ค่ายดาวสามแฉกเผยรายละเอียดการปรับโฉม Mercedes-Benz GLE Facelift รุ่นปรับโฉม ที่ถือเป็นการอัพเดตครั้งใหญ่แบบ ปรับทั้งภาพลักษณ์และหัวใจของรถ เพราะไม่ใช่แค่เปลี่ยนไฟ เปลี่ยนกระจัง แต่ยังยกระดับระบบช่วยขับ เทคโนโลยีภายใน ไปจนถึงช่วงล่างและการขับขี่ให้ล้ำขึ้นอย่างชัดเจน โดยระบุว่ามีชิ้นส่วนใหม่หรือปรับปรุงรวมกันราว 3,000 รายการ เพื่อให้ GLE ใหม่ มีความทันสมัยขึ้นทั้งด้านดีไซน์ ความสะดวกสบาย และการเป็น SUV ระดับพรีเมียมที่พร้อมใช้งานได้ทุกสถานการณ์

 

Mercedes-Benz GLE ใหม่ มีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่งานออกแบบด้านหน้า ซึ่งถูกปรับให้ดู ดุดันและจดจำง่ายขึ้น ด้วยไฟหน้าใหม่ที่มี ลายดาวแนวนอน 2 ดวง เป็นเอกลักษณ์ พร้อมไฟหน้าแบบ DIGITAL LIGHT รุ่นใหม่ เป็นอ็อพชั่นเสริม โดยระบบไฟนี้ให้ลำแสงความละเอียดสูงขึ้น พื้นที่ส่องสว่างกว้างขึ้นประมาณ 40% และใช้พลังงานลดลงได้สูงสุด 50% อีกทั้งยังมีฟังก์ชันไฟสูง ULTRA RANGE ที่ส่องได้ไกลถึง 600 เมตร รวมถึงการปรับทิศทางไฟตามข้อมูลจากกล้องและแผนที่เพื่อความแม่นยำในการส่องสว่าง

อีกหนึ่งไฮไลท์คือกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่เพิ่มความพรีเมียม ด้วย กรอบโครเมียมเด่นชัด และสามารถเลือกติดตั้ง Contour Lighting พร้อม ดาวกลางเรืองแสง (Illuminated Central Star) ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์แบบ Mercedes รุ่นใหม่ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่ด้านท้ายก็ปรับไฟท้ายให้มีลายดาวแบบ 3 มิติ พร้อมกรอบโครเมียม เพิ่มความหรูและความจดจำ

 

ภายในห้องโดยสารถูกยกระดับด้วยแนวคิดใหม่ด้านการแสดงผล โดยติดตั้ง MBUX Superscreen เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ครอบคลุมหน้าจอ 3 ชุดขนาด 12.3 นิ้วภายใต้กระจกแผ่นเดียว พร้อมหน้าจอผู้โดยสารด้านหน้าที่สามารถใช้งานได้จริงระหว่างรถวิ่ง (ขึ้นอยู่กับตลาด) โดยมีระบบกล้องตรวจจับสายตาผู้ขับเพื่อป้องกันการเสียสมาธิ หากผู้ขับเหลือบมองหน้าจอผู้โดยสาร ระบบจะหรี่ภาพลงโดยอัตโนมัติ

เบื้องหลังระบบ Infotainment ใหม่นี้ คือการยกเครื่องระบบปฏิบัติการเป็น MB.OS ที่ Mercedes-Benz ระบุว่าเปรียบเสมือน Super Computer บนรถ เชื่อมต่อกับ Mercedes-Benz Intelligent Cloud รองรับการอัพเดต OTA ตลอดเวลา ทำให้รถสามารถอัพเดตซอฟต์แวร์ ฟังก์ชันใหม่ และ Digital Extras เพิ่มเติมได้ในอนาคต รวมถึงการผสานระบบ AI จากหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Microsoft, Google และ ChatGPT เพื่อให้ผู้ช่วยอัจฉริยะ MBUX สนทนาได้เป็นธรรมชาติขึ้น รองรับบทสนทนาหลายขั้นตอน และเข้าใจคำสั่งซับซ้อนได้มากขึ้น

