สำนัก Frontline Cars จากอังกฤษ ได้เปิดตัวผลงานล่าสุดของพวกเขา กับการคืนชีวิตให้ MG MGB ซึ่งภายนอกและภายในนั้นผ่านการบูรณะ พร้อมกับรักษาเอกลักษณ์ของเดิมเอาไว้อย่างดีเยี่ยม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคืองานวิศวกรรมด้านขุมพลัง ซึ่งให้เลือกทั้งขุมพลัง V8 และ EV โดยรายละเอียดของทั้งสองรุ่นอันมีชื่อเรียกต่างกัน มีดังต่อไปนี้


LE60

 

ขุมพลังของ LE60 เป็นเครื่องยนต์เบนซิน แบบ V8 ขนาด 4.8 ลิตร จาก Rover กำลังสูงสุด 375 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 403 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ จาก Tremec พร้อม limited-slip differential ขับเคลื่อนล้อคู่หลัง ทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในราว 4 วินาที น้ำหนักตัวอยู่ที่ 1,122 กิโลกรัม

อัตราการกระจายน้ำหนักหน้าหลังเกือบแตะ 50:50 ช่วงล่างปรับเปลี่ยนใหม่หมดโดยร่วมพัฒนากับ Nitron เบรกเปลี่ยนใหม่ โดยด้านหน้ามีคาลิปเปอร์ขนาด 6 สูบ ส่วนด้านหลังมีขนาด 4 สูบ เสริมด้วยจานเบรกขนาด 310 มิลลิเมตร แชสซีส์ผ่านการเสริมความแข็งแรงใหม่ ให้รองรับพละกำลังที่สูงขึ้นจากดั้งเดิมเกือบ 3 เท่า


BEE

 

ขุมพลังของ BEE เป็น ระบบไฟฟ้า EV ประกอบด้วย แบตเตอรี่ความจุ 40 kWh และ มอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 134 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อคู่หลัง น้ำหนักตัวอยู่ที่ 1,186 กิโลกรัม รองรับการชาร์จไฟผ่านที่ชาร์จขนาด 7 kW ภายในระยะเวลาราว 5 ชั่วโมง มีให้เลือกทั้งตัวถัง Roadster และ GT Coupe

อัตราการกระจายน้ำหนักหน้าหลังเกือบแตะ 50:50 เช่นกัน ส่วนจุดขายของ BEE คือการนำขุมพลัง EV มาจับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ พร้อมแป้นคลัชต์จาก Mazda ซึ่งบริษัทระบุว่าให้ความรู้สึกไม่ต่างจาก การขับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเกียร์ MT โดยสามารถลากรอบได้สูงถึง 9,000 รอบ/นาที และแตกต่างจากรถยนต์เกียร์ MT ตรงที่สามารถสตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ได้ ตอนที่ใส่เกียร์อะไรอยู่ก็ได้ โดยที่ไม่มีอาการกระตุก

Frontline Cars ระบุว่าชื่อ LE60 ขุมพลัง V8 มาจากการที่ MG MGB ดั้งเดิมมีอายุครบรอบ 60 ปี และจะผลิตขึ้นเพียง 30 คัน ส่วน BEE ขุมพลัง EV ย่อมาจาก MGB EV Edition ทั้งสองรุ่นจะโชว์ตัวในงาน Bicester Heritage Sunday Scramble ซึ่งจะจัดขึ้นที่อังกฤษ ในวันที่ 8 ตุลาคม 2023 โดยผู้ที่ครอบครอง MGB อยู่แล้ว ยังสามารถส่งรถมาให้ Frontline Cars มาแปลงขุมพลัง EV ได้ด้วย

 

ที่มา: motor1, carbuzz