หลังดีลการควบรวมบริษัทของ Nissan กับ Honda ล่มไปในปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยการออกมาตรการรัดเข็มขัดขนานใหญ่ ทั้งปลดพนักงานทั่วโลกกว่า 20,000 ราย, ปิดโรงงานผลิตรถยนต์ 7 แห่งทั่วโลก, ขายทีมฟุตบอล Yokohama F-Marinos รวมถึงสำนักงานใหญ่ และ ออกมาตรการร่นระยะเวลา ที่ใช้ในการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ให้สั้นลง แต่ทั้งหมดนี้ดูเหมือนว่ายังไม่เพียงพอ ที่จะช่วยลดสภาวะปัญหาการเงินของ Nissan ที่อาจจะปิดปีงบประมาณในสิ้นเดือนนี้ ด้วยสภาวะขาดทุนสุทธิระดับ 4,200 ล้าน USD (ราว 132,000 ล้านบาท)
ทั้งหมดนี้จึงเป็นสาเหตุที่ Ivan Espinosa ตำแหน่ง CEO ของ Nissan ยังแสดงท่าทีความเป็นไปได้ของการขายบริษัท โดยเขาให้สัมภาษณ์ว่า ‘มีเรื่องราวที่น่ากลัวเกิดขึ้นมากมายทุกเช้า’ พร้อมกับอธิบายว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะให้บริษัทที่มีขนาดใหญ่เท่านี้ พร้อมปรับตัวตามอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อ Espinosa ได้รับคำถามว่า ยังมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ Nissan จะขายบริษัท หลังจากที่ดีลกับ Honda ล่มลง ซึ่งคำตอบของเขาคือ ‘อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกที่บ้าบอเช่นนี้’
Espinosa ยังให้สัมภาษณ์ต่อ โดยระบุว่า ‘Nissan ได้สูญเสียตัวตนของเราไป เราลืมไปว่าเราเป็นใคร และเราได้กลายเป็นบริษัทที่มีเป้าหมายทางการเงิน ในอดีตยังเคยมีปัญหาทางการเมืองมากมาย รวมไปถึงความเครียด และประเด็นเรื่องผู้บริหาร แต่ทั้งหมดไม่เป็นประเด็นอีกต่อไปแล้ว’ ส่วนหนทางการรับมือกับการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าจีน ในหลายตลาดใหญ่ทั่วโลก CEO ของ Nissan ตอบว่า ‘หนทางเดียวที่จะรับมือได้คือต้องไวและคล่องแคล่วกว่า’
แม้ฟังดูแล้ว Nissan จะตกอยู่ในสภาวะลำบาก แต่การขายบริษัทไม่ใช่ทางออกเดียวที่ Espinosa มองเอาไว้ โดยเขาระบุว่า ‘คุณต้องเปิดกว้างและยืดหยุ่น’ ซึ่งนั่นหมายความว่า Nissan อาจขยายความร่วมมือหลายรูปแบบกับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ อย่างการเซ็นสัญญาผลิตรถยนต์ให้ผู้ผลิตรายอื่น แบบที่ Renault ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถตู้ให้ Ford รวมไปถึงการผลิต Geely ในบราซิล คำว่า ‘อะไรก็เกิดขึ้นได้’ ที่ CEO ของ Nissan กล่าวจึงอาจไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นก็เป็นได้
