ครั้งแรกของ Daihatsu กับรถยนต์ไฟฟ้าแบบ mass production โดยเปิดตัวพร้อมกันสองรุ่นในชื่อ Daihatsu e-Hijet Cargo และ e-Atrai เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 หากมองผ่านๆ อาจจะดูเหมือนกัน แต่ความต่างนอกจากรูปลักษณ์คือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพราะ e-Hijet มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์เป็นหลัก ส่วน e-Atrai เจาะกลุ่มลูกค้าพาณิชย์เหมือนกัน แต่เน้นกลุ่มที่ต้องการใช้เป็นรถยนต์ส่วนตัวด้วยในคันเดียวกัน ในส่วนของรายละเอียดมิติตัวถัง มีดังต่อไปนี้

  • ยาว x กว้าง x สูง : 3,395 x 1,475 x 1,890 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ : 2,450 มิลลิเมตร

 

โดยรวมความแตกต่างระหว่าง Daihatsu e-Hijet Cargo และ e-Atrai อยู่ที่กระจังหน้า, กันชนหน้า, ทรงของกระจกมองข้าง, สีมือเปิดประตูนอก และ ไฟท้าย e-Atrai ยังเหนือกว่าด้วยกระจกตัดรังสี UV และ IR พร้อมด้วยประตูสไลด์ข้างไฟฟ้าทั้งสองฝั่ง ส่วนสีตัวถัง e-Hijet Cargo มีให้เลือกทั้ง สีขาว White, สีเงิน Bright Silver Metallic และ สีเขียว Ice Green ส่วนสีของ e-Atrai จะมีทั้ง สีน้ำเงิน Laser Blue Crystal Shine, สีส้ม Tonico Orange Metallic, สีทอง Offbeat Khaki Metallic และ สีขาว Shining White Pearl

ห้องโดยสารของ Daihatsu e-Hijet Cargo มีให้เลือกทั้งรุ่น 2 และ 4 ที่นั่ง ส่วน e-Atrai มีแต่รุ่น 4 ที่นั่ง พร้อมตกแต่งด้วยสีดำเป็นหลัก ส่วนอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นมีทั้ง ปุ่ม Push Start, มาตรวัด TFT ขนาด 7 นิ้ว, กระจกมองหลังแสดงภาพจากกล้องหลัง และ เบาะผ้ากันน้ำพร้อมปรับอุ่นได้ในคู่หน้า ด้านประโยชน์ใช้สอยมีพื้นรถเรียบ ขนถ่ายสัมภาระง่าย รองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 350 กิโลกรัม พร้อมจุดยึดน็อต 30 แห่งทั่วคัน และยังมีไฟส่องส่วางแบบ LED สว่างเห็นชัดเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงใช้พลังงานต่ำ

 

ขุมพลังของ Daihatsu e-Hijet Cargo และ e-Atrai เป็นระบบไฟฟ้า EV มาพร้อม มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง กำลังสูงสุด 64 แรงม้า ที่ 3,562 – 4,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 126 นิวตันเมตร ที่ 0 – 3,562 รอบ/นาที แบตเตอรี่เป็นแบบ lithium-ion ขนาด 36.6 kWh ขับขี่ได้ไกลสุดเป็นระยะทาง 257 กิโลเมตร (WLTC) ช่องชาร์จเป็นแบบ CHAdeMO รองรับกำลังไฟ 50 kW ใช้เวลาในการชาร์จไฟถึง 80% ในเวลาราว 50 นาที ทั้งยังจ่ายไฟออกนอกรถได้แบบ AC แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 100 โวลต์ 1,500 วัตต์

Daihatsu e-Hijet Cargo และ e-Atrai ปรับช่วงล่างหลังใหม่ทั้งหมดแบบคอยล์สปริง ช่วยให้สะดวกสบายขึ้น และยังมีการปรับแต่งช่วงล่างให้แกร่งขึ้น พร้อมรองรับการใช้ขุมพลังไฟฟ้า ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่มี Smart Assist ทำงานร่วมกับกล้องแบบ stereo สามารถตรวจจับคนเดินถนนและยานพาหนะได้ ทั้งในกลางวันและกลางคืน รวมถึงจักรยานจากทางข้ามได้ ส่วนการผลิตจะมีขึ้นที่โรงงาน Daihatsu Kyushu Co., Ltd. Oita ด้านราคาจำหน่ายในแต่ละรุ่นย่อยในญี่ปุ่น มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • e-Hijet Cargo รุ่น 2 และ 4 ที่นั่ง ราคา 3,146,000 เยน (ราว 638,000 บาท)
  • e-Atrai รุ่น RS ราคา 3,465,000 เยน (ราว 702,000 บาท)

 

ที่มา: Daihatsu, car.watch.impress


Toyota Pixis Van แฝดคนละฝา

 

พร้อมกันนั้นในวันเดียวกัน ยังมีแฝดคนละฝา ถือกำเนิดพร้มอกันด้วยชื่อ Toyota Pixis Van มีคุณสมบัติทุกประการร่วมกับ Daihatsu e-Hijet Cargo รุ่น 4 ที่นั่ง ทั้งยังผลิตจากโรงงานเดียวกัน แตกต่างเพียงแค่โลโก้หน้าหลัง, บนพวงมาลัย และ กราฟฟิกบนหน้าจอ สำหรับการทำตลาดมีรุ่นย่อยเดียวชื่อ Deluxe สนนราคาจำหน่ายไม่ต่างกันจากแฝดกับค่าตัว ราคา 3,146,000 เยน (ราว 638,000 บาท)

 

ที่มา: Toyota