ความงามของยนตรกรรมในรถยนต์ Classic นั้น อาจนำมาซึ่งความปวดหัวของคนที่เป็นเจ้าของ
หากต้องนำรถยนต์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 4 ทศวรรษ หรือ 40 กว่าปี มานั่งซ่อมแซมจนใช้งานได้
เป็นเหตุให้มีผู้ผลิตหลายราย นำรถยนต์ Classic มาซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด พร้อมยัดไส้
เทคโนโลยีใหม่เข้าไปเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

BB8j61c

ตัวอย่างผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงคือ Singer ที่มักจะนำ Porsche 911 รุ่นเก่าในยุคระบายความร้อน
ด้วยอากาศมาสร้างใหม่ ในวันนี้เราจะพาไปชมผู้ผลิตนาม Frontline Developments ที่นำ
MG MGB มาปรับปรุงเป็น MG Abingdon Edition

06e5392142193f9ac7c9733cb8f44a56

เรามาทำความรู้จักกับ MG MGB ดั้งเดิมกันก่อน ซึ่งเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1962 ถึงปี 1980 มีทั้งตัวถัง
Roadster ที่เราเห็นอยู่นี้ และ ตัวถัง GT Coupe ซึ่งตามมาในปี 1965 สำหรับเครื่องยนต์เป็น
เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 1.6 ลิตร และ 1.8 ลิตร จับคู่ร่วมกับทั้งเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ
หรือ เกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ ซึ่งอย่างหลังมีให้เลือกระหว่างปี 1967-1973 และ ขายออก
ไปได้ราว 5,000 คันเท่านั้น

07

อันที่จริง MGB มีเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ ออกขายในชื่อ MGC ช่วงปลายยุค 1960 และ เครื่องยนต์
เบนซิน V8 ในชื่อ MGB-GT V8 ในช่วงต้นยุค 1970 อีกด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้ว MGB จะนับจำนวน
เฉพาะรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเท่านั้น สำหรับชะตากรรมของ MGB ได้รับการปรับปรุงรูปลักษณ์
และ อุปกรณ์อยู่เสมอ จนถึงช่วงปี 1968 ที่ British Motor Corporation ถูกรวมกิจการกับ British
Leyland ที่ให้ความสำคัญกับ Triumph ผู้เป็นคู่แข่งของ MG มากกว่า

05

พอเข้าช่วงยุค 1970 MGB มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และ การเปลี่ยนแปลง
ส่วนใหญ่ทำให้รถดูแย่ลง อันเนื่องมาจากกฎหมายความปลอดภัยของสหรัฐฯ เช่น ลดกำลัง
สูงสุดของเครื่องยนต์, เปลี่ยนไปใช้กันชนยางสีดำ และ ยกความสูงรถขึ้นมาอีก 1.5 นิ้วเพื่อ
ให้ผ่านมาตรฐานความสูงไฟหน้า ต่อมาในปี 1974 ตัวถัง GT Coupe ได้หยุดการผลิต สำหรับ
ตัวถัง Roadster ผลิตไปจนถึงเดือนตุลาคม 1980 เมื่อโรงงาน MG ในเมือง Abingdon ของ
ประเทศอังกฤษปิดตัวหลัง British Leyland พยายามลดค่าใช้จ่ายเพื่อเอาตัวรอด

MG_8415

MG MGB ผลิตขึ้นมาทั้งสิ้น 513,272 คัน แบ่งออกเป็นตัวถัง Roadster 387,675 คัน และ
ตัวถัง GT Coupe อีก 125,597 คัน มีการประมาณว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของ MGB ทั้งหมด
อยู่ในประเทศสหรัฐ สำหรับราคาตอนเปิดตัวนั้น ตัวถัง Roadster มีราคาอยู่ที่ 2,500
ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือราว 88,000 บาท ส่วนตัวถัง GT Coupe มีราคาอยู่ที่ 3,095 ดอลล่าร์
สหรัฐฯ หรือราว 110,000 บาท

mg-abingdon-edition-by-frontline-is-a-neat-little-roadster-video-photo-gallery_2

กลับมาดูที่ MG Abingdon ซึ่งเป็นการนำ MGB มาชุบชีวิตใหม่กันต่อ โดยที่กระบวนการ
จะเริ่มจากการนำ MGB ดั้งเดิมมาฟื้นฟู โดยการรื้อถึงโครงสร้างซึ่งใช้เวลาหลายเดือน
พร้อมเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังที่สร้างด้วยมือ เบิกใหม่จาก British Motor Heritage และ
ทุกชิ้นส่วนจะได้รับการจัดทรงให้เข้ามุมเดิมมากที่สุด

Abingdon_Bodies-580x436

ห้องโดยสารบุทั้งวัสดุซับเสียง และ กันความร้อนตั้งแต่พื้นรถจนถึงแผงประตู สำหรับวัสดุ
ตกแต่งมีทั้งวัสดุ Alcantara และหนังพร้อมการเดินด้ายแบบ French Stitch ในส่วนของ
คอลโซลหน้ายังคงรูปทรงเดิมเอาไว้ แต่เปลี่ยนหน้าปัดด้านในเป็นแบบดิจิทอล พร้อมระบุ
หมายเลขรถยนต์คันนั้นด้วย ส่วนชื่อรุ่น Abingdon Edition จะปรากฏอยู่บนกันเตะบริเวณ
ธรณีประตู

Abingdon_Internals-580x436

อุปกรณ์สมัยใหม่ ที่ซ่อนอยู่ในรถยนต์คันนี้ ประกอบไปด้วย Central Lock, กระจกไฟฟ้า,
พวงมาลัยเพาเวอร์, ระบบปรับอากาศ, Push Start, ระบบเครื่องเสียงจาก JL Audio ที่
ด้านนอกดูเป็นวิทยุทรงโบราณแต่รองรับ CD, USB และเชื่อมต่อ iPod ได้ นอกจากนี้
ยังมีพวงมาลัยเพาเวอร์ และยังสามารถติดตั้งระบบนำทางได้ด้วย

6_PH_Frontline_MG_Abingdon_

ขุมพลัง และ ระบบส่งกำลังยกมาจาก 2015 Mazda MX-5 กับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ
2.5 ลิตร ผ่านการขยายความจุ, เพิ่มวาล์วแปรผัน, เปลี่ยนลูก-ก้าน-ข้อ วัสดุ Forged
ให้กำลังสูงสุด 293 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 33.24 กก-ม.
(326 นิวตันเมตร) ที่ 5,200 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ส่งกำลัง
ผ่านล้อคู่หลัง ให้อัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุด
อยู่ที่ 257 กิโลเมตร/ชั่วโมง

Abingdon_Engine-580x436

ช่วงล่างปรับอิสระ ด้านหลังเป็นแบบ 6 จุด ระบบเบรกเปลี่ยนมาใช้คาลิปเปอร์ 4 พอต
ในด้านหน้า และ 2 พอตในด้านหลัง  MG Abingdon Edition ออกจำหน่ายในราคา
86,475 ปอนด์หรือราว 3,257,000 บาท ใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถตาม
ไปยังเว็บไซต์ของ Frontline Developments ข้างล่างนี้ได้เลย

56fb9a21d2818_frontlineae8

ที่มา : frontlinedevelopments, danjedlicka