Mercedes-Benz GLS Facelift รุ่นใหม่ ถูกยกระดับให้สมกับการเป็น S-Class of SUVs ทั้งภาพลักษณ์ เทคโนโลยี และความสบายแบบผู้บริหาร โดย Mercedes-Benz ระบุชัดว่าการปรับครั้งนี้ไม่ได้ทำแค่แต่งหน้า แต่เป็นการเสริมความหรูให้ดูมีบารมีขึ้น และใส่ระบบดิจิทัลยุคใหม่ลงไปแบบเต็มพิกัด พร้อมปรับปรุงด้านสมรรถนะและความเงียบ (NVH) ให้ดีขึ้นอีกขั้น รวมถึงเพิ่มความสบายในการเดินทาง โดยเฉพาะผู้โดยสารตอนหลังซึ่งเป็นจุดขายหลักของ GLS ในหลายตลาด
จุดเด่นสำคัญเริ่มจากงานออกแบบด้านหน้า ที่เปลี่ยนให้ดูใหญ่ขึ้น สง่าขึ้น ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่กว่าเดิม เน้นความเป็นรถสายบ่งบอกสถานะ (Status-oriented) ด้วยกรอบโครเมียมชัดเจน พร้อม Contour Lighting และลวดลายดาวแบบ Mercedes-Benz Pattern โครเมียม รวมถึงการติดตั้งดาวตั้งบนฝากระโปรง ที่กลับมาเป็นสัญลักษณ์ความหรูแบบรถเรือธง และในบางตลาดสามารถเรืองแสงได้ (จีนติดตอนจอด / สหรัฐฯ ติดได้แม้ขับอยู่)
ห้องโดยสารถูกยกเครื่องด้วยแนวคิดใหม่ด้านการแสดงผล โดยติดตั้ง MBUX Superscreen เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ครอบคลุมหน้าจอ 3 ชุดขนาด 12.3 นิ้ว ภายใต้กระจกแผ่นเดียว พร้อมหน้าจอผู้โดยสารหน้าแบบมาตรฐานเช่นกัน เพิ่มความล้ำและความรู้สึกถึงความเป็นยุคใหม่ ให้กับ GLS อย่างชัดเจน รวมถึงการเพิ่ม Ambient Styles หรือภาพพื้นหลังแบบธีมอารมณ์ ที่ช่วยให้บรรยากาศในห้องโดยสารดูหรูและมีความเป็น Mercedes รุ่นใหม่มากขึ้น
อีกหนึ่งจุดขายที่ Mercedes-Benz เน้นหนักคือความสบายในการนั่ง โดยเฉพาะเบาะหลัง เพราะ GLS ใหม่เพิ่มออปชั่น Rear Comfort Package Plus ยกระดับความเป็นรถผู้บริหาร 7 ที่นั่ง ให้ชัดเจนขึ้น ด้วยเบาะ Multi-contour พร้อมนวด ระบบความบันเทิงหลังแบบใหม่ หน้าจอหลังคู่ขนาด 11.6 นิ้ว และรีโมท MBUX แบบถอดได้ ที่แทนการใช้แท็บเล็ตในรุ่นก่อน พร้อมระบบอำนวยความสะดวก เช่น ม่านไฟฟ้า ระบบปรับอากาศหลายโซน และการเลื่อนเบาะหน้าด้วยปุ่มจากผู้โดยสารหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่วางขา
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการเป็น MB.OS ซึ่ง Mercedes-Benz อธิบายว่าเป็นเหมือน Super Computer ที่เชื่อมต่อกับ Mercedes-Benz Intelligent Cloud และรองรับการอัพเดต OTA ต่อเนื่องไปได้อีกหลายปี ทำให้รถไม่ตกยุคง่าย และสามารถเพิ่มฟังก์ชัน Digital Extras ใหม่ๆ ได้ในอนาคต พร้อมระบบ AI ที่ทำให้ MBUX Virtual Assistant สนทนาได้ฉลาดขึ้น รองรับบทสนทนาแบบหลายขั้นตอน และให้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงผู้ช่วยส่วนตัวมากกว่าระบบสั่งงานธรรมดา
ด้านช่วงล่าง GLS Facelift เพิ่มความล้ำด้วยระบบ Cloud-based Damper Control ทำงานร่วมกับ AIRMATIC โดยรถสามารถปรับแดมเปอร์ล่วงหน้า ก่อนเจอลูกระนาดหรือพื้นขรุขระ ผ่านข้อมูล Car-to-X ที่รถคันอื่นส่งขึ้น Cloud ทำให้การนั่งโดยสารนุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งเป็นหัวใจของ GLS รุ่นนี้อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีระบบ E-ACTIVE BODY CONTROL ที่ควบคุมล้อแยกอิสระ วิเคราะห์สถานการณ์ 1,000 ครั้งต่อวินาที ลดอาการโคลงและการยวบย้วย ให้ความรู้สึกเหมือนรถหรูมากกว่ารถ SUV
ด้านระบบช่วยขับขี่ GLS Facelift ได้ชุดเซนเซอร์ระดับสูงรอบคันเช่นเดียวกับ GLE ประกอบด้วยกล้องภายนอก 10 ตัว เรดาร์สูงสุด 5 จุด และเซนเซอร์อัลตร้าโซนิก 12 จุด ทำงานร่วมกับระบบช่วยขับรุ่นล่าสุดในชื่อ MB.DRIVE ครอบคลุมตั้งแต่ระบบควบคุมความเร็วแปรผัน ไปจนถึงระบบช่วยจอดที่ฉลาดขึ้นและเร็วขึ้น พร้อมฟังก์ชันเสริมอย่างการช่วยถอยย้อนเส้นทาง (Reversing Function) และระบบเตือนปกป้องล้อจากการครูดขอบฟุตบาท
