McLaren 675 LT ได้รับแรงบัลดาลใจมาจาก McLaren F1 GTR Long Tail ซึ่งเป็นรถแข่งที่มีช่วงท้ายรถยาวกว่า
รุ่นปกติเพื่อสร้างแรงกดที่มากขึ้นจน Long Tail กลายเป็นชื่อรุ่น LT ที่มีหน้าตาแตกต่างจาก 650S ซึ่งเครื่องยนต์
และช่วงล่างยังได้รับการปรับแต่งใหม่หมดเพื่อให้เหมาะกับสนามแข่งมากขึ้นด้วย ในเมื่อรุ่น Hardtop ขายหมดไป
แล้วทางค่ายจึงส่งรุ่นเปิดประทุนตามมาอีกชุด และผลิตจำนวนจำกัดเช่นกัน

675lt_spider_001

675 LT Spider มีหน้าตาเหมือน 675 LT หลังคาแข็งซึ่งมาพร้อมกับช่วงท้ายรถที่ยาวกว่ารุ่น 650 S และ air brake
ที่ใหญ่กว่าเดิม 2 เท่าซึ่งออกแบบมาให้เป็นชิ้นเดียวกับ spoiler หลังไปแล้วส่วนด้านหน้าจะมีชายกันชนล่างที่เตี้ย
กว่าเดิม และในช่องรีดลมด้านข้างนั้นจะติดตั้งในตำแหน่งที่เตี้ยกว่าเดิมและมีขนาดเล็กลงเล็กน้อยเพื่อให้มีการรีดลม
เข้าไประบายความร้อนในห้องเครื่องได้ดีขึ้น

675lt_spider_003

ล้อเป็นล้อ forged ลาย 20 ก้านลายใหม่ขนาด 19 นิ้วในคู่หน้าและ 20 นิ้วในคู่หลังส่วนสีที่เห็นนี้เป็นสีใหม่ที่มีชื่อว่า
Exclusive Solis และแม้ว่าจะมีชิ้นส่วนต่างๆเพิ่มมาหลายชิ้นแต่น้ำหนักรถยนต์คันนี้หนักเพียง 1,270 กิโลกรัมเท่านั้น
ซึ่งหนักกว่า LT หลังคาแข็งเพียง 45 กิโลกรัมและเบากว่า 650 S Spider อยู่ 100 กิโลกรัมเนื่องจากชิ้นส่วนตัวถังเกือบ
รอบคันรถล้วนทำมาจาก carbon fiber และมีการถอดระบบปรับอากาศทิ้งด้วยแต่ลูกค้าสามารถติดตั้งได้เป็น option
เสริมแบบไม่คิดเงินเพิ่ม

675lt_spider_002

เครื่องยนต์ตัวเดียวกับรุ่นหลังคาแข็ง V8 3.8 ลิตรเทอร์โบคู่ให้กำลังสูงสุด 685 แรงม้า (PS) ที่ 7,100 รอบ/ นาทีและ
แรงบิดสูงสุด 71.38 กก-ม. (700 นิวตันเมตร) ที่ 5,500-6,500 รอบ/ นาทีผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ dual clutch 7
จังหวะให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ ชั่วโมงภายใน 2.9 วินาทีซึ่งเท่ากับรุ่น Hardtopส่วน 0-200 กิโลเมตร/ ชั่วโมง
ใช้เวลา 8.1 วินาทีซึ่งช้ากว่ารุ่น Hardtop เพียง 0.2 วินาทีส่วนความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 324 กิโลเมตร/ ชั่วโมง น้อยกว่า
Hardtop แค่ 6 กิโลเมตร/ ชั่วโมง

675lt_spider_005

ช่วงล่างน้ำหนักเบาจากรุ่นน้ำหนักเบาแบบเดียวกับรุ่น hardtop นั้นมีมาให้เช่นกันอันประกอบไปด้วย spring คู่หน้า
ที่แข็งกว่าปกติ 27%, ด้านหลังแข็งกว่าเดิม 63%, ฐานล้อกว้างกว่าเดิม 20 มิลลิเมตร, และยาง Pierlli P Zero Trofeo R
ที่ผลิตมาให้ McLaren โดยเฉพาะ McLaren 675 LT Spider จำนวนจำกัดการผลิตเพียง 500 คัน สนนราคาอยู่ที่
372,600 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 13 ล้านบาท

.

.

ที่มา: motorauthority, motortrend, topgear