที่ด้วย รถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่ ที่พัฒนาขึ้นร่วมกับ Daihatsu อย่าง Toyota PASSO ไม่เพียงเท่านั้น ยังถือเป็นการสิ้นสุดบทบาทของแบรนด์ WiLL บนโชว์รูม Toyota ในญี่ปุ่น ไปโดยปริยายอีกด้วย

อุปสรรคที่ทำให้ โครงการ WiLL ไม่ได้ไปต่อ

ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของโครงการ WiLL นั้น ทุกบริษัทที่เข้าร่วม ประสบความสำเร็จมากน้อยแตกต่างกันไป น่าสังเกตว่า ผู้ที่ทำรายได้จากโครงการ WiLL ได้ดี คือบริษัท ซึ่งมีการปรับตัว มีเป้าหมายชัดเจน ในการมองหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ อีกทั้งมีความคิดสร้างสรรค์ ที่จะสร้างความหลากหลายให้กับสินค้าและบริการของตนอยู่ก่อนแล้ว เป็นทุนเดิม

ดูเหมือนว่าบริษัทที่ Happy มากสุด กับโครงการนี้ จนถึงขั้นออกสินค้าใหม่ๆ มาสวมแบรนด์ WiLL มากที่สุด คือ Panasonic เพราะพวกเขาสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นได้ดีขึ้น จากสินค้าที่มีงานออกแบบเฉพาะกลุ่ม แนว Retro-Futuristic ซึ่งจะแยกออกมาเป็นเอกเทศจาก แบรนด์ National / Panasonic เดิม ในตอนนั้น

ขณะเดียวกัน KOKUYO เอง ก็ยังสามารถนำชุดเครื่องเขียน และเฟอร์นิเจอร์ ที่มีงานออกแบบ เฉพาะตัว ทำตลาดต่อเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม Kao และ Asahi รวมทั้ง Kinki Nippon Tourist เริ่มมองว่า การทำสินค้าเพื่อมาสวมแบรนด์ WiLL โดยหวังที่จะแตกไลน์สินค้าตระกูลใหม่ออกมานั้น กลับไม่ส่งผลให้เกิดยอดขายที่คุ้มค่ามากเพียงพอ ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มบริษัทเหล่านี้ เริ่มประสบปัญหา ยอดขาย เริ่มลดลง และไม่คุ้มค่าต่อการเดินหน้าทำตลาดต่อ จึงเริ่มทะยอยออกจากโครงการ WiLL ไป

อีกอุปสรรคสำคัญ อยู่ที่ ลิขสิทธิ์ของ แบรนด์ เพราะกลายเป็นว่า แม้ทุกบริษัท จะทำสินค้าและบริการออกมาภายใต้แบรนด์ WiLL ร่วมกัน และภายใต้แนวคิดทางการตลาดร่วมกัน โดยแต่ละราย ต่างถือลิขสิทธิ์ ในสินค้าและบริการของตน ได้ตามเดิม

ทว่า ในความเป็นจริง หลายบริษัทเริ่มค้นพบว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อแบรนด์ WiLL ในการทำสินค้าและบริการออกมาจำหน่ายเลย ทุกบริษัทต่างใช้แบรนด์ของตนเอง ทำสินค้าออกมาเอาใจลูกค้า โดยใช้แบรนด์ของตนเอง ผ่านช่องทางการจำหน่ายดั้งเดิมของแต่ละบริษัทเองได้ แถมการผูกโยงแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันเพื่อทำตลาดร่วมกัน มีข้อตกลงในการทำตลาดร่วมกัน ซึ่งมีบางประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความ ไม่อิสระ ในการทำงานร่วมกัน

อีกทั้งการโปรโมทแบรนด์ WiLL นั้น สุดท้ายแล้ว กลายเป็นว่า ต่างฝ่ายต่างต้องลงทุนโปรโมทสินค้าของตนเอง และจัดจำหน่ายผ่านช่องทางปกติของตนเองควบคู่ไปด้วยกันอยู่ดี ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งดูเหมือนว่าผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นจะรับรู้ว่า WiLL เป็นแบรนด์ใหม่ของ TOYOTA มากกว่าที่จะนึกถึงสินค้าอื่นๆ ของ Kao Asahi KOKUYO หรือ Panasonic

