เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา Honda Motor ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดงาน Honda Automotive Technology Workshop เพื่อเปิดเผยพัฒนาการเทคโนโลยีใหม่ที่จะถูกนำไปใช้กับรถรุ่นเจเนอเรชันต่อไป ทั้งในกลุ่ม HEV และ EV ซึ่งจะทยอยเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020 (ปี 2025 – 2030)
หัวใจของงานคือการโชว์แนวทาง เทคโนโลยี 3 ด้านหลัก ได้แก่
- แพลตฟอร์มสำหรับรถ Mid-size ขุมพลัง HEV (e:HEV) เจเนอเรชันถัดไป
- ขุมพลังเบนซิน V6 Hybrid ใหม่ สำหรับรถ Large-size ที่จะเปิดตัวในอเมริกาเหนือ
- เทคโนโลยีไดนามิกและระบบขับเคลื่อนของ Super-ONE Prototype รถต้นแบบ EV ขนาดเล็กซึ่งเตรียมเข้าสู่สายการผลิตจริงในปี 2026 (อ่านบทความ Exclusive First Impression : Honda Super-ONE Prototype ได้ที่นี่ Click Here)
ในภาพรวม Honda ประกาศเดินหน้าเต็มกำลังใน 2 แนวทางใหญ่ คือ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) และ ความปลอดภัย (Safety) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutral และ Zero Traffic Fatalities ภายในปี 2050 โดยจะสร้างความแข็งแกร่งทั้งฝั่ง EV และ HEV ไปพร้อมกัน ภายใต้คอนเซ็ปต์หลัก Enjoy the Drive โดยยังคงความเป็น Honda ที่เน้นความสุขในการขับ แม้จะเข้าสู่ยุคไฟฟ้าเต็มตัว
รถ HEV รุ่นใหม่ที่จะเริ่มเปิดตัวตั้งแต่ ปี 2027 จะพัฒนาบนแพลตฟอร์มใหม่หมดจด โดยเน้นน้ำหนักที่เบาและมีความแข็งแกร่งกว่าที่เคย ลดน้ำหนักโครงสร้างตัวถังลงได้ราว 90 กิโลกรัม แต่ยังรักษาความแข็งแรงสูงผ่านเทคนิคการจัดการแรงบิดตัวถังแบบใหม่
Honda อธิบายว่าการปรับความแข็งแรงของจุดต่าง ๆ ให้บิดตัวอย่างเหมาะสม ขณะเข้าโค้ง จะช่วยให้ล้อแต่ละข้างรับแรงได้สมดุลขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการเกาะถนน และสร้างเสถียรภาพการขับขี่แบบมีชีวิต ไม่แข็งทื่อจนเกินไป
อีกส่วนที่โดดเด่นคือ สถาปัตยกรรมโมดูลาร์ ที่แบ่งส่วนตัวรถออกเป็นโมดูลร่วม เช่น พื้นที่ห้องเครื่องยนต์และพื้นตัวถังส่วนหน้า (Engine room) และพื้นตัวถังด้านหลัง (Rear underbody) แยกจากโมดูลเฉพาะอย่าง rear cabin ทำให้สามารถใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้มากกว่า 60 % ในทุกรุ่นที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนา ลดต้นทุน แต่ยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละรุ่นได้
นอกจากนี้ Honda ยังใส่เทคโนโลยีควบคุมพฤติกรรมรถขั้นสูง เช่น
- Motion Management System ที่พัฒนาจากความรู้การสร้างหุ่นยนต์ ASIMO
- Agile Handling Assist ที่รู้จักกันดีใน Accord และ Prelude ซึ่งจะเสริมด้วยระบบใหม่ Pitch Control ควบคุมแรง G ของการชะลอความเร็วตามการหมุนพวงมาลัย เพื่อเพิ่มแรงกดบนล้อหน้า ทำให้เข้าโค้งมั่นใจขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางของ Honda ที่ไม่เพียงทำให้ HEV ประหยัด แต่ยังขับสนุก ในแบบที่ผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ
ในตลาดอเมริกาเหนือ Honda เตรียมเปิดตัว ระบบ Hybrid สำหรับรถยนต์ขนาด Mid-size เจเนอเรชันถัดไป ช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020 โดยมีเป้าหมายตอบโจทย์รถ D-segment ขึ้นไป ที่ต้องการทั้งพลัง ความเงียบ และประสิทธิภาพ
หัวใจของระบบใหม่นี้คือ เครื่องยนต์เบนซิน V6 สูบ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่รุ่นล่าสุดที่เน้น ประสิทธิภาพสูง แต่ต้นทุนต่ำ
- Honda ตั้งเป้าให้อัตราสิ้นเปลืองดีขึ้นกว่าเครื่อง ICE เดิม มากกว่า 30 %
- สมรรถนะเร่งเต็มคันเร่งเพิ่มขึ้น กว่า 10 %
- ระบบจัดการพลังงานจะปรับโหมดขับเคลื่อนได้อัตโนมัติตามสภาพถนนและการใช้จริง
แนวทางนี้คือการยกระดับ HEV ให้เป็นทางเลือกหลักในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าเต็มตัว โดยเฉพาะในตลาดที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่ทั่วถึง Honda จึงยังมองว่าระบบ Hybrid คือกุญแจเชื่อมระหว่างยุค
รถต้นแบบ Super-ONE Prototype ซึ่งเปิดตัวในงาน Japan Mobility Show 2025 คือจุดเริ่มต้นของ EV ขนาดกะทัดรัดรุ่นผลิตจริง ที่ Honda จะส่งทำตลาดในปี 2026 เริ่มจากญี่ปุ่น ต่อด้วยสหราชอาณาจักร และประเทศในเอเชีย
ภายใต้คอนเซ็ปต์ “e: Dash BOOSTER” รถไฟฟ้าจิ๋ว Super-ONE ถูกออกแบบให้เปลี่ยนการขับประจำวันให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุก
- ใช้โครงสร้างแพลตฟอร์มพิเศษต่อยอดจากตระกูล N Series แต่ปรับให้ช่วงล้อและซุ้มล้อกว้างขึ้น
- วางแบตเตอรี่แบบบางเฉียบ ไว้ตรงกลางตัวรถ ลดจุดศูนย์ถ่วงลงต่ำสุดในกลุ่ม A-segment EV
- ทำให้น้ำหนักรวมเบากว่ารถ EV ขนาดใกล้เคียง และตอบสนองการควบคุมได้ไวอย่างแม่นยำ
สิ่งที่สร้างความตื่นเต้นที่สุดคือ Boost Mode + Simulated 7-Speed Transmission ระบบจำลองเกียร์ 7 จังหวะพร้อมเสียงเครื่องยนต์จำลองและการเปลี่ยนเกียร์แบบสมจริง ช่วยให้ผู้ขับรู้สึกเหมือนขับรถเบนซิน แต่ได้แรงบิดและความเรียบลื่นแบบ EV แท้ การจำลองคำนวณตำแหน่งเกียร์แบบเรียลไทม์ รวมถึงมี kick-down และ fuel-cut เอฟเฟกต์ เพื่อถ่ายทอดอารมณ์เครื่องยนต์ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
กล่าวได้ว่า Honda กำลังสร้าง EV ที่ไม่ได้เพียงขับง่ายและเงียบ แต่ยังเร้าใจในแบบ Honda ผสมผสานความเรียบเส้นของแรงบิดไฟฟ้า กับอารมณ์ของเกียร์และเสียงเครื่องยนต์ในอดีต จนกลายเป็นประสบการณ์ขับขี่แบบใหม่ที่เรียกว่า Electric Emotion
โดยสรุป งาน Honda Automotive Technology Workshop ครั้งนี้ คือสัญญาณชัดว่า Honda ไม่ได้เดินตามกระแส แต่เลือกสร้างกระแสของตัวเองโดยนำหัวใจของแบรนด์ 3 ประการ ทั้งการให้มนุษย์อยู่ศูนย์กลาง ให้ความสำคัญกับความสุขในการขับ และเทคโนโลยีที่ต่างๆ มาผสานกับยุคไฟฟ้า
แพลตฟอร์ม Nect-gen Hybrid สำหรับรถ Mid-size จะทำให้รถเบาและขับสนุกขึ้น ขุมพลังเบนซิน V6 Hybrid จะพารถหรูระดับ Large-size เข้าสู่ยุคไฟฟ้าอย่างทรงพลัง และ Super-ONE จะพา EV ขนาดเล็กก้าวสู่มิติใหม่ของความเร้าใจในชีวิตประจำวัน หรือพูดง่ายๆ ในภาษาชอบรถ นี่คือ Honda ที่กลับมาทำให้คำว่า Driving Fun มีความหมายอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน Hybrid หรือไฟฟ้าล้วนก็ตาม
ที่มา : Honda
