ราคาอย่างเป็นทางการ Ferrari LUCE
- Ferrari Luce : เริ่มต้น 33,840,000 บาท
นำเข้าทั้งคัน (CBU) จากโรงงาน Ferrari E-Building เมือง Maranello ประเทศอิตาลี
โดยบริษัท Cavallino Motors Co. Ltd, ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Ferrari อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
Ferrari เปิดศักราชบทใหม่ของแบรนด์ม้าลำพองอย่างเป็นทางการ ด้วยการเผยโฉม Ferrari Luce รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประวัติศาสตร์บริษัท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Ferrari ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าผ่านรถยนต์ Hybrid และ Hypercar อย่าง SF90 Stradale, 296 GTB รวมถึง F80 ก่อนจะนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาต่อยอดสู่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้น ภายใต้แนวคิด Made in Maranello ทั้งงานวิศวกรรม การออกแบบ และการผลิต
แม้หลายคนอาจมองว่า Luce คือเพียง Ferrari ที่เปลี่ยนจากเครื่องยนต์ V8 หรือ V12 มาใช้แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ในความเป็นจริง Ferrari กลับมองรถรุ่นนี้แตกต่างออกไป เพราะทีมพัฒนาเริ่มต้นโครงการด้วยคำถามว่า หาก Ferrari ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2026 แทนที่จะเป็นปี 1947 รถยนต์ Ferrari คันแรกควรมีหน้าตาและบุคลิกแบบใด ส่งผลให้ Luce ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Ferrari รุ่นใดรุ่นหนึ่งในอดีต แต่เป็นการพัฒนาขึ้นเพื่อการเป็น Ferrari ในยุคขุมพลังไฟฟ้าโดยเฉพาะ
ผลลัพธ์คือรถยนต์ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีใหม่กว่า 60 สิทธิบัตร ตั้งแต่สถาปัตยกรรมไฟฟ้า 880 โวลต์ มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวที่พัฒนาขึ้นเอง แบตเตอรี่แบบ Structural Battery Pack ไปจนถึงระบบ Torque Shift Engagement ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาอารมณ์การขับขี่แบบ Ferrari เอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยทั้งหมดถูกพัฒนาและประกอบขึ้นที่โรงงาน Ferrari E-Building แห่งใหม่ ณ เมือง Maranello ประเทศอิตาลี ซึ่ง Ferrari ระบุว่านี่ไม่ใช่เพียงรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของบริษัท แต่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่จะกำหนดทิศทางของแบรนด์ไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
Ferrari Luce ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด ส่งผลให้มีขนาดตัวถังใหญ่ที่สุดรุ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ โดยมีมิตัวถัง ดังนี้
- ความยาว 5,010 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 2,040 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,490 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ 3,010 มิลลิเมตร
- พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาด 540 ลิตร
- พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk) อีก 70 ลิตร
เทียบกับรถรุ่นอื่นๆ ของ Ferrari (ยาว x กว้าง x สูง / ฐานล้อ)
- Luce : 5,010 x 2,040 x 1,490 / 3,010 มิลลิเมตร
- Purosangue : 4,973 x 2,028 x 1,589 / 3,018 มิลลิเมตร
- GTC4Lusso : 4,922 x 1,980 x 1,383 / 2,990 มิลลิเมตร
- FF : 4,907 x 1,953 x 1,379 / 2,990 มิลลิเมตร
- Roma : 4,656 x 1,974 x 1,301 / 2,670 มิลลิเมตร
- 12 Cilindri : 4,733 x 2,176 x 1,292 / 2,700 มิลลิเมตร
ในด้านงานออกแบบ Ferrari Luce ถือเป็นหนึ่งใน Ferrari ที่ฉีกกรอบแนวคิดเดิมของแบรนด์มากที่สุด โดยทีมออกแบบเลือกใช้แนวคิด Single Clean Volume สร้างรูปทรงตัวถังที่ดูราวกับถูกแกะสลักขึ้นจากมวลเดียวกัน ลดการใช้เส้นสายและพื้นผิวที่ซับซ้อนให้น้อยที่สุด แตกต่างจาก Ferrari ยุคเครื่องยนต์วางหน้าแบบดั้งเดิมที่มักมีฝากระโปรงยาวและห้องโดยสารถูกดันไปด้านหลัง ด้วยข้อได้เปรียบของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ทำให้ Luce มีสัดส่วนที่กระชับมากขึ้น ห้องโดยสารถูกขยับไปด้านหน้า ขณะที่หลังคาทอดยาวต่อเนื่องไปจนถึงส่วนท้ายแบบ Fastback ผสานรายละเอียดทางอากาศพลศาสตร์เข้ากับงานออกแบบอย่างแนบเนียน