 

อุปกรณ์เพิ่มความสบายยังมีการขยายรายละเอียด เช่น หลังคาพาโนรามิกขนาดใหญ่กว่า 1 ตารางเมตรกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบฟอกอากาศ ENERGIZING AIR CONTROL ที่เปลี่ยนอากาศภายในห้องโดยสารใหม่ทุกประมาณ 90 วินาที และระบบเสียง Burmester 3D Surround Sound รุ่นใหม่ที่เพิ่มกำลังเป็น 710W พร้อมรองรับ Dolby Atmos เพิ่มมิติของเสียงให้เหนือขึ้นไปอีกระดับ

 

ด้านระบบช่วยขับขี่ GLE ใหม่ มาพร้อมชุดประมวลผลแบบใหม่ที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ และมีเซนเซอร์รอบคันระดับสูง ประกอบด้วยกล้องรอบคันถึง 10 ตัว เรดาร์สูงสุด 5 จุด และเซนเซอร์อัลตร้าโซนิก 12 ตัว รองรับระบบช่วยขับยุคใหม่ในชื่อ MB.DRIVE โดยมีระบบช่วยขับหลายระดับตามแต่ละตลาด เช่น MB.DRIVE Assist / Assist Plus และรุ่นสูงสุดอย่าง MB.DRIVE Assist Pro ที่จะเริ่มในจีนก่อน รวมถึงฟังก์ชันช่วยจอดรุ่นใหม่ที่ตรวจจับช่องจอดได้เร็วขึ้น และช่วยถอยออกจากที่จอดได้แม้ผู้ขับเคยจอดเอง

 

จุดที่ถือว่าสำคัญมาก คือการปรับช่วงล่างครั้งใหญ่ โดยเพิ่มระบบควบคุมแดมเปอร์แบบใหม่ที่ทำงานร่วมกับ Cloud สำหรับรถที่ติดตั้ง AIRMATIC ซึ่งรถจะรู้ล่วงหน้าว่ามีลูกระนาดหรือพื้นถนนขรุขระอยู่ข้างหน้า แล้วปรับแดมเปอร์เตรียมไว้ก่อนผ่านจุดนั้น เพิ่มความนุ่มนวลโดยเฉพาะผู้โดยสารตอนหลัง รวมถึงระบบ E-ACTIVE BODY CONTROL ที่ควบคุมล้อทั้ง 4 แยกอิสระ วิเคราะห์สถานการณ์ถึง 1,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อคุมอาการโคลง หน้าทิ่ม ท้ายย้วย ให้รถทรงตัวเหมือนรถหรูมากกว่า SUV

 

 

ในฝั่งเครื่องยนต์ Mercedes-Benz ระบุว่า GLE ใหม่ มีพละกำลังมากขึ้น แต่ยังคงความเงียบและความนุ่มนวล โดยเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลทั้งหมด รองรับระบบไฟฟ้า 48V พร้อม ISG ช่วยลดอาการหน่วง เพิ่มการตอบสนอง และทำให้ระบบ Start/Stop ทำงานเนียนขึ้น ขณะเดียวกันยังเพิ่มมาตรการลดเสียงรบกวน (NVH) ด้วยการบุฉนวนเพิ่มบริเวณอุโมงค์เพลากลาง และผนังกั้นห้องเครื่อง รวมถึงเพิ่มวัสดุซับเสียงที่ฝาครอบเครื่องยนต์

รุ่น Top of the Line อย่าง GLE 580 4MATIC (V8) ปรับกำลังเพิ่มเป็น 395 กิโลวัตต์ หรือ 537 แรงม้า (เดิม 380 kW) แรงบิดเพิ่มเป็น 750 นิวตันเมตร และยังเปลี่ยนมาใช้ข้อเหวี่ยงแบบ Flatplane เพื่อรองรับมาตรฐานไอเสียในอนาคต ขณะที่ GLE 450 4MATIC ปรับแรงบิดเพิ่มเป็น 560 นิวตันเมตร พร้อมปรับระบบอัดอากาศและการไหลของอากาศใหม่ ส่วนรุ่นปลั๊กอินไฮบริด GLE 450e 4MATIC เพิ่มกำลังขึ้น 55  กิโลวัตต์ หรือราว 75 แรงม้า เคลมระยะทางไฟฟ้าล้วนได้ 106 กม. (WLTP)