ในแง่สมรรถนะ GLS Facelift มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ที่ แรงขึ้นและลื่นขึ้น แต่ยังรักษาความเงียบและความนุ่มนวลของแบรนด์ โดยเครื่องยนต์ทุกแบบมาพร้อมระบบ 48V และ Integrated Starter Generator (ISG) ช่วยให้การออกตัวตอบสนองไวขึ้น ลดอาการหน่วง และทำให้ Start/Stop ทำงานเนียนกว่าเดิม รวมถึงเพิ่มมาตรการลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนด้วยฉนวนใหม่บริเวณอุโมงค์เกียร์ ผนังกั้นห้องเครื่อง และวัสดุดูดซับเสียงในโพรงตัวถังบางจุด
รุ่นท็อปอย่าง GLS 580 4MATIC (V8) ปรับกำลังเพิ่มเป็น 395 กิโลวัตต์ หรือ 537 แรงม้า จากเดิม 380 กิโลวัตต์ แรงบิดเพิ่มเป็น 750 นิวตันเมตร และเปลี่ยนมาใช้ข้อเหวี่ยงแบบ Flatplane เพื่อรองรับมาตรฐานไอเสียในอนาคต ส่วน GLS 450 4MATIC ปรับแรงบิดเพิ่มเป็น 560 นิวตันเมตร พร้อมปรับระบบอัดอากาศและการไหลเวียนอากาศใหม่ ขณะที่ดีเซล GLS 350d / GLS 450d เพิ่มระบบ Electric Heating Catalyst เป็นครั้งแรก เพื่อให้ระบบไอเสียเข้าสู่อุณหภูมิที่เหมาะสมเร็วขึ้น ลดมลพิษช่วงสตาร์ท และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม

ด้านช่วงล่าง GLS Facelift เพิ่มความล้ำด้วยระบบ Cloud-based Damper Control ทำงานร่วมกับ AIRMATIC โดยรถสามารถปรับแดมเปอร์ล่วงหน้า ก่อนเจอลูกระนาดหรือพื้นขรุขระ ผ่านข้อมูล Car-to-X ที่รถคันอื่นส่งขึ้น Cloud ทำให้การนั่งโดยสารนุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งเป็นหัวใจของ GLS รุ่นนี้อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีระบบ E-ACTIVE BODY CONTROL ที่ควบคุมล้อแยกอิสระ วิเคราะห์สถานการณ์ 1,000 ครั้งต่อวินาที ลดอาการโคลงและการยวบย้วย ให้ความรู้สึกเหมือนรถหรูมากกว่ารถ SUV
สรุป ไฮไลท์เด่นใน Mercedes-Benz GLS รุ่นปรับโฉม Facelift
- ปรับโฉมครั้งใหญ่ ย้ำภาพความเป็น S-Class of SUVs
- กระจังหน้าใหญ่ขึ้น เน้นความภูมิฐาน พร้อมกรอบโครเมียมและ Contour Lighting
- ดาวตั้งบนฝากระโปรง (Standing Star) เพิ่มความหรู และบางตลาดเรืองแสงได้
- ไฟหน้า DIGITAL LIGHT รุ่นใหม่ ลำแสงกว้างขึ้น 40% ประหยัดไฟขึ้น 50%
- ระบบปฏิบัติการใหม่ MB.OS เชื่อมต่อ Cloud รองรับ OTA ต่อเนื่องหลายปี
- หน้าจอ MBUX Superscreen + หน้าจอผู้โดยสารหน้า
- แพกเกจเบาะนั่ง Rear Comfort Package Plus ยกระดับความหรูเบาะหลังแบบผู้บริหาร
- ระบบบันเทิงหลังใหม่ หน้าจอคู่ 11.6 นิ้ว พร้อมรีโมท MBUX ถอดได้
- เบาะ 3 แถว ปรับไฟฟ้าทั้งหมด นั่งได้ 7 ที่นั่งเป็นมาตรฐาน
- เพิ่มมาตรการเก็บเสียง–ลดแรงสั่นในตัวถังและห้องเครื่องมากขึ้น
- รองรับ AI ทำให้ MBUX Virtual Assistant สนทนาได้ฉลาดขึ้น
- เซนเซอร์รอบคันจัดเต็ม กล้อง 10 ตัว เรดาร์สูงสุด 5 จุด อัลตร้าโซนิก 12 จุด
- ระบบช่วยขับ MB.DRIVE รุ่นล่าสุด ครอบคลุมแทบทุกสถานการณ์
- เพิ่มความสบายช่วงล่างด้วย Cloud-based damper control ทำงานร่วม AIRMATIC
- ระบบ E-ACTIVE BODY CONTROL วิเคราะห์ 1,000 ครั้ง/วินาที ลดโคลง ลดหน้าทิ่มท้ายย้วย
- เครื่องยนต์ใหม่แรงขึ้น แต่ยังเน้นความเงียบและแรงสั่นสะเทือนต่ำ (NVH)
- GLS 580 V8 เพิ่มกำลังเป็น 537 แรงม้า 750 นิวตันเมตร
- GLS 450 เพิ่มแรงบิดเป็น 560 นิวตันเมตร
- GLS 350d / 450d เพิ่ม Electric Heating Catalyst ลดมลพิษช่วงสตาร์ท
ที่มา : Mercedes-Benz