ด้านหน้าของ Luce มาในแนวทางใหม่ที่ Ferrari เรียกว่า Floating Wing ซึ่งเชื่อมชุดไฟหน้า LED เข้าด้วยกันผ่านแถบสีดำพาดเต็มความกว้างตัวรถ ขณะที่กันชนหน้าถูกออกแบบให้มีช่องรับอากาศและม่านอากาศ (Air Curtain) ซ่อนตัวอยู่ภายในพื้นผิวตัวถังอย่างกลมกลืน ส่วนด้านท้ายโดดเด่นด้วยไฟท้าย LED ทรงกลมคู่ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Ferrari ในอดีต แต่ถูกตีความใหม่ให้มีความล้ำสมัยมากขึ้น พร้อมกระจกบานท้ายขนาดใหญ่และสปอยเลอร์แบบ Active Aerodynamics ที่สามารถปรับองศาการทำงานตามความเร็วและสภาวะการขับขี่
ภายในห้องโดยสารของ Ferrari Luce ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดภายใต้แนวคิด Dual Cockpit ที่แยกพื้นที่ของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเน้นความเรียบง่ายและลดความซับซ้อนของชิ้นส่วนตกแต่งเมื่อเทียบกับ Ferrari รุ่นปัจจุบัน ภายใต้ความร่วมมือกับทีมออกแบบ LoveFrom ของ Sir Jony Ive ส่งผลให้ห้องโดยสารมีบรรยากาศคล้ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีระดับไฮเอนด์มากกว่ารถสปอร์ตแบบดั้งเดิม แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็น Ferrari เอาไว้อย่างครบถ้วน
อุปกรณ์มาตรฐานประกอบด้วยชุดมาตรวัดดิจิทัลสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 17.5 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งสามารถแสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบนำทาง หรือข้อมูลด้านสมรรถนะได้อย่างอิสระ อย่างไรก็ตาม Ferrari เลือกออกแบบให้หน้าจอทั้งหมดถูกผสานเข้ากับแผงคอนโซลอย่างกลมกลืน แทนการเน้นขนาดจอให้โดดเด่นเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นในตลาด
แม้ Luce จะเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดของ Ferrari แต่บริษัทกลับให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงมากกว่าการควบคุมผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียว โดยนำปุ่มกดจริง ลูกบิดจริง และสวิตช์ควบคุมหลักกลับมาใช้งานอีกครั้ง ทั้งระบบปรับอากาศ ฟังก์ชันด้านความบันเทิง และโหมดการขับขี่ ขณะที่พวงมาลัยยังคงติดตั้งปุ่ม Start และสวิตช์ Manettino ตามแบบฉบับ Ferrari รวมถึง Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับ Regenerative Braking และระบบ Torque Shift Engagement ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างอารมณ์การขับขี่ให้ใกล้เคียงกับรถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปมากที่สุด


หัวใจสำคัญของ Luce คือสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูง 880 โวลต์ ที่ Ferrari พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด ช่วยลดกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลัง และลดความร้อนสะสมภายในวงจรไฟฟ้า รองรับการชาร์จไฟกระแสตรง DC Fast Charging กำลังสูงสุด 350 kW โดย Ferrari ระบุว่าสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10 – 80% ได้ภายในเวลาประมาณ 18 นาที ขณะเดียวกันยังช่วยให้ระบบขับเคลื่อนสามารถรองรับกำลังระดับมากกว่า 1,000 แรงม้าได้อย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างตัวรถผลิตจากอะลูมิเนียมหลากหลายรูปแบบ ทั้ง Aluminium Casting, Extrusion และ Aluminium Sheet ซึ่งถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดสำหรับ Luce โดยเฉพาะ เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแรงของตัวถัง ขณะที่ชุดแบตเตอรี่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเก็บพลังงาน แต่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรถหรือ Structural Battery Pack ช่วยเพิ่มความแข็งแรงในการบิดตัว (Torsional Rigidity) และความแข็งแรงในการดัดตัว (Bending Rigidity) ของตัวถังอีกด้วย
ระบบกักเก็บพลังงานเป็นแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 122 kWh ประกอบด้วยเซลล์จำนวน 210 เซลล์ต่ออนุกรม มีความหนาแน่นพลังงานระดับ 195 Wh/kg โดย Ferrari พัฒนาและประกอบแบตเตอรี่ภายในโรงงาน Maranello เองทั้งหมด แตกต่างจากผู้ผลิตหลายรายที่เลือกซื้อโมดูลหรือแพ็กแบตเตอรี่สำเร็จรูปจากซัพพลายเออร์ภายนอก
ขุมพลังขับเคลื่อนประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor (PMSM) จำนวน 4 ตัว แยกขับเคลื่อนอิสระทั้งสี่ล้อ โดย Ferrari ระบุว่ามอเตอร์เหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจาก Ferrari F80 Hypercar มอเตอร์คู่หน้าสามารถหมุนได้สูงสุด 30,000 รอบต่อนาที ขณะที่มอเตอร์คู่หลังหมุนได้สูงสุด 25,500 รอบต่อนาที ให้กำลังรวมทั้งระบบ 1,035 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่สามารถควบคุมแยกอิสระในแต่ละล้อได้แบบ Real-time