ฝั่งดีเซลอย่าง GLE 350d และ 450d เพิ่มระบบ Electric Heating Catalyst เป็นครั้งแรก เพื่อทำให้อุณหภูมิไอเสียเข้าสู่ช่วงเหมาะสมเร็วขึ้น ช่วยลดมลพิษตั้งแต่ช่วงสตาร์ทเย็น พร้อมลดน้ำหนักด้วยเสื้อสูบและฝาสูบอลูมิเนียม เพิ่มประสิทธิภาพและการควบคุมด้านหน้าให้ดีขึ้น

สรุปไฮไลท์เด่นใน Mercedes-Benz GLE รุ่นปรับโฉม Facelift

  • ปรับดีไซน์ใหม่ มีชิ้นส่วนใหม่ และปรับปรุงรวมราว 3,000 จุด !
  • ไฟหน้าใหม่ ลายดาวแนวนอน 2 ดวง + อ็อพชั่น DIGITAL LIGHT
  • กระจังหน้าใหม่ กรอบโครเมียมเด่น พร้อมไฟเส้นรอบกระจัง และดาวกลางเรืองแสง
  • ไฟหน้า DIGITAL LIGHT รุ่นใหม่ ส่องสว่างกว้างขึ้น 40% ประหยัดพลังงานขึ้น 50%
  • ไฟสูง ULTRA RANGE ส่องไกล 600 เมตร
  • ไฟท้ายลายดาว 3 มิติ
  • ภายในติดตั้ง MBUX Superscreen + หน้าจอผู้โดยสาร
  • ใช้ระบบใหม่ MB.OS เชื่อมต่อ Cloud รองรับ OTA และ Digital Extras
  • ผสาน AI จาก Microsoft/Google/ChatGPT ทำให้ MBUX Virtual Assistant ฉลาดขึ้น
  • หลังคา Panoramic Sunroof ขนาดใหญ่กว่า 1 ตร.ม.
  • ระบบฟอกอากาศ ENERGIZING AIR CONTROL เปลี่ยนอากาศใหม่ทุก 90 วินาที
  • อ็อพชั่นเสริม เครื่องเสียง Burmester 3D Surround Sound 710W รองรับ Dolby Atmos
  • ระบบช่วยขับ MB.DRIVE รุ่นล่าสุด กล้อง 10 ตัว เรดาร์สูงสุด 5 จุด เซนเซอร์ 12 จุด
  • ช่วงล่างอัพเกรดใหม่ เพิ่ม Cloud-based damper control ทำให้ผ่านลูกระนาดนุ่มขึ้น
  • AIRMATIC / E-ACTIVE BODY CONTROL วิเคราะห์สถานการณ์ 1,000 ครั้งต่อวินาที
  • เครื่องยนต์ใหม่ แรงขึ้นแต่ยังเน้นความเงียบและความนุ่ม (NVH ดีขึ้น)
  • รหัส GLE 580 V8 เพิ่มกำลังเป็น 537 แรงม้า 750 นิวตันเมตร
  • รหัส GLE 450 เพิ่มแรงบิดเป็น 560 นิวตันเมตร
  • รหัส GLE 450e PHEV วิ่งไฟฟ้าล้วน 106 กม. (WLTP)
  • เครื่องยนต์ดีเซลเพิ่ม Electric Heating Catalyst ลดมลพิษช่วงสตาร์ท
  • เครื่องยนต์เบนซินและดีเซลทุกรหัส ติดตั้งระบบ Mild-hybrid มอเตอร์ไฟฟ้า ISG เพิ่มความลื่นและประหยัด

ที่มา : Mercedes-Benz