หากย้อนกลับไปนับตั้งแต่ BMW 1 Series M Coupe ในปี 2011 ไล่เรียงมาจนถึง BMW M2 ทุกรุ่น ทุกเจเนอเรชัน ต่างมีจุดยืนร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือการเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงขนาดกะทัดรัดที่ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD แตกต่างจากพี่ใหญ่ในตระกูลอย่าง M3 และ M4 ที่ภายหลังเริ่มเปิดทางเลือกให้กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ M xDrive เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านสมรรถนะและการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพละกำลังของเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง TwinPower Turbo ขยับขึ้นมาแตะระดับ 480 แรงม้า ประกอบกับความต้องการของลูกค้าในหลายตลาดที่ต้องการทั้งอัตราเร่งที่รวดเร็ว การยึดเกาะที่มั่นใจ และความสามารถในการใช้งานได้ตลอดทั้งปี BMW M จึงตัดสินใจก้าวข้ามธรรมเนียมเดิม ด้วยการเปิดตัว BMW M2 M xDrive รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมนำระบบขับเคลื่อน 4 ล้อสมรรถนะสูงเข้ามาเป็นทางเลือกเพิ่มเติม โดยยังคงรักษาคาแรกเตอร์การขับขี่แบบรถ M เอาไว้ผ่านการเซ็ตระบบให้มีบุคลิกแบบ Rear-Wheel Bias และสามารถเลือกโหมดขับเคลื่อนล้อหลังได้เช่นเดิม

 

งานออกแบบภายนอกของ BMW M2 M xDrive ใหม่ ยังคงเหมือนกับ M2 MY2024 ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นกันชนหน้าทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ ซุ้มล้อโป่งตามสไตล์รถยนต์ตระกูล M ชุดหลังคา Carbon Fiber ตลอดจนล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ด้านหน้า และ 20 นิ้ว ด้านหลัง ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดในรุ่นปี 2026 คือการเพิ่มเฉดสีตัวถังใหม่จาก BMW Individual อย่าง Borusan Turkish Blue ซึ่งถูกนำมาใช้กับ M2 เป็นครั้งแรก ช่วยเพิ่มความโดดเด่นและแตกต่างจากรุ่นเดิมมากยิ่งขึ้น

 

หัวใจสำคัญยังคงเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร TwinPower Turbo กำลังสูงสุด 480 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 จังหวะ พร้อม Drivelogic แต่เพิ่มระบบส่งกำลัง M xDrive และ Active M Differential เข้ามาช่วยกระจายแรงบิดระหว่างล้อทั้งสี่อย่างแปรผันตามสภาพการขับขี่ ส่งผลให้การยึดเกาะ การเร่งความเร็ว และเสถียรภาพโดยรวมดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

ระบบ M xDrive ใช้คลัตช์หลายแผ่นแบบควบคุมด้วยไฟฟ้า (Electronically Controlled Multi-plate Clutch) ภายในชุด Transfer Case สามารถกระจายกำลังระหว่างล้อหน้าและล้อหลังได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว บุคลิกการกระจายกำลังยังคงเป็นแบบ Rear-wheel Bias หรือเน้นส่งกำลังไปยังล้อหลังก่อนตามแนวทางของรถ M โดยในสถานการณ์ปกติ ระบบจะขับเคลื่อนล้อหลังเพียงอย่างเดียว และจะส่งกำลังไปยังล้อหน้าเมื่อจำเป็นเท่านั้น เพื่อรักษาความรู้สึกการขับขี่แบบรถสปอร์ตขับหลังเอาไว้ให้มากที่สุด

ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกโหมดการทำงานผ่านเมนู M Setup ได้ โดยมีโหมด 2WD ที่ตัดการทำงาน DSC ออก และส่งกำลังไปยังล้อหลังเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ได้อารมณ์การขับขี่แบบ Pure Rear-Wheel Drive อย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับ เฟืองท้าย Active M Differential ระบบควบคุมการลื่นไถล M-specific Traction Control แบบปรับระดับได้ รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว DSC (Dynamic Stability Control) เพื่อเพิ่มการยึดเกาะ ความแม่นยำในการเข้าโค้ง และเสถียรภาพขณะใช้ความเร็วสูงหรือขับในสภาพพื้นผิวลื่น

 

การเพิ่มระบบ M xDrive ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มการยึดเกาะถนนเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะการเร่งความเร็ว โดย BMW M2 M xDrive ใหม่ ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 3.7 วินาที เร็วกว่ารุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง 0.3 วินาที และใช้เวลาเพียง 12.8 วินาที สำหรับการเร่งจากจุดหยุดนิ่งถึง 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่สามารถถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์ลงสู่พื้นผิวถนนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตัวเลขสมรรถนะเคลมจากโรงงาน มีดังนี้

  • 0-100 km/h ภายใน 3.7 วินาที
  • 0-100 km/h (One-foot rollout) ภายใน 3.4 วินาที
  • 0-200 km/h ภายใน 12.8 วินาที
  • 0-200 km/h (One-foot rollout) ภายใน 12.5 วินาที
  • 80-120 km/h ภายใน 3.7 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด ทำได้ 250 km/h
  • ความเร็วสูงสุด เมื่อติดตั้ง M Driver’s Package ทำได้ 285 km/h

(One-foot rollout เป็นวิธีวัดอัตราเร่งที่นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา หลักการคือ ไม่นับเวลาในช่วงที่รถเริ่มเคลื่อนที่จากจุดหยุดนิ่งจนถึงระยะประมาณ 1 ฟุต หรือ 30.5 เซนติเมตรแรก แล้วจึงเริ่มจับเวลาอัตราเร่ง)

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการติดตั้งเทคโนโลยี BMW M Ignite ซึ่งเป็นระบบเผาไหม้แบบ Pre-Chamber Combustion ที่ BMW จดสิทธิบัตรไว้ และพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีรถแข่ง

หลักการคือการสร้างห้องเผาไหม้ขนาดเล็ก (Pre-Chamber) ก่อนจุดระเบิดในห้องเผาไหม้หลัก ช่วยให้การลุกไหม้ของเชื้อเพลิงมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะโหลดสูง เช่น การขับในสนามแข่งหรือการเร่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน ข้อดีของระบบดังกล่าว คือ ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในช่วงโหลดสูง ลดการปล่อยไอเสีย รองรับมาตรฐานมลพิษ EU7 แต่ยังรักษาคาแรกเตอร์การตอบสนองฉับไวของเครื่องยนต์ M เอาไว้เช่นเดิม

โดยทาง BMW ระบุว่า เทคโนโลยี BMW M Ignite จะเริ่มนำมาใช้กับเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงของ BMW M ทุกรุ่นตั้งแต่กลางปี 2026 เป็นต้นไป

ที่มา : BMW