Ferrari ยังพัฒนาอินเวอร์เตอร์ประสิทธิภาพสูงขึ้นเอง โดยมีประสิทธิภาพการแปลงพลังงานมากกว่า 98% ช่วยลดการสูญเสียพลังงานในระบบไฟฟ้า พร้อมลดขนาดและน้ำหนักของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังเมื่อเทียบกับระบบทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี Resonant Converter เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบช่วงล่างและระบบควบคุมไฟฟ้าต่างๆ ภายในรถ
อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือ Vehicle Control Unit รุ่นใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนสมองกลกลางของตัวรถ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมอเตอร์ ระบบเบรก ระบบควบคุมเสถียรภาพ ช่วงล่าง และระบบขับเคลื่อนทั้งคัน โดยสามารถประมวลผลข้อมูลได้มากกว่า 200 ครั้งต่อวินาที ทำงานร่วมกับระบบ Side Slip Control เวอร์ชันล่าสุดของ Ferrari เพื่อรักษาสมดุลและการตอบสนองในการขับขี่ให้ใกล้เคียงกับรถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปมากที่สุด
เพื่อแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าที่มักให้ความรู้สึกเร่งความเร็วแบบต่อเนื่องจนขาดอารมณ์ร่วม Ferrari จึงพัฒนาระบบ Torque Shift Engagement ขึ้นมาใหม่ โดยผู้ขับสามารถใช้ Paddle Shift ด้านขวาเพื่อสร้างจังหวะการส่งกำลังเสมือนการเปลี่ยนเกียร์ของรถสปอร์ตแบบดั้งเดิม ขณะที่ Paddle Shift ด้านซ้ายใช้ควบคุมระดับ Regenerative Braking ได้หลายระดับ ช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมรถและสร้างความรู้สึกเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับกับตัวรถมากยิ่งขึ้น
ในด้านช่วงล่าง Luce ติดตั้งระบบ Semi-Virtual Double Wishbone รุ่นใหม่ พร้อม High-mounted Upper Arm ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานร่วมกับระบบ Active Suspension ที่พัฒนาต่อยอดจาก Ferrari Purosangue และ F80 รวมถึงระบบเลี้ยวล้อหลัง Rear-Wheel Steering ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในความเร็วต่ำและเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ความเร็วสูง
ระบบเบรกเลือกใช้ Carbon Ceramic Brake เจเนอเรชันล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการเบรกด้วยผ้าเบรกแบบดั้งเดิมและการทำงานร่วมกับระบบ Regenerative Braking ของมอเตอร์ไฟฟ้า โดย Ferrari ระบุว่าสามารถผสานการทำงานของทั้งสองระบบได้อย่างแนบเนียน จนผู้ขับแทบไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนผ่านระหว่างการหน่วงความเร็วด้วยมอเตอร์และการเบรกด้วยระบบไฮดรอลิก
นอกจากนี้ Ferrari ยังพัฒนาระบบเสียงแบบใหม่ที่แตกต่างจากรถ EV ทั่วไป โดยใช้ข้อมูลจากการทำงานจริงของมอเตอร์และชุดขับเคลื่อนมาประมวลผลแบบ Real-time ก่อนส่งผ่านลำโพงภายในและภายนอกตัวรถ ทำให้เสียงที่ผู้ขับได้ยินมีพื้นฐานมาจากการทำงานจริงของระบบขับเคลื่อน มากกว่าการสร้างเสียงสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นในตลาด
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Ferrari Luce ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเพียง Ferrari ที่ใช้ไฟฟ้า แต่เป็นการสร้าง Ferrari ขึ้นใหม่ทั้งคันสำหรับยุคแห่งพลังงานไฟฟ้า โดยยังคงรักษาหัวใจสำคัญของแบรนด์เอาไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ ความแม่นยำในการควบคุม และความรู้สึกเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับกับตัวรถ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของทีมวิศวกรจาก Maranello ตลอดการพัฒนารถรุ่นนี้
Cavallino Motors เปิดเผยว่า ประเทศไทยทำสถิติมียอดจอง Ferrari Luce สูงสุดในภูมิภาคอาเซียน หลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตอกย้ำความนิยมของ ชาวม้าลำพองไทยที่มีต่อ Ferrari และความเชื่อมั่นในนวัตกรรมยุคใหม่ของแบรนด์
การทุบสถิติตัวเลขยอดจองสูงสุดในอาเซียนของประเทศไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงศักยภาพของแบรนด์เฟอร์รารี่ในไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของกลุ่มผู้ซื้อชาวไทยที่มองข้ามกรอบดีไซน์แบบเดิมๆ และพร้อมก้าวข้ามสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงและล้ำหน้าที่สุดของเฟอร์รารี่
แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่ Click Here