นี่ยังไม่นับรวมโอกาสที่จะเกิดปัญหาความลับรั่วไหล ในขณะที่มีการประชุมร่วมกันของทุกบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ในแต่ละเดือน ซึ่งประเด็นต่างๆเหล่านี้ แม้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ก็อาจก่อความไม่สบายใจให้กับแต่ละบริษัทที่เข้าร่วมโครงการได้อยู่บ้าง สะสมกันมาเรื่อยๆ

เหนือสิ่งอื่นใด เหตุผลสำคัญก็คือ แต่ละบริษัท ลงทุน ไปกับการพัฒนา และการทำตลาด ให้กับสินค้าและบริการเหล่านี้ ไปมาก ทว่า ยอดขายที่ได้รับกลับมานั้น อาจดูไม่คุ้มค่า อย่างที่เคยคาดหวังไว้ในตอนแรก นักการตลาดส่วนใหญ่ ในตอนนั้น มักคิดว่า ผู้บริโภค จะซื้อสินค้าและบริการ โดยดูจากแบรนด์ แต่ในความเป็นจริง สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคจะเลือกซื้อหรือตัดสินใจ จากการได้สัมผัส จับต้อง และทำความเข้าใจกับตัวสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ ด้วยตัวเอง เป็นหลัก ดังนั้น แบรนด์ อาจมีผลอยู่บ้าง สำหรับลูกค้าบางกลุ่ม แต่มันจะมีผลน้อยมากๆ กับลูกค้ากลุ่ม Mass Consumer

Toyota ในฐานะ แม่งานหลัก แม้จะพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ทุกบริษัทในโครงการนี้ มีความเท่าเทียมกัน ด้วยการโฆษณาว่า “In Collaboration with….(แต่ละบริษัท)….” ทว่า ในทางปฏิบัติ Toyota เองก็ทุ่มงบประมาณในการพัฒนารถยนต์ มากถึง 3 รุ่น ที่แหวกแนว และฉีกรูปแบบไปจากรถยนต์ Toyota ที่ทุกคนเคยคุ้นกันมา หวังจะเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ไม่มีรถยนต์แบรนด์ WiLL รุ่นไหน ทำยอดขายสะสมรวมได้เกิน 40,000 คัน เลย

ทั้งหมดนั้น ส่งผลให้ โครงการ WiLL เดินทางมาถึงจุดจบ…

Asahi Breweries Co.,Ltd. และ Kao Corporation ประกาศถอนตัวจากโครงการ WiLL ในปี 2002 ก่อนใครเพื่อน หลังจากพวกเขา ทดลองตลาดกับสินค้า เพียงไม่กี่รายการ แล้วค้นพบว่า ไม่ได้ช่วยให้มียอดขายที่ดีขึ้น

30 กรกฎาคม 2004 Website www.Willshop.com ได้ปิดตัวลง เป็นการถาวร ทุกบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ต่างทะยอยถอนตัว และยกเลิกการทำตลาดสินค้า และบริการภายใต้แบรนด์ WiLL ทั้งหมด ยกเว้น บริษัท Kinki Nippon Tourist Co., Ltd. (บริษัท จัดทัวร์ และการท่องเที่ยว) ปัจจุบันใช้ชื่อ KNT ซึ่งยังคงนำ โปรแกรมการท่องเที่ยว WiLL ไปต่อยอด ในรูปแบบของตัวเอง รวมทั้งบริษัทเครื่องเขียน KOKUYO ที่ยังคงนำแบรนด์ WiLL ไปทำตลาดต่อ ในกลุ่มเครื่องเขียนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ในกลุ่ม WiLL ARCTIC จนถึงปัจจุบัน

ส่วน Toyota เอง ยังคงผลิต WiLL CYPHA ออกมาอีกระยะหนึ่ง จนกระทั่ง คันสุดท้ายคลอดออกจากสายการผลิต เมื่อ เดือน กุมภาพันธ์ 2005 และยุติการทำตลาดไปเมื่อเดือน กรกฎาคม 2025 ด้วยตัวเลขยอดขายรวมทั้ง 3 รุ่น ตลอด 4 ปีเศษ อยู่ที่ประมาณ แค่ 63,490 คัน ซึ่งถือว่าน้อยไปหน่อยสำหรับตลาดที่มียอดขายรถยนต์ ปีละ ล้านกว่าคัน อย่างญี่ปุ่น

ทุกวันนี้ คนญี่ปุ่นเอง แทบไม่มีใครนึกถึงหรือจดจำเรื่องราวของโครงการ WiLL หลายสิ่ง หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านกันไปตามกาลเวลา ตำนานการตลาดเรื่องนี้ ก็กลายเป็นเพียง บทเรียนสำคัญให้เราอีกด้วยว่า แม้แต่โครงการที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มพันธมิตรที่ทรงอำนาจของบริษัทที่มีชื่อเสียง ก็ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จเสมอไป

สำหรับประเทศไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรายังคงเห็น WiLL Vi , WiLL VS และ WiLL CYPHA ที่ถูกนำเข้ามาโดยลูกค้าส่วนบุคคล และผู้นำเข้าอิสระ วิ่งโลดแล่นอยู่บนถนนเมืองไทย ในประมาณไม่มากนัก และถือเป็นรถยนต์ที่หาดูได้ยากบนท้องถนนเมืองไทย

วันเวลาผ่านไป ความนิยมในการ Collaboration กันระหว่าง ธุรกิจ ก็ยังมีให้เห็นอยู่ แต่ส่วนใหญ่ จะพบได้ในกลุ่มสินค้าประเภท แฟชัน เสื้อผ้า รองเท้า หรือ ค่ายเพลง

สำหรับ Toyota เอง พวกเขาก็ยังคงไม่หยุดที่จะมองหาพันธมิตรอื่นๆ ในธุรกิจต่างๆ นอกวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ในรอบ 10 ปีมานี้ เท่าที่พอจะผ่านสายตาคนไทย มีทั้งการ ร่วมงานกัน บ้าง ระหว่าง Toyota Motor (Thailand) กับ Adidas ในการทำเสื้อผ้า และรองเท้า เวอร์ชันพิเศษ สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์รุ่น C-HR หรือแม้กระทั่งล่าสุด กับการ Collaboration ร่วมกัน ของ Toyota กับ แบรนด์เสื้อผ้า Uniqlo ที่จะทำ เสื้อยืด T-Shirt Collection พิเศษ ลวดลาย Toyota รุ่นดังในอดีต ทั้ง 2000GT , Land Cruiser , Corolla และ HiAce ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2026 และ ออกวางตลาดพร้อมกันทั่วโลก เมื่อ วันสงกรานต์ 13 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา

ทว่า ในอีกฟากธุรกิจหนึ่ง Toyota กำลังจับมือกับพันธมิตร มากมาย จากหลากหลายสายธุรกิจ รวมทั้งบริษัทในเครือของตนเอง เพื่อสร้างเมืองจำลอง WOVEN CITY สำหรับการเป็น เมืองสนามทดสอบภาคสนามจริง สำหรับทั้งผู้ประกอบการ ที่เป็นพันธมิตรร่วม เพื่อใช้พื้นที่เมืองนี้ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ในด้านการเดินทาง (Mobillity device) หรือ เทคโนโลยีต่างๆ สำหรับการใช้ชีวิตในโลกยุคถัดจากนี้ไป

การ Collaboration ครั้งนี้ เพิ่งเริ่มต้น และยังต้องรอดูผลลัพธ์กันต่อไป จากทั้ง Toyota และบรรดาบริษ้ทพันธมิตรต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ในระยะยาว

—————————-///—————————-

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของ Toyota Motors Corporation
Panasonic Corporation, Kao Corporation , Asahi Breweries Co.,Ltd. 
KOKUYO Co.,ltd. , Kinki Nippon Tourist Co.,Ltd. 
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
17 เมษายน 2026

Copyright (c) 2026 Text and Pictures (own by Manufacturer of each products)
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
April 17th, 2026

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